Friday, 5 June 2026
เลือกตั้ง69

ถอดรหัสทำไมต้องเล่นสถาบันใหญ่ จากโจมตี ‘ทหารมีไว้ทำไม’ เป็นประกันสังคม ยุทธศาสตร์หาเสียงพรรคส้มที่ทำซ้ำ หวังสร้างแต้มต่อโกยคะแนนเสียงยุคโซเชียล

จาก “ทหารมีไว้ทำไม” ถึง “ประกันสังคม” ถอดรหัสยุทธศาสตร์หาเสียงของพรรคส้ม: ทำไมต้องทำแบบนี้

การหาเสียงของพรรคสาย “ส้ม” รอบก่อน–รอบนี้ มีแพตเทิร์นคล้ายกันชัดเจน: เลือกหยิบ “สถาบัน/ระบบใหญ่” ที่คนรู้สึกว่าแตะต้องยาก แล้วเปลี่ยนให้เป็น “คำถามสาธารณะ” ที่คนธรรมดาพูดคุยและตัดสินได้ในชีวิตประจำวัน

รอบก่อน คำถามคือ “ทหารมีไว้ทำไม” ที่พาเกมการเมืองไปสู่การถกเถียงเรื่องงบประมาณ–บทบาท–ความคุ้มค่า และความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจรัฐกับประชาชน ส่วนรอบนี้ เป้าหมายคือ “ประกันสังคม” ซึ่งเกี่ยวพันกับคนทำงานโดยตรง เพราะเงินถูกหักจริงทุกเดือน และกองทุนมีขนาดใหญ่ระดับประเทศ

คำถามสำคัญคือ: ทำไมพรรคส้มต้องทำแบบนี้? คำตอบคือ นี่คือ “วิธีสร้างสนามเลือกตั้ง” ให้เป็นเรื่อง ความโปร่งใส–ความคุ้มค่า–อำนาจตรวจสอบ มากกว่าเรื่องตัวบุคคล

1) หลักการเดียวกัน: ทำเรื่อง “ใหญ่และกลัวแตะ” ให้กลายเป็น “เรื่องที่คนธรรมดามีสิทธิถาม”
วาทกรรมแบบ “ทหารมีไว้ทำไม” เป็นคำถามชนิดที่บีบให้ระบบต้องอธิบายตัวเอง (explain-or-lose) เพราะตั้งต้นจากความรู้สึกของประชาชนว่า “งบสูง อำนาจสูง แต่ผลลัพธ์จับต้องยาก”
เมื่อย้ายสนามมาที่ “ประกันสังคม” หลักการสื่อสารยิ่งแรงขึ้น เพราะความรู้สึกของคนทำงานคือ เงินเป็นของเราโดยตรง แต่ข้อมูลการใช้เงินและกระบวนการตัดสินใจอยู่ไกลมือ

2) เลือกประเด็นที่ “ชนะใจคนทำงาน” ได้จริง: กระทบกระเป๋า และกระทบศักดิ์ศรี
เรื่องกองทัพเป็นสนามที่อ่อนไหวสูงเพราะพัวพันกับความมั่นคงและอารมณ์ร่วมเชิงชาติ แต่ “ประกันสังคม” เป็นเรื่องปากท้องและความเป็นธรรม จึงทำให้การสื่อสารเข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้ง่ายกว่า
เมื่อเกิดประเด็นที่สื่อสารได้สั้นๆ (เช่น ความเหมาะสมของการใช้งบ โครงการจัดซื้อจัดจ้าง หรือความล่าช้าในการบริการ) มันจะกลายเป็น “หลักฐานเชิงอารมณ์” ที่ทำให้คนรู้สึกว่าเงินก้อนใหญ่ควรถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น

3) กองทุนใหญ่ + โครงสร้างกำกับถูกตั้งคำถาม = เชื้อไฟชั้นดีของการเมืองตรวจสอบ
ประกันสังคมไม่ได้เป็นแค่หน่วยบริการ แต่เป็นผู้จัดการสินทรัพย์สาธารณะก้อนใหญ่ และเมื่อโครงสร้างกำกับ หรือกติกาการมีส่วนร่วมถูกตั้งคำถาม ก็ยิ่งต่อยอด narrative ได้ว่า “เงินของแรงงาน แต่แรงงานกำกับได้ไม่เต็มที่”
ในเชิงยุทธศาสตร์ พรรคส้มได้เรื่องเล่าครบชุดในสนามเดียว: เงินของแรงงาน + ต้องตรวจสอบได้ + ต้องมีธรรมาภิบาล และนี่เป็นพื้นที่ที่พรรคสื่อสารได้ถนัด เพราะเป็นการเมืองแบบโครงสร้าง–กติกา–ตรวจสอบ ไม่ใช่แค่แจกอย่างเดียว

4) เป้าหมายลึกๆ: แย่งนิยาม “ความดี/ความรักชาติ” ให้กลับมาเป็นเรื่องประสิทธิภาพและความคุ้มค่า
รอบก่อน คำพูดแรงๆ เกี่ยวกับทหารถูกอีกฝ่ายตีความว่า “ไม่เคารพ/ไม่เข้าใจความมั่นคง” จนเกิดแรงตีกลับ และทำให้พรรคต้องถอยเชิงถ้อยคำ
รอบนี้ การย้ายสมรภูมิไปที่ประกันสังคม คือการพาเกมกลับมาอยู่ในพื้นที่ที่ได้เปรียบกว่า: พูดเรื่องธรรมาภิบาลแล้วคนจำนวนมากรู้สึกว่า “ใช่”, โจมตีเรื่องความคุ้มค่าแล้วฝ่ายตั้งรับตอบยาก, และใช้บทบาทฝ่ายค้านตรวจสอบได้อย่างชอบธรรม

5) ความเสี่ยงแบบเดิม: วาทกรรมแรง = ถูกตีว่าเหมารวม/ทำลายความเชื่อมั่นระบบ
บทเรียนจาก “ทหารมีไว้ทำไม” คือ วาทกรรมที่แรงเกินไปมักถูกตีความว่า “ดูถูกทั้งระบบ” แทนที่จะวิจารณ์เฉพาะกลไกที่มีปัญหา
กับประกันสังคมก็เช่นกัน หากสื่อสารแรงแต่ไม่ทำการบ้าน อาจถูกสวนกลับว่า หยิบเคสเดียวมาปั่น ไม่เข้าใจกฎหมาย/โครงสร้างงบ หรือทำลายความเชื่อมั่นระบบสวัสดิการโดยไม่จำเป็น
แต่ถ้าทำการบ้านแน่นและเสนอทางออกควบคู่ (เช่น เปิดข้อมูลเชิงรุก, KPI บริการ, แดชบอร์ดกองทุนที่อ่านง่าย) เกมนี้จะกลายเป็นแต้มบวกมากกว่าดราม่า

บทสรุป: ทำไมพรรคส้มต้องทำแบบนี้?
เพราะนี่คือสูตรการเมืองที่ทำให้ “แตกต่าง” และ “คุมวาระ” ได้พร้อมกัน:
1) เลือกสถาบันใหญ่ที่คนรู้สึกว่าแตะยาก
2) แปลงให้เป็นคำถามที่คนธรรมดาถามได้
3) ผูกกับเงิน–ความคุ้มค่า–ความโปร่งใส
4) ทำให้การเลือกตั้งกลายเป็นเรื่อง “ระบบ” ไม่ใช่แค่ “ตัวคน”

รอบก่อน เขาใช้ “ทหาร” เป็นภาพแทนอำนาจรัฐที่ประชาชนอยากตรวจสอบ รอบนี้ เขาใช้ “ประกันสังคม” เป็นภาพแทน รัฐราชการ–กองทุนใหญ่–ความโปร่งใส และนี่คือเหตุผลว่าทำไมพรรคส้ม “ต้องทำแบบนี้” ในเกมเลือกตั้งยุคโซเชียล

 

‘ดร.เจษฎ์’ ชม ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ จี้ กกต.เร่งตรวจสอบเบิกเงินสด 250 ล้าน ก่อนบ้านเมืองวิบัติ

(อยุธยาฯ) 29 มกราคม 2569 เวลา 08.00 น. รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ เบอร์ 35 ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในระหว่างการลงพื้นที่หาเสียง ตลาดเจ้าพรหม ถนนอู่ทอง ตำบลหอรัตนไชย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถึงกรณีที่มีการนำเงินทุนเทามาใช้ซื้อเสียงเลือกตั้งว่า จากกระแสข่าวในช่วงแรกที่มีการคุยกันว่า มีเงินจากทุนเทาไหลเข้ามานับแสนล้าน เอามาใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ต่อมาก็มีข่าวว่ามีการจ่ายเงินซื้อเสียงหัวละ 7,500 บาท นั่นเท่ากับว่ามีการนำเงินเทาเข้ามาใช้ซื้อเสียงประมาณ 2 แสนล้านบาท

"มันชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ จากเดิมที่คุยกันว่า มีเงินจากทุนเทาเข้ามาแสนล้าน เพื่อที่จะเอามาจ่ายในการเลือกตั้ง ต่อมาก็มีการพูดกันว่า จ่ายหัวละ 7,500 บาท นั่นเท่ากับว่าเงินประมาณ 2 แสนล้านเข้ามา" แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าว

รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า วันนี้ ก็มีความชัดเจนแล้วเมื่อผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาเปิดข้อมูลการเบิกถอนเงินสดก้อนโตผิดปกติถึง 2 ระลอก  ครั้งแรก 100 ล้านบาท และอีกครั้ง 250 ล้านบาท ซึ่งการเบิกเงินในลักษณะนี้ มีความไม่ชอบมาพากลสูง

"ความชัดเจนในวันนี้ ต้องขอบคุณท่านผู้ว่าแบงก์ชาตินะครับ ที่ท่านออกมาเปิดเผยว่า มีการเบิกเงิน 2 ระลอก อันนี้ของจริงเลย 100 ล้านทีหนึ่ง 250 ล้านอีกทีหนึ่ง เงินแบบนี้มีความไม่ชอบมาพากลสูง" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

‘พรรคเพื่อไทย’ ประกาศยกเครื่อง ‘ประกันสังคม‘ ปรับเปลี่ยนใน 100 วันแรกให้เกิดขึ้นทันที

วันที่ 29 ม.ค.69 พรรคเพื่อไทย จัดแถลงข่าวด่วน การแก้ปัญหากองทุนประกันสังคม โดย  นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช  อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล  รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

โดยนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เมื่อครั้งที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระรวงแรงงาน แม้มีเวลาแค่ 2 เดือน และได้มีการโยกย้ายปลัดแรงงาน เพื่อเปิดทางให้ตรวจสอบ จะทำเรื่องต่อไปคือการผลักดันให้มีการปรับโครงสร้างบอร์ดประกันสังคม เสนอให้มีการแก้ไขโครงสร้างบอร์ด ให้ประธานบอร์ดจากการเลือกตั้งภายในบอร์ด แทนที่จะเป็นปลัดกระทรวง เพื่อให้มืออาชีพมาบริหารกองทุนได้แท้จริง

ขณะที่ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช  อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า จะผลักดันใน 100 วันแรก ยกเครื่องประกันสังคมให้เกิดขึ้นทันที จุดยืนยกเครื่องประกันสังคม ให้เปลี่ยนเป็นหลักประกันของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง เพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตน โดยพรรคเพื่อไทยมีจุดยืนเลือกสูตร 1 เลือก 7 ไม่ให้ผู้ประกันตนเสียสิทธิ์เด็ดขาด

“กองทุน 2.9 ล้านล้าน” ทำไมกลายเป็นสมรภูมิการเมือง: อ่านเกมการโจมตีประกันสังคมในมุมความโปร่งใส

กระแสวิพากษ์ “ประกันสังคม” ช่วงนี้ ไม่ได้เกิดจากอารมณ์ล้วนๆ แต่เกิดจาก “จุดร่วม” ที่อ่อนไหวที่สุดของรัฐสวัสดิการไทย: เงินกองทุนขนาดมหาศาลที่มาจากแรงงานโดยตรง และการบริหารที่ประชาชนจำนวนมากรู้สึกว่า “ตรวจสอบยาก”

หลายฝ่ายอ้างถึงตัวเลขเงินลงทุนสะสมของกองทุนประกันสังคมที่อยู่ระดับ “หลักล้านล้านบาท” ทำให้ประกันสังคมไม่ใช่แค่หน่วยบริการ แต่เป็นผู้จัดการสินทรัพย์สาธารณะรายใหญ่ของประเทศ เมื่อคำถามเรื่อง “การลงทุน-ธรรมาภิบาล-ความคุ้มค่า” ถูกโยงเข้ากับความเดือดร้อนของผู้ประกันตน สนามนี้จึงกลายเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายการเมืองเลือกเล่นแล้วได้ผลในเชิงการสื่อสาร

หัวใจของข้อถกเถียงจึงไม่ใช่แค่ว่า “ลงทุนคุ้มหรือไม่คุ้ม” แต่คือ “ประชาชนต้องเชื่อ” หรือ “ตรวจสอบได้” กันแน่

1) เพราะ “เงินของเรา” แต่ “ข้อมูลไม่อยู่ในมือเรา”
ผู้ประกันตนจำนวนมากรู้สึกว่าเงินถูกหักทุกเดือนอย่างแน่นอน แต่เวลาจะเข้าใจว่ากองทุนลงทุนอะไร ได้ผลตอบแทนเท่าไร เสี่ยงแค่ไหน และใครเป็นผู้ตัดสินใจ กลับต้องตามข้อมูลจากการชี้แจงเป็นครั้งๆ หรือเอกสารที่อ่านยากสำหรับประชาชนทั่วไป

ทันทีที่มีข่าว/ข้อสงสัยเกี่ยวกับการลงทุน โซเชียลจะตั้งคำถามต่อทันทีว่า ระบบเปิดเผยข้อมูลของกองทุน “เชิงรุก” แค่ไหน และทำไมประชาชนถึงต้องรอให้เป็นดราม่าก่อนจึงค่อยได้คำอธิบาย

2) เพราะเมื่อระบบบริการสะดุด “ความไม่ไว้ใจ” จะพุ่งไปที่การใช้เงินทันที
ในช่วงที่ผู้ประกันตนพบปัญหาใช้สิทธิไม่ได้หรือได้รับความล่าช้า ความรู้สึก “หักเงินตรงเวลา แต่ตอนจ่ายกลับช้า/ติดขัด” จะยกระดับเป็นความไม่ไว้วางใจต่อทั้งระบบ

จากจุดนี้ เรื่องการใช้งบประมาณหรือโครงการต่างๆ (โดยเฉพาะโครงการที่ประชาชนรู้สึกว่าไม่เร่งด่วน) จะถูกหยิบมาเทียบกับความเดือดร้อนทันที แม้ข้อเท็จจริงเชิงระเบียบจะยังต้องตรวจสอบ แต่ในเชิงการเมือง แค่ทำให้สังคมรู้สึกว่า “ไม่สมเหตุสมผล” กระแสก็วิ่งแล้ว

3) เพราะประกันสังคมคือ “ธนาคารของแรงงาน” ที่คนอยากเห็น KPI แบบบริษัทเอกชน
กองทุนระดับหลักล้านล้าน หากอยู่ในมือเอกชน ผู้ถือหุ้นจะตั้งคำถามเรื่องผลตอบแทน ความเสี่ยง ผู้จัดการกองทุน และธรรมาภิบาลแบบรายไตรมาส
แต่ในโลกจริง ผู้ประกันตนจำนวนมากยังไม่เห็น “แดชบอร์ด” ที่อ่านง่ายว่า:
•    ปีนี้ผลตอบแทนรวมเท่าไร และเทียบกับ benchmark อะไร
•    สัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภทเป็นอย่างไร
•    ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการกองทุนเป็นเท่าไร
•    โครงการเทคโนโลยี/ระบบ IT ทำให้บริการดีขึ้นแค่ไหน (วัดจากอะไร)
•    เวลาจ่ายสิทธิแต่ละประเภทเฉลี่ยกี่วัน (SLA) และช่องทางใดเร็ว/ช้า
เมื่อข้อมูลแบบนี้ไม่ถูกสื่อสารอย่างต่อเนื่อง “ช่องว่างข้อมูล” จึงกลายเป็นเชื้อเพลิงให้การโจมตีทางการเมืองเติบโตได้เอง

4) แล้วทำไมฐานการเมือง “สีส้ม” ถึงหยิบเรื่องนี้แรง
เพราะเป็นธีมที่เข้ากับแบรนด์การเมือง: ตรวจสอบ-โปร่งใส-ทวงคืนอำนาจให้คนธรรมดา โดยเฉพาะเมื่อประเด็นโครงสร้างกำกับดูแลและการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตนถูกตั้งคำถาม เรื่อง “เงินของแรงงาน แต่แรงงานมีอำนาจกำกับน้อย” จะถูกเล่าได้ง่ายและสะเทือนวงกว้าง
พูดให้ชัด นี่คือการเลือกสนามที่ “ชนะง่าย” เพราะฐานผู้ประกันตนคือคนทำงานจำนวนมาก และทุกคนมีส่วนได้ส่วนเสียอยู่แล้ว ไม่ต้องสร้างประเด็นจากศูนย์

สีสันเลือกตั้ง!! ‘รักชาติ’ พบ ‘ประชาธิปัตย์’ กลางตลาดเจ้าพรหม อยุธยา ‘ชัยวุฒิ-ดร.เจษฎ์’ เจอ ‘อภิสิทธิ์-กรณ์’ ทักทายเป็นกันเอง หยอกให้เต้นโชว์!! ด้านชาวบ้าน เรียกร้องพรรครักชาติ อยากให้ส่ง สส.เขต ในพื้นที่

(อยุธยาฯ) 29 มกราคม 2569 เวลา 07.00 น. พรรครักชาติ (เบอร์ 35) นำโดย นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ  อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4), นายทัศนัย ทองมี รองหัวหน้าพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 6), นายรวี เลาหพูนรังษี รองหัวหน้าพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7), นายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9), นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค และนายวรัชณ์กิตต์ วิศาลมนัส ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 10 เดินทางไปยังตลาดเจ้าพรหม ถนนอู่ทอง ตำบลหอรัตนไชย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อขอคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง 

บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีความคึกคักเป็นพิเศษ ตลอดเส้นทางการเดินของทีมพรรครักชาติ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี หลายคนรู้จักพรรครักชาติจากคลิปไวรัลต่าง ๆ ในโซเชียลมีเดีย พร้อมเข้ามาขอเต้นถ่ายคลิปด้วยกัน ซึ่งส่วนใหญ่ ชื่นชมอาจารย์เจษฎ์ ตัวจริงหล่อมาก หล่อกว่าในโทรทัศน์และตามสื่อต่าง ๆ รวมถึงน้อง ๆ สมาชิกพรรครักชาติ ที่มาร่วมเดินหาเสียงในวันนี้ หน้าตาดี เป็นกันเองทุกคน ซึ่งพ่อค้าแม่ค้า และประชาชนส่วนใหญ่ที่เข้ามาทักทาย ต่างสะท้อนความเห็นว่า อยากให้พรรครักชาติ ส่งผู้สมัคร สส.เขต ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บ้าง เพราะชื่นชอบ อยากเป็นกำลังใจให้ เห็นความตั้งใจของคนรุ่นใหม่ที่มุ่มมั่นเข้ามาทำงานการเมือง แล้วรู้สึกว่าประเทศไทย ยังมีความหวัง ที่จะพัฒนา ส่งต่ออนาคตที่สดใสเหมือนหน้าตาสมาชิกพรรครักชาติ ให้กับเด็ก ๆ รุ่นต่อไป

จุดยืนเดียวกัน!! ‘อภิสิทธิ์’ ลุกขึ้นจับมือ ‘ดร.เจษฎ์’ หลังประกาศลั่นกลางเวทีดีเบต! แก้โกงต้องเริ่มที่ “เลิกรับเงิน-ขายเสียง” ชี้การขายสิทธิ์เท่ากับการทำลายชาติ เปิดทางนักเลือกตั้งถอนทุนคืน

ในเวทีประชันวิสัยทัศน์ “ศึกชิงผู้นำ อนาคตประเทศไทย” ซึ่งจัดโดย CH7HD เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 69 รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ เบอร์ 35 ได้กล่าวถึงประเด็นปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน โดยระบุว่า แม้ทุกพรรคการเมืองจะพูดเรื่องการปราบโกง แต่จุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการแก้ปัญหานี้ต้องเริ่มจาก “ประชาชน” เป็นลำดับแรก

ชี้ “ขายเสียง = ขายชาติ” รับเงินแล้วกาให้ คือการทำลายบ้านเมือง รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวเน้นย้ำว่า หากพี่น้องประชาชนยังคงรับเงินและคิดว่าเป็นหนี้บุญคุณ เท่ากับท่านกำลัง “ขายสิทธิ์” และ “ขายเสียง” ของตนเอง ซึ่งการกระทำดังกล่าวคือการร่วมมือกันทำลายชาติบ้านเมือง ต่อให้พร่ำบอกว่า “รักชาติ” แค่ไหน แต่หากในทางปฏิบัติยังรับเงินอยู่ ความรักชาตินั้นก็ไม่มีทางสัมฤทธิ์ผล

ทั้งนี้ หากประชาชนมีความจำเป็นต้องรับเงินจริงๆ ก็จงรับไว้ แต่ “อย่าเลือก” คนที่ให้เงิน เพราะนักการเมืองที่ใช้เงินซื้อเสียงคือนักลงทุน และเมื่อลงทุนไปแล้ว 1 บาท ย่อมต้องการถอนทุนคืน 2 บาทอย่างแน่นอน ไม่มีใครลงทุนแล้วไม่หวังผลกำไร

พร้อมกันนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันตรวจสอบการทำงานของภาครัฐหลังการเลือกตั้ง หากพบเห็นความไม่ชอบมาพากลต้องช่วยกันแจ้งเบาะแส โดยย้ำว่ารัฐต้องมีกลไก “คุ้มครองพยาน” ที่เข้มแข็ง เพื่อไม่ให้ผู้แจ้งเบาะแสต้องต่อสู้เพียงลำพัง

‘จตุพร’ เห็นด้วยแยกประกันสังคมออกจากระบบราชการ ชี้ต้องให้มืออาชีพบริหาร ต้องโปร่งใส-ตรวจสอบได้ จี้แบงก์ชาติชี้แจง ปมถอนเงินสดผิดปกติ 250 ล. ย้ำ หากเป็นรัฐบาลจะจริงจังแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 - ภัยพิบัติ

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ให้สัมภาษณ์ก่อนขึ้นเวทีปราศรัยที่สวนสุขภาพร่มเกล้า 2 ถึงความพร้อมของผู้สมัคร สส.พรรคโอกาสใหม่ ว่า วันนี้เดินทางมาให้กำลังใจผู้สมัคร สส.ในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ โดยเชื่อมั่นว่าผู้สมัครของพรรคใน กทม.มีความพร้อมในการทำงาน และสามารถผลักดันนโยบายที่พรรควางไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรัฐสวัสดิการ การคมนาคม เศรษฐกิจ การดูแลสวัสดิการประชาชน รวมถึงการรับมือภัยพิบัติ น้ำท่วม น้ำแล้ง

นายจตุพร กล่าวว่า พื้นที่ลาดกระบังเป็นพื้นที่ชายขอบที่มีความหลากหลายของประชาชน โดยเฉพาะชาวมุสลิมที่มีจำนวนมาก พรรคจึงมีนโยบายที่ต้องการเข้าไปแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด และผสมผสานการทำงานให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ พร้อมย้ำว่านโยบายของพรรคได้ถ่ายทอดไปถึงผู้สมัครทุกคนแล้ว และหวังว่าจะได้รับการตอบรับจากประชาชน พร้อมฝากพรรคโอกาสใหม่ เบอร์ 44

เมื่อถามถึงการเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง นายจตุพร กล่าวว่า ไม่ได้รู้สึกกดดัน แต่สิ่งที่อยากฝากถึงพี่น้องประชาชนคือ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ขอให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งอย่างเต็มที่ เพราะเป็นโอกาสสำคัญในการเปลี่ยนประเทศ พร้อมขอให้เลิกคิดการเมืองแบบเก่า ที่ยึดผลประโยชน์เป็นตัวตั้ง และอยากให้ใช้เสียงที่มีอยู่เลือกสิ่งที่ต้องการจริง ๆ ทั้งการเลือก สส.เขต สส.บัญชีรายชื่อ และการทำประชามติ พร้อมยืนยันว่าผู้สมัครของพรรคโอกาสใหม่ทุกคนพร้อมทำงานเพื่อประชาชน

ส่วนประเด็นประกันสังคมที่กำลังเป็นที่จับตามอง นายจตุพร ยืนยันว่า เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของผู้ประกันตน เนื่องจากผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคมมีจำนวนหลายสิบล้านคน เงินในกองทุนถือเป็นเงินของประชาชน จึงควรบริหารอย่างโปร่งใส โดยเห็นด้วยกับข้อเสนอให้แยกการบริหารออกจากระบบราชการ และให้มืออาชีพเข้ามาดูแล พร้อมยืนยันว่าฝ่ายการเมืองควรเข้าไปตรวจสอบเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ประกันตน

“ต้องเริ่มตั้งแต่โครงสร้างผู้บริหารว่ามีความเป็นมืออาชีพและมีความเข้าใจด้านการลงทุนหรือไม่ การนำเงินไปลงทุนต้องคำนึงถึงความคุ้มค่า และไม่ควรนำเงินของประชาชนไปใช้อย่างไม่เหมาะสม โดยความโปร่งใสถือเป็นหัวใจสำคัญ” นายจตุพร กล่าว

‘ดร.เจษฎ์’ รำดาบถวาย บวงสรวงดวงวิญญาณชาวบ้านบางระจัน ด้าน ‘ชัยวุฒิ’ เตือนใจ ปลุกความรักชาติ สามัคคี อย่าแตกแยกจนสิ้นชาติ\

[สิงห์บุรี]  30 มกราคม 2569 เวลา 07.30 น. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำคณะพรรครักชาติ  อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4), นายธรรศ พจนประพันธ์ รองหัวหน้าพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 8), นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค และนางสาวรัสรินทร์ กันต์นิธิวงศ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ เข้าร่วมพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณวีรชนค่ายบางระจัน ประจำปี 2569 ณ ลานธรรมวัดโพธิ์เก้าต้น บริเวณสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ จังหวัดสิงห์บุรี อย่างพร้อมเพรียง เพื่อระลึกถึงคุณงามความดีและความเสียสละของเหล่าวีรชนผู้กล้าในอดีต

บรรยากาศภายในงานเริ่มต้นตั้งแต่เวลา 07.30 น. ด้วยการตั้งริ้วขบวนอัญเชิญอย่างสมเกียรติจากบริเวณอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน มุ่งหน้าสู่ลานธรรมวัดโพธิ์เก้าต้น โดยนายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีฯ พร้อมนำผู้เข้าร่วมงานรวมถึงคณะพรรครักชาติ ร่วมประกอบพิธีจุดธูปเทียนบูชา ปิดทอง และถวายพวงมาลัยสักการะหลวงปู่พระอาจารย์ธรรมโชติ ณ วิหารหลวงปู่พระอาจารย์ธรรมโชติ (วิหารอิฐแดง)

ต่อมาในเวลา 09.09 น. รศ. ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ได้ ทำการ ก้มกราบ พื้นดิน ตั้งจิต ระลึกถึง วิญญาณของวีรชนบ้านบางระจัน ก่อนเริ่มการรำดาบถวาย ต่อวีรชน ซึ่ง การรำดาบ ที่ ดร.เจษฎ์ ใช้เป็นท่าการรำในการรบกวนออกอาวุธ เริ่มต้นด้วยการ กราบครูบาอาจารย์ ต่อด้วย การกราบนมัสการเทพเทวดาทั้ง 10 ทิศ  เทพสี่หน้า และกระบวนเตรียมศาสตราวุธ กระบวนรบลุยตะลุมบอน ศิลปะแม่ไม้ และลูกไม้มือเปล่า กระบวนท่าคุมเชิงรบ กราบไหว้ ฟ้าดิน เป็นการจบกระบวนการรบ 

จากนั้นได้เข้าสู่ช่วงพิธีการบวงสรวง  โดยนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ได้จุดเทียนมงคล พร้อม ขอขมากรรม ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความศรัทธาและความสงบ ซึ่งคณะพรรครักชาติได้เข้าร่วมในพิธีจุดบายศรีสักการะหลวงปู่ธรรมโชติและวีรชนค่ายบางระจัน เพื่อแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษ พร้อมกันนี้ยังมีการจุดเทียน โดยประชาชนชาวบางระจัน  เพื่อสักการะ สระน้ำศักดิ์สิทธิ์ ในวัดโพธิ์เก้าต้นด้วย

ทั้งนี้ พระครูวิชิต พุทธิคุณ หรือที่รู้จักกันในนาม หลวงพ่ออาวุธ เจ้าอาวาสวัดโพธิ์เก้าต้น ได้มอบ ผ้าประเจียดซึ่งเป็นจีวรของท่าน และเป็นรุ่นเดียวกับที่ปลุกเสกให้แม่ทัพกุ้ง และทหารชายแดนที่ไปรบสงครามไทยกัมพูชา ด้วย  พร้อมกับ หลวงพ่ออาวุธ เจ้าอาวาสวัดโพธิ์เก้าต้น ได้ฝาก ให้นายชัยวุฒิ และอาจารย์เจษฎ์ ปลูกฝังความรักชาติ รักแผ่นดินให้กับ เด็กรุ่นใหม่ และปลุกความสามัคคี ให้กับคนในชาติ และชื่นชม อาจารย์เจษฎ์ ที่รำดาบถวาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ในการอนุรักษ์สืบสานศิลปะไทย ไว้ให้คนรุ่นหลัง และการรำดาบก็ไม่ได้ง่าย ทุกวันนี้ก็เหลือคนที่จะรักษาศิลปะนี้น้อยแล้ว โดยคนส่วนใหญ่ลืมไปว่า ดาบคืออาวุธที่เราใช้สู้ข้าศึกก่อนที่จะมาเป็นแผ่นดินไทย ประเทศไทย

สำหรับพิธีการบวงสรวงเพื่อรำลึกถึงวีรชนชาวบ้านบางระจัน เป็นพิธีที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยการจัดงานทางบ้านบางระจันเขาจะมีการเชิญญาณจากสะตือ 4 ต้น เพื่อหาฤกษ์ยามในการจัด เป็นการระลึกถึงความเสียสละที่ชาวบ้านบางระจันได้ต่อสู้กับพม่า เสียสละชีวิตเพื่อรักษาแผ่นดินไทยไว้ให้ลูกหลาน พร้อมกันนั้นยัง เป็นการรำลึกถึงดวงวิญญาณที่ต่อสู้ในทุกสมรภูมิรบ และอุทิศบุญกุศล เพื่อปลดปล่อยดวงวิญญาณให้ไปสู่สุคติ

‘โฟล์ค-รักชาติ’ แฉขบวนการปั่นเฟกนิวส์ ตัดต่อภาพพรรครักชาติ เบอร์ 35 แต่สวมเบอร์ 46 วอน ‘พรรคประชาชน’ หยุดวิชามาร สู้กันด้วยนโยบาย

[กรุงเทพฯ]  เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.00 น. นายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว (โฟล์ค) กรรมการบริหารพรรครักชาติ และผู้สมัคร สส.กทม.เขต 13 เบอร์ 9 ออกแถลงการณ์เรียกร้องความถูกต้องทางการเมือง หลังพบความผิดปกติในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง โดยมีการตรวจพบขบวนการปล่อยข่าวลวงและตัดต่อภาพกราฟิกเพื่อสร้างความสับสนให้กับประชาชน

โดยโฟล์ค ฐิติพัฒณ์  เปิดเผยว่า พบกลุ่มบุคคลเข้าไปแสดงความคิดเห็นในช่องทางโซเชียลมีเดียของพรรครักชาติ โดยใช้รูปภาพที่มีข้อความคำว่า “รักชาติ” แต่กลับถูกดัดแปลงตัวเลขจากหมายเลข 35 (หมายเลขจริงของพรรครักชาติ) ไปเป็นหมายเลข 46 ซึ่งเป็นหมายเลขของพรรคประชาชนแทน

"ในฐานะเพื่อนร่วมสนามเลือกตั้งครั้งนี้ ผมเชื่อมั่นครับว่าทุกคนอยากเห็นการเมืองไทยพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นนะครับ แต่ในช่วงที่ผ่านมานะครับ ผมได้รับการรายงานและได้พบเห็นการกระทำที่อาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิด เนื่องด้วยมีการนำข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงนะครับเข้ามาเผยแพร่ เพื่อสร้างความสับสน" นายฐิติพัฒณ์ กล่าว

จากการตรวจสอบเบื้องต้น โฟล์ค ฐิติพัฒณ์ ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติของบัญชีผู้ใช้ หรือ Account เหล่านี้ ว่าอาจเป็นบัญชีที่เพิ่งเปิดใหม่ หรือมีผู้ติดตามน้อย แต่กลับมีการปฏิบัติการในลักษณะเดียวกัน คือการส่งภาพตัดต่อเดียวกันเพื่อกระจายข้อมูลเท็จ ซึ่งส่อเจตนาว่าอาจมีผู้อยู่เบื้องหลังกระบวนการนี้

"เราตั้งข้อสังเกตนะครับว่า แอคเคาท์ (Account) บางแอคเคาท์เนี่ย อาจจะเป็นแอคเคาท์ที่เพิ่งเปิดขึ้นมาหรือไม่? แล้วก็ตั้งข้อสังเกตอีกนะครับว่า แอคเคาท์ที่คล้าย ๆ กัน ที่มีผู้ติดตามอยู่น้อย ๆ เนี่ย มีลักษณะในการใช้ภาพเดียวกัน นั่นก็คือในการใช้คำว่า 'รักชาติ' แต่ปรับเปลี่ยนหมายเลขให้เป็น หมายเลข 46 เบื้องหลังกระบวนการเหล่านี้ อาจจะมีการนำส่งภาพเดียวกันเพื่อกระจายข่าวสารข้อมูลให้เกิดการสร้างความเข้าใจผิดหรือไม่นะครับ" นายฐิติพัฒณ์ กล่าว

ทั้งนี้ โฟล์ค ฐิติพัฒณ์ ได้ส่งสารถึง พรรคประชาชน และกลุ่มผู้สนับสนุน ขอให้ช่วยทำความเข้าใจที่ถูกต้องและหยุดพฤติกรรมดังกล่าว โดยระบุว่า “ผมอยากขอความเห็นใจจากพรรคประชาชนครับ ขอความเห็นใจจากแฟนคลับพรรคประชาชนทุกท่าน และขอร้องเรียนไปยังพรรคประชาชน ในการช่วยการสร้างสรรค์การสื่อสาร และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องครับ“

"ผมจึงอยากขอความเห็นใจจากพรรคประชาชนครับ ขอความเห็นใจจากแฟนคลับพรรคประชาชนทุกท่าน และขอร้องเรียนไปยังพรรคประชาชน ในการช่วยกันสร้างการสื่อสารและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องครับ กับกลุ่มผู้สนับสนุนของท่าน เพื่อให้เราได้ร่วมกันสร้างวัฒนธรรมการเมืองใหม่ ที่เคารพในพื้นที่ของกันและกัน" นายฐิติพัฒณ์ กล่าว

‘เพจประชาคมแพทย์’ ชำแหละนโยบายแรงงานพรรคประชาชน ส่อให้ต่างด้าวตั้งสหภาพแรงงานในไทยได้เสรี หวั่นทำ รพ.รัฐวิกฤต – เศรษฐกิจไทยพัง

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘ประชาคมแพทย์’ ได้โพสต์ข้อความว่า สิ่งที่อยู่ในความฝันของพรรคส้มคือ 
การเอื้ออำนวย ให้เกิดสิ่งต่างๆต่อไปนี้ได้ง่ายขึ้น นี่คือภาพสมมุติที่มีโอกาสเกิดขึ้นจริง
การจัดตั้งสหภาพแรงงาน อาหารแปรรูป แห่งสมุทรสาคร ( ประธานและสมาชิกเป็นพม่า 90%)
สหภาพแรงงานประมง แห่งระนอง  ( ประธานและสมาชิกเป็นพม่าล้วน)
สหภาพแรงงาน ธุรกิจสุขภาพ แห่งพัทยา ( ประธานและสมาชิกเป็นรัสเซียล้วน)
สหภาพแรงงานSME แห่งเกาะพะงัน  ( ประธานและสมาชิกเป็นอิสราเอลล้วน)
สหภาพแรงงานSME แห่ง ระยองตราดจันทบุรี
 ( ประธานและสมาชิกเป็นจีน 90%)
ฯลฯ

ก็ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยดีนะครับ ( ถ้าใครคิดว่าเรากำลังด่าส้ม ขอให้คิดใหม่) ฝันนี้ไม่ไกลเกินจริงตามนโยบายของพรรค นี่อาจเป็นนโยบายส่วนขยายของคำว่า ไทยทันโลก ของพรรคประชาชน เมื่อมาตรฐานสากล ชนกับความเป็นจริงของประเทศไทย นโยบายแรงงาน สิทธิแรงงาน เสน่ห์การลงทุน และภาระสาธารณสุขที่สังคมไทยต้องคิดให้รอบด้าน

ในบรรดาพรรคการเมืองไทยทั้งหมดในปัจจุบัน ปรากฏชัดว่า พรรคประชาชน เป็นพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว ที่ระบุไว้ในเอกสารนโยบายอย่างเป็นทางการว่า ประเทศไทยควรให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 และควรเปิดกว้างสิทธิในการจัดตั้งสหภาพแรงงาน โดยไม่จำกัดเชื้อชาติหรือสถานที่ทำงาน

ข้อเท็จจริงนี้ ไม่ใช่ข้อกล่าวหา ไม่ใช่การตีความ และไม่ใช่การโจมตีทางการเมือง แต่เป็นเนื้อหาที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์นโยบายของพรรคโดยตรง ( อยากรู้ลองไป search ดูนะครับ) คำถามสำคัญที่สังคมไทยควรถาม จึงไม่ใช่เรื่องเจตนารมณ์ แต่คือ

> หากนโยบายนี้ถูกนำมาใช้จริง ซึ่ง อาจเกิดผลดีคือเพิ่ม GDP ประเทศไทยอาจจะต้องเผชิญผลกระทบเชิงโครงสร้างอย่างไรบ้าง ในการแลกเปลี่ยน ประโยชน์ครั้งนี้ โดยเฉพาะในสองมิติที่เปราะบางและอ่อนไหวที่สุด คือ
เศรษฐกิจ และ สาธารณสุข

เหตุใดไทยจึง “ยังไม่ให้สัตยาบัน” ILO 87 และ 98 ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยถูกวิจารณ์ว่า ไม่เดินตามมาตรฐานสากลด้านสิทธิแรงงาน แต่ในความเป็นจริง การไม่ให้สัตยาบัน ILO 87 และ 98

อาจไม่ใช่เพราะรัฐไทย “ไม่เข้าใจ” หากแต่เป็น การเลือกเชิงยุทธศาสตร์ เพราะการให้สัตยาบันทั้งสองฉบับ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสิทธิแรงงาน แต่คือการเปลี่ยนสมดุลอำนาจระหว่างแรงงาน – ทุน – รัฐ – ระบบสวัสดิการ และการเปลี่ยนสมดุลนี้ มีต้นทุนสูงมาก

เสน่ห์เงียบของประเทศไทยในสายตานักลงทุน นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในภาคการผลิต ให้ความสำคัญกับปัจจัยหลัก 3 เรื่องเสมอ
1. ต้นทุนแรงงาน
2. ความแน่นอนและคาดการณ์ได้ของระบบ
3. ความเสี่ยงจากความขัดแย้งแรงงาน

ประเทศไทยมีจุดเด่นสำคัญข้อหนึ่งที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง คือ
> ความเสถียรด้านแรงงาน
ไทยเป็นประเทศที่ การประท้วงแรงงานขนาดใหญ่เกิดขึ้นไม่บ่อย การนัดหยุดงานระดับอุตสาหกรรมมีน้อย การปรับขึ้นค่าแรงมักเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ต้นทุนแรงงานสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่ให้สัตยาบัน ILO 87 และ 98 อย่างเต็มรูปแบบ

ซึ่งมักเผชิญกับ สหภาพแรงงานข้ามอุตสาหกรรม การประท้วงเป็นระยะ ความผันผวนของต้นทุนแรงงาน
ความ “นิ่ง” ของแรงงานไทย จึงกลายเป็น เสน่ห์เชิงโครงสร้าง ที่ช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติอย่างต่อเนื่อง

การปฏิวัติแรงงาน = ต้นทุนทุนที่สูงขึ้น

หากประเทศไทยให้สัตยาบัน ILO 87 และ 98 พร้อมเปิดกว้างสิทธิการจัดตั้งสหภาพโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ สิ่งที่เกิดขึ้นแทบจะแน่นอน คือ อำนาจต่อรองแรงงานเพิ่มขึ้น ค่าแรงเฉลี่ยสูงขึ้น สวัสดิการแรงงานเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงการนัดหยุดงานเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจสูงขึ้น นี่ไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นการ “เลือกโมเดลเศรษฐกิจใหม่” ปัญหาคือ ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงรอยต่อ

> ค่าแรงไม่ต่ำ
แต่ผลิตภาพแรงงานยังไม่สูงพอ หากต้นทุนเพิ่มเร็ว แต่ผลิตภาพไม่เพิ่มตามความสามารถในการแข่งขันย่อมลดลง
และเมื่อความเสี่ยงแรงงานสูงขึ้น 

นักลงทุนบางส่วนอาจเลือก
> ย้ายฐานการผลิตไปประเทศที่ต้นทุนต่ำกว่า และระบบแรงงานนิ่งกว่า โอกาสการลงทุนที่หายไป ไม่ใช่สิ่งที่เรียกกลับมาได้ง่าย

จุดเปราะบางที่สุด: ระบบสาธารณสุข
ก่อนจะพูดถึงการขยายสิทธิแรงงาน จำเป็นต้องยอมรับข้อเท็จจริงหนึ่งร่วมกันก่อนว่า

> ระบบสาธารณสุขของไทย “ตึงมือ” อยู่แล้ว
วันนี้ ประชาชนไทยส่วนใหญ่อยู่ในระบบประกันสังคม ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ภายใต้ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ภาพที่คนไทยจำนวนมากพบเจอคือ การรอคิวตรวจและผ่าตัดนาน ห้องฉุกเฉินแออัด บุคลากรทางการแพทย์ทำงานเกินกำลัง ในหลายจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจและชายแดน โรงพยาบาลรัฐต้องรองรับคนไข้จำนวนมาก รวมถึงแรงงานต่างชาติในสัดส่วนสูง

ความคับข้องใจที่สังคมไม่ควรมองข้าม ความรู้สึกของประชาชนไทยจำนวนมากคือ
> “เราจ่ายภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย
แต่ต้องรอคิวรักษาพยาบาลในระบบที่แน่นขนัด” ในขณะที่บางพื้นที่ ห้องรอคนไข้เต็มไปด้วยแรงงานต่างชาติ ซึ่งประชาชนจำนวนหนึ่งไม่เข้าใจว่า งบประมาณมาจากไหน ใครเป็นผู้สมทบ ระบบมีแผนรองรับหรือไม่ ความรู้สึกนี้ ไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่เป็นความกังวลว่า

> ทรัพยากรที่มีจำกัด กำลังถูกแบ่งเพิ่ม
โดยที่ระบบยังไม่แข็งแรงพอ เมื่อสิทธิแรงงานขยายตัว → ภาระสวัสดิการจะขยายตาม หากแรงงานสามารถรวมตัวข้ามสถานประกอบการ และไม่ถูกจำกัดด้วยเชื้อชาติ การเรียกร้องย่อมไม่หยุดอยู่แค่ค่าแรง แต่จะขยายไปสู่สิทธิด้านการรักษาพยาบาล คุณภาพบริการ ความเท่าเทียมในการเข้าถึงสวัสดิการ ในเชิงหลักการ นี่คือเรื่องสิทธิ แต่ในเชิงระบบ นี่คือ ภาระเพิ่มเติมต่อสาธารณสุข หากงบประมาณ บุคลากร และโครงสร้างไม่เพิ่มตาม

ผลที่อาจเกิดขึ้นคือ คิวรักษาที่นานขึ้น คุณภาพบริการลดลง ความไม่พอใจของประชาชนเพิ่มขึ้น จุดตัดอันตรายของประเทศ ความเสี่ยงสูงสุดของนโยบายลักษณะนี้ คือ

> เศรษฐกิจชะลอตัวจากต้นทุนที่สูงขึ้น
แต่ภาระสาธารณสุขและสวัสดิการเพิ่มขึ้นพร้อมกัน เมื่อการลงทุนใหม่ลดลง  รายได้รัฐไม่เพิ่ม แต่ความต้องการใช้บริการสาธารณสุขสูงขึ้น รัฐจะถูกบีบจากทุกด้าน และผู้ที่รับแรงกระแทกมากที่สุดคือ โรงพยาบาลรัฐ บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนผู้ใช้บริการ

บทสรุป
การให้สัตยาบัน ILO 87 และ 98 และการเปิดกว้างสิทธิจัดตั้งสหภาพแรงงานโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ไม่ใช่เรื่อง “ผิด” ในเชิงหลักการ แต่ในบริบทของประเทศไทย นี่คือการตัดสินใจเชิงโครงสร้าง ที่ต้องแลกกับเสน่ห์ด้านเสถียรภาพแรงงาน ความสามารถในการดึงดูดการลงทุน และภาระต่อระบบสาธารณสุขที่ตึงตัวอยู่แล้ว

การที่ประเทศไทยยังไม่ให้สัตยาบัน ILO 87 และ 98 อาจไม่ใช่ความล้าหลัง แต่เป็นการเลือกเพื่อรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สวัสดิการ และเสถียรภาพของระบบ

คำถามสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่ว่า “มาตรฐานสากลดีหรือไม่” แต่คือ
> ประเทศไทยพร้อมหรือยัง
ที่จะจ่ายต้นทุนของการเปลี่ยนแปลงนั้น และประชาชนไทยจะไม่ถูกบังคับให้ ‘ยอมรับสภาพ’ เพียงฝ่ายเดียวหรือไม่ 

กลับมาพูดถึงเรื่อง ข้อเสนอ และการใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ กระแสของ ไอซ์ ฟีเวอร์ ที่ ตีแผ่ การใช้จ่ายงบประมาณของ กองทุนประกันสังคม โดยหวังดึงคะแนนเสียงของภาคแรงงาน และคิดว่าอาจจะกำลังจะได้ผลสำเร็จ 

เราขอแสดงความยินดีกับ “ด้อมส้ม” และผู้สนับสนุนนโยบายแรงงานของพรรคประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานกว่า 24 ล้านคน ของประเทศ นโยบายด้านแรงงานของพรรคประชาชน ซึ่งถูกนำเสนอด้วยถ้อยคำที่ฟังดูงดงาม และพยายามทวงคืนความเป็นธรรมในหลายมิติ แต่อาจมีรายละเอียดบางส่วนที่หลายท่านยังไม่ทันสังเกต นั่นคือ การเปิดประตูสู่โครงสร้างสหภาพแรงงานในบริบทสากล ที่ไม่ได้มีเพียงแรงงานไทยอยู่ในสมการอีกต่อไป

ภายใต้นโยบายการให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ตามที่พรรคประชาชนประกาศไว้ในเว็บไซต์ ประเทศไทยมีแนวโน้มจะกลายเป็นจุดหมายปลายทางของแรงงานต่างชาติอีกหลายแสน หรืออาจถึงระดับหลายล้านคนที่จะเข้ามาเป็น “เพื่อนร่วมงาน” ในตลาดแรงงานเดียวกับแรงงานไทย พร้อมสิทธิและอำนาจการรวมตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในการจัดตั้งสหภาพแรงงาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top