Friday, 5 June 2026
เลือกตั้ง69

‘ชัยวุฒิ-ดร.เจษฎ์’ ลุย สุราษฎร์ฯ ขอบคุณ จำ ‘โอ๋’ ได้ เป็น รมต.ลุงตู่ ย้ำ จุดยืน “พรรครักชาติ” ยึดมั่นอุดมการณ์ “ไม่มีเปลี่ยนขั้ว” ผสมพันธุ์ เหมือนการเมืองเดิม

[สุราษฎร์ธานี] 2 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 07.00 น. -นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ นำทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4), นายทัศนัย ทองมี รองหัวหน้าพรรค (ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 6), นายรวี เลาหพูนรังษี รองหัวหน้าพรรค (ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7), นายธรรศ พจนประพันธ์ รองหัวหน้าพรรค (ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 8), นายณภัทร ชุ่มจิตตรี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 11 และ นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค ลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมกล่าวขอบคุณประชาชนที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี โดยมีประชาชนบางส่วนที่ระบุว่าเลือกตั้งล่วงหน้าวานนี้ (1 ก.พ.) ไปเลือกให้พรรครักชาติมา เพราไม่ชอบการเมืองแบบเดิม ๆ

โดยบรรยากาศการลงพื้นที่หาเสียงของทีมพรรครักชาติ บริเวณตลาดเช้า อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี ได้การตอบรับอย่างดีจากพี่น้องประชาชน และพ่อค้า แม่ค้าในพื้นที่ ให้ความสนใจเข้ามาร่วมพูดคุยทักทาย บางรายขับรถยนต์ผ่าน เมื่อเห็นทีมพรรครักชาติ ถึงกับเปิดกระจก ตะโกนทักทายให้กำลังใจ ซึ่งแม่ค้าส่วนใหญ่ ต่างชื่นชมอาจารย์เจษฎ์ โดยพูดเป็นภาษาใต้ท้องถิ่น ว่า “อยู่หล่อ” ซึ่งหมายถึงตัวจริงหล่อมาก รวมถึงสมาชิกพรรค ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อคนอื่น ๆ ที่มาร่วมเดินหาเสียงด้วย ก็หน้าตาดีทุกคน ดูเป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีความหวังจะได้เห็นการเมืองรูปแบบใหม่ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากการเมืองแบบเดิม ๆ ที่คุ้นเคยมาตลอดชีวิต ย้ายพรรคสลับขั้วกันไปมา

‘ศักย์ ทับพลี’ นำทีมไทยก้าวใหม่ บุกนครราชสีมา เสนอนโยบาย เพิ่มอาหารเช้าฟรีให้เด็กประถมทั่วประเทศ โอนเงินค่าชุด-อุปกรณ์การเรียน ผ่านแอปเป๋าตัง ลดภาระผู้ปกครอง

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 - ผศ.ดร.ศักย์ ทับพลี รองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมด้วย คุณนวกิจ พลวิเศษ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคไทยก้าวใหม่ เขต 7 เบอร์ 7 จังหวัดนครราชสีมา ลงพื้นที่บริเวณหน้าโรงเรียนบ้านโนนภิบาลโคกกลาง ตำบลวังไม้แดง อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา เพื่อพบปะพูดคุยกับนักเรียนและผู้ปกครอง พร้อมนำเสนอนโยบายสำคัญของพรรคไทยก้าวใหม่

“ดูแลเด็กตั้งแต่เช้า ลดภาระพ่อแม่ทันที”

เลือกตั้ง’69 EP#6 มาตราในรัฐธรรมนูญ 2560 ที่นักการเมือง...ไม่อยากให้คนไทยรู้!!!

วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ พี่น้องประชาชนคนไทยจะต้องออกเสียงประชามติสำหรับคำถามเห็นชอบว่า สมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่? แต่มีประเด็นสำคัญในรัฐธรรมนูญ 2560 ที่บรรดาฝ่ายที่สนับสนุนไม่เคยบอกให้พี่น้องประชาชนชาวไทยได้ทราบคือ มีหลายมาตราในรัฐธรรมนูญ 2560 ที่นักการเมือง “ไม่อยากให้คนไทยได้รู้” อันได้แก่

มาตรา 158 นายกรัฐมนตรีจะอยู่ยาวเลยไม่ได้ พูดง่าย ๆ คือ เป็นนายกฯ ได้ ไม่เกิน 8 ปี จะอยู่ติดกันหรือเว้นวรรคก็นับรวมหมด ถ้าครบแล้ว = ต้องลงจากเก้าอี้ทันที

มาตรา 160 คนจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีต้องใสสะอาดจริง ๆ ไม่ใช่แค่ไม่เคยติดคุก แต่ต้องซื่อสัตย์จริง ไม่โกง ไม่เลี่ยงกฎหมาย ใครมีแผลในอดีต สามารถโดนขุดขึ้นมาจัดการได้หมด

มาตรา 170 หากคุณสมบัติขาด = หลุดทันที ถ้าวันไหนที่มีคำพิพากษาของศาลว่า ไม่ซื่อสัตย์ หรือทำผิดร้ายแรง ไม่ต้องรอครบวาระ จะต้องหลุดจากตำแหน่งโดยทันที

มาตรา 184–185 ห้ามนักการเมืองไปก้าวก่ายหรือสั่งข้าราชการแบบมั่ว ๆ โดย ห้ามใช้ตำแหน่งไปสั่งราชการ ห้ามเอื้อพวก เอื้อบริษัท เอื้อคนใกล้ตัว ฝ่าฝืน = มีความผิดหนักมาก

มาตรา 234 ถูกศาลพิพากษาว่า ผิดจริยธรรม ไม่ต้องโกงก็โดนได้ ไม่ต้องมีเงินหาย เพียงแค่การประพฤติตัวที่ไม่เหมาะสมอย่างร้ายแรง เช่น ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ตัวเอง ก็โดนตัดสิทธิทางการเมืองด้วย

มาตรา 235 ป.ป.ช. สามารถเอาผิดได้จริง ถ้า ป.ป.ช. ชี้ว่ารวยผิดปกติ หรือโกง เรื่องไปถึงศาล ถูกพิพากษา โทษถึงขั้นติดคุก และห้ามเล่นการเมืองตลอดชีวิต

‘ศักย์ ทับพลี’ นำทัพ ‘ไทยก้าวใหม่’ ลุยหาเสียงร้อยเอ็ด พร้อมชูนโยบายเด็ดด้านการศึกษา ดันเรียนฟรีจนจบ ป.เอก หนุนตั้ง ธนาคารครู แก้หนี้สิน - เพิ่มสวัสดิการ

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ผศ.ดร.ศักย์ ทับพลี รองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมด้วย ดนิตา มาบุญธรรม (เอม อภัสรา) ผู้สมัคร สส. พรรคไทยก้าวใหม่ เขต 4 เบอร์ 6  ไตรรัตน์ มิ่งเมือง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยก้าวใหม่ ได้ลงพื้นที่หน้าโรงเรียนเสลภูมิพิทยาคม ตำบลขวัญเมือง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อพบปะนักเรียนและคุณครู  

MOU 43/44 ตัวแปรสําคัญรวมเสียงอนุรักษ์นิยม

(3 ก.พ. 69) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมาย และนักวิเคราะห์การเมือง ได้วิเคราะห์ว่า ในสถานการณ์ที่ฝ่ายขวาหรือฝ่ายอนุรักษ์นิยมกำลังเผชิญปัญหาความไม่ชัดเจนทางทิศทางการเมือง โดยเฉพาะความทับซ้อนของฐานเสียงระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ ความลังเลดังกล่าวได้เปิดพื้นที่ให้พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยค่อย ๆ แทรกตัวเข้ามา และอาจส่งผลให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมสูญเสียโอกาสในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 

คำถามสำคัญคือ หากพรรคใดพรรคหนึ่งประกาศอย่างชัดเจนว่า หากเป็นแกนนำรัฐบาลจะยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 ทันที จะสามารถดึงเสียงของฝ่ายอนุรักษ์นิยมกลับมารวมศูนย์ได้หรือไม่

ในเชิงโครงสร้างความคิดของฝ่ายอนุรักษ์นิยม ประเด็นเรื่องอธิปไตยของรัฐและความมั่นคงของประเทศเป็น “แก่นกลาง” ของอุดมการณ์มาโดยตลอด MOU 43 และ MOU 44 ถูกมองในสายตาของคนกลุ่มนี้ว่าเป็นข้อตกลงที่ผูกมัดรัฐไทยในลักษณะที่เสียเปรียบ และสะท้อนความอ่อนแอของฝ่ายการเมืองในอดีต ดังนั้น การประกาศยกเลิกอย่างชัดเจนจึงไม่ใช่เพียงนโยบายเชิงเทคนิคทางกฎหมาย แต่เป็น สัญญาณทางการเมือง ที่สื่อถึงความเด็ดขาดและความยืนหยัดในหลักรัฐชาติ

ศาลฎีกา สั่งถอนชื่อ 3 ผู้สมัคร สส. พรรคดัง เหตุเคยต้องคดี ที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว และเคยถูกจำคุก

วันที่ 3 ก.พ. 2569 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ได้เผยแพร่คำพิพากษาคดีเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร ปี พ.ศ 2569 โดยมีคำสั่งถอนชื่อออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 3 ราย จาก 3 พรรคการเมือง เนื่องจากเคยมีคดีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว และเคยถูกจำคุก

1. นายปฏิพัทธ์ เมืองสุวรรณ์ ผู้สมัคร สส. นครศรีธรรมราช เขต 3 พรรคพลวัต เคยได้รับโทษจำคุกในคดีความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค 3 คดี พ้นโทษจำคุกเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2564 ยังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง

โดยได้รับโทษจำคุก 4 เดือน 15 วัน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1314/2562, โทษจำคุก 4 เดือน 15 วัน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 79/2563 และโทษจำคุก 1 เดือน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1786/2563 ของศาลจังหวัดพัทลุง ซึ่งมีใช่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ คดีถึงที่สุดแล้ว

นายปฏิพัทธ์ จึงเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98(7) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42(9)

2. น.ส.ณัฐธัญรดี ปรีณาภาชัยสิริ ผู้สมัคร สส.ชลบุรี เขต 6 พรรคไทยสร้างไทย เคยได้รับโทษจำคุกในคดีความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ตามคำพิพากษาของศาลแขวงชลบุรีในคดีหมายเลขแดงที่ 1800/2559 พ้นโทษจำคุกเมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2560 ยังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง

โดย น.ส.ณัฐธัญรดี คัดค้านว่าการพ้นโทษยุติลงก่อนที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ 2561 มีผลใช้บังคับ และคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2566 แสดงถึงเจตนารมณ์ที่ไม่ประสงค์จะลงโทษจำคุกประชาชนในความผิดดังกล่าว

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง วินิจฉัยว่า เมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ 2561 มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไปแก่ผู้สมัครทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้นหรือบทเฉพาะกาล ให้ใช้เฉพาะการลงโทษภายหลังกฎหมายมีผลใช้บังคับแล้วเท่านั้น ผู้คัดค้านจึงไม่อาจยกขึ้นอ้างว่ากฎหมายดังกล่าวไม่มีผลใช้บังคับแก่กรณีของผู้คัดค้าน

ส่วนที่ผู้คัดค้านอ้างว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 เป็นเพียงขั้นตอนของการพิจารณายกเลิกกฎหมายเท่านั้น แต่ปัจจุบันยังไม่ได้ประกาศใช้บังคับ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเคยได้รับโทษจำคุกในความผิด ซึ่งมิใช่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง

น.ส.ณัฐธัญรดี จึงเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98(7) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42(9)

‘กลุ่มธรรมศาสตร์พิทักษ์ธรรม’ ปลุกคนไทยโหวตไม่เห็นชอบแก้รัฐธรรมนูญ ลั่น "อย่าเปิดบ้านรับโจร-เซ็นเช็คเปล่า" ให้ใคร หวั่นเปิดช่องนิรโทษกรรม – เซาะกร่อนบ่อนทำลาย

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 "กลุ่มธรรมศาสตร์พิทักษ์ธรรม" ออกแถลงการณ์ เรื่อง  ไม่เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

โดยระบุว่า วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ นอกจากจะเป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ยังเป็นวันออกเสียงประชามติ "ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่าสมควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อใช้แทนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560"  ก่อให้เกิดคำถามว่าประชาชนชาวไทยควรจะออกเสียงประชามติในครั้งนี้ อย่างไร เนื่องจากยังไม่รู้ ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ฉบับเดิมไม่ดีอย่างไร ร่างใหม่จะเป็นอย่างไร จะเปลี่ยนแปลงอะไร ประชาชนได้ประโยชน์อะไร สามารถแก้เป็นรายมาตราได้แต่ทำไมต้องร่างใหม่ทั้งฉบับ  

กลุ่มธรรศาสตร์พิทักษ์ธรรม มีความเห็นต่อประชามตินี้ว่า เป็นการพยายามเปลี่ยนแปลงหลักการของประเทศ ล้มล้างกติกาการตรวจสอบลงโทษนักการเมืองที่ทุจริต เปิดทางให้มีการเซาะกร่อนบ่อนทำลายความเป็นชาติ สถาบัน ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณี การทำประชามติเกิดจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มลัทธิการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ต่างชาติที่ต้องการครอบงำประเทศไทยให้เป็นเสมือนอาณานิคมใหม่ เพื่อจะได้แสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากร และสร้างความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยมีแรงหนุนจากนักการเมืองที่จะได้ประโยชน์ส่วนตนจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ กลุ่มฯ จึงขอแสดงจุดยืนต่อการทำประชามติครั้งนี้ ดังต่อไปนี้

“ ไม่เปิดบ้านรับโจร ” คำถามประชามติครั้งนี้เป็นการสุ่มเสี่ยงที่จะมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่เอื้อประโยชน์ต่อลัทธิการเมืองที่เอื้อประโยชน์ต่อต่างชาติที่ให้ทุนสนับสนุนกลุ่มการเมืองเพื่อครอบงำประเทศไทย เปิดทางให้มีการบ่อนทำลายชาติ ล้มล้างสถาบันหลัก เพื่อจัดตั้งโครงสร้างประเทศใหม่ กลุ่มที่เสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ได้แต่โฆษณาต่อประชาชนว่ารัฐธรรมนูญเดิมไม่ดี ไม่เป็นประชาธิปไตย ควรมีฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชน ล้วนเป็นโฆษณาชวนเชื่อที่ลวงให้คนคล้อยตาม เสมือนขบวนการสแกมเมอร์ที่หลอกให้หลงเชื่อเพื่อปล้นสมบัติของเหยื่อไป เป็นเพียงวาทะกรรมที่สร้างขึ้นตามหลักจิตวิทยาสังคมที่ประเทศมหาอำนาจใช้แทรกซึมและล้างสมองให้คล้อยตาม ดังมีตัวอย่างให้เห็นมากมายในหลายประเทศที่กลุ่มลัทธิเหล่านี้อยู่เบื้องหลังพรรคการเมืองและนักการเมืองจนนำประเทศไปสู่การล่มสลาย เป้าหมายหลักคือจัดกติกาประเทศใหม่ เพื่อปูทางสู่การครอบงำผ่านพรรคการเมืองที่คอยรับใช้

“ ไม่โอนจ่ายเช็คเปล่า ” คำถามประชามติครั้งนี้เป็นการมอบอำนาจให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีเนื้อหาอย่างไร นักการเมืองที่มีคดีทุจริตก็คงผลักดันให้มีการแก้ไขบทกำหนดโทษ นิรโทษกรรมผู้ที่หนีคดีไปต่างประเทศ ข้อกำหนดจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็จะหายไป บรรดาลัทธิเซาะกร่อนบ่อนทำลาย ก็คงผลักดันให้มีการแก้ไขในหมวด 1 และ 2  เพื่อเปิดบ้านรับโจรได้อย่างสะดวก องค์การอิสระต่างๆ ที่คอยตรวจสอบการทำงานของรัฐและนักการเมือง รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญ ก็คงจะถูกเปลี่ยนแปลงแหล่งที่มาเพื่อนำพรรคพวกมาสมคบคิดกัน ลดทอนบทบาทลง แม้จะมีการกำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็เชื่อได้ว่าคงมีกระบวนการที่จะคอยชี้นำการร่าง แม้จะมีการทำประชามติรอบสองและรอบสาม แต่ก็เป็นเพียงจุดขายตามหลักการโฆษณาชวนเชื่อ เพราะผู้ออกเสียงส่วนหนึ่งจะคล้อยตามวาทะกรรมล้างสมองที่จะตามมาสารพัด และจะนำไปสู่ความแตกแยกในชาติอย่างรุนแรง จึงเสมือนการออกเช็คเปล่าให้เค้าเหล่านั้นไปเติมจำนวนเงินเอง

‘ดร.เจษฎ์’ เผย พรรคประชาชนสร้างภาพ “รักชาติรักเเผ่นดิน หวังโกยคะแนน โค้งสุดท้าย” ชี้ ชัด จุดยืน แก้รัฐธรรมนูญ มีวาระซ่อนเร้น

[สงขลา-หาดใหญ่] 4 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.30 น. -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ (เบอร์ 35) กล่าวถึงบทบาทของพรรคการเมืองและทิศทางการเมืองในช่วงหาเสียง โดยย้ำว่าการทำงานของพรรครักชาติไม่ใช่เพื่อมากอบโกยคะแนนเสียงจากประชาชนเพื่อให้มี สส. มากขึ้น หรือเพื่อผลักดันให้ตนเองได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่เป้าหมายสำคัญที่สุดคือการทำหน้าที่ในฐานะประชาชนคนไทย เป็นราษฎร และเป็นพสกนิกรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมระบุว่าเมื่อเป็นพี่น้องคนไทยด้วยกันก็ต้องพูดคุยกันให้ชัดเจน

โดย รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนพยายามอย่างเต็มที่ในการนำเสนอภาพว่ากลุ่มคนที่รักเจ้า รักแผ่นดิน และต้องการเชิดชูสถาบันหลักของบ้านเมือง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นการกระทำที่มีเป้าหมายเพื่อคะแนนเสียง โดยมองว่าหากไม่ได้ต้องการคะแนน ก็ไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อเหลือง หรือสื่อสารในประเด็นดังกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าคะแนนเสียงที่ได้จากการสื่อสารเรื่องสถาบันฯ จะถูกนำไปใช้สนับสนุนแนวทางใดต่อไป เช่น การแก้มาตรา 112 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุด้วยว่า หากเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสามารถพูดคุยกันได้ว่าจะปรับเรื่องใด แต่หากเป็นการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมทั้งไปแก้ไขหมวด 1 หมวด 2 เรื่องของพระราชอำนาจก็จะแก้ไข โดยมีการระดมสรรพกำลังจากหลายฝ่ายออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งกลุ่มนักวิชาการที่มักวิจารณ์แต่ด้านลบของสถาบันฯ รวมถึงกลุ่ม NGO ที่ออกมาเรียกร้องให้เห็นชอบกับการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ไม่ได้อธิบายให้ชัดว่าสถาบันหลักของบ้านเมืองจะอยู่ตรงไหน

ซึ่ง รศ.ดร.เจษฎ์ มองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการมุ่งกอบโกยคะแนนประชาชน โดยใช้การหลอกลวงทุกอย่าง เพื่ออยากจะเป็นพรรคที่ได้คะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่งเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ก่อนจะออกลาย หางงอก ออกมาในภายหลังว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่ซ่อนไว้คืออะไร

“วันนี้พยายามหลบ พยายามซ่อน แต่มันซ่อนไม่มิดหรอกครับ เพราะการกระทำทุกอย่าง แม้กระทั่งยืนเคารพธงชาติ ผมอยู่ในเหตุการณ์ครับ พวกเราทุกคนก็ยืนตามปกติ เอามือไปซ่อนไว้ข้างหลังทำไม” ดร.เจษฎ์กล่าว

พัฒนาการที่ดีขึ้นมากของไทย ก่อนเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อข้อมูล–กติกา–การตรวจสอบ “เข้าถึงได้” มากกว่าเดิม

ในวันที่การเมืองไทยยังถูกเล่าด้วยคำว่า “แตกขั้ว” “ดราม่า” และ “ความไม่ไว้วางใจ” มีอีกด้านหนึ่งที่ค่อยๆ โตขึ้นเงียบๆ และน่าจะเป็นความหวังแบบจับต้องได้ของสังคมไทย—คือ “วัฒนธรรมการเลือกตั้ง” ที่เริ่มขยับจากการเชื่อตาม ไปสู่การตรวจสอบเองมากขึ้น

การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 (พร้อมการทำประชามติในวันเดียวกัน) จึงไม่ใช่แค่วันหย่อนบัตร แต่คือบททดสอบความเป็นผู้ใหญ่ของระบอบ ว่าเราจะบริหารความเห็นต่างด้วยระบบได้แค่ไหน [1]
1) “ข้อมูลอยู่ในมือประชาชน” มากกว่ายุคก่อน
สัญญาณที่ดีขึ้นชัดที่สุด คือภาครัฐเริ่มผลัก “ข้อมูลเลือกตั้ง” ให้คนตรวจสอบเองได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรายชื่อผู้สมัคร รายชื่อบุคคลที่พรรคเสนอเป็นแคนดิเดตนายกฯ ไปจนถึงข้อมูลหน่วยเลือกตั้ง โดยสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งระบุช่องทางตรวจสอบผ่านเว็บไซต์และแอปฯ (เช่น Smart Vote) อย่างเป็นทางการ [2]

ในทางปฏิบัติ นี่คือการลดช่องว่างอำนาจข้อมูล เพราะเมื่อประชาชนเข้าถึงชุดข้อมูลเดียวกันได้มากขึ้น การตัดสินใจย่อมพึ่งพาข้อเท็จจริงมากกว่าคำบอกเล่าหรือกระแสรายวัน
2) กติกาชัดขึ้น และโยงกับความปลอดภัยมากขึ้น
กติกาไม่ได้อยู่ในความคลุมเครือเหมือนเดิม ตัวอย่างที่เห็นชัดคือแนวทางเรื่อง “ป้ายหาเสียง” ที่เน้นความปลอดภัย ไม่บดบังทัศนวิสัย และไม่กีดขวางการจราจร—สื่อสารตรงๆ แบบเป็นเอกสารอ้างอิงได้ [3]

สารสำคัญไม่ใช่แค่มีข้อห้าม แต่คือการทำให้สังคมเริ่มเข้าใจว่า “การเลือกตั้งที่ดี ต้องไม่แลกด้วยความเสี่ยงและความเดือดร้อนของคนส่วนรวม”
3) ความโปร่งใสเริ่มเป็น “ระบบ” ไม่ใช่แค่ “ความรู้สึก”
ความไว้วางใจในผลเลือกตั้งไม่ได้เกิดจากคำว่า “เชื่อเถอะ” แต่มาจาก “ตรวจได้” การมีระบบรายงานผลรวมศูนย์ให้ติดตามคะแนนได้สะดวกขึ้น (เช่น ECT Score) คือทิศทางที่ถูกต้องในเชิงโครงสร้าง เพราะอย่างน้อยทำให้สาธารณะเห็นว่า การรายงานผลถูกออกแบบให้ตามตรวจได้ในระดับระบบ [4]

แน่นอน ระบบไม่ทำให้ทุกข้อกังขาหายไปทันที แต่การยอมรับร่วมจะเกิดง่ายขึ้น เมื่อคนรู้สึกว่าเกมนี้มีกลไกตรวจสอบจริง ไม่ใช่การเล่าเรื่องฝ่ายเดียว
4) เลือกตั้ง + ประชามติวันเดียวกัน: บทเรียน “จัดการความซับซ้อน” ของประเทศ
รอบนี้ไม่ใช่แค่เลือกผู้แทน แต่มีคำถามใหญ่เรื่องทิศทางรัฐธรรมนูญ การตัดสินใจเชิงโครงสร้างของประเทศถูกนำมาวางไว้บนคูหาในวันเดียวกับการเลือกตั้ง [1]

ความสำคัญอยู่ตรงนี้: เมื่อสังคมเอาความเห็นต่างมาวางบนคูหา แทนการเอาไปวางบนท้องถนน มันคือพัฒนาการของประเทศ—อย่างน้อยคือการยอมรับว่า ความขัดแย้งใหญ่ต้องถูกตัดสินด้วยกระบวนการ
5) “ไม้บรรทัดมาตรฐานสากล” ช่วยยกระดับความคาดหวังของสังคม
องค์กรติดตามการเลือกตั้งอย่าง ANFREL วิเคราะห์การเลือกตั้งไทยปี 2026 ในกรอบความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นของสาธารณะ พร้อมชี้ตัวชี้วัดตั้งแต่ความเท่าเทียมในการแข่งขัน การเข้าถึงการลงคะแนน ไปจนถึงผลที่ตรวจสอบได้ [5]

เลือกผู้นำผิด “ชาติพัง” ไม่ใช่คำขู่—คือใบเสร็จที่โลกเคยจ่ายมาแล้ว

โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง มักทำให้คนตัดสินใจด้วย “อารมณ์” มากกว่า “ข้อเท็จจริง”
แต่ประชาธิปไตยไม่ได้พังเพราะประชาชน “โง่” — มันพังเพราะประชาชนจำนวนมาก “ถูกเร่งให้เลือก” โดยไม่ทันมองความเสี่ยงของคนที่จะได้อำนาจ

คำว่า “ชาติพัง” ในโลกจริง ไม่ได้แปลว่าตึกถล่มในวันเดียว
มันแปลว่า ค่าครองชีพพัง, เงินออมพัง, สถาบันพัง, ความเชื่อมั่นพัง และ “เวลา” ของประเทศหายไปเป็นสิบปี

ต่อไปนี้คือบทเรียนที่ “ใส่ชื่อผู้นำชัดๆ” ว่าความผิดพลาดของคนบนยอดพีระมิด สามารถลากทั้งชาติลงเหวได้อย่างไร

บทเรียนจากต่างประเทศ 
1) ศรีลังกา: เมื่อผู้นำ “หักดิบ” นโยบายจนระบบรับไม่ไหว
ยุคประธานาธิบดี โกตาบายา ราชปักษา มีการตัดสินใจแบนปุ๋ยเคมีแบบฉับพลัน จนผลผลิตการเกษตรตกหนัก กระทบต้นทุนอาหารและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ก่อนจะลุกลามเป็นวิกฤตการเมือง-เศรษฐกิจใหญ่ที่ประชาชนออกมาประท้วงต่อเนื่อง และนายกฯ มหินทรา ราชปักษา ต้องลาออกท่ามกลางความปั่นป่วน [1]

เตือนใจ: “ตั้งใจดี” ไม่พอ ถ้านโยบายไม่มีข้อมูลรองรับ ไม่มีแผนเปลี่ยนผ่าน และไม่ยอมถอยเมื่อเห็นสัญญาณพัง

2) เลบานอน: เมื่อการเมืองล็อกประเทศ จนรัฐ “ตัดสินใจไม่ได้”
World Bank Group ประเมินว่าวิกฤตเศรษฐกิจ-การเงินเลบานอน “รุนแรงระดับต้นๆ ของโลก” ในเชิงประวัติศาสตร์เศรษฐกิจสมัยใหม่—สะท้อนภาพรัฐที่ติดหล่มการเมืองและการบริหาร [2]

เตือนใจ: ประเทศพังได้แม้ไม่มีสงคราม ถ้าผู้นำทำให้รัฐ “ตัดสินใจไม่ได้—รับผิดชอบไม่ได้—ฟื้นความเชื่อมั่นไม่ได้”

3) เวเนซุเอลา: เศรษฐกิจที่ “หลอกตัวเอง” จนเงินกลายเป็นกระดาษ
ในยุคประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร International Monetary Fund เคยประเมินเงินเฟ้ออาจพุ่งถึงระดับ 1,000,000% ในปี 2018 เพื่อสะท้อนความรุนแรงของวิกฤต [3] และมีรายงานตัวเลขเงินเฟ้อรายปีแตะระดับ “หลักล้านเปอร์เซ็นต์” ในช่วงวิกฤตไฮเปอร์อินเฟลชัน [4]

เตือนใจ: แจกได้ชั่วคราว แต่ถ้าฐานเศรษฐกิจพังและวินัยการคลังพัง “เงินทั้งประเทศ” ก็พังตาม

4) ตุรกี: เมื่อผู้นำ “ดื้อกับข้อมูล” ค่าครองชีพจะลงโทษประชาชน
ประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน เคยยืนยันแนวทางลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง ทั้งที่เงินเฟ้อสูงมาก โดย Reuters รายงานช่วงหนึ่งว่าเงินเฟ้อเกิน 70% และผู้นำยัง “เล่นลง” ความรุนแรงของปัญหา [5]

เตือนใจ: เมื่อผู้นำเอาความเชื่อส่วนตัวนำวิชาการ เศรษฐกิจจะตอบโต้ด้วยราคาอาหาร ค่าเดินทาง ค่าเงิน และคนตัวเล็กเจ็บก่อน

5) ฮังการี: อำนาจรวมศูนย์จนกลไกเสรีภาพอ่อนแรง
Freedom House ติดตามแนวโน้มประชาธิปไตยถดถอยในฮังการีภายใต้รัฐบาล วิกตอร์ ออร์บาน [6] และข่าวร่วมสมัยยังสะท้อนความตึงเครียดเรื่องสิทธิและเสรีภาพ [7]

เตือนใจ: ประเทศไม่ได้พังแค่เพราะเศรษฐกิจ—มันพังได้เมื่อ “เบรก” และ “ไฟแดง” ของสังคมถูกทำให้อ่อนแรงทีละนิด

6) ยูเครน: ความพังที่เริ่มจากการตัดสินใจของผู้นำแบบไม่เคารพกติกาโลก
ต้องพูดให้แฟร์: ยูเครนไม่ใช่ประเทศที่ “พังเพราะเลือกผู้นำผิด” แบบสูตรสำเร็จ แต่ยูเครนคือภาพชัดว่า เมื่อผู้นำของประเทศมหาอำนาจตัดสินใจผิดแบบไม่เคารพกติกาโลก—คนทั้งภูมิภาคต้องจ่าย

ภายใต้การตัดสินใจทำสงครามของประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน โลกตอบโต้ด้วยกำแพงมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียอย่างกว้างขวาง [8] ขณะเดียวกัน การประเมินร่วมโดยรัฐบาลยูเครน ธนาคารโลก สหภาพยุโรป และสหประชาชาติ ระบุว่าค่าฟื้นฟูและบูรณะใน 10 ปีอยู่ที่ราว 524 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (อ้างอิงสถานะความเสียหายถึง 31 ธ.ค. 2024) [9]

อีกด้านหนึ่ง สงครามยัง “บิดรูปประชาธิปไตย” เพราะยูเครนอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก ซึ่ง Reuters อธิบายว่าเลือกตั้งถูกห้ามภายใต้กฎอัยการศึก และทำให้ประธานาธิบดี โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ต้องบริหารแรงกดดันทางการเมืองไปพร้อมกับภารกิจความอยู่รอดของรัฐ [10]

เตือนใจ: อย่าหลงเสน่ห์ “ผู้นำที่ชอบเดิมพันใหญ่” เพราะเดิมพันของเขา อาจกลายเป็นบ้าน เมือง เศรษฐกิจ และอนาคตของคนทั้งชาติ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top