Friday, 5 June 2026
เลือกตั้ง69

‘ทนายบอน’ ไขข้อข้องใจ ทำไม กกต. ไม่ให้นับคะแนนใหม่ทุกครั้ง ชี้ ต้องมี ‘ใบทักท้วง’ เป็นหลักฐาน ถ้าไม่ค้านหน้าหน่วยตอนนับ ถือว่ายอมรับกติกา

นายณัฐนันท์ กัลยาศิริ หรือ ทนายบอน ผู้สมัคร สส. กทม. พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุข้อความว่า ว่าด้วย [การนับคะแนนใหม่]

ตามปกติการนับคะแนนเลือกตั้ง ต้องกระทำโดยเปิดเผย ต่อหน้าประชาชน สื่อมวลชน

พรรคการเมืองและผู้สมัครมีสิทธิส่งผู้สังเกตการณ์ของตนเองไปประจำหน่วยเลือกตั้งได้ และโดยปกติพรรคการเมืองหรือผู้สมัคร ต้องอบรมผู้สังเกตการณ์ของตนเอง ว่านับคะแนนแบบไหนผิดกฎหมาย หากพบความผิดปกติต้องทักท้วงอย่างไร

นอกจากนั้นยังมีหัวคะแนนธรรรมชาติ ที่ทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ให้กับผู้สมัครหรือพรรคการเมืองที่ตนรักคอยสังเกตอยู่ แถมทุกวันนี้ทุกคนมีมือถือพร้อมถ่ายคลิป ลงสื่อโซเชี่ยลตลอดเวลา

ในการนับคะแนน การเปิดบัตรเลือกตั้ง การขานคะแนน การเขียนคะแนนลงกระดาน ทำทีละคะแนน อย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้น ทุกคะแนนที่ไม่ถูกต้องจึงจะต้องถูกทักท้วงทันที ... ถ้าไม่มีคนทักท้วงเลยต้องถือว่าคะแนนนั้นถูกต้อง สมบูรณ์

เมื่อมีการทักท้วง “กปน” กรรมการประจำหน่วย จะเป็นผู้วินิจฉัย ท่ามกลางประชาชนทุกคน ส่วนใหญ่จบที่ขั้นตอนนี้

ถ้า กปน. วินิจฉัยแล้วผู้ทักท้วงไม่เห็นด้วย มีสิทธิ “เขียนข้อทักท้วง” ตามแบบฟอร์ม กกต. ได้
หรือกรณีอื่นๆ ที่ผิดปกติ ประชาชนหรือผู้สังเกตการณ์ก็สามารถเขียนข้อทักท้วงได้

ประเด็น คือ “ข้อทักท้วงในแบบฟอร์ม” นี่แหละที่เป็นกุญแจ เปิดประตูสู่การ “นับคะแนนใหม่” ตามที่กฎหมายกำหนด

เพราะถือว่า ทุกคะแนนทักท้วงได้ และต้องทักท้วงทันที หากไม่มีการทักท้วงไว้ตามแบบฟอร์มย่อมหมายความว่า “ทุกคะแนน” ที่นับต่อหน้าประชาชน นั้น ไม่มีปัญหา

‘ชัยวุฒิ’ ชวนจับตา “รัฐบาลหนูทอง” ฝากจัดครม. ให้ว๊าวอย่าให้อ่อม พร้อมเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ- ปากท้อง – ความมั่นคง

[กรุงเทพฯ] 10 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00 น. -นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ กล่าวถึงทิศทางการเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง โดยระบุว่า ขณะนี้สถานการณ์ชัดเจนแล้วว่า พรรคภูมิใจไทย คือผู้ชนะที่แท้จริงด้วยคะแนนเสียงแบบถล่มทลาย ซึ่งนั่นหมายถึงใบเบิกทางสำคัญที่จะส่งให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง 

“เป็นที่ชัดเจนแล้วนะครับ ผลการเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทย แลนด์สไลด์ ชนะการเลือกตั้ง นายกฯ อนุทิน ก็จะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบนึงครับ ซึ่ง ครม. ที่ผ่านมาเนี่ย ก็เป็นที่รับทราบของพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว” นายชัยวุฒิ กล่าว

‘ช่อ’ ปลุกม็อบกดดัน กกต.นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ ลั่นทางเดียวที่จะสู้กับระบบเฮงซวยได้คือ อย่ายอม! ขู่อาจจะไม่ใช่แค่น้ำผึ้งหยดเดียว แต่เป็นน้ำมันที่ไฟถูกจุดแล้ว

เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2569 ช่อ-พรรณิการ์ วานิช โพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชัน X ชื่อบัญชี @Pannika_FWP ระบุว่า " .... ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่า กกต.จะไม่ยอมนับใหม่เลยสักเขต เตะถ่วงให้มวลชนอ่อนแรง เรื่องเงียบไปเอง ทางเดียวที่เราจะสู้กับระบบเฮงซวยนี้ได้คือ อย่ายอม! ประชาชนอย่ายอม สื่อมวลชนอย่ายอม พรรคประชาชนอย่ายอม

‘พรรคส้ม’ เปิดแผนรับมือ “คดี 44 สส. ก้าวไกล" ด้าน ‘ศรายุทธิ์’ แย้มประชุมใหญ่ มี.ค.-เม.ย. จ่อเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคทั้งชุด พร้อมดัน ‘ไอติม’ นั่งหัวหน้าพรรคแทน ‘เท้ง’

เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 69 นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการรองรับคดี 44 สส. ว่า ในช่วงเดือน มี.ค. และ เม.ย.69 จะมีการประชุมใหญ่ของพรรค รวมถึงการสัมมนาว่าที่ สส. และผู้สมัคร สส. ทั้ง 500 คน โดยเป็นไปได้ที่จะมีการปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคทั้งชุด ซึ่งขณะนี้ยังพูดคุยกันอยู่ แต่ยังไม่ตกผลึก เพราะขณะนี้โฟกัสอยู่ที่ปัญหาการเลือกตั้ง โดยตนพร้อมจะลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบตามที่ประกาศไว้ว่าถ้าได้ สส. ไม่ถึง 200 คนจะลาออก เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมในฐานะคนที่อยู่หลังบ้าน ตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ก้าวไกลและประชาชน

นายศรายุทธิ์ กล่าวว่า สำหรับคนที่จะมาทำหน้าที่เลขาธิการพรรคประชาชนแทน จะไม่ใช่ สส. เพราะต้องมีเวลาเต็มที่ เพื่อทำงานบริหารกิจการภายในพรรค ส่วนที่มีชื่อของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค ก็มีความเป็นไปได้หากมีการปรับเปลี่ยน ถ้าเกิดนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และอาจเกิดอุปสรรคในการเป็นผู้นำฝ่ายค้าน แต่พรรคไม่ได้ล็อคว่าตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านจะเป็นของพรรคประชาชน และขณะนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับพรรคประชาธิปัตย์ถึงแนวทางการทำงานร่วมกัน

'อ.อุ๋ย' ชี้ การระดมมวลชนกดดันนับคะแนนใหม่สะท้อนไม่ยอมรับกติกาในสนามที่ตนเองเต็มใจลง ยกตัวอย่างข้อพิพาทโกงเลือกตั้ง 'จอร์จ บุช' กับ 'อัล กอร์' ต้องจบลงที่ศาลไม่ใช่ท้องถนน

นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรือ อาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและนักวิเคราะห์การเมือง สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า “แพ้–ชนะไม่สำคัญเท่ากติกา: ถ้าเชื่อประชาธิปไตย ต้องจบที่กฎหมาย ไม่ใช่พวกมากลากไป”

การตั้งคำถามต่อความโปร่งใสของการเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องผิด หากแต่สิ่งที่สังคมประชาธิปไตยต้องให้ความสำคัญมากกว่าคือ วิธีการใช้สิทธิในการตรวจสอบ เพราะวิธีการนั้นสะท้อนโดยตรงว่าเราเคารพกติกา เคารพหลักนิติรัฐนิติธรรม และยอมรับระบอบประชาธิปไตยจริงหรือไม่ หากผู้สนับสนุนพรรคประชาชนเห็นว่าการนับคะแนนเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม กฎหมายไทยได้วางช่องทางไว้ชัดเจน มิต้องให้มวลชนต้องออกมากดดันแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 หมวด 7 มาตรา 140 บัญญัติให้ ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สามารถร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ หากเห็นว่าการเลือกตั้งหรือการนับคะแนนมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม และให้อำนาจ กกต. ดำเนินการไต่สวน ตรวจสอบ รวมถึงสั่งนับคะแนนใหม่ หรือสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ในกรณีที่พบการกระทำอันมีผลต่อความสุจริตเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ หากคู่กรณีไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของ กกต. และมองว่า กกต. ทำหน้าที่ไม่ถูกต้อง ก็ยังสามารถใช้สิทธิทางศาล โดยร้องต่อ ปปช. หรือนำเรื่องยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชชอบ หรือตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นกลไกตามหลักนิติรัฐ ไม่ใช่ใช้การตัดสินด้วยอารมณ์หรือแรงกดดันจากมวลชน

การระดมมวลชนเพื่อกดดันกระบวนการนับคะแนน แม้อาจอ้างความชอบธรรมทางการเมือง แต่ในเชิงหลักการแล้วกลับสะท้อนการไม่ยอมรับกติกาในสนามที่ตนเองเต็มใจลงแข่ง และเป็นการบ่อนทำลายความศรัทธาต่อระบบกฎหมาย ซึ่งเป็นรากฐานของประชาธิปไตย ที่พรรคประชาชนพยายามอ้างเป็นหลักการของพรรคมาโดยตลอด 

ยกตัวอย่างตัวอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เป็นต้นแบบของการปกครองประชาธิปไตยที่เห็นชัดคือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ปี 2000 ระหว่าง จอร์จ ดับเบิลยู บุช และ อัล กอร์ แม้จะมีข้อกล่าวหาเรื่องการโกงเลือกตั้ง แต่ข้อพิพาททั้งหมดต้องจบลงในศาล ไม่ใช่บนท้องถนน เพราะสังคมประชาธิปไตยยอมรับร่วมกันว่า กระบวนการยุติธรรมคือคำตอบสุดท้าย 

และในปี 2004 ก็เกิดข้อครหาในการโกงการเลือกตั้งอีก แต่คราวนี้ คู่ท้าชิงของ จอร์จ ดับเบิลยู บุช คือ จอห์น เคอรี่ แสดงสปิริตโดยการประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ โดยไม่ต้องส่งเรื่องถึงศาล โดยให้เหตุผลว่าต้องการให้ประเทศเดินหน้า แม้สมาชิกพรรคบางส่วนจะขอให้เขาสู้ต่อก็ตาม  

‘ดร.เจษฎ์’ แนะ ไม่มั่นใจ กกต. ให้ยืนหลักฐานทุจริตส่ง ป.ป.ช. พร้อมเตือน อย่าแตะหีบบัตร เพราะผิดกฎหมาย

[กรุงเทพฯ] 11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00 น. -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่ไม่พอใจผลการเลือกตั้ง ระบุว่า คนที่ไม่พอใจกับผลการเลือกตั้ง หรือผลการนับคะแนนที่เกิดขึ้น ขออนุญาตเตือนครับ ทั้งในฐานะที่มีโอกาสเกี่ยวข้องกับการวางกฎกติกาเรื่องการเลือกตั้งมาหลายสิบปี และได้มีโอกาสเป็นผู้เล่น เข้าใจครับว่าทุก ๆ คนมีความไม่พอใจได้ จนถึงขั้นว่ากดดันก็อาจจะไม่แปลก แต่ทุกคนต้องอยู่ในกรอบอันควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าท่านมองว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รวมไปถึงเลขาธิการ หรือผู้ทำหน้าที่ที่หน่วย หน้าที่ในส่วนของเขต หรือผู้ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการนับคะแนน ไม่ได้ทำอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ท่านสามารถใช้กระบวนการตามกฎหมายในการดำเนินการได้

“หากท่านมีหลักฐานการทุจริต หรือพบว่าการนับคะแนนไม่ถูกต้อง ท่านสามารถนำพยานหลักฐานไปร้องเรียนต่อ กกต. เพื่อส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาสั่งเลือกตั้งใหม่ได้ ซึ่งมีทั้งช่องทางของการให้ใบเหลืองและใบแดงตามขั้นตอน” รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังเตือนด้วยว่า การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับหีบบัตรหรือขัดขวางกระบวนการของ กกต. โดยตรง ถือเป็นการละเมิดบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งนอกจากจะมีความผิดแล้ว ยังจะทำให้ภาพลักษณ์ของผู้ร้อง ถูกมองว่าเป็นพวก 'ขี้แพ้ชวนตี' ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการขับเคลื่อนทางการเมืองในระยะยาว ส่วนการชุมนุมย่อยเพื่อแสดงออกนั้นทำได้ แต่ต้องระวังไม่ให้ลุกลามบานปลายจนกลายเป็นสภาวะอนาธิปไตยที่ไม่สนกฎหมาย 

“วันนี้เริ่มมีคนพูดกันแล้วว่า ให้ลงถนนกันให้เต็มเมือง เพื่อที่จะได้เป็นเหตุให้ประกาศกฎอัยการศึกได้ทั่วประเทศ ซึ่งผมมองว่าเรื่องนี้ไม่ดีทั้งกับคนที่คิดจะชุมนุมปลุกปั่น และคนที่รอจังหวะจะประกาศใช้กฎพิเศษ ทั้งสองฝ่ายต่างกำลังพาบ้านเมืองไปสู่จุดที่อันตราย” รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

“ภาวะการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านไป มันยังมีทางออกอีกมากมาย รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย เคารพกฎหมาย ทำในสิ่งที่เหมาะที่ควร และบ้านเมืองจะเดินได้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันหาจุดลงตัวได้ครับ แต่ทุกท่านต้องเข้าใจว่ามีกฎ กติกา มารยาทอยู่ และต้องถือตาม” รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว 

นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเยาวชน หรือผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง หากพบเห็นพฤติกรรม "ไม่ชอบมาพากล" เช่น การซื้อสิทธิ์ขายเสียง หรือการเคลื่อนย้ายหีบบัตรที่ผิดปกติ ให้รีบแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที โดยกำชับว่าตำรวจต้องคุ้มครองพยานอย่างเต็มที่ พร้อมส่งสัญญาณเตือนไปยัง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยระบุว่า หากมีการร้องเรียนแล้ว กกต. นิ่งเฉย ประชาชนมีสิทธิ์ดำเนินคดีตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต หรือแจ้งต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้เกิดการตรวจสอบที่โปร่งใส

2 เดือนการกลับมาของ อภิสิทธิ์ กับ “ว่าที่ 22 สส.” และคะแนนบัญชีรายชื่อรวมที่พาประชาธิปัตย์กลับสู่เกมสภา

สองเดือนก่อนวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 คือ “สปรินต์” ที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาขึ้นเวที—ไม่ใช่แค่กลับมาเป็นข่าว แต่กลับมารีเซ็ตภาพพรรคสีฟ้าให้ยืนอยู่บนคำใหญ่ 2 คำ: การเมืองสุจริต และไล่เทา
คำถามคือ…สปรินต์ 2 เดือนนี้ ได้อะไรจริงในสนามเลือกตั้ง? คำตอบเชิงตัวเลขคือ “ว่าที่ 22 สส.” แต่คำตอบเชิงการเมืองคือ “ได้สิทธิ์กลับมาอยู่ในเกม” แม้ยังไม่ใช่ตัวหลักของเกมก็ตาม

1) สองเดือนของการรีแบรนด์: ทำให้คำว่า “สุจริต” จับต้องได้
ช่วงเวลาสั้น ๆ ถูกใช้เพื่อย้ำจุดขายเดิมที่ประชาธิปัตย์ถนัด—ความเป็นสถาบันการเมืองที่พยายามยืนบนมาตรฐาน และพยายามแปลงมันให้เป็นภาษาการเมืองร่วมสมัยมากขึ้น: ต่อต้านทุนเทา สแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ และคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง
ในเชิงการสื่อสาร มันคือความพยายามเปลี่ยนจาก “พรรคเก่า” เป็น “พรรคเก่าที่พูดเรื่องใหม่ด้วยคำใหม่” ให้คนเมืองและชนชั้นกลางกลับมาหันมาฟังอีกครั้ง

2) ว่าที่ 22 สส. + คะแนนบัญชีรายชื่อรวม: ตัวเลขที่บอกว่า ‘กลับมาแล้ว’ แต่ยังไม่ถึงขั้น ‘กลับมาเป็นแกน’
ผลสรุปเบื้องต้น (ก่อนประกาศรับรองอย่างเป็นทางการ) ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์มีว่าที่ สส.เขต 10 คน และว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ 12 คน รวม 22 คน
เมื่อเติม “คะแนนบัญชีรายชื่อรวม” เข้าไป ภาพชัดขึ้นว่า พรรคยังมีฐานคะแนนระดับ “ทำงานต่อได้จริง” โดยคะแนนบัญชีรายชื่อรวมอยู่ที่ 3,662,606 คะแนน (อัปเดตผลอย่างไม่เป็นทางการจากสื่อที่สรุปผลเลือกตั้ง)

ตีความแบบไม่หลอกตัวเอง:
•    22 ที่นั่ง คือ “พอมีเสียง” แต่ยังไม่ถึงขั้น “ตัวแปรที่ใครก็ขาดไม่ได้”
•    คะแนนบัญชีรายชื่อรวมระดับ 3.66 ล้าน ช่วยยืนยันว่าพรรคยังมีฐานเสียงพอให้ยึดพื้นที่อภิปราย/กรรมาธิการ สร้างบทบาทตรวจสอบแบบมีน้ำหนัก และไม่หลุดจากวงสนทนาในจังหวะประเทศกำลังต่อรองตั้งรัฐบาลผสม

3) 22 ที่นั่งจะมีค่าแค่ไหน อยู่ที่ “บทบาท” ไม่ใช่ “จำนวน”
หลังเลือกตั้ง การเมืองไม่ได้จบที่การนับคะแนน แต่มักเริ่มต้นที่การต่อรองและความชอบธรรมของรัฐบาลใหม่

‘พรรครักชาติ’ ขอบคุณทุกคะแนนบริสุทธิ์ พร้อมจี้ กกต. แก้ไข “คะแนนตกน้ำ”

[กรุงเทพฯ] 12 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00 น. คณะกรรมการบริหาร และสมาชิกพรรครักชาติ ร่วมกันแถลงขอบคุณคะแนนบริสุทธิ์ จากประชาชนทั่วประเทศที่พร้อมใจกันลงคะแนนให้ โดยนายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรครักชาติ ได้กล่าวขอบคุณ ทุกคะแนนเสียงที่มอบให้กับเบอร์ 35 พร้อมเน้นย้ำว่าพรรคนี้เกิดขึ้นจากอุดมการณ์บริสุทธิ์ของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง ปราศจากการซื้อเสียง และการครอบงำจากกลุ่มทุน ซึ่งยืนยันว่าพรรครักชาติจะยังคงเดินหน้าตามเจตนารมณ์ “รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน” ต่อไปอย่างมั่นคง และฝากไปถึง กกต. กรณี “คะแนนตกน้ำ” และความโปร่งใส ซึ่งระบบการเลือกตั้งที่ทำให้เกิด “คะแนนตกน้ำ” โดยเฉพาะกรณีที่ประชาชนเกิดความสับสนในการจำเบอร์ผู้สมัคร ส.ส. เขต กับเบอร์พรรค (Party List) จนทำให้เจตนารมณ์ของผู้ลงคะแนนผิดเพี้ยนไป
.
“พวกเราพรรครักชาติทุกคน ต้องกราบขอบพระคุณ คะแนนเสียงทุกคะแนน ที่เลือกพรรคของเราเบอร์ 35 เราเป็นพรรคใหม่ที่ไม่มีนายทุน เรามีอุดมการณ์ที่ต้องการที่จะรักษาชาติ พระมหากษัตริย์ ประชาชน และเป็นการเปลี่ยนแปลงของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องการซื้อเสียง พรรคของเรามาจากอุดมการณ์ ที่พ่อแม่พี่น้องเลือกเราด้วยความเต็มใจ เบอร์ 35 ไม่มี ส.ส. เขต เบอร์ 35 ดังนั้นเราจะไม่มีคะแนนเสียงที่ตกน้ำครับ เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราอยากจะฝากไปถึง กกต. อยากจะให้หาวิธีที่ทำให้การเลือกนั้นไม่มีคะแนนเสียงตกน้ำ ที่คนตั้งใจจะไปเลือก ส.ส. เขต แล้วเลือกผิดไปเลือกเบอร์พรรคเป็นเบอร์เดียวกันกับ ส.ส. เขตด้วยครับ” นายฐิติพันธุ์ กล่าว
.
ด้านนายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว กรรมการบริหารพรรค กล่าวถึงกลุ่มผู้สนับสนุน และกลุ่ม IO (Information Operation) ที่ติดตามการทำงานของพรรครักชาติ โดยขอให้ทุกคนช่วยกันสร้าง “วัฒนธรรมทางการเมืองใหม่” ที่เน้นการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ และพรรครักชาติ แม้จะไม่ได้ที่นั่งในสภาฯ  แต่สมาชิกพรรค กรรมการบริหาร จะยังคงสานต่อนโยบายต่าง เพื่อทำให้ทุกคนเห็นว่า สิ่งที่เราทำนั้นมันไม่ใช่เป็นเพียงแค่คำพูด แต่เราจะทำให้ทุกคนได้เห็นจริง ๆ ว่านโยบายของเราคืออะไร 
.
“เราจะทำให้ทุกคนได้เห็นครับว่าสิ่งที่เราทำนั้น มันไม่ใช่เป็นเพียงแค่คำพูด แต่เราจะทำให้ทุกคนได้เห็นจริง ๆ  ครับ ว่านโยบายของเราคืออะไร และสุดท้าย ผมอยากจะฝากไปถึง กกต. สิ่งที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ตอนนี้  ไม่ว่าจะทั้งเรื่องของหน่วยที่ชลบุรีเองก็ตาม ผมอยากจะฝากไปถึงพ่อแม่พี่น้องประชาชนเองก็ดี สิ่งไหนที่กำลังทำอยู่ มันอาจจะเข้าข่ายเรื่องของการผิดกฎหมาย ทั้งนี้ทั้งนั้นเราต้อง ทำทุกอย่างให้อยู่ในกฎ ในกรอบ เพราะไม่งั้นนะ สิ่งที่กำลังทำอยู่นี่ มันจะเป็นผลเสียต่อคนทั้งประเทศ และหมู่มากก็ได้” นายฐิติพัฒณ์ กล่าว

กกต.เคยติดคุก - บทเรียนจากปี 2549 สู่ข้อครหาการนับคะแนนเลือกตั้ง 2569 เมื่อความโปร่งใสไม่ใช่ภาพลักษณ์ แต่คือเงื่อนไขของความชอบธรรม

1) บทเรียนใหญ่: เมื่อ กกต.เคยถูกศาลสั่งจำคุก (คดีปี 2559)
การเมืองไทยเคยมี “บรรทัดฐาน” สำคัญที่หลายคนลืมไป: คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ใช่องค์กรที่ทำพลาดแล้วจบที่คำขอโทษ หากการปฏิบัติหน้าที่เข้าข่ายละเลยหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็อาจไปถึงคดีอาญาได้

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2559 ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ (อดีตประธาน กกต.) และนายปริญญา นาคฉัตรีย์ ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีดำเนินการสอบสวนคดีเกี่ยวกับการจ้างพรรคเล็กลงสมัครเลือกตั้งปี 2549 ล่าช้า

ก่อนหน้านั้น คดีอีกสายหนึ่งเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งปี 2549 เคยถูกศาลฎีกายกคำร้องในปี 2556 โดยให้เหตุผลเรื่องอำนาจฟ้อง (โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง) ซึ่งสะท้อนว่าเรื่องเดียวกันอาจมีหลายคดี หลายเงื่อนไขทางกฎหมาย แต่ “บทเรียนร่วม” คือ กกต.ถูกตรวจสอบได้ และมีความรับผิดทางกฎหมายได้จริง

2) กกต.ชุดปัจจุบัน: ใครกำกับการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569
ตามข้อมูลบนเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต.ชุดปัจจุบันประกอบด้วย
•    นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ - ประธานกรรมการการเลือกตั้ง
•    นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ - กรรมการการเลือกตั้ง
•    นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ - กรรมการการเลือกตั้ง
•    นายชาย นครชัย - กรรมการการเลือกตั้ง
•    นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ - กรรมการการเลือกตั้ง
•    นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ - กรรมการการเลือกตั้ง
•    นายณรงค์ รักร้อย - กรรมการการเลือกตั้ง
โจทย์หลังเลือกตั้งครั้งล่าสุดจึงไม่ใช่แค่ “คะแนนใครชนะ” แต่คือ “กระบวนการนับและรายงานผลถูกต้อง-ตรวจสอบได้แค่ไหน” เพราะความชอบธรรมของระบบทั้งชุดจะตั้งอยู่บนความเชื่อมั่นต่อ กกต.เป็นหลัก

‘วิษณุ’ เตือนปมบาร์โค้ด ทำกาบัตรไม่ลับ เสี่ยงเลือกตั้งโมฆะ หวั่นกกต. เจอคุกซ้ำรอยปี 49

(19 ก.พ. 69) นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวบรรยายหัวข้อถอดรหัสภาวะผู้นำ-กรณีศึกษาอดีตนายกรัฐมนตรีไทย ภายใต้หลักสูตรวิทยาการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง หรือ วบส.รุ่น 14 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา

นายวิษณุ ตอบคำถามผู้เข้าอบรมฯ ในประเด็นการเลือกตั้งอาจเป็นโมฆะ จากกรณีการพิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้งและสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงตัวผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ อาจส่งผลให้ผลการลงคะแนนไม่เป็นความลับ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ว่า

การตีความกฎหมายเรื่องนี้เกิดขึ้นได้ 2 แนวทาง โดยแนวทางที่ 1 ผลการลงคะแนนเลือกตั้งไม่ลับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำผิดและขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะบาร์โค้ดทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ออกเสียงอย่างไร ถือว่าไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่กำหนดให้การเลือกตั้งใช้วิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยตรง

แนวทางที่ 2 ผลการลงคะแนนยังเป็นไปในทางลับ เพราะลับหรือไม่ลับ พิจารณาจากตอนกากบาทลงคะแนนในคูหา ไม่ได้ไปดูกันภายหลัง ซึ่งกรณีบาร์โค้ดจะไม่เหมือนกับการเลือกตั้งปี 2549 ซึ่งตั้งหีบหันไปในทิศทางที่ทำให้บุคคลที่ผ่านไปมาเห็นผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งลงคะแนน นั่นหมายความว่า ครั้งนั้นได้สร้างบรรทัดฐาน โดยยึดเหตุการณ์ระหว่างกากบาทว่าต้องเป็นความลับ

นายวิษณุ กล่าวว่า หากถามความเห็นส่วนตัว ซึ่งตนว่าอาจจะผิด เห็นด้วยกับแนวทางที่ 1 ว่าไม่ได้ลับ เพราะสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ถ้าจะทำประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือ มีโอกาสรู้ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ก็ไม่ใช่ความลับ คำว่าลับในรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ที่ระบุว่า การเลือกตั้งต้องทำโดยตรงและลับ ไม่ได้หมายความว่าเป็นความลับตอนไหน แต่หมายความว่าต้องเป็นความลับตลอดเวลา คือ เป็นความลับไปกับโลกนี้เลย ถึงเรียกว่าลับ ถ้าลับแบบหลังจากเลือกไปแล้วอีก 2 เดือน มาเปิดดูกันได้ แล้วก็รู้กันว่าใครนั้น ถือว่าได้เลือกตั้งโดยลับไปแล้ว พูดแบบนั้น พูดไม่ได้ เพราะว่าถูกเปิดเผยออกมาแล้ว

นายวิษณุ กล่าวว่า ถ้าคดีนี้ไปขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ เขาจะพิสูจน์ด้วยการที่หยิบบัตรเลือกตั้งมา 1 ใบที่มีบาร์โค้ด และเอาบาร์โค้ดไปเทียบกันต้นขั้ว เอาต้นขั้วไปเทียบกับบัญชีรายชื่อ ชื่อออกมาแล้วว่า “นาย ก.” ก็แสดงว่า “ไม่ลับ” แล้ว ทั้งเป็นความเห็นส่วนตัวของตน ซึ่งอาจจะผิดก็ได้

เมื่อถามว่าหากเป็นแบบนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้มีโอกาสเป็นโมฆะหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า “ผมตอบไม่ได้ และไม่กล้าจะคาดเดาด้วย คนที่ถามผม เมื่อสักครู่ว่าลับหรือไม่ลับ ผมก็เห็นว่ามันไม่ลับ หากการลงคะแนนไม่ลับแล้ว ก็อยู่ที่กกต.ว่าจะสั่งอย่างไร หากกกต.เห็นว่าไม่ลับ ก็ออกได้ทางเดียวคือ สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ จะบางเขตไม่ได้ เพราะบัตรเลือกตั้งมันเหมือนกันทั้งประเทศ

นายวิษณุ กล่าวว่า เมื่อปี 2549 เราได้สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศมาแล้ว จากกรณีจัดคูหาเลือกตั้งให้คนเดินผ่านแล้วมองเห็น ครั้งนั้นการจัดคูหาแบบนั้นไม่ได้จัดทั้งประเทศ จัดเพียงบางแห่งเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้น กกต.ก็ได้สั่งให้เลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ เสียเงินกี่พันกี่หมื่นล้านก็ต้องทำ

“ถ้ากกต. ไม่อยากสั่งให้เลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ ก็ออกได้ทางเดียว คือ ที่ว่าการลงคะแนนเป็นความลับ หมายถึงลับ ตอนกาบัตรเลือกตั้ง ส่วนหลังจากนั้นไม่ลับอย่างที่ได้ตอบไป”

“ศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ขาดอย่างไร ผมไม่กล้าฟันธง แต่จะมาบอกว่าเอาแค่ กกต.รับผิดไปก็แล้วกัน มันจะไม่เป็นแบบนั้น เพราะคดีเมื่อปี 2549 โดนหลายเด้ง ทั้งการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ และกกต. ต้องรับผิด แล้วก็ติดคุกกันไป ครั้งนี้ไม่แน่ใจว่าจะให้กกต.ติดคุกหรือไม่ แต่มีส่วนรับผิดชอบ เพราะบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดผ่านความเห็นชอบจากกกต.แล้ว เพราะฉะนั้นจะเอาคุณแสวงไปติดคุกคนเดียวไม่ได้ ก็คงต้องหาเพื่อนให้แกด้วยอยู่ดี” นายวิษณุกล่าว

นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ใช่แค่ความชุลมุนเฉพาะหน้าเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง แต่ความวุ่นวายที่รัฐบาลชุดต่อไปจะต้องเผชิญ คือความขัดแย้งในระยะยาว ทั้งความขัดแย้งที่เกิดจากสนิมเนื้อใน หรือ การทะเลาะแย่งชิงตำแหน่งกันเองภายในรัฐบาล และความขัดแย้งที่จะเกิดจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามผลออกเสียงประชามติ เพราะการจัดทำรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะเป็นครั้งหนึ่งที่มีผู้คนเกี่ยวข้องมากมาย รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นตัวแทนจากหลายขั้วความคิดและความหลากหลายในสังคมเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top