Friday, 5 June 2026
เลือกตั้ง69

Google มีไว้ทำไม? ค้นหาข้อเท็จจริงก่อนเลือกตั้ง แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่จำเป็นต้องฉีกรัฐธรรมนูญ

การเมืองดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับสื่อต่างๆ ที่พยายามสร้างเอนเกจเมนต์ (Engagement) ดึงเรตติ้ง จัดเวทีดีเบต เชิญแคนดิเดตรัฐมนตรี หรือ ตัวแทนพรรคการเมือง มานำเสนอแนวคิด นโยบายการขับเคลื่อนประเทศไทย หากพรรคตนเองได้เป็นรัฐบาล

ร้อยเรียงมาในแต่ละเวที ในมุมมองเฉพาะด้านพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ขอหยิบบางประเด็นความเห็นจากทั้งผู้นำเสนอนโยบาย และพิธีกร เพื่อสะท้อนอะไรบางอย่าง

พิธีกร “หาน้ำมาให้เยอะๆ ชาวนาจะได้ปลูกข้าว 3 รอบ ปลูกให้เยอะที่สุดในโลก” หากหยิบประเด็นนี้มาพิจารณา นั่นหมายความว่า จะมีปริมาณข้าว (Supply) เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เกษตรกร ต้องขายข้าวเปลือกให้โรงสี ที่เป็นพ่อค้าคนกลาง ข้าวเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ซึ่งมีการซื้อขายในตลาดเสรี ราคากำหนดโดยกลไกตลาด ความต้องการ และคุณภาพ เมื่อ Demand น้อย แต่ Supply เยอะ คิดว่าราคารับซื้อข้าว จะถูกหรือแพง..? 

คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ วิ่งเร่ขายข้าวยังต่างประเทศ เพื่อระบายสต็อกข้าว ในระยะเวลาแค่ 2 เดือน ก็เห็นผลงานว่าราคาซื้อขายข้าวในตลาด เริ่มขยับสูงขึ้น เพราะวิ่งหา Demand

โยงไปอีกเวทีหนึ่ง อดีตแคนดิเดต รมว.คลัง “ไม่ควรมีเงื่อนไขสต็อกข้าว 100 ตัน เพื่อให้รายเล็ก สามารถส่งออกได้” จากเงื่อนไขกำหนดให้บริษัทส่งออก ที่มีทุนจดทะเบียน 5-10 ล้านบาท ต้องมีการสต็อกข้าว 500 ตัน ปรับลดเงื่อนไขการมีสต็อกข้าว เหลือ 100 ตัน ด้าน รมว.พาณิชย์ ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ถ้าส่งออกข้าวปริมาณต่ำกว่า 100 ตัน มันไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย (ค่าขนส่ง) หากมีสต็อกข้าวอยู่บ้าง ผู้ประกอบการจะดูจังหวะการขาย และหากมีออเดอร์เข้ามา คนตัวเล็กไม่มีสต็อกเลย ไม่มีอำนาจต่อรอง กว่าจะหาซื้อข้าวได้ อาจเสียโอกาสส่งออก โดยข้าว 100 ตัน เป็นเงินแค่ 1.8 ล้านบาท 

ลองขายข้าวสารบรรจุถุง 10 กิโลกรัม วางขายในแพลตฟอร์มออนไลน์ดูครับ แล้วลองกดสั่ง ดูว่าค่าส่ง มันคุ้มไหม? ถ้าขายแบบเอากำไร รวมค่าส่ง ราคาตั้งขายจะมีคนซื้อไหม? ถุงบรรจุขนาด 1 กิโลกรัม คงไม่ต้องพูดถึง

ถึงแม้จะเบี่ยงประเด็นไปเป็น การส่งออก ‘ข้าวคุณภาพ’ ที่พยายามอ้างถึงโยงกับรายเล็กๆ ไม่ควรกีดกันการส่งออก ซึ่งหากพิจารณารายละเอียดในข้อกำหนดดังกล่าวจะพบว่า กลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์ จะส่งออกไม่ต้องสต็อก แต่ต้องเป็นประเภทส่งออกข้าวสารบรรจุกล่องหรือหีบห่อเท่านั้น การทำข้าวคุณภาพ โดยส่วนใหญ่ จะเป็นกลุ่มเกษตรกร อยู่แล้ว ซึ่งไม่ได้มีข้อจำกัดในการต้องสต็อกข้าว 

กลับไปเวทีเดิม พิธีกร ให้ความเห็น “บ้านเราเจริญแค่กรุงเทพ ต่างจังหวัดกลายเป็นบ้านนอกหมด ความเจริญกระจุกที่กรุงเทพที่เดียว ความเจริญไม่เคยออกนอกกรุงเทพ ไม่ต้องไปไหนไกล ขับรถแค่ชั่วโมงครึ่งไปลพบุรี 50 ปีที่แล้วเป็นยังไง ทุกวันนี้ก็เป็นแบบนั้น โอกาสไม่เคยออกนอกกรุงเทพเลย”

ถ้าความเจริญ หมายถึง รายได้ ลอง Search Google ดูพบว่า GRP per Capita (Gross Regional Product)  ซึ่งคือ รายได้เฉลี่ยของคนในจังหวัดต่างๆที่อยู่ในระบบภาษี จังหวัดระยอง สูงกว่ากรุงเทพฯ เกือบสองเท่า รวมถึง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา อยุธยา ฯลฯ ตํ่ากว่ากรุงเทพ แต่ก็ห่างกันเล็กน้อย ความเจริญน่าจะไม่ใช่แค่กรุงเทพ

วินาทีจากนี้ไป อยากรู้ว่าคนไทยคนไหนที่ไม่รักสถาบัน ก็ให้ดูคนที่ยังคงเลือก “พรรคส้มสามกีบ” จะไม่มีทางผิดฝาผิดตัว

ว่ากันตามจริง กลุ่มคนไทยที่ออกไปกาเลือก “พรรคส้มสามกีบ” ครั้งแรก สมัยปี 2562 หากไม่ได้ลงลึกเกี่ยวกับสังคมการเมืองไทย ก็จะอ่าน “เหลี่ยมคนเหลี่ยมพรรค” ไม่ออก ว่าที่สุดก็คือ “พรรคไม่เอาเจ้า” ก็เลยได้กลุ่มคนไทยที่ “คิดตื้น ๆ กับชีวิต” ที่เพียงเบื่อทหาร ไปสนับสนุน “ส้มล้มสถาบัน” แทนจำนวนมาก จนกลายเป็น “พรรคคนรุ่นใหม่” ที่มาแรงที่สุด ความคิดดำมืดที่จะล้มล้างการปกครองก็ค่อย ๆ โผล่ออกมาชัดมากขึ้นนับจากนั้น

เมื่อหางส้มล้มล้างเจ้ายาวออกมาให้สังคมเห็น คนที่รักสถาบันจริง ๆ ก็ทยอยถอยออกห่าง แต่ก็ได้จำนวน “คนไทยที่คิดน้อย” ซึ่งมีมากกว่า กลับเข้าไปสนับสนุนมากขึ้นถึง 14 ล้านเสียงกว่า ๆ ในการเลือกตั้งครั้งที่สอง ปี 2566 จากพรรคขนาดกลาง กลายเป็น “พรรคขนาดใหญ่” มีอำนาจในการจัดตั้งรัฐบาล 

แต่เพราะ “อุดมการณ์แบบตี๋ ๆ” ที่แอบซ่อนอารมณ์ “อิจฉาเจ้า” และการไม่มั่นใจในความสามารถของคนในพรรค ผสมการไม่ไว้ใจ “คนหลงตัวเอง” ที่เคยพ่นวลีโง่ ๆ “มีทหารไว้ทำไม?” จะควบคุมยาก จึงยืนกระต่ายขาเดียวว่ายังไงก็จะแตะ 112 เพื่อเดินไปให้สุดซอยที่ชื่อว่า “ล้มสถาบัน” ให้ได้ 

‘ภูมิ สวัสดี’ พรรครักชาติ หวิดโดนไล่  ชาวบ้านเห็นเป็นคนรุ่นใหม่ นึกว่า “พรรคส้ม”

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 เวลา 13.00 น. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ (เบอร์ 35) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4)และนายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9) ลงพื้นที่ย่านชุมชนประเวศ เขตประเวศ เพื่อช่วยหาเสียงและแนะนำตัว นาย นายภูมิ สวัสดี ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 21 (ประเวศ-สะพานสูง) หมายเลข 6   โดยทีมได้เดินเท้า เคาะประตูบ้าน เพื่อแนะนำตัว เสนอนโยบายและขอโอกาสเข้าไปรับใช้พี่น้องในสภาฯ 

โดยมีชาวชุมชนบางส่วนเห็นทีมพรรครักชาติเป็นเด็กรุ่นใหม่ ที่เดินเท้าเข้ามาเสียง จึงเข้าใจผิดคิดว่า “ผู้สมัครจาก พรรคส้ม” มาหาเสียง

ซึ่งเหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นในช่วงที่ทีมพรรครักชาติ กำลังเดินเข้าหาบ้านเรือนประชาชน มีช่วงหนึ่งที่ชาวบ้านในพื้นที่แสดงท่าทีไม่ตอบรับ และเกือบจะปิดประตูบ้านไม่ยอมออกมาพูดคุยด้วย เพราะเข้าใจผิดจากสัญลักษณ์และสีสันบางอย่างว่า เป็นกลุ่มผู้สนับสนุนหรือผู้สมัครจาก “พรรคประชาชน“หรือ “ด้อมส้ม” ซึ่งชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวอาจมีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างออกไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อทีมงานได้เข้าไปชี้แจงและแนะนำตัวอย่างเป็นกันเองว่า นี่คือ “ภูมิ สวัสดี” เบอร์ 6 จาก “พรรครักชาติ” ไม่ใช่กลุ่มที่ชาวบ้านเข้าใจผิด ทันทีที่ทราบความจริง บรรยากาศที่เคยตึงเครียดก็กลับกลายเป็นรอยยิ้ม ชาวบ้านคนดังกล่าวได้เปลี่ยนท่าทีทันที พร้อมเปิดประตูบ้านออกมาต้อนรับอย่างเป็นกันเอง มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนปัญหาในชุมชน และให้กำลังใจนายภูมิอย่างอบอุ่น

"ตอนแรกนึกว่าสีส้มมา ผมเกือบปิดประตูหนีแล้ว แต่พอรู้ว่าเป็นพรรครักชาติ เป็นเบอร์ 6 ก็ยินดีเลยครับ เข้ามาคุยกันก่อน ยินดีต้อนรับเต็มที่" เสียงสะท้อนจากชาวบ้านในพื้นที่
.
“ภูมิ สวัสดี” มั่นใจ การลงพื้นที่คือหัวใจ
.
 

ปชป.กทม. เดินหน้าโค้งสุดท้าย “เนเน่–อีฟ–เกม–โจ” นำทัพสตรีทรัน จารึกเลข 27 กลางกรุง ตอกย้ำจุดยืน “เทาไม่ใช่ทาง…ทางที่เลือกต้องไม่เทา”

กรุงเทพฯ – พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร เดินหน้าโค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง จัดกิจกรรมสตรีทรันภายใต้แคมเปญ “เทาไม่ใช่ทาง” พร้อมสโลแกน “ทางที่เลือกต้องไม่เทา” นำโดย เนเน่ รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี  รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกับผู้สมัคร สส.กทม. ได้แก่ เกม พงศ์พล เตมีย์, อีฟ วิเวียน จุลมนต์ และ โจ เจตน์สฤษดิ์ เลิศธนสาร ร่วมกันวิ่งสร้างสัญลักษณ์ เลข “27” บนผืนแผ่นดินไทย  ส่งสารชัดเจนถึงประชาชนว่า การเมืองไทยต้องไม่คลุมเครือ และต้องไม่ยอมจำนนต่อระบบสีเทา

กิจกรรมวิ่งระยะทางกว่า 11 กิโลเมตร เริ่มต้นจาก สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) เชื่อมต่อเส้นทางจากพื้นที่สีเขียวสู่ใจกลางเมือง ผ่านซอยพหลโยธิน 18 ถนนวิภาวดีรังสิต ซอยวิภาวดีรังสิต 16 เข้าสู่ถนนรัชดาภิเษก ผ่านย่านสุทธิสาร ก่อนสิ้นสุดที่ ศาลพระพิฆเนศ ห้วยขวาง เพื่อขอฤกษ์ขอชัย สะท้อนการเดินหน้าทางการเมืองอย่างมุ่งมั่นและไม่ถอย

นางรัดเกล้า กล่าวว่า แคมเปญ “เทาไม่ใช่ทาง” เกิดจากความอัดอั้นของประชาชนจำนวนมากที่ เบื่อการเมืองคลุมเครือ เบื่อระบบสีเทา และเบื่อการถูกบังคับให้เอาตัวรอดแบบประนีประนอมกับความไม่ถูกต้อง พร้อมย้ำว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เวลาของทางสายกลางที่ไร้จุดยืน แต่เป็นเวลาที่ประชาชนต้องเลือกข้างอย่างชัดเจน ว่าจะยอมรับความเทาต่อไป หรือเลือกการเมืองที่ซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา

‘น็อต’ ไม่สนดราม่า ไอโอ (io) พาทัวร์ลง ด้าน ‘ภูมิ’ พรรครักชาติ ดอดให้กำลังใจ ชื่นชมพี่น็อต ที่กล้าออกมาปกป้อง สถาบันหลักของชาติ 

(กรุงเทพฯ) หลังจากที่เคย ออกมา ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นของ น็อต วรฤทธิ์ เฟื่องอารมณ์  ล่าสุด วันนี้ (27 มกราคม 2569) เวลา 13:30 น. นายภูมิ สวัสดี (ไมเคิล) ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 21 เบอร์ 6 พรรครักชาติ เดินทางไปยังร้านลูกโต้งชลวัว ซอย บางนา-ตราด 23 แขวงบางนาเหนือ เขตบางนา กรุงเทพมหานคร  เพื่อให้กำลังใจนายวรฤทธิ์ เฟื่องอารมย์ (น็อต) ดารา และพิธีกรรายการโทรทัศน์ หลังเจอกระแสดราม่าจากกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคการเมืองหนึ่ง ที่เข้ามาคอมเมนต์เสียหายทางหน้าโซเชียลมีเดียส่วนตัว ลุกลามไปจนถึงการรีวิวร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น ”ลูกโต้งชลวัว” ของน็อต-วรฤทธิ์ ในเชิงลบ 

โดยนายภูมิ ย้ำว่า ต้องการเข้ามาให้กำลังใจ และสนับสนุนสิ่งที่ทำ แม้จะต้องเจอกับกระแสเชิงลบในโลกออนไลน์ก็ตาม 

“ผมอยากขอเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่รักชาติ อยากจะบอกพี่ว่า สู้ต่อไปนะครับ มันไม่ค่อยมีคนที่อยู่ในสื่อ แล้วออกมาสื่อสารอย่างมีจุดยืนแบบที่พี่ทำ เพราะทำแล้วจะโดน IO ลงจนเสียงานเสียการแบบนี้ ทำให้คนกลัวกัน และขอสนับสนุนให้พี่ทำต่อไป เพื่อเป็นตัวอย่างให้ทุกคนเห็นว่ามันไม่ส่งผลกระทบอะไรขนาดนั้น และอยากให้พี่ทราบว่า พี่ไม่ได้ยืนคนเดียว ยังมีพวกเราอีกมากที่เห็นด้วย และพร้อมสนับสนุนพี่” นายภูมิ กล่าว

‘เอกสิทธิ์ ปวงชนไทย’ ซัดแรง “แจกเงินล้าน” ประชานิยมสุดโต่ง เตือนคนไทย ระวัง “โรแมนซ์สแกมการเมือง” หลอกให้รัก-ให้เลือก สุดท้ายขายฝัน ยัน “ประชาประโยชน์” ทำประเทศยั่งยืนกว่า

(28 ม.ค. 69) นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคปวงชนไทย ผู้สมัครสส.แบบบัญชีรายชื่อหมายเลข 23 แสดงความเห็นเกี่ยวกับการออกแคมเปญหาเสียงของบางพรรคที่จะแจกเงินล้านทุกวัน ว่า เป็นนโยบาย ประชานิยมแบบสุดโต่ง ตนไม่เห็นด้วย เพราะการจะให้ประชาชนมีเงินได้นั้น ต้องมีการพัฒนาคนด้วย ไม่ใช่ประชานิยมแจกไปอย่างเดียว ซึ่งการแจกแบบนี้จะคล้ายกับ  “โรแมนซ์สแกมเมอร์” หรือ สแกมเมอร์การเมือง คือการหลอกให้รักหลอกให้หลง หลอกให้เลือกลงคะแนนให้พรรคนั้น แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้อะไรแต่ยิ่งทำให้ประเทศถอยหลังด้วยซ้ำ ในเรื่องนี้พรรคปวงชนไทยไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง  

“เราไม่เห็นด้วยกับประชานิยมแบบนี้ แต่เน้นนโยบายประชาประโยชน์ สร้างประเทศไทยให้ยั่งยืนทำให้ทุกคนมีความรู้ความสามารถ ควบคู่กับการมีรายได้ที่สูงขึ้นทำให้เกิดความยั่งยืน”

หัวหน้าพรรคปวงชนไทย ระบุด้วยว่า การเลือกตั้งทุกครั้ง มีการใช้เงินซื้อเสียง หลายเขตใช้เงินเป็นหลายสิบล้านหรือหลักร้อยล้าน มองได้ว่าเป็นการหลอกลวงประชาชน ต้องการเข้ามาทุจริตคอร์รัปชัน ถ้านักการเมืองคนไหนใช้เงินจำนวนมากแบบนี้ในการเลือกตั้ง แสดงว่ามีเป้าหมายที่จะเข้ามากอบโกยถอนทุนคืนจากประเทศและพี่น้องประชาชนอย่างแน่นอน  

“ขอฝากพ่อแม่พี่น้องประชาชนคนไทย อย่าไปรับเงิน หรือหากรับไปแล้ว ก็อย่าเลือกพรรคนั้นโดยเด็ดขาด การเลือกตั้งทุกคนสำคัญมาก เรามีสิทธิ์คนละหนึ่งเสียงเท่ากัน ปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงมีมานานแล้ว ขอให้ทุกคนร่วมกันหยุดเรื่องนี้ให้ได้ ต้องอย่ารับเงินเหล่านี้ เพื่ออนาคตของประเทศไทยต่อไป”

‘ชัยวุฒิ’ ฟาดแรง "ชั้นต่ำ!" แกล้ง "น็อต" สับเกรียนคีย์บอร์ด-อวตาร-io-ด้อมส้ม-อินฟลู รุมป่วนโพล ด้อยค่า ปั่นเฟกนิวส์ ลั่น จ่อฟ้องคนด่า ‘อ.เจษฎ์’

(กรุงเทพฯ) 28 มกราคม 2569 เวลา 07.00 น. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายเอกพิทยา เอี่ยมคงเอก ที่ปรึกษานโยบายเศรษฐกิจ และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 2 นำทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4), นายทัศนัย ทองมี รองหัวหน้าพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7), นายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9), นายวาซิม คาน ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 15, นายโมเซนคาน เมฆดารา ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 24, นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค  และนายฟาวาดคาน เที่ยงธรรม ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 18  ร่วมลงพื้นที่หมู่บ้านสหกรณ์เคหะสถาน 4 แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร เพื่อแนะนำตัว นายสัญชัย บัตรตรา ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 15 เบอร์ 1 โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ชาวบ้านให้การต้อนรับทีมพรรครักชาติ แวะทักทาย พูดคุย พร้อมให้กำลังใจคนรุ่นใหม่ ที่มีความตั้งใจมาทำการเมือง

ทั้งนี้ นายชัยวุฒิ ได้ให้สัมภาษณ์เดือดถึงกรณีกลุ่ม เกรียนคีย์บอร์ด-IO-อวตาร รวมไปถึงอินฟลูเอนเซอร์ และ “ด้อมส้ม” โดยเตือนสติให้หยุดพฤติกรรมคุกคามผู้เห็นต่าง ชี้เป็นการเมืองแบบ “ชั้นต่ำ” ไม่ใช่ประชาธิปไตย

นายชัยวุฒิ กล่าวถึงกรณีที่มีกลุ่มคนเข้าไปโหวตในโพลสำรวจต่าง ๆ ว่าจากการตรวจสอบพบว่าเป็น “บอท” (Bot) ไม่ใช่คนจริง 

"แต่อยากทำก็ทำไปครับ เป็นความสุขของพวกคุณ แต่ว่าการที่เอาด้อม เอา IO เอาอวตารเนี่ย ไปถล่มฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง อันนี้มันเป็นการเมืองแบบ 'ชั้นต่ำ' ครับ มันไม่มีประโยชน์หรอกครับ มันไม่ใช่ประชาธิปไตย"

แหก AI ในวันที่มนุษย์พึ่งพา AI ตั้งแต่ดูดวงยันเลือกตั้ง

ความจริงวันนี้เอย่าอยากจะเล่าเรื่องประกันสังคมมาก  แต่พอไปเจอคนโพสต์ในโซเชียลไม่ว่าจะดูดวงโดยใช้ AI ไปจนถึงจะเลือกพรรคการเมืองไหนดีโดยใช้ AI วันนี้เอย่าจะขอเอาคำตอบจาก AI มาให้อ่านว่าสรุป AI ฉลาดกว่ามนุษย์หรือมนุษย์นี่แหละที่สร้างแนวทางคำตอบให้ AI  โดยถาม AI ที่ใช้กันแพร่หลายอย่าง ChatGPT นี่แหละคะ

คำถามที่ 1 :  AI ใช้หลักการหรือวิธีการใดในการประมวลผลเพื่อตอบคำถามที่เอย่าป้อนเข้าไป
คำตอบ : เอย่าขอสรุปสั้นๆนะคะ ทาง AI ตอบกลับมาว่า เริ่มจาก แปลงข้อความของคุณให้เป็น “ความหมายเชิงตัวเลข” เพื่อให้เข้าใจว่า คุณกำลังถามเรื่องอะไร น้ำเสียงเป็นทางการไหม ต้องการข้อมูลหรือความเห็น ฯลฯ จากนั้น AI ดูบริบททั้งหมด ไม่ใช่แค่เพียงคำถามที่ถามในประโนชน์นั้นอย่างเดียวแต่จะมีการดูบริบทจาก History เก่าที่เราคาไว้ในระบบยังไม่ได้ลบออก  ทาง AI ก็จะนำมันมาประมวลเพื่อเป็นคำตอบที่ถูกใจเราด้วย  จากนั้น AI จะคาดการณ์ คำถัดไปที่เหมาะสมที่สุด โดย AI จะคิดแบบว่าในบริบทก่อนหน้า ถ้าคำก่อนหน้าเป็นแบบนี้ คำถัดไปที่น่าจะเหมาะสมที่สุดคืออะไร และจะทำแบบนี้ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นคำตอบทั้งหมด จากนั้นก็ไปดึงข้อมูลจาก Database อื่นๆมาประกอบ แล้วจึงประมวลเป็นคำตอบเพื่อให้ถูกใจคำถาม  เพราะฉะนั้นคำถามที่ออกมาจึงเหมือนการที่ได้รับคำตอบตรงใจผู้ถามนั้นเอง  เพราะ AI ระบุชัดเจนว่า AI ไม่ได้คิดแบบมนุษย์ แต่สิ่งที่ดูเหมือนเหตุผลหรือความเห็น คือการเรียบเรียงจากรูปแบบข้อมูลที่เคยเรียนรู้นั่นเอง  ซึ่งถ้าอธิบายให้เข้าใจง่ายๆก็คือถ้าเราเคยค้นหาอะไรบ่อยๆ ถามอะไร AI บ่อยๆ AI ก็จะเรียนรู้ว่าเราชอบอะไรและจะประมวลคำตอบมาให้ถูกใจเรานั่นเอง  

คำถามที่ 2 : เห็นคนเดี๋ยวนี้ใช้ AI ดูดวงแล้ว แถมแม่นเสียด้วยหลายคนบอกมา  ทำไมถึงดูดวงแม่นละ
คำตอบ : AI ตอบกลับมาว่าไม่ใช่เพราะ AI เห็นอนาคตนะ  แต่ AI เรียนรู้จากอัลกอลิทึ่มและ Database ที่ใช้สำหรับการดูดวงที่มีอยู่มากมายในอินเทอร์เน็ต บวกกับ AI  ปรับคำทำนายจาก “ข้อมูลที่คุณให้เอง” โดยไม่รู้ตัว เช่น วัน เดือน ปีเกิด เพศ สถานการณ์ที่คนดูดวงเล่า หรือคำถามที่ถามมา  จากนั้นใช้หลักจิตวิทยา “Barnum / Forer Effect” ในการสรรหาคำตอบบวกกับ ใช้ภาษาแบบ “เปิดช่องให้คุณตีความเอง” เช่น ไม่ฟันธง 100% หรือมีเงื่อนไข เช่น “ถ้าตัดสินใจเร็วเกินไป อาจพลาดโอกาสดี” ถ้าผิดพลาด แปลว่า AI ทำนายแม่น แต่ถ้าไม่พลาด เราในฐานะคนถูกดูดวงจะรู้สึกว่าที่ไม่พลาดเพราะเราระวังแล้วนั่นเอง

คำถามที่ 3 : เห็นหลายคนใช้ AI มาเป็นเหตุผลอ้างอิงในการเลือกพรรคการเมืองในการเข้ามาบริหารประเทศในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดในนี้  AI มีการประมวลผลอย่างไรที่บอกว่าพรรคใดดีหรือไม่ดี
คำตอบ : AI แจ้งมาก่อนเลยว่า AI ตัดสินว่า “พรรคไหนดี–ไม่ดี” ได้อย่างไร AI ไม่สามารถคิดได้แบบมนุษย์  ดังนั้นการที่ AI ทำคือ ประมวลผลข้อมูลและเปรียบเทียบรวมถึงสรุปตามเกณฑ์ที่มนุษย์ตั้งไว้ เริ่มจาก ข้อมูลที่ป้อนเข้าไป  ถ้าข้อมูลเอนเอียง คำตอบที่ได้ก็จะเอนเอียง ถ้าข้อมูลไม่ครบคำตอบที่ได้ก็จะไม่ครบ  กล่าวคือ AI ไม่ได้ตัดสินว่าพรรคการเมืองใด ดี หรือ ไม่ดี แต่ตัดสินตรงกับเกณฑ์ที่เราใส่ข้อมูลไปหรือไม่มากกว่า พูดง่ายๆคือ AI แค่วิเคราะห์ข้อมูลที่เราใส่เข้าไปนั่นเอง  ส่วนทำไมบางคนรู้สึกว่า AI  เลือกพรรคให้  เพราะว่า ผู้ถามตั้งคำถามแบบชี้นำ แบบเจาะจงให้ได้คำตอบแบบที่เขาต้องการ บวกกับการป้อนข้อมูลจากฝั่งเดียวให้ AI นั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ AI วิเคราะห์ออกมาได้ด้านเดียวเช่นกัน

ทหารมีไว้ทำไม? ฟังคำตอบจากสมรภูมิจริง ‘พล.ท.กนก’ ชี้ถ้าไร้รั้วของชาติ ไทยเสี่ยงเสียเอกราชชายแดน

วันที่ 28 ม.ค. 69 ที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จัดเสวนาวิชาการ ในหัวข้อ ทหารมีไว้ทำไม :วิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งด้านกองทัพของพรรคการเมืองไทย นำเสวนาโดย พล.อ.ดร.นพนันต์ ชั้นประดับ อดีตที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก , พล.ท.กนก เนตระคะเวสนะ อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการกอง กำลังสุรนารี , ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และที่ปรึกษา รมว.กลาโหม

โดยช่วงหนึ่ง พล.ท.กนก เนตระคะเวสนะ อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการกองกำลังสุงสุรนารี กล่าวว่า คำถามที่หลายคนพูดกันว่าทหารมีไว้ทำไม ตนอยากจะถามว่าเคยได้ยินคำว่าว่าประเทศเป็นบ้านทหารเป็นรั้วหรือไม่ หน้าที่ของทหารคือป้องกันประเทศ และปกป้องแผ่นดินไม่ให้ข้าศึกเข้ามารุกราน ในห้วงเวลาที่ผ่านมาถ้าไม่มีการสู้รบก็จะไม่เห็นว่าทหารนั้นทำหน้าที่อย่างไร แต่เราทุกคนก็เห็นหน้าที่ของทหารจากการสู้รบครั้งที่ 1 ทำให้เรารู้ว่าพื้นที่ที่บางส่วนที่อยู่ชายแดนของเรานั้นเป็นอย่างไร เช่น บริเวณพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 จะเป็นภูเขา ในส่วนของกองทัพภาคที่ 1 จะเป็นพื้นที่ราบและในชายแดนจันทบุรี ตราดจะมีพื้นที่เป็นลำน้ำสลับกับภูเขา ในส่วนการสู้รบในพื้นพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 2 นั้น ก็ดำเนินการที่จะผลักดันทหารกัมพูชาที่เข้ามาอยู่อาศัยรวมทั้งประชาชนบางส่วนในแต่ละพื้นที่ซึ่งรวมทั้งหมด 11 จุด

พล.ท.กนก กล่าวอีกว่า แต่ยังมีพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ทับช้อน อาทิ ช่องอานม้า, เนิน 677, เนิน 500, เนิน 350, ปราสาทตาควาย โดยเฉพาะปราสาทตาเมือนธม ที่มีการเผชิญหน้ากันจนเกิดการกระทบกระทั่ง และเกิดเหตุการณ์รบครั้งที่ 2 ซึ่งใช้เวลาในการรบมากกว่ารอบแรก และรบต่อเนื่องหลายในหลายพื้นที่ เราสามารถยึดได้หลายพื้นที่และสามารถผลักดันทหารกัมพูชาออกไปได้

พล.ท.กนก กล่าวอีกว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันในพื้นที่ของทัพภาคที่ 2 เราได้คุมพื้นที่ส่วนใหญ่ที่อยู่บนภูเขาได้ กัมพูชาลงไปอยู่ในพื้นที่ราบ แต่ก็ยังมีหลายพื้นที่ที่ยังเผชิญหน้ากันอยู่ นี้คือคำตอบที่ชี้บอกได้ว่า กัมพูชากับไทยแต่ยังแต่ยังมีการสู้รบรอบที่ 3 เพราะในบางพื้นที่ยังไม่มีการถอนกำลังออกไป เพราะฉะนั้นหน้าที่ของกองทัพภาคที่ 2 คือพยายามที่จะผลักดันให้กับกัมพูชาออกไป แต่หากไม่มีการผลักดัน ปัญหาเหยียบทุ่นระเบิดทหารไทยขาขาด ปัญหาทหารกัมพูชามาลาดตระเวนยั่วยุเพื่อที่จะยึดพื้นที่เพิ่มขึ้น ก็จะมีการเกิดขึ้นมาอีก

พล.ท.กนก กล่าวอีกว่า แต่จากการสู้รบทั้ง 2 ครั้ง จะเป็นภาพและคำตอบให้ประชาชนได้รับทราบและรับรู้ว่าได้ว่าทหารมีไว้ทำไม แต่ก่อนจะมาถึงจุดนี้ให้ลองมองกลับไปว่าทหารคือใคร ทหารก็คือประชาชนแต่ได้เข้ารับการฝึกทางด้านยุทธวิธีทางด้านการทหารตามลำดับขั้นตามรูปแบแบหน่วย ที่ฝึกหลายด้านผสมผสานเพื่อทำการรบ การรบในพื้นที่แตกต่างกันออกไป จึงต้องใช้ทหารที่ฝึกออกมาในรูปแบบชำนาญการ อยากให้ลองนึกดูว่าทหารที่จะเข้าทำการตีบังเกอร์ของอีกฝ่ายที่เป็นพื้นพื้นที่มั่นนั้น จะต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่งแค่ไหน เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ต้องเสี่ยงชีวิต อีกทั้ง ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นก็จะพยายามที่จะทำงานให้ประสบความสำเร็จคือการผลักดันกัมพูชาออกไปยึดที่หมายให้ได้โดยให้มีการสูญเสียน้อยที่สุด ทั้งหมดนี้จึงย้ำให้เห็นได้ว่า นี้คือหน้าที่ของทหาร

เมื่อถามว่านโยบายพรรคการเมืองใด ที่เหมาะสมกับทางด้านกองทัพในช่วงเวลานี้ พล.กนกกล่าวว่า ทางด้านนักการเมืองอาจจะมีความรู้ความสามารถในด้านอื่น แต่อาจจะไม่มีความรู้ความสามารถทางด้านของกองทัพและทหาร แม้กระทั่งการที่จะเข้าเป็นรัฐบาล ก็ต้องมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงกับการทำงานของกองทัพ บางส่วนเห็นว่ายังทำไม่เต็มที่ เพราะฉะนั้นรัฐบาลที่เข้ามาทำหน้าที่ต้องเข้าใจสถานการณ์ในปัจจุบันว่ากองทัพต้องการ สิ่งที่กองทัพได้ใช้ไปในการสู้รบ 2 ครั้งรัฐบาลต้องเติมเต็มในการที่จะสู้รบหากเกิดเหตุการณ์รบครั้งที่ 3

พล.ท.กนก กล่าวว่า ในเรื่องของการเติมเต็มในสิ่งที่ใช้ไปนั้น ในการรบเราที่เร่าใช้ก็ส่วนมากคือในด้านของกระสุนซึ่งต้องมีการเติมเต็มเข้ามาทดแทน อีกทั้ง กัมพูชาได้มีการพัฒนาอาวุธขึ้นมาใหม่เพื่อจะต่อสู้ เช่น อาวุธที่จะต่อสู้กับเครื่องบินรบ F-16 ฉะนั้นเราต้องคิดกันต่อว่า เราจะมีอาวุธอะไรไปสู้รบกับเขาอีก ไม่ใช่ที่จะใช้รูปแบบเดิมเพราะฝั่งตรงข้ามก็พัฒนาเช่นกัน หากจะถามว่าหลังจากนี้ไปจนถึงวันที่ 8 ก.พ. 2569 จะมีการสู้รบหรือไม่ ขอตอบว่าปัจจุบันนี้ยังไม่มี แต่จะให้ดูความพร้อมของกัมพูชาว่ากัมพูชามีความพร้อมขนาดไหน ซึ่งต้องเปรียบเทียบจากการสู้รบทั้ง 2 ครั้ง

พล.ท.กนก กล่าวอีกว่า กรณีที่กัมพูชามีการขุดดูเลตที่พื้นที่ตราดนั้น เป็นการขุดคูเลตในรูปแบบซิกแซก โดยเป็นลักษณะการขุดเป็นร่องซึ่งจะทำเป็นคูเลตทางยุทธวิธี สำหรับในส่วนบังเกอร์ของทหารกัมพูชาที่มีภาพออกมานั้น มีลักษณะแผ่นปูนสามเหลี่ยมมีการวางอยู่บริเวณแนวชายแดนตรงข้ามเนิน 350 ซึ่งมีระยะห่างจากชายแดนไทยออกมา 1 กิโลเมตร ซึ่งจากที่เราเห็นว่าเป็นแผ่นปูนก็แสดงให้เห็นว่ามันยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งหากดำเนินการเสร็จแล้วจะต้องมีการนำดินมากลบในพื้นที่เพื่อเป็นที่กำบัง

พล.ท.กนก กล่าวย้ำว่า นี้เป็นสัญญาณว่าทางกัมพูชายังไม่พร้อมที่จะกับไทย และรัฐบาลใหม่หากเข้ามาเป็นรัฐบาลแล้ว อยากจะให้มีการทำความเข้าใจกับกองทัพ และสามารถสนับสนุนกองทัพให้มีความพร้อมในการที่จะป้องกันประเทศให้เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการร่วมมือร่วมใจการทำงานเพื่อชาติเพื่อแผ่นดิน และรักษาแผ่นดินให้รุ่นต่อไปได้

จาก “ทหารมีไว้ทำไม” ถึง “ประกันสังคม” ถอดรหัสยุทธศาสตร์หาเสียงของพรรคส้ม: ทำไมต้องทำแบบนี้

การหาเสียงของพรรคสาย “ส้ม” รอบก่อน–รอบนี้ มีแพตเทิร์นคล้ายกันชัดเจน: เลือกหยิบ “สถาบัน/ระบบใหญ่” ที่คนรู้สึกว่าแตะต้องยาก แล้วเปลี่ยนให้เป็น “คำถามสาธารณะ” ที่คนธรรมดาพูดคุยและตัดสินได้ในชีวิตประจำวัน

รอบก่อน คำถามคือ “ทหารมีไว้ทำไม” ที่พาเกมการเมืองไปสู่การถกเถียงเรื่องงบประมาณ–บทบาท–ความคุ้มค่า และความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจรัฐกับประชาชน ส่วนรอบนี้ เป้าหมายคือ “ประกันสังคม” ซึ่งเกี่ยวพันกับคนทำงานโดยตรง เพราะเงินถูกหักจริงทุกเดือน และกองทุนมีขนาดใหญ่ระดับประเทศ

คำถามสำคัญคือ: ทำไมพรรคส้มต้องทำแบบนี้? คำตอบคือ นี่คือ “วิธีสร้างสนามเลือกตั้ง” ให้เป็นเรื่อง ความโปร่งใส–ความคุ้มค่า–อำนาจตรวจสอบ มากกว่าเรื่องตัวบุคคล

1) หลักการเดียวกัน: ทำเรื่อง “ใหญ่และกลัวแตะ” ให้กลายเป็น “เรื่องที่คนธรรมดามีสิทธิถาม”
วาทกรรมแบบ “ทหารมีไว้ทำไม” เป็นคำถามชนิดที่บีบให้ระบบต้องอธิบายตัวเอง (explain-or-lose) เพราะตั้งต้นจากความรู้สึกของประชาชนว่า “งบสูง อำนาจสูง แต่ผลลัพธ์จับต้องยาก”
เมื่อย้ายสนามมาที่ “ประกันสังคม” หลักการสื่อสารยิ่งแรงขึ้น เพราะความรู้สึกของคนทำงานคือ เงินเป็นของเราโดยตรง แต่ข้อมูลการใช้เงินและกระบวนการตัดสินใจอยู่ไกลมือ

2) เลือกประเด็นที่ “ชนะใจคนทำงาน” ได้จริง: กระทบกระเป๋า และกระทบศักดิ์ศรี
เรื่องกองทัพเป็นสนามที่อ่อนไหวสูงเพราะพัวพันกับความมั่นคงและอารมณ์ร่วมเชิงชาติ แต่ “ประกันสังคม” เป็นเรื่องปากท้องและความเป็นธรรม จึงทำให้การสื่อสารเข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้ง่ายกว่า
เมื่อเกิดประเด็นที่สื่อสารได้สั้นๆ (เช่น ความเหมาะสมของการใช้งบ โครงการจัดซื้อจัดจ้าง หรือความล่าช้าในการบริการ) มันจะกลายเป็น “หลักฐานเชิงอารมณ์” ที่ทำให้คนรู้สึกว่าเงินก้อนใหญ่ควรถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น

3) กองทุนใหญ่ + โครงสร้างกำกับถูกตั้งคำถาม = เชื้อไฟชั้นดีของการเมืองตรวจสอบ
ประกันสังคมไม่ได้เป็นแค่หน่วยบริการ แต่เป็นผู้จัดการสินทรัพย์สาธารณะก้อนใหญ่ และเมื่อโครงสร้างกำกับ หรือกติกาการมีส่วนร่วมถูกตั้งคำถาม ก็ยิ่งต่อยอด narrative ได้ว่า “เงินของแรงงาน แต่แรงงานกำกับได้ไม่เต็มที่”
ในเชิงยุทธศาสตร์ พรรคส้มได้เรื่องเล่าครบชุดในสนามเดียว: เงินของแรงงาน + ต้องตรวจสอบได้ + ต้องมีธรรมาภิบาล และนี่เป็นพื้นที่ที่พรรคสื่อสารได้ถนัด เพราะเป็นการเมืองแบบโครงสร้าง–กติกา–ตรวจสอบ ไม่ใช่แค่แจกอย่างเดียว

4) เป้าหมายลึกๆ: แย่งนิยาม “ความดี/ความรักชาติ” ให้กลับมาเป็นเรื่องประสิทธิภาพและความคุ้มค่า
รอบก่อน คำพูดแรงๆ เกี่ยวกับทหารถูกอีกฝ่ายตีความว่า “ไม่เคารพ/ไม่เข้าใจความมั่นคง” จนเกิดแรงตีกลับ และทำให้พรรคต้องถอยเชิงถ้อยคำ
รอบนี้ การย้ายสมรภูมิไปที่ประกันสังคม คือการพาเกมกลับมาอยู่ในพื้นที่ที่ได้เปรียบกว่า: พูดเรื่องธรรมาภิบาลแล้วคนจำนวนมากรู้สึกว่า “ใช่”, โจมตีเรื่องความคุ้มค่าแล้วฝ่ายตั้งรับตอบยาก, และใช้บทบาทฝ่ายค้านตรวจสอบได้อย่างชอบธรรม

5) ความเสี่ยงแบบเดิม: วาทกรรมแรง = ถูกตีว่าเหมารวม/ทำลายความเชื่อมั่นระบบ
บทเรียนจาก “ทหารมีไว้ทำไม” คือ วาทกรรมที่แรงเกินไปมักถูกตีความว่า “ดูถูกทั้งระบบ” แทนที่จะวิจารณ์เฉพาะกลไกที่มีปัญหา
กับประกันสังคมก็เช่นกัน หากสื่อสารแรงแต่ไม่ทำการบ้าน อาจถูกสวนกลับว่า หยิบเคสเดียวมาปั่น ไม่เข้าใจกฎหมาย/โครงสร้างงบ หรือทำลายความเชื่อมั่นระบบสวัสดิการโดยไม่จำเป็น
แต่ถ้าทำการบ้านแน่นและเสนอทางออกควบคู่ (เช่น เปิดข้อมูลเชิงรุก, KPI บริการ, แดชบอร์ดกองทุนที่อ่านง่าย) เกมนี้จะกลายเป็นแต้มบวกมากกว่าดราม่า


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top