Friday, 5 June 2026
เลือกตั้ง69

'อาจารย์อุ๋ย' ยกโมเดลอังกฤษ สางปมร้อน "บัตรเลือกตั้ง" ชี้บัตรทุกใบมี "ซีเรียลนัมเบอร์" สกัดคนโกงสวมสิทธิ์

(20 ก.พ. 69) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรือ อ.อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมาย และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ในประเด็นเรื่อง การนําสืบย้อนกลับ (tracibility) กับ การเป็นความลับ (secrecy) ของบัตรเลือกตั้ง ที่กําลังเป็นประเด็นร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ นัั้น

กฎหมายเลือกตัั้งของสหราชอาณาจักร เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจที่สุดในการถกเถียงเรื่อง "ความลับ vs ความโปร่งใส" โดยมีรายละเอียด ที่สำคัญดังนี้:

1. ระบบเลขหมายซีเรียล (Serial Numbering) และต้นขั้ว
ตามกฎหมาย Representation of the People Act 1983 และบรรทัดฐานที่สืบเนื่องมาจาก Ballot Act 1872 ของสหราชอาณาจักร:

• กลไก: บัตรเลือกตั้งทุกใบจะมี หมายเลขซีเรียล (Serial Number) พิมพ์อยู่ และที่ ต้นขั้วบัตร (Counterfoil) ก็จะมีหมายเลขเดียวกัน

• การบันทึก: เมื่อผู้สิทธิเลือกตั้งไปแสดงตัว เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยจะเขียน เลขประจำตัวผู้สิทธิเลือกตั้ง (Electoral Roll Number) ลงบนต้นขั้วบัตรก่อนที่จะฉีกบัตรส่งให้

• ผลลัพธ์: ในทางทฤษฎี (Theoretically Traceable) ข้อมูลนี้สามารถใช้ระบุได้ว่า "ใครเลือกใคร" โดยการจับคู่เลขบนบัตรกับเลขบนต้นขั้ว

2. เหตุผลที่ระบบกฎหมายยอมรับได้ (Justification)
แม้จะดูเหมือนขัดต่อหลักการความลับ แต่ระบบกฎหมายของ UK ยอมรับได้ด้วยเหตุผลเชิงโครงสร้าง 2 ประการ:1. เพื่อป้องกันและพิสูจน์ทุจริต (Anti-Fraud): วัตถุประสงค์หลักคือการจัดการกับกรณี "Personation" (การสวมสิทธิ์) หากมีการร้องเรียนว่ามีการสวมสิทธิ์ ศาลเลือกตั้ง (Election Court) สามารถสั่งให้นำบัตรใบนั้นมาตรวจสอบเพื่อตัดคะแนนที่เป็นโมฆะออกได้ ซึ่งจะช่วยให้ผลการเลือกตั้งสะท้อนเจตจำนงที่แท้จริง

2. หลักการ "ปิดผนึกสองชั้น" (Double Sealing): หลังการนับคะแนนเสร็จสิ้น บัตรเลือกตั้งและต้นขั้วจะถูก แยกบรรจุและปิดผนึก (Sealed) อย่างเคร่งครัด และจะถูกส่งไปเก็บรักษาไว้เป็นเวลา 1 ปีกับอีก 1 วันก่อนจะถูกทำลาย

เลือกตั้ง’69 EP#8 แพ้แล้วพาล (Sore loser)

อาการ “แพ้แล้วพาล (Sore loser)” ของสาวกพรรคส้มคือ บทสรุปจากผลการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งปรากฏชัดเจนแล้วว่า สาวกพรรคส้มออกมาแสดงตัวคัดค้านผลการเลือกตั้งมากมายหลายวิธี พยายามปลุกระดมมวลชน กระทั้งชักจูงให้องค์การนิสิต-นักศึกษาหลายสถาบันออกมาเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ ทำให้สังคมไทยได้รู้ได้เห็นว่า หากพรรคส้มแพ้การเลือกตั้งนั้นไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม แต่การเลือกตั้งปี 2566 พรรคส้มชนะไม่ปรากฏว่า พรรคการเมืองไหนออกมามาประท้วงการนับคะแนนหรือผลการเลือกตั้งเลย และองค์การนิสิต-นักศึกษาทั้งหลายต้องออกมาเฝ้าสังเกตุการเลือกตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่ใช่เพียงแค่รับข้อมูลแล้วออกมาประท้วง เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่รับผิดชอบ ไม่สนใจการเมือง ขาดเหตุและผล และถูกมองว่า องค์กรเหล่านั้นกลายเป็นเครื่องมือของพรรคส้มไป

สำหรับ QR Code บนบัตรเลือกตั้งนั้นเป็นเพียงเครื่องมือคุมเอกสาร ไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้สำหรับสืบสาวตามตัวบุคคลที่ใช้สิทธิเลือกตั้งแต่อย่างใด จากกระแสในโซเชียลที่มีการตั้งข้อสงสัยว่า QR Code หรือบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งอาจถูกนำไปใช้ในการระบุตัวตนของผู้ลงคะแนน ขัดหลัก “บัตรลับ” ตามกฎหมายไทย แต่คุณปฐม อินโรดม ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและสื่อสารมวลชนแถวหน้าของไทย ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี อดีตผู้บริหารสื่อไอทีรายใหญ่ที่สุด (ARIP) และอดีตกรรมการผู้จัดการ บมจ. เออาร์ไอพี ปัจจุบันมีบทบาทสำคัญเป็นที่ปรึกษาธุรกิจดิจิทัล, กรรมการ Creative Digital Economy สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมบล็อกเชนไทย และกรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้อธิบายว่า ความกังวลว่าระบบจะ “รู้หมดว่าใครเลือกใคร” มักเกิดจากความไม่ไว้วางใจทางการเมือง มากกว่าข้อเท็จจริงเชิงเทคนิค พร้อมย้ำว่าประชาชนมีสิทธิ์ตั้งคำถามต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่ควรตั้งอยู่บนความเข้าใจระบบจริง

QR Code ทำหน้าที่อะไรในกระบวนการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยหลักแล้ว QR Code บนบัตรเลือกตั้งใช้เพื่อ
-    ควบคุมจำนวนบัตร ป้องกันบัตรปลอม
-    แยกประเภทเขต/หน่วยเลือกตั้ง
-    ช่วยบริหารการนับคะแนนหรือ audit เอกสาร
-    ตรวจสอบเส้นทางเอกสาร (document tracking)
จึงทำหน้าที่เพียงเป็น “ตัวระบุเอกสาร” ไม่ใช่ “ตัวระบุบุคคล” แต่อย่างใด ถ้าหากจะตามว่าใครเลือกใคร ต้องทำอย่างไร? ในทางทฤษฎี การสาวกลับไปหาผู้ลงคะแนนต้องมีเงื่อนไขซ้อนกันหลายชั้น เช่น
1.    มีฐานข้อมูลว่าบัตรหมายเลขใดแจกให้ใคร
2.    มีการบันทึกหมายเลขก่อนหย่อนบัตร
3.    มีการเก็บลำดับเวลาการหย่อนเทียบกับรายชื่อผู้มาใช้สิทธิ
4.    ต้องเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดแบบเรียลไทม์

ซึ่งในทางปฏิบัติของการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ไม่มีระบบในลักษณะดังกล่าวรองรับอยู่แต่อย่างใด และการจะทำย้อนหลัง ต้อง “รื้อบัตรทั้งหมด” นำมาเทียบ QR Code กับข้อมูลการแจกบัตรตามลำดับผู้ใช้สิทธิทีละใบ ซึ่งทำได้ในทางทฤษฎี แต่มีความซับซ้อนและยุ่งยากมากมาก ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล และแทบเป็นไปไม่ได้ในการปฏิบัติจริง โดยเฉพาะเมื่อบัตรที่ลงคะแนนได้ถูกผสมรวมกันในหีบคะแนนแล้ว เข้าใจง่าย ๆ คือ QR Code อย่างเดียว จะไม่สามารถบอกได้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร หากไม่มีฐานข้อมูลจับคู่กับตัวบุคคลตั้งแต่ต้น

‘อภิสิทธิ์’ ไม่ปิดประตูร่วมรัฐบาล. พร้อมรับสาย ภท. ประเมิน กล้าธรรม ตัวแปรสำคัญคานเสียง พท.

(20 ก.พ. 69) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ เกี่ยวกับประเด็นความชัดเจนการทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภาว่า ตนไม่ประกาศเช่นนั้น เพราะโดยระบบของพรรคเป็นอำนาจกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรค และ ส.ส. ทั้งนี้ได้คุยเบื้องต้นว่าจะอยู่เฉย ๆ ไม่รอรับสายโทรศัพท์ แต่หากโทรศัพท์มาพร้อมรับ ไม่ปิดเครื่อง ทั้งนี้พรรคไม่มีมอบตัวก่อนเด็ดขาด หากได้เข้าไปคุยแสดงว่าเขามาตาม และการไปฟัง ไม่ใช่ฟังเฉย ๆ เพราะต้องรักษาคำพูดกับประชาชนต่อเงื่อนไขร่วมรัฐบาลที่ต้องไม่มีพรรคกล้าธรรม ไม่มีทุนเทา ไม่มีการครอบงำ และไม่มีการสร้างความแตกแยก

เมื่อถามถึงกรณีผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคภูมิใจไทย เรียกว่าครอบงำหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยังไม่มีอะไรที่ไปถึงประเด็นนั้น แต่ต้องพูดให้ชัดว่าการบริหารราชการแผ่นดิน ต้องไม่ถูกแทรกแซง ไม่ครอบงำ ทั้งนี้ตนไม่สามารถพูดล่วงหน้าได้ แต่เรื่องทุนเทามีข้อมูลอยู่ ขณะเดียวกันหากจะไปร่วมต้องตอบโจทย์ว่า นโยบายเรื่องใดที่มั่นใจได้ว่าทำสำเร็จ

“ผมไม่ได้ดิ้นรนอะไร เพราะพรรคการเมืองต้องพร้อมทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคขนาดเล็ก ที่มีจุดยืน ส่วนที่ยังไม่ประกาศชัดเจนว่าเป็นฝ่ายค้าน เพราะดูหักหาญกันไปหน่อย เนื่องจากไม่มีปัญหากันขนาดนั้น” นายอภิสิทธิ์กล่าว

เมื่อถามว่ามองการจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้อย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยถือว่าได้เสียงข้างมากที่ทำให้ได้เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ขณะนี้แม้ว่าจะไม่มีพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาล ก็สามารถมีเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้กว่า 290 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้านมี 210 เสียง ซึ่งจำนวนเสียงต่างกันมาก ดังนั้นหากวิเคราะห์ว่าจะดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมมีเหตุผลอะไร ซึ่งตนมองว่าเพื่อป้องกันพรรคเพื่อไทยตีรวน หรือถอนตัว ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากเสียงที่พรรคกล้าธรรมมี 58 เสียงจะมีน้ำหนักมากกว่า หากเทียบกับพรรคประชาธิปัตย์ที่มี 22 เสียง

“พรรคเพื่อไทยมี 74 เสียง หากดึงประชาธิปัตย์ 22 เสียงเข้าไป ยังลำบาก แต่หากเป็นพรรคกล้าธรรม 58 เสียง สามารถหักลบกับเพื่อไทยได้เกินครึ่ง หากมีปัญหาจริงพรรคภูมิใจไทยไม่สะเทือน และผมมองว่าการจัดตั้งรัฐบาลขณะนี้พรรคภูมิใจไทยไม่จำเป็นต้องรีบเพราะไม่มีพรรคใดจัดตั้งรัฐบาลแข่ง ขณะเดียวกันแม้จะอยู่นิ่งๆ ยังมีอำนาจต่อรองสูงสุด” นายอภิสิทธิ์กล่าว

เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้แกนนำพรรคกล้าธรรมโต้พรรคประชาธิปัตย์หลังประกาศไม่จับมือ และตอบกลับให้คอยดูเถอะ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า “ไม่เป็นปัญหาอะไร ผมก็ตอบว่าให้คอยดูเถอะเช่นกัน เพราะพรรคที่ได้ ส.ส. 58 เสียง ทำไมไม่มีใครรุมจีบ”

เมื่อถามถึงการแสดงจุดยืนตอนเลือกตั้งว่าจะเป็นพรรคที่มากำหนดเกม หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ไม่สามารถทำได้ ด้วยเสียง ส.ส.ที่มี 22 คน แต่เมื่อประชาชนให้มาเท่านี้ ก็พร้อมจะทำหน้าที่ต่อ ทั้งการตรวจสอบทุนเทา ต่อต้านนโยบายที่สร้างความแตกแยก และงานแรกที่จะทำคือ การยื่นตรวจสอบรัฐมนตรีที่มีปัญหาจริยธรรม โดยกรณีดังกล่าวไม่ใช่เป็นการใช้กลไกศาลรัฐธรรมนูญเพื่อทำลาย หรือกลั่นแกล้งคนอื่น หรือฝ่ายตรงข้าม แต่เมื่อรัฐธรรมนูญให้กลไกตรวจสอบเมื่อพบว่าผิดจริง ก็ต้องถูกยื่นตรวจสอบ

“ถ้าสมมุติว่าจะมาชวนร่วมรัฐบาล และมีคนที่จะถูกยื่นตรวจสอบจริยธรรมอยู่ด้วย ผมก็ไม่ร่วม พรรคประชาธิปัตย์พร้อมเป็นพลังทางการเมืองที่จะตรวจสอบอย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อสร้างมาตรฐานทางการเมือง” นายอภิสิทธิ์กล่าว
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top