Friday, 19 June 2026
NewsFeed

GISTDA ร่วมยินดี CUSAT จุฬาฯ ชนะโครงการ KiboCUBE จากผู้สมัครกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ร่วมมือข้ามสาขาวิชาจากสองมหาวิทยาลัย เน้นแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและศึกษา

GISTDA ขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จครั้งสำคัญของนิสิตจากชมรมเทคโนโลยีดาวเทียมและอวกาศ จุฬาฯ (Chulalongkorn University Satellite and Aerospace Technology Club) หรือ CUSAT ที่ได้รับการประกาศให้เป็น “Awardee” ในโครงการ KiboCUBE Programme 9th Round ซึ่งเป็นโครงการอวกาศระดับนานาชาติ จากผู้สมัครมากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก

โครงการ KiboCUBE เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานกิจการอวกาศแห่งสหประชาชาติ (UNOOSA) และองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยีอวกาศ และเปิดโอกาสให้สถาบันการศึกษาจากประเทศกำลังพัฒนาได้ส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ การประกาศผลอย่างเป็นทางการจัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ภายในงาน COPUOS 2026 Side Event ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย

ความสำเร็จในครั้งนี้ขับเคลื่อนโดยนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นหลัก ร่วมกับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยมีการทำงานร่วมกันแบบข้ามสาขาวิชา ทั้งจากคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะนิติศาสตร์ ทีม CUSAT เริ่มต้นจากการเข้าร่วมโครงการ School Satellite 2024 ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA จากนั้นได้ส่งข้อเสนอโครงการ KiboCUBE Programme 9th Round ช่วงเดือนมิถุนายน 2568 ผ่านการให้คำปรึกษาจาก GISTDA กระบวนการคัดเลือกรวมถึงการปรับปรุงผลงานอย่างเข้มข้นจนผ่านเข้ารอบ 3 ทีมสุดท้าย และได้รับการคัดเลือกเป็นทีมชนะเลิศในที่สุด

ทีม CUSAT ได้พัฒนาดาวเทียมดวงแรกของชมรมฯ ร่วมกับ GISTDA ภายใต้ชื่อ “CUSAT-1” ซึ่งเป็นดาวเทียมคิวบ์แซตขนาด 1U โดยมีกำหนดปล่อยขึ้นสู่อวกาศในปี 2028 ภารกิจหลักของดาวเทียมดวงนี้มุ่งเน้นที่การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการทรัพยากร ได้แก่
-การติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย
-การตรวจจับร่องรอยการเผาพื้นที่เกษตรจากภาพถ่ายดาวเทียม
-การสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การลดความเสียหายทางการเกษตร และติดตามปัญหามลพิษทางอากาศจากการเผาในที่โล่ง

นอกจากภารกิจด้านสิ่งแวดล้อม โครงการ CUSAT-1 ยังมุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษา โดยการพัฒนาระบบที่เปิดให้นักเรียน นักศึกษา และสถาบันการศึกษาสามารถเข้าถึงการควบคุมดาวเทียมจริง รับข้อมูลจากสถานีภาคพื้นดิน และวิเคราะห์ข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โครงการนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพบุคลากรด้านอวกาศของประเทศไทยอย่างแท้จริง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1445489294284269&id=100064696360794&rdid=oc95uazUQcLuCgHY#

WHA Group ทะยานสู่ภูมิภาค!! ติด Fortune Southeast Asia 500 กำไรปกติปี 2565 ทะลุ 5.2 พันล. New Record High ต่อเนื่องปีที่ 4 ลงทุน 1.65 หมื่นล. ดันเศรษฐกิจใหม่

WHA Group ติดทำเนียบ “Fortune Southeast Asia 500 ประจำปี 2026” ตอกย้ำผู้นำ ภูมิภาค ด้วย กำไรปกติปี 2025 รวม 5,261 ล้านบาท ทุบสถิติรอบใหม่ สร้าง New Record High ต่อเนื่อง ติดต่อกันเป็นปีที่ 4

สมุทรปราการ – บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group ประกาศความสำเร็จ ครั้งสำคัญบนเวทีระดับภูมิภาค หลังได้รับการจัดอันดับ ให้เป็นหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในทำเนียบ “Fortune Southeast Asia 500 ประจำปี 2026” ซึ่งจัดทำโดย Fortune นิตยสารธุรกิจ และการเงินชั้นนำระดับโลก โดยความสำเร็จในครั้งนี้ สะท้อนถึง เสถียรภาพทางการเงินที่มั่นคง และการเติบโต ทางธุรกิจที่แข็งแกร่งขององค์กรในระดับภูมิภาคอย่างเด่นชัด

การจัดอันดับในทำเนียบ Fortune Southeast Asia 500 ในปีนี้ พิจารณาจากเกณฑ์รายได้รวม ขั้นต่ำของบริษัทชั้นนำจาก 7 ประเทศในภูมิภาค ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และกัมพูชา สำหรับผลประกอบการในปีงบประมาณ 2025 ที่ผ่านมา WHA Group สามารถสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยมีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรปกติสูงถึง 18,108 ล้านบาท พร้อมทำกำไรปกติอยู่ที่ 5,261 ล้านบาท เติบโตขึ้น 16% สร้าง New Record High ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 ซึ่งเป็นผลสำเร็จอย่าง เป็นรูปธรรมจากการขับเคลื่อน 5 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ โลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม สาธารณูปโภคและพลังงาน ดิจิทัล และโมบิลิตี้ ภายใต้แบรนด์ Mobilix โซลูชันระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ครบวงจร

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “การได้รับการยอมรับและจัดอันดับให้อยู่ในทำเนียบ Fortune Southeast Asia 500 ในปีนี้ ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความน่าเชื่อถือ ความมั่นคง ทางการเงิน และทิศทางกลยุทธ์ที่ถูกต้อง ขององค์กรในการขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาค ภายใต้ความมุ่งมั่น ‘WHA: SHAPE THE FUTURE FOR THAILAND’ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ อุตสาหกรรม และการลงทุนสู่ยุคเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) พร้อมยกระดับองค์กรสู่ Intelligent Enterprise ผ่านงบลงทุนรวมกว่า 16,500 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน”

การก้าวเข้าสู่ทำเนียบระดับภูมิภาคของ WHA Group ในครั้งนี้ จึงเป็นเสมือนสิ่งยืนยันที่ช่วย สร้างภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงที่ดี ให้แก่องค์กรในระดับสากล พร้อมตอกย้ำความพร้อม ในการรองรับเมกะเทรนด์โลก (Global Megatrends) โดยเฉพาะการย้ายฐานการผลิตของกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตมายังภูมิภาคนี้ต่อไป

จีนประหารอดีตซีอีโอ CNOOC!! คดีคอร์รัปชันรัฐวิสาหกิจใหญ่ อดีตซีอีโอรับสินบนกว่า 163 ล้านหยวน ศาลตัดสินประหารชีวิตยึดอำนาจผิดกฎหมาย สะท้อนมาตรการเข้มงวดปราบคอร์รัปชันจีน

จีนพิพากษาประหารชีวิตอดีตผู้บริหารระดับสูง CNOOC เซ่นคดีทุจริต

จีนพิพากษาประหารชีวิตอดีตผู้บริหารระดับสูง CNOOC เซ่นคดีทุจริตและรับสินบนมูลค่ากว่า 163 ล้านหยวน

สำนักข่าวซินหัวรายงานคำตัดสินคดีคอร์รัปชันครั้งใหญ่ในรัฐวิสาหกิจจีน โดยศาลมีคำสั่งพิพากษาประหารชีวิต นายหยวน กวงหยู (Yuan Guangyu) อดีตรองประธานและซีอีโอของบริษัท China National Offshore Oil Corporation (CNOOC) ในวัย 67 ปี

ศาลตัดสินว่านายหยวนมีความผิดจริงในข้อหาทุจริตคอร์รัปชันครั้งใหญ่ การรับสินบน และการใช้อำนาจในทางมิชอบ นายหยวนได้กระทำการรับสินบนรวมเป็นมูลค่ากว่า 163 ล้านหยวน หรือคิดเป็นประมาณ 22.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ปี 2004 จนถึงปี 2024 นายหยวนได้ใช้อำนาจและตำแหน่งหน้าที่ในองค์กรเพื่อแสวงหาผลประโยชน์และเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจเอกชน

source: สำนักข่าวXinhua

สุยโจว จัดพิธีใหญ่!! รำลึกจักรพรรดิเหยียน ต้นกำเนิดเกษตรและแพทย์จีน พิธีเคร่งครัดตามมรดกชาติ ชาวจีนนอกแผ่นดินร่วมงานอบอุ่น

เมืองสุยโจวจัดพิธีสักการะจักรพรรดิเหยียนอย่างยิ่งใหญ่ สืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติ
คณะกรรมการจัดพิธีสักการะจักรพรรดิเหยียนแห่งสุยโจว

เช้าวันที่ 11 มิถุนายน (ตรงกับวันที่ 26 เดือน 4 ตามปฏิทินจันทรคติจีน อันเป็นวันคล้ายวันประสูติของจักรพรรดิเหยียน) ได้มีการจัดพิธีสักการะครั้งยิ่งใหญ่เพื่อรำลึกถึง "จักรพรรดิเหยียน" ปฐมบรรพชนแห่งการเกษตรและการแพทย์ของชนชาติจีน ณ เมืองสุยโจว มณฑลหูเป่ย ทางภาคกลางของจีน อันเป็นถิ่นกำเนิดของจักรพรรดิเหยียน ผู้เป็นที่รู้จักในอีกพระนามหนึ่งว่า "เสินหนง" หรือ "เทพกสิกร"

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นโดยความร่วมมือของสำนักงานกิจการไต้หวันแห่งคณะมุขมนตรีจีน สหพันธ์วงการวรรณกรรมและศิลปะแห่งประเทศจีน สหพันธ์ชาวจีนโพ้นทะเลที่หวนคืนสู่มาตุภูมิ สมาคมวัฒนธรรมเหยียน-หวงแห่งประเทศจีน และรัฐบาลประชาชนมณฑลหูเป่ย โดยมีชาวจีนจากฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน รวมถึงผู้แทนชาวจีนโพ้นทะเล ตลอดจนบุคคลจากหลากหลายวงการเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

พิธีเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการท่ามกลางท่วงทำนองอันสง่างามของระฆังโบราณ โดยดำเนินการอย่างเคร่งครัดตามแบบแผนพิธีสักการะเสินหนงแห่งสุยโจว ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติของจีน พิธีประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ 9 ประการ ได้แก่ การประโคมกลองและระฆัง การเปิดประตูศักดิ์สิทธิ์ การจุดเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ การถวายกระเช้าดอกไม้ การถวายธูปสักการะบรรพชน การกล่าวบทสดุดี การแสดงความเคารพต่อบรรพชนร่วมกัน การขับร้องบทสรรเสริญ และการสักการะรูปเคารพศักดิ์สิทธิ์

เมืองสุยโจวได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดสำคัญของดนตรีพิธีการ และยังเป็นที่ตั้งของ "เปียนจง" หรือชุดระฆังสัมฤทธิ์แห่งเจิงโหวอี้ ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น "สิ่งมหัศจรรย์อันดับแปดของโลก" เสียงประโคมกลองโบราณขนาดใหญ่และเสียงระฆังกังวานขับเน้นบรรยากาศอันสง่างาม เปี่ยมด้วยความขลังและความเคารพตลอดทั้งพิธี ซึ่งดำเนินไปอย่างกระชับ เป็นระเบียบ และสมพระเกียรติ

ขณะเดียวกัน ชุมชนท้องถิ่นยังได้ยกระดับพิธีสักการะจักรพรรดิเหยียนประจำปีให้เป็นกิจกรรมการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยในส่วนของพิธีการ นักเรียนนักศึกษาในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษาในเมืองสุยโจวได้เข้าร่วมขบวนพิธีและการแสดงทางวัฒนธรรม ขณะที่การเผยแพร่วัฒนธรรมสู่สาธารณชนก็ได้รับการส่งเสริมควบคู่กันไป ผ่านการบูรณาการวัฒนธรรมจักรพรรดิเหยียนเข้ากับการให้ความรู้ในสถานศึกษา การทำกิจกรรมของชุมชน รวมถึงการหล่อหลอมอัตลักษณ์และจิตวิญญาณของเมือง เพื่อธำรงรักษาขนบธรรมเนียมอันทรงคุณค่านี้ให้คงอยู่และสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมสนับสนุนต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายนถึงมิถุนายน โดยมีกิจกรรมแลกเปลี่ยนหลากหลายรูปแบบสำหรับชาวจีนจากฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน ตลอดจนชาวจีนโพ้นทะเล เพื่อให้ได้สัมผัสและเรียนรู้วัฒนธรรมของเมืองสุยโจวอย่างแท้จริง

ที่มา: คณะกรรมการจัดพิธีสักการะจักรพรรดิเหยียนแห่งสุยโจว

"ถุงหอมชิงหยาง" จากจีนบุกอุซเบฯ เปิดตลาดเอเชียกลางครั้งแรก ถุงหอมชิงหยางมูลค่า 2,000 ดอลลาร์ งดงามด้วยผ้าไหมสีเขียวมรกต บรรจุความหมายมงคลและวัฒนธรรมโบราณ

"ถุงหอมชิงหยาง" จากจีน เดินทางสู่อุซเบกิสถาน เปิดประตูสู่เอเชียกลางเป็นครั้งแรก

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา "ถุงหอมชิงหยาง" (Qingyang Scented Sachet) จำนวนหนึ่ง มูลค่าประมาณ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ได้ถูกจัดส่งจากมณฑลกานซูของจีนไปยังประเทศอุซเบกิสถาน นับว่าถุงหอมชิงหยางของจีนได้เข้าสู่ตลาดเอเชียกลางเป็นครั้งแรก

ถุงหอมดังกล่าวมีรูปทรง "บ๊ะจ่าง" อันเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิม ตัวถุงตัดเย็บจากผ้าไหมสีเขียวมรกต เย็บเก็บขอบอย่างประณีตบรรจง ด้านบนประดับสายห้อยเป็นเชือกถักจีนสีเขียวเข้ม ร้อยด้วยลูกปัดไม้เนื้อแข็งอย่างสวยงาม ส่วนด้านล่างตกแต่งด้วยจี้ไม้แกะสลักอักษรมงคล "ฝู" พร้อมพู่สีเขียวโทนเดียวกับสายห้อย บนตัวถุงปักลวดลายมังกรทอง ปลาคาร์ปสีแดง และเกลียวคลื่นด้วยเส้นด้ายหลากสีสัน พร้อมงานปักข้อความ "ผูกพันด้วยสายใยอันเหนียวแน่น" ด้วยฝีเข็มอันละเอียดและประณีต

ถุงหอมชิงหยาง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นหนึ่งในมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติชุดแรกของจีน ถือเป็นประเพณีสำคัญในช่วงเทศกาลเรือมังกรที่สืบทอดมานานหลายพันปีบริเวณที่ราบสูงดินลมหอบ (Loess Plateau) ของจีน โดยถุงหอมรูปทรงต่าง ๆ เช่น หัวเสือ สัญลักษณ์พิษทั้งห้า และบ๊ะจ่าง ล้วนสะท้อนความเชื่อพื้นบ้านและความปรารถนาที่เรียบง่ายของชาวจีนในการขับไล่สิ่งชั่วร้าย เสริมความเป็นสิริมงคล พร้อมทั้งอธิษฐานให้มีสุขภาพแข็งแรงและสมบูรณ์พูนสุข ถุงหอมปักลายสำหรับเทศกาลเรือมังกรเหล่านี้ได้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล กลายเป็นของที่ระลึกทางวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดมิตรภาพและความเข้าใจอันดีระหว่างจีนกับนานาประเทศ

ที่มา: ศูนย์สื่อบูรณาการชิงหยาง

น่านฟ้ารัสเซียถูกยกเป็นโล่เหล็ก!! ระบบป้องกันรัสเซียทำลายโดรนเกือบพัน ขีปนาวุธและระเบิดหลายลูกถูกสกัดไว้ สหรัฐฯป้องกันฐานทัพในอ่าวเปอร์เซียพลาด นักประวัติศาสตร์เตือนยุทธวิธีหวังผลทางการเมือง

ระบบป้องกันน่านฟ้าของรัสเซียปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม ยูรี คนูตอฟ นักประวัติศาสตร์ด้านการป้องกันภัยทางอากาศ กล่าวกับ Sputnik

เขาระบุว่า กองกำลังรัสเซียสามารถทำลายโดรนได้ราว 992 ลำ ขีปนาวุธร่อนพิสัยไกล 4 ลูก และระเบิดอีก 10 ลูก ในการโจมตีระลอกล่าสุดของยูเครน

เมื่อเปรียบเทียบกัน ระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ กลับพิสูจน์ให้เห็นว่าไร้ประสิทธิภาพอย่างยิ่ง หลังไม่สามารถป้องกันอิหร่านจากการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ได้ราว 15 แห่ง และทำให้ฐานทัพสหรัฐฯ 5 แห่งในอ่าวเปอร์เซียใช้งานไม่ได้

คนูตอฟมองว่า ยูเครนพยายามสร้างความหวาดกลัวต่อประชาชนพลเรือนของรัสเซีย ด้วยความหวังว่าจะบีบให้รัสเซียยอมจำนน

เขาอธิบายว่า “นี่คือยุทธวิธีคลาสสิกของผู้ก่อการร้ายข้ามชาติ คือจับประชาชนพลเรือนเป็นตัวประกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเมืองของตนเอง”

ที่มา : Sputnik

‘อ.อุ๋ย’ ซัดแนวคิด “ข้าราชการทำ รัฐมนตรีไม่เกี่ยว”!! สวนทางหลักกฎหมายมหาชน ปม TH-AI Passport ย้ำอำนาจรัฐมนตรีต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ โครงการพันล้านต้องกำกับเข้ม ชี้ไม่ก้าวก่ายราชการ ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องรับผิด

อ.อุ๋ย ซัดแนวคิด “ข้าราชการทำ รัฐมนตรีไม่เกี่ยว” สวนทางหลักกฎหมายมหาชน ปม TH-AI Passport

19 มิถุนายน 2569-- นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสเฟสบุ๊คแสดงความเห็นว่า

“เมื่อผมเห็นข่าวว่าคุณไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ชี้แจงข้อสงสัยของฝ่ายค้านเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport วงเงินประมาณ 1,600 ล้านบาท โดยระบุว่า รัฐมนตรีไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างได้ และได้เชื่อมั่นตามคำยืนยันของข้าราชการที่เกี่ยวข้อง นั้น

หากพิจารณาในเชิงกฎหมาย คำชี้แจงดังกล่าวก็มีส่วนที่ถูกต้องอยู่ เพราะกฎหมายมิได้เปิดโอกาสให้รัฐมนตรีเข้าไปกำหนดผู้ชนะการประมูล ล็อกสเปก หรือเข้าไปแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโดยมิชอบ เนื่องจาก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 186 วรรคสอง ได้บัญญัติห้ามรัฐมนตรีใช้สถานะหรือตำแหน่งเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือโดยมิชอบ

นอกจากนี้ พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 8 ยังได้วางหลักพื้นฐานของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้เป็นไปตามหลักความคุ้มค่า ความโปร่งใส มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ตรวจสอบได้ และเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ขณะที่การดำเนินการในรายละเอียด เช่น การกำหนดขอบเขตของงาน (Terms of Reference: TOR) การพิจารณาข้อเสนอ และการตรวจรับพัสดุ เป็นหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม การที่รัฐมนตรีไม่อาจเข้าไปดำเนินการแทนข้าราชการประจำ มิได้หมายความว่ารัฐมนตรีจะปราศจากหน้าที่หรือความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในกระทรวงของตน เพราะหัวใจสำคัญของกฎหมายมหาชนและระบบรัฐสภาอยู่ที่การแยกแยะระหว่าง “การไม่ก้าวก่ายราชการประจำ” กับ “การกำกับดูแลราชการ” ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

ภายใต้ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 20 รัฐมนตรีมีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการในกระทรวงของตน มีหน้าที่กำกับราชการของกระทรวงให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบายของรัฐบาล และมติคณะรัฐมนตรี รวมทั้งต้องรับผิดชอบต่อผลการบริหารราชการของกระทรวงนั้น

กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้รัฐมนตรีจะไม่ใช่ผู้ลงนามในสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง ไม่ใช่กรรมการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะ และไม่ใช่กรรมการตรวจรับพัสดุ แต่ในฐานะผู้บังคับบัญชาทางการเมืองของกระทรวง รัฐมนตรีย่อมมีหน้าที่ติดตามโครงการสำคัญ บริหารจัดการความเสี่ยง และกำกับดูแลให้การดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดเป็นไปตามกฎหมาย หลักธรรมาภิบาล และคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ

โดยเฉพาะโครงการที่ใช้งบประมาณของแผ่นดินในระดับพันล้านบาท หากปรากฏข้อทักท้วง ข้อสงสัย หรือข้อพิรุธที่มีน้ำหนักเพียงพอ รัฐมนตรีไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบทางการเมืองได้เพียงด้วยเหตุว่าเป็นเรื่องของข้าราชการประจำทั้งหมด 

เพราะในทางกฎหมายมหาชนย่อมเกิดคำถามตามมาว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ใช้ดุลพินิจในการกำกับดูแลอย่างเพียงพอแล้วหรือไม่ และได้ดำเนินมาตรการตามสมควรเพื่อป้องกันหรือระงับความเสียหายหรือไม่ ทั้งนี้ ย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของแต่ละกรณีเป็นสำคัญ

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้สะท้อนหลักการดังกล่าวอย่างชัดเจนในกรณีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) ตามโครงการรับจำนำข้าวในอดีต แม้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหลายรายจะต่อสู้ว่ารายละเอียดการดำเนินงานเป็นเรื่องของหน่วยงานราชการและข้าราชการประจำ 

แต่คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้แสดงให้เห็นว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดได้เพียงเพราะมิได้เป็นผู้ลงมือปฏิบัติการในทางเทคนิค หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าตนรับรู้หรือควรรับรู้ถึงความผิดปกติ และมิได้ดำเนินการตามสมควรเพื่อระงับยับยั้งความเสียหาย

ทั้งนี้ หากในข้อเท็จจริงของกรณีใดปรากฏว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องดำเนินการ แต่กลับจงใจเพิกเฉยหรือละเว้นไม่ดำเนินการทั้งที่มีอำนาจหน้าที่และสามารถดำเนินการได้ ก็อาจนำไปสู่การตรวจสอบความรับผิดทางกฎหมายในประเด็นเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้ ทั้งนี้ ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและองค์ประกอบความผิดเป็นรายกรณีไป

ในต่างประเทศ หลักการเดียวกันก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ตัวอย่างที่มักถูกยกขึ้นกล่าวถึงคือกรณีของ Alain Carignon (อาแล็ง การีญง) อดีตรัฐมนตรีของฝรั่งเศสและอดีตนายกเทศมนตรีเมืองเกรอนอบล์ ซึ่งถูกดำเนินคดีจากกรณีสัมปทานน้ำที่มีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการเอื้อประโยชน์และการทุจริต แม้การดำเนินงานในรายละเอียดจะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติ แต่ท้ายที่สุดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ไม่อาจใช้สถานะของข้าราชการประจำเป็นเกราะกำบังความรับผิดได้

บทเรียนจากทั้งในและต่างประเทศจึงสะท้อนหลักสำคัญประการหนึ่งของกฎหมายมหาชนว่า การไม่ก้าวก่ายราชการประจำ มิใช่การตัดขาดความรับผิดชอบในการกำกับดูแลราชการ

ด้วยเหตุนี้ การที่ฝ่ายค้านจะใช้กลไกของรัฐสภาในการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ตั้งแต่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการดำเนินงาน จึงสอดคล้องกับหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 3 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติให้การใช้อำนาจรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม

ท้ายที่สุดแล้ว ในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา “อำนาจ” ย่อมมาพร้อมกับ “ความรับผิดชอบ” เสมอ รัฐมนตรีอาจไม่ต้องรับผิดในทุกความผิดพลาดที่เกิดขึ้นภายในกระทรวงของตนโดยอัตโนมัติ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธหน้าที่ในการกำกับดูแลหรือปัดความรับผิดชอบทางการเมืองออกไปได้เพียงเพราะข้าราชการประจำเป็นผู้ดำเนินการในรายละเอียด

เพราะสาระสำคัญของการเป็นเสนาบดีในระบอบประชาธิปไตยมิใช่เพียงการใช้อำนาจ แต่คือการพร้อมรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้อำนาจนั้นด้วยเช่นกัน ถ้าอยากได้แค่อำนาจแต่วิ่งหนีความรับผิดชอบ ก็ไม่สมควรนั่งเก้าอี้เสนาบดีต่อไป !

ด้วยความปรารถนาดี“

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=992319183782297&id=100090126732649&mibextid=wwXIfr&rdid=OgJDFSvtG29XGEfO#

‘รัดเกล้า’ ชง 4 ข้อแก้เหลื่อมล้ำการศึกษา!! เด็กไทยรายได้วันละ 41 บาท จี้รัฐลงทุนลดเหลื่อมล้ำ ไม่ปล่อยอัจฉริยะหลุดจากระบบ เตือนประเทศกำลังเสียอนาคตเพราะความเหลื่อมล้ำ

"รัดเกล้า" ชี้เด็กยากจนพิเศษ 1.39 ล้านคน รายได้วันละ 41 บาท เตือนไทยกำลังสูญเสีย 'The Lost Einstein' จากความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

รัฐสภา – นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายรายงานประจำปี 2567 และรายงานประจำปี 2568 ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยสะท้อนสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศ พร้อมเสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน

นางรัดเกล้า กล่าวว่า ข้อมูลจากรายงาน กสศ. สะท้อนให้เห็นว่า จำนวนเด็กยากจนพิเศษยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 1.34 ล้านคน ในปี 2567 เป็น 1.39 ล้านคน ในปี 2568 โดยมีรายได้เฉลี่ยเพียง 1,236 บาทต่อคนต่อเดือน หรือประมาณ 41 บาทต่อวัน ซึ่งยังต่ำกว่าเส้นความยากจนของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

"ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า เด็กจำนวนมากกำลังเผชิญไม่เพียงความยากจนทางรายได้ แต่ยังเผชิญความยากจนทางโอกาส เด็กที่ขาดอาหาร ขาดค่าเดินทาง ขาดอุปกรณ์การเรียน หรือขาดโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยี ย่อมเริ่มต้นชีวิตจากจุดที่แตกต่างจากเด็กคนอื่น" นางรัดเกล้ากล่าว

นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงความคืบหน้าของนโยบาย Thailand Zero Dropout ซึ่งสามารถลดจำนวนเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาจาก 982,304 คน ในปี 2567 เหลือ 603,095 คน ในปี 2568 ถือเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ยังพบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของเด็กกลุ่มดังกล่าว หรือประมาณ 300,000 คน ยังคงอยู่นอกระบบการศึกษาต่อเนื่องยาวนานถึง 3 ปี

"ความสำเร็จไม่ได้อยู่แค่การพาเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา แต่อยู่ที่การทำให้เด็กสามารถอยู่ในระบบและเรียนรู้ต่อไปได้จนบรรลุศักยภาพของตนเอง" นางรัดเกล้ากล่าว
สำหรับปัญหาคุณภาพการศึกษา นางรัดเกล้าระบุว่า ผลการประเมิน PISA ปี 2565 พบว่า นักเรียนไทยอายุ 15 ปี ถึง 2 ใน 3 มีสมรรถนะด้านการอ่านและคณิตศาสตร์ต่ำกว่าระดับพื้นฐาน ขณะที่ผลการทดสอบ O-NET ยังคงยืนยันว่า นักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กมีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ในทุกวิชา

นอกจากนี้ รายงานยังสะท้อนปรากฏการณ์ "The Lost Einstein" หรืออัจฉริยะที่สูญหาย ซึ่งหมายถึงเด็กที่มีศักยภาพสูงจำนวนมาก แต่ไม่เคยได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ เพราะข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและสังคม

"ประเทศไทยอาจกำลังสูญเสียนักวิทยาศาสตร์ นักนวัตกรรม นักคิด และผู้นำแห่งอนาคต เพียงเพราะเด็กเหล่านั้นเกิดในครอบครัวที่ยากจน หรืออยู่ในพื้นที่ที่ขาดโอกาส นี่คือการสูญเสียทุนมนุษย์ที่มีค่าที่สุดของประเทศ" นางรัดเกล้ากล่าว

นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงผลกระทบจากภัยพิบัติและวิกฤตที่ส่งผลต่อการศึกษา โดยในปี 2568 โรงเรียนหลายพันแห่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัย แผ่นดินไหว ปัญหาฝุ่น PM2.5 และสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน ส่งผลให้เกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอย หรือ Learning Loss โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กยากจนที่มีข้อจำกัดในการฟื้นตัวมากกว่ากลุ่มอื่น

ทั้งนี้ ได้เสนอข้อเสนอเชิงนโยบายสำคัญ 4 ประการ ได้แก่
.
1. เพิ่มสัดส่วนงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จากปัจจุบันที่ใช้งบประมาณเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเพียงประมาณร้อยละ 4 ของงบประมาณด้านการศึกษาทั้งหมด

2. ปฏิรูประบบการจัดสรรงบประมาณสู่รูปแบบ Differentiated Financing หรือการจัดสรรตามความจำเป็น โดยคำนึงถึงบริบทพื้นที่ ความยากจน และต้นทุนที่แตกต่างกันของแต่ละโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกล

3. สร้างระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและรองรับวิกฤต (Resilient Education System) ผ่านการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ เทคโนโลยี และการเตรียมความพร้อมของครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้การเรียนรู้ของเด็กไม่หยุดชะงักเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

4. ยกระดับระบบประเมินผลการเรียนรู้จากการวัดผลปลายทาง ไปสู่การประเมินเพื่อพัฒนา (Formative Assessment) และนำเทคโนโลยี AI มาช่วยคาดการณ์ความเสี่ยงของเด็กที่อาจหลุดออกจากระบบการศึกษา เพื่อให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

นางรัดเกล้ากล่าวว่า การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไม่ใช่เพียงภารกิจของ กสศ. แต่เป็นภารกิจร่วมกันของทั้งประเทศ และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ทั้ง SDG 4 เรื่องการศึกษาที่มีคุณภาพ และ SDG 10 เรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ

"ประเทศไทยจะก้าวไปข้างหน้าไม่ได้ หากยังมีเด็กจำนวนมากถูกทิ้งไว้ข้างหลัง การลงทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาไม่ใช่รายจ่าย แต่คือการลงทุนในทุนมนุษย์ที่สำคัญที่สุดของประเทศ" นางรัดเกล้ากล่าว

ทิศทางการส่งออกไทย ในเศรษฐกิจโลทยุคใหม่ ศัทยภาพ โอทาส และการเชื่อมต่อ ผ่าน Thaitrade

ทิศทางการส่งออกไทยในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ศักยภาพ โอกาส และการเชื่อมต่อผ่าน Thaitrade

ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญทั้งโอกาสจากเทคโนโลยีใหม่และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ภาคการผลิตจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดรับกับกระแสดิจิทัลที่เติบโต ควบคู่กับการตอบสนองความต้องการสินค้าอาหารคุณภาพของตลาดโลก พร้อมทั้งพัฒนาช่องทางเข้าถึงตลาดต่างประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ต้นปี พ.ศ. 2569 การส่งออกไทยมีมูลค่า 31,573.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 24.4% สูงสุดในรอบหลายปี ขณะที่การนำเข้าอยู่ที่ 34,876.5 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนศักยภาพของสินค้าไทยและความสามารถในการตอบโจทย์ตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่เกิดขึ้น แพลตฟอร์มดิจิทัลที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับผู้ซื้อทั่วโลกจึงมีบทบาทสำคัญ โดย Thaitrade.com ในฐานะช่องทาง B2B อย่างเป็นทางการของประเทศไทย ช่วยเพิ่มการมองเห็นสินค้าไทยในตลาดสากล และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ต่อจากนี้ เราจะพาไปสำรวจสินค้าส่งออกที่มีศักยภาพ และวิเคราะห์แนวโน้มการค้าไทย เพื่อเตรียมพร้อมสู่โอกาสใหม่ในเวทีสากล

สินค้าอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี เครื่องยนต์หลักของการเติบโต
เมื่อพิจารณาโครงสร้างการส่งออกเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 จะพบว่ากลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยมีมูลค่า 26,950.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 29.8% คิดเป็นสัดส่วนหลักของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด สินค้าที่เติบโตโดดเด่น ได้แก่ เครื่องโทรศัพท์และอุปกรณ์ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้า แผงสวิตช์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า ตลอดจนรถยนต์และชิ้นส่วน

การขยายตัวของสินค้ากลุ่มนี้สอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI Data Centers ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งต้องอาศัยชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ไฟฟ้ากำลังจำนวนมาก ส่งผลให้ไทยยังคงมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีระดับสากล
เกษตรและอาหารแปรรูป ฐานความมั่นคงที่ยังแข็งแรง

แม้ว่ากลุ่มสินค้าเกษตรจะมีมูลค่า 2,000.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 1.8% และกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรมีมูลค่า 1,671.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 1.7% แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่า สินค้าหลายรายการยังคงขยายตัวได้อย่างโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นไก่แปรรูป กุ้งสดแช่เย็น–แช่แข็ง ผลไม้สดและแช่แข็ง ผลไม้กระป๋อง ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ รวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยง

ขณะเดียวกัน สินค้าสำคัญอย่างทุเรียน มังคุด และข้าวหอมมะลิ ก็กลับมาขยายตัวได้ดีตามอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาล สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการสินค้าอาหารคุณภาพของไทยยังคงมีเสถียรภาพในตลาดโลก แม้ภาพรวมตัวเลขจะชะลอตัวลงเล็กน้อยก็ตาม

ในด้านตลาดปลายทาง การส่งออกไทยยังขยายตัวครอบคลุมเกือบทุกตลาดสำคัญ โดยเฉพาะตลาดที่เติบโตโดดเด่นอย่างออสเตรเลีย (+97.8%) สวิตเซอร์แลนด์ (+52.5%) สหรัฐฯ (+43.1%) จีน (+35.1%) และอาเซียน 5 (+29.8%)

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการกระจายความเสี่ยงทางการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งแสดงศักยภาพของสินค้าไทยที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายในแต่ละภูมิภาคได้อย่างยืดหยุ่นและตรงจุด
แนวโน้มในอนาคต
แนวโน้มการส่งออกยังมีสัญญาณเติบโตต่อเนื่องจากแรงหนุนของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก รวมถึงการรุกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น อินเดีย ลาตินอเมริกา และตะวันออกกลาง ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ฉบับใหม่

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ความผันผวนของค่าเงินบาท ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบการค้าโลก ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการค้าในระยะถัดไป
ทั้งนี้ ไม่ว่าตลาดส่งออกจะเป็นอย่างไร การใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่าง Thaitrade.com ควบคู่กับการวางกลยุทธ์เชิงรุกจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงผู้ซื้อทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เริ่มต้นขยายตลาดต่างประเทศของคุณผ่าน Thaitrade.com ได้แล้ววันนี้ พร้อมสร้างเส้นทางเชื่อมต่อสินค้าไทยสู่ตลาดโลก Your Gateway to Global Trade ไปพร้อมกัน

‘มุจตาบา’ อนุมัติข้อตกลง!! “อิหร่าน” ไฟเขียวข้อตกลงสงคราม แม้มีข้อกังขาบางส่วนในรายละเอียด เตือน “สหรัฐ” ห้ามเรียกร้องเกินขอบเขต ยันเจรจาไม่เท่ากับยอมรับจุดยืนวอชิงตัน

มุจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน กล่าวว่า เขาอนุมัติข้อตกลงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามเพื่อยุติสงคราม แม้จะมีข้อสงสัยอยู่บ้างก็ตาม นอกจากนี้เขายังกล่าวอีกว่า ไม่ได้เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าวบางประการ แต่ยอมอนุมัติให้ หลังได้รับคำรับรองจากประธานาธิบดีอิหร่านและสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดว่าจะไม่กระทบต่อสิทธิของอิหร่านและแนวร่วมต่อต้าน

ขณะเดียวกัน เขาส่งสัญญาณถึงกลุ่มสายแข็งภายในประเทศว่า การเจรจาหรือการพบปะโดยตรงกับสหรัฐฯ ในอนาคต ไม่ได้หมายความว่าอิหร่านยอมรับจุดยืนของวอชิงตัน และหากสหรัฐฯ พยายามเพิ่มข้อเรียกร้องเกินกว่าที่ตกลงกันไว้ อิหร่านก็พร้อมปฏิเสธทันที

ข้อความฉบับเต็มของ "มุจตาบา" :
“โดยหลักการแล้ว ผมมีมุมมองที่แตกต่างออกไป อย่างไรก็ตาม จากคำมั่นที่ประธานาธิบดีผู้ทรงเกียรติในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด ได้ให้ไว้ต่อผมในนามของตนเองและสมาชิกคนอื่น ๆ ว่าจะปกป้องสิทธิของประชาชนอิหร่านและแนวร่วมแห่งการต่อต้าน พร้อมทั้งยอมรับความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้อย่างชัดเจน ผมจึงอนุมัติให้ดำเนินการ”

“เขายังได้ยืนยันด้วยว่า หากฝ่ายอเมริกันพยายามเรียกร้องเกินขอบเขตหรือกระทำเกินเลย อิหร่านจะไม่ยอมรับอย่างแน่นอน”

“นับจากเวลานี้เป็นต้นไป เรา หมายถึงพวกท่าน ประชาชนผู้ภาคภูมิ และตัวผมซึ่งเป็นเพียงผู้รับใช้คนหนึ่ง จะเฝ้ารอการปฏิบัติตามเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ได้ประกาศเอาไว้”

“อย่างไรก็ตาม เป็นที่ชัดเจนว่า การเจรจาแบบเผชิญหน้ากันโดยตรงใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการยอมรับมุมมองหรือจุดยืนของฝ่ายศัตรู”

“เราหวังว่าพรอันประเสริฐของท่านอิมามผู้ทรงเป็นนายของเรา ขอพระผู้เป็นเจ้าทรงเร่งการปรากฏตัวอันทรงเกียรติของท่าน จะนำมาซึ่งชัยชนะและความสำเร็จในทุกด้านแก่ประชาชนผู้ทรงเกียรติแห่งอิหร่าน”

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2087459368816472&set=gm.1325987799689577&idorvanity=849053944049634


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top