Friday, 5 June 2026
พรรคเพื่อไทย

‘ชูวิทย์’ มอง ‘ทักษิณ’ ติดคุกช่วยพลิกวิกฤต พท. ชี้ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย

จากกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งให้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการบังคับโทษจำคุก 1 ปี เนื่องจากการเข้าไปรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมานั้น

เมื่อวันที่ (9 ก.ย. 68) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กว่า

“เสรีภาพที่ยิ่งใหญ่ ศาลฎีกาตัดสินให้ทักษิณกลับไปติดคุก 1 ปี “โดยไม่ถือว่าระยะเวลาที่เคยอยู่ ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจเป็นระยะเวลาในการคุมขัง” คนที่เคยติดคุกอย่างผม แม้ไม่เห็นด้วย แต่ย่อมต้องเชื่อฟัง เพราะเป็นศาลฎีกา

ถึงแม้จะอยู่สุขสบายแค่ไหน คุกก็คือคุก จะได้กินหูฉลาม ได้นอนฟูก แต่มันก็คือคุกอยู่ดี หัวใจสำคัญที่สุดของการติดคุก คือ “การจำกัดเสรีภาพ” อันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ของมนุษย์ทุกคน

การที่คุณทักษิณอยู่โรงพยาบาลตำรวจมา 6 เดือน จึงถือว่า “ไร้อิสรภาพ” เพราะไม่สามารถไปไหนได้ เมื่อศาลไม่นับให้ ก็กลายเป็นติดคุกฟรี อย่างผมถูกควบคุมตัวที่โรงพัก 3 วัน ราชทัณฑ์ยังนับเป็นวันคุมขัง นำไปตัดจำนวนวันต้องโทษลงได้

อันนี้ผมพูดตามความรู้สึกของคนคุกนะครับ ความยุติธรรมที่ต้องวัดกันด้วย “เสรีภาพ” คนไม่เคยติดอาจบอกว่า ไม่นาน แค่ 1 ปี เอง แต่สำหรับคนที่ติดคุกมาก่อนจะรู้ว่า เวลา 1 วัน ในคุก มันยาวนานกว่านอกคุกมาก เพราะเสรีภาพเขานับกันเป็นรายชั่วโมง

โดยเฉพาะคนอย่างอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่ปัจจุบันอายุ 76 ปี การกลับมาโดยเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว ยอมเดินไปศาล ต้องใส่ชุดนักโทษขึ้นรถย้ายเรือนจำ สำหรับบางคนอาจสะใจ แต่สำหรับผม ถือว่าต้องนับถือหัวใจ

ด้วยสถานการณ์ที่พลิกผัน อนุทินได้เป็นนายกฯ ขณะที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ติดคุก ผมจึงกลับคิดว่านี่เป็นการ “พลิกวิกฤตอย่างแท้จริง” ของพรรคเพื่อไทย

ภาวการณ์ที่แม้แต่พรรคส้มยังป้อแป้กับอุดมการณ์ที่กลับไปกลับมา กับการโหวตที่สุดประหลาด “เป็นฝ่ายค้านที่โหวตให้ไปเป็นรัฐบาลเพื่อยุบสภา” และพรรคภูมิใจไทยที่ไม่มีอะไรจะขายในทางการเมือง

การติดคุกของทักษิณ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย คนไทยมีนิสัยอยู่อย่าง ไม่ชอบเห็นคนถูกรังแก”

‘จาตุรนต์’ ชี้แก้รัฐธรรมนูญต้องไม่แบ่งเขาแบ่งเรา จี้ รัฐบาลทำประชามติ ครั้งที่ 1 และ 2 ในรอบเดียว

(11 ก.ย. 68) ที่รัฐสภา นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ร่วมแถลงข่าวแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมาว่า พรรคเพื่อไทยจะเร่งเสนอร่างแก้ไขมาตรา 256 ภายในสัปดาห์หน้านี้โดยเร็วที่สุด เพราะแม้ว่าจะยื่นต่อรัฐสภาไปแล้ว แต่ควรเสนอใหม่ให้สอดคล้องกับที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลจัดทำประชามติครั้งที่ 1 และ 2 ภายในครั้งเดียว วัดใจรัฐบาลจริงใจต่อการแก้รัฐธรรมนูญมากน้อยเพียงใด

นายจาตุรนต์กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ได้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 และประธานสภาบรรจุเข้าระเบียบวาระแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการพิจารณา ทั้งนี้เมื่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาเช่นนี้ พรรคเพื่อไทยก็จะต้องเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และเพื่อให้มีทางออกที่ดีที่สุด ที่จะทำให้ประชาชนมามีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไปในอนาคต

ซึ่งในเรื่องนี้พรรคเพื่อไทยก็ยินดี และอยากจะแสดงความตั้งใจว่า อยากให้มีการร่วมมือกันระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ ไม่แบ่งเขาแบ่งเรา เพื่อที่จะช่วยกันแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในวงเล็บ 8 ซึ่งก็หมายความว่าจะมีการทำประชามติเมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นผ่านวาระที่ 3 ของรัฐสภาแล้ว การร่วมมือกันเช่นนี้ถ้าทำได้ก็จะเกิดกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น 

“แต่ถึงอย่างไรขณะนี้รัฐสภาและคณะรัฐมนตรียังไม่มีองค์กรใดแสดงความต้องการ หรือแสดงความริเริ่มในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยการจัดทำประชามติ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้โดย 2 วิธีการคือจากการที่รัฐสภาลงมติให้ ครม.ดำเนินการ หรือครม.จะไปริเริ่มเองก็ได้ ซึ่งเมื่อศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าการจัดทำรัฐธรรมนูติครั้งที่ 1 กับครั้งที่ 2 สามารถรวมกันได้ ซึ่งสิ่งนี้ขึ้นอยู่การตัดสินใจของรัฐบาลค่อนข้างมากว่าจะทำอย่างไร ดังนั้นพรรคเพื่อไทยอยากจะเชิญชวนว่าและเรียกร้องต่อพรรคการเมืองต่าง ๆ และรัฐบาลที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศว่า น่าจะมาช่วยกันคิดหาทางว่าทำอย่างไร ให้การจะทำประชามติสองครั้งเกิดขึ้นภายในครั้งเดียวได้ ซึ่งจะทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาและไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณ” นายจาตุรนต์กล่าว

นายจาตุรนต์ทิ้งท้ายว่า มีความจำเป็นที่จะต้องหารือกันตั้งแต่เรื่องจะแก้ไขมาตรา 256 เพื่อให้มีข้อสรุปที่ดีที่จะเป็นที่ยอมรับของรัฐสภา รวมถึงหารือที่จะจัดทำประชามติ 2 ครั้งภายในครั้งเดียว ซึ่งมีความสำคัญมากที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ต้องหารือและได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลที่มีความตั้งใจจริงที่จะทำให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เกิดขึ้น

‘ชื่นชอบ’ ย้ำชัด ‘พีระพันธุ์’ ไม่เคยต่อรองเก้าอี้นายกฯ ซัด บางคนสร้างภาพพูดจาดี แท้จริงคือผู้ร้ายใส่สูท

(22 ก.ย. 68) นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า ขออนุญาตใช้คำว่า"ไม่จริง" (ตัวโต ๆ) ครับ ผมในฐานะรองหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ขอยืนยันว่าเรื่องพรรคเพื่อไทยเสนอให้หัวหน้าพีระพันธุ์เป็นนายกฯ ไม่เป็นความจริงครับ และหัวหน้าพีระพันธุ์พูดเสมอว่าไม่เคยสนใจการได้ตำแหน่งใดๆ ผมไม่เคยเห็นหัวหน้าพีระพันธุ์เรียกร้อง ไขว่คว้า หรือขายอุดมการณ์เพื่อให้ได้ตำแหน่งใดๆครับ

ทางการเมืองหัวหน้าพีระพันธุ์พูดเสมอว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่พรรคเพื่อไทยจะเสนอคนจากพรรคอื่นที่เสียงน้อยกว่าเป็นนายกฯ ครับ เพราะนั้นคือการฆ่าตัวตายทางการเมือง 

การโหวตนายกรัฐมนตรีครั้งล่าสุดกรรมการบริหารพรรคส่วนใหญ่เห็นว่าทางพรรคไม่ควรสนับสนุนข้อเสนอของพรรคประชาชนที่เรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับซึ่งไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่แก้ไขหมวด 1และหมวด 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของชาติ  

เนื่องจากพรรครวมไทยสร้างชาติมีความเป็นประชาธิปไตยครับ หัวหน้าพีระพันธุ์ให้การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นเอกสิทธิ์ของส.ส.โดยอธิบายข้อเสนอแนะต่างๆที่กรรมการบริหารสรุปในที่ประชุมให้ส.ส.ทราบครับ

ผมรู้ข้อเท็จจริงทุกประการครับแต่คงไม่เหมาะที่จะพูดเพราะมันก็เป็นการสาวไส้ให้กากิน ทุกคนก็พยายามสร้างภาพให้ตัวเองดูดีในสายตาคนอื่น บางคนเป็นผู้ร้ายใส่สูท พูดจาดีคนก็เชื่อว่าเขาคนนั้นเป็นคนดี ก็ไม่เป็นไรครับสักวันหนึ่งพี่น้องประชาชนก็จะเห็นว่าใครของจริง

ใครอยากออกก็คงห้ามเขาไม่ได้ครับ ผมเชื่อในหลักธรรมชาติคัดสรร หัวหน้าเป็นสุภาพบุรุษไม่พูดจาให้ร้ายใครแม้ตัวเองจะถูกกระทำก็ตามครับ ผมพูดได้เท่านี้

รู้จัก ‘จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์’ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ กับภารกิจฟื้นฟูพรรค - กู้วิกฤตศรัทธา พร้อมโจทย์ใหญ่นำทัพสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า

(31 ต.ค. 68) ที่ประชุมใหญ่วิสามัญพรรคเพื่อไทยมีมติเลือก 'จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์' เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ ด้วยคะแนนท่วมท้น สะท้อนฉันทามติภายในพรรคต่อบทบาทผู้นำรุ่นกลาง ที่เชื่อมได้ทั้งคนรุ่นเก่า-รุ่นใหม่ และมีภาพจำด้านเศรษฐกิจชัดเจนในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา

โปรไฟล์สั้น ๆ
• สส.เชียงใหม่สายแข็ง (ฐานเหนือ) เคยชนะเลือกตั้งหลายสมัย ก่อนขยับบทบาทสู่ผู้บริหารพรรคเต็มตัว
• ดีกรีเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ และ MBA จากสหรัฐฯ วางฐานคิดนโยบายแบบตัวเลขนำการตัดสินใจ
ผลงาน — ลายเซ็นทางนโยบาย
• อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และประธานอนุกรรมการขับเคลื่อน “ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท” ซึ่งทำให้ชื่อ 'จุลพันธ์' ถูกเชื่อมกับเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงรุก และการจัดการงบประมาณขนาดใหญ่
• สื่อสารเชิงเทคนิค-การเงินได้ชัดในเวทีสาธารณะ ทั้งเรื่องแหล่งเงิน วิธีใช้จ่าย และกรอบวินัยการคลัง ทำให้ถูกมองว่าเป็น 'ขุนพลเศรษฐกิจ' ภายในพรรค
ทำไม 'จุลพันธ์' และทำไม “ตอนนี้”

หลังความผันผวนทางการเมืองปี 2568 พรรคเพื่อไทยต้องรีเซ็ตยุทธศาสตร์ฝ่ายค้าน/เลือกตั้ง จึงเลือกหัวหน้าพรรคที่สื่อสารเศรษฐกิจได้แข็งแรงและทำงานข้ามรุ่นได้ เพื่อเตรียมศึกเลือกตั้งรอบถัดไป

4 โจทย์ใหญ่บนโต๊ะหัวหน้าพรรคคนใหม่
1. ฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในแบรนด์พรรค — เปลี่ยนภาพจำ “ดิจิทัลวอลเล็ต” ให้เป็นพอร์ตนโยบายเศรษฐกิจครบวงจร: รายได้-หนี้ครัวเรือน-เอสเอ็มอี-การลงทุนใหม่
2. รีต่อสายฐานเหนือ + ขยายคนเมือง-คนรุ่นใหม่ — คงความแข็งแกร่งในเชียงใหม่-ภาคเหนือ พร้อมออกแบบข้อเสนอที่โดนกับฐานคนทำงานเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่
3. ดีลการเมืองยุคผันผวน — บริหารความสัมพันธ์กับพรรคการเมืองสำคัญและสร้างสมดุล “หลักการ-ความเป็นไปได้” ในการทำงานทั้งในและนอกสภา
4. สื่อสารนโยบายแบบ “เข้าใจง่าย วัดผลได้” — ยกระดับ KPI นโยบายให้จับต้องได้ (เช่น รายได้ครัวเรือนเฉลี่ย, NPL เอสเอ็มอี, การจ้างงานในจังหวัดยุทธศาสตร์)

จุดแข็ง–จุดท้าทาย (Quick SWOT)
Strengths: ประสบการณ์เศรษฐกิจ-การคลัง, ทีมงานนโยบายพร้อม, เครือข่ายฐานเหนือแน่น, มือสื่อสารในสภา
Weaknesses: ภาพจำ “นโยบายแจกเงิน” ยังถูกโจมตี ต้องขยายกรอบนโยบายให้สมดุลวินัยการคลัง
Opportunities: หน้าต่างโอกาสในภาวะเศรษฐกิจชะลอ—คนรอนโยบายที่แก้ปัญหารายได้-หนี้-ค่าครองชีพแบบตรงจุด
Threats: โครงสร้างการเมืองผันผวน, การแข่งขันกับพรรคที่ครองกลุ่มวัยทำงาน-คนรุ่นใหม่, เงื่อนไขเศรษฐกิจโลก

สรุป
การได้ 'จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์' ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย คือสัญญาณว่าพรรคเลือกผู้นำสายเศรษฐกิจ เพื่อขับเคลื่อนการรีแบรนด์และรีสตาร์ทยุทธศาสตร์เลือกตั้ง-นโยบายในจังหวะการเมืองใหม่ หาก 'จุลพันธ์' เปลี่ยนจุดแข็งด้านเทคนิคให้เป็นข้อเสนอที่คนทั่วไปเข้าใจ ใช้งานได้ และวัดผลได้ พร้อมสร้างความเป็นเอกภาพในพรรค—เพื่อไทยมีโอกาสกลับมาเป็นตัวแปรชี้ขาดในการเมืองไทยรอบหน้า

‘เทพไท’ ชี้!! ‘บ้านจันทร์ส่องหล้า’ ไฟเขียว!! ‘จุลพันธ์’ นั่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นคนรุ่นกลาง ประสานงานได้ทุกฝ่าย พร้อม!! ปลอบใจ ‘สมพงษ์’

(1 พ.ย. 68) นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมเนื้อหาบนเฟซบุ๊ก 'เทพไท - คุยการเมือง' ระบุว่า …

ล็อกสเปค จุลพันธ์ เป็นหัวหน้าเพื่อไทย

ผมขอแสดงความยินดีกับคุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ในฐานะที่เป็นนักการเมืองร่วมสมัย และเป็นนักการเมืองรุ่นเดียวกัน เมื่อได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกให้เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งตรงตามความคาดหมาย และผลการวิเคราะห์ ซึ่งผมได้วิเคราะห์ก่อนหน้านี้แล้วว่า คุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ จะได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ด้วยเหตุผลเป็นคนรุ่นกลาง เป็นคนรุ่นไม่ใหม่ไม่เก่าเกินไป ประสานงานได้กับทุกฝ่าย มีความอาวุโสทางการเมืองพอสมควร เป็นส.ส.5สมัย มีความรู้ด้านเศรษฐกิจตามความต้องการของคนพรรคเพื่อไทย เป็นการปลอบใจนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ บิดาของคุณจุลพันธ์ ที่น้อยใจพรรคลาออกจากสมาชิกพรรคไป เมื่อลูกชายได้รับการเลือกตั้งให้เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ผู้ที่เป็นพ่อก็คงจะคลายความน้อยอกน้อยใจลงไปบ้าง และที่สำคัญที่สุดคุณจุลพันธ์ได้รับไฟเขียวจากบ้านจันทร์ส่องหล้า เจ้าของพรรคเพื่อไทย จึงทำให้คู่แข่งที่เป็นแคนดิเดตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อย่างนายจาตุรนต์ ฉายแสง นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้วและนายสุทิน คลังแสง ต้องหลีกทางไป

ถ้าพูดอย่างตรงไปตรงมา หากไม่มีการล็อกสเปคหรือบล็อคโหวตกัน หรือกดดันส่งสัญญาณว่า คนที่เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ต้องเป็นใครนั้น ถ้าเปิดฟรีโหวต เชื่อว่านายจาตุรนต์ ฉายแสง คงจะได้รับเลือกตั้งให้เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่มีเจ้าของ เปรียบเสมือนบริษัทในครอบครัวสกุลชินวัตร เมื่อเจ้าของพรรค ชี้ชัดว่าควรเป็นนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ มติก็โหวตให้คุณจุลพันธ์อย่างท่วมท้น แบบไม่ต้องสงสัย

แต่การที่คุณจุลพันธ์เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย เพราะในอดีตที่ผ่านมา หัวหน้าพรรคเพื่อไทยจะแยกออกจากกันอย่างชัดเจนกับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ไม่เคยมีหัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเลย นับตั้งแต่นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ พลตำรวจเอกวิโรจน์ เปาอินทร์ นายสมพงษ์อมรวิวัฒน์ นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว จนมาถึงนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ก็เพิ่งได้มาเป็นหัวหน้าพรรค หลังจากที่มีการเลือกตั้งผ่านพ้นแล้ว

กรณีของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ก็เช่นเดียวกัน เชื่อว่าน่าจะมีบทบาทสำคัญในการบริหารพรรค นำพาพรรคไปสู่การเลือกตั้งพร้อมกับเลขาธิการพรรค คือนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ซึ่งเปรียบเสมือนยาสามัญประจำบ้านของบ้านจันทร์ส่องหล้า เคยเป็นเลขาธิการพรรคสมัยนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว เป็นหัวหน้าพรรคมาแล้ว จึงจำเป็นต้องให้มารับหน้าที่เป็นแม่บ้านอีกครั้งหนึ่ง หลังจากชุดผู้บริหารพรรคชุดคุณหนู คือหัวหน้าพรรคเป็นนางสาวแพทองธารลูกสาวนายทักษิณ ชินวัตร กับเลขาธิการพรรค นายสรวงศ์ เทียนทองลูกชายนายเสนาะ เทียนทอง ผู้บริหารพรรคชุดคุณหนูทั้งสองคน เมื่อผ่านยุคนี้ไป ก็ใช้บริการผู้อาวุโสอย่างนายประเสริฐ จันทรรวงทอง

ส่วนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะต้องพิจารณากันต่อไปในพรรคเพื่อไทย ในฐานะที่ผมเป็นผู้สังเกตการณ์ทางการเมือง และนักวิเคราะห์ทางการเมือง ผมเชื่อว่า1ใน3ของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย จะต้องเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวชินวัตร ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ในเบื้องต้นถ้าดูจากกระแสความเคลื่อนไหว และการโยนถามทาง มีความเป็นไปได้สูงมากว่า นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ลูกเขยของนายทักษิณ ชินวัตร จะได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 1ใน 3 ของพรรคเพื่อไทย ส่วนอีก2คน คงจะรอเวลาสักระยะหนึ่ง เพื่อให้ตกผลึกกันภายในพรรคเพื่อไทยก่อน ซึ่งจะขออนุญาตนำมาวิเคราะห์ในโอกาสต่อไป"

อั้ม อิราวัต เล่าบทสนทนาจากใจ กลางภารกิจต่างประเทศ 'อดีตนายกฯอิ๊ง' เลือกทำเพื่อคนไทย ก่อนครอบครัว

(1 พ.ย. 68) ‘อั้ม อิราวัต’ ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับอดีตนายกรัฐมนตรี ‘แพทองธาร ชินวัตร’ โดยมีใจความว่า ...

มีครั้งหนึ่ง นายกฯอิ๊ง บินไปปฏิบัติหน้าที่ต่างประเทศ
(ในฐานะนายกฯแม่ลูกอ่อน) คุณปอ ก็ไม่ได้ไป ลูกก็ไม่ได้ไป
ภารกิจครั้งนั้น นานติดกันหลายวัน

นายกฯอิ๊ง บอก “คิดถึงลูกสุดหัวใจ”

ผมถาม : ทำไม่อ่ะครับ? เขาไม่ให้เอาสามีกับลูกไปเหรอ?

นายกฯอิ๊ง : เอาไปได้ค่ะพี่หมอ จะบินแยกไปก็ได้
แต่ภารกิจนั้น ตารางแน่นมาก มันไม่เหมาะกับเวลา
ต้องใช้สมาธิใช้พลังเยอะ คิดถึงลูก คิดถึงครอบครัวก็จริง..
แต่อิ๊งคือ “นายกรัฐมนตรีของคนไทย” 

คิดถึงงานที่มาทำให้คนไทยมากกว่า และเลือกจะมาทำแล้ว
บางครั้งก็ต้องกัดฟัน อดทน ลุยงานให้ดีที่สุด..

*จากส่วนหนึ่ง ของบทสนทนาส่วนตัวของผม
กับ อดีตนายกฯ Paetongtarn Shinawatra
ตอนนั้น คุณปอ Pidok Sooksawas ก็ยืนอยู่ด้วย

ทุกท่านอ่านแล้วคิดกันเองละกันครับ
แต่สำหรับผม ยังไงผมและครอบครัว..
ก็ยังเลือก พรรคเพื่อไทย ตลอดกาล  

‘คนเหนือ’ ยังไม่ฟันธง ‘คนเหมาะเป็นนายกฯ’ แม้คะแนน ‘ณัฐพงษ์ – พรรคประชาชน’ มาแรง สวนทาง ‘เพื่อไทย’ ส่อสูญเสียฐานเสียงภาคเหนือ สะท้อนภาพการเมืองไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยน

จากผลสำรวจความคิดเห็นของนิด้าโพลเกี่ยวกับกระแสการเมืองภาคเหนือที่เปิดเผยในต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 นับเป็นข้อมูลสำคัญที่สะท้อนภาพการเมืองไทยในมิติที่น่าสนใจหลายประการ การสำรวจจากประชาชน 2,000 ตัวอย่างใน 17 จังหวัดภาคเหนือไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงความนิยมของบุคคลและพรรคการเมืองเท่านั้น แต่ยังเปิดเผยถึงสภาวะจิตใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ

สัญญาณที่เด่นชัดที่สุดจากผลสำรวจคือ ร้อยละ 36.60 ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่า "ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้" สำหรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และร้อยละ 28.40 ระบุว่า "ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้" ตัวเลขเหล่านี้สูงกว่าความนิยมของบุคคลหรือพรรคการเมืองใดๆ ที่ติดอันดับ แสดงให้เห็นถึงภาวะ "วิกฤติความเชื่อมั่น" ที่แท้จริงของระบบการเมืองไทย

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความผิดหวังสะสมของประชาชนต่อการเมืองไทยที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อ การรัฐประหารซ้ำซาก หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่จบสิ้น ผู้คนในภาคเหนือ ซึ่งเคยเป็นฐานเสียงสำคัญของหลายพรรคการเมือง กำลังส่งสัญญาณว่าพวกเขาไม่พร้อมที่จะมอบความไว้วางใจให้กับใครง่ายๆ อีกต่อไป

นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนนี้อาจสะท้อนถึงความรู้สึกว่า ทางเลือกที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่ตอบสนองต่อความต้องการหรือความคาดหวังของพวกเขาอย่างแท้จริง ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็ว ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีความตระหนักรู้มากขึ้น
.
แม้จะมีกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจถึงร้อยละ 36.60 แต่ในกลุ่มที่มีความชัดเจนแล้ว นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชนได้รับความนิยมสูงสุดที่ร้อยละ 21.50 ห่างจากคู่แข่งอันดับสองคือนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้ร้อยละ 13.90 อย่างชัดเจน

ความสำเร็จของนายณัฐพงษ์ในภาคเหนือไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ภาพลักษณ์ของเขาในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีความสามารถทางเทคนิค มีประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และไม่มีภาระประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่หนักหนาเกินไป ทำให้เขาเป็นที่ยอมรับได้ในหลายกลุ่ม โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นกลางที่ต้องการเห็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และความเป็นมืออาชีพ

นอกจากนี้ การที่พรรคประชาชนยังคงรักษาตัวตนในฐานะพรรคกลางที่ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจนเกินไป ทำให้สามารถดึงดูดผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากหลากหลายสเปกตรัมทางการเมือง รวมถึงกลุ่มที่เบื่อหน่ายกับการเมืองแบบขั้วตรงข้ามที่รุนแรงในยุคที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ความนิยมร้อยละ 21.50 เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจแสดงให้เห็นว่า นายณัฐพงษ์ยังต้องทำงานหนักมากเพื่อโน้มน้าวใจคนกลุ่มใหญ่ที่ยังลังเลอยู่ ความท้าทายคือการแสดงให้เห็นว่า เขาไม่ใช่แค่ตัวเลือกที่ "น่าจะดีที่สุด" แต่เป็นผู้นำที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ทิศทางที่ดีกว่าได้จริง

ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอยู่ในขณะนี้ ได้รับความนิยมอันดับสองที่ร้อยละ 13.90 และพรรคภูมิใจไทยที่ได้ร้อยละ 10.40 สะท้อนให้เห็นถึงฐานเสียงที่มั่นคงแต่ยังไม่กว้างพอในภาคเหนือ 

พรรคภูมิใจไทยซึ่งมีรากฐานมาจากกลุ่มอำนาจในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กำลังเผชิญกับความท้าทายในการขยายฐานเสียงในภาคเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีลักษณะทางการเมืองแตกต่างจากอีสาน

นายอนุทินเองมีภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งในฐานะนายกรัฐมนตรี และเคยเป็นรัฐมนตรีมาแล้วหลายกระทรวง โดยเฉพาะในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในช่วงวิกฤติโควิด-19 อย่างไรก็ตาม การเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งมีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว ทำให้เขาต้องแบกรับทั้งผลดีและผลเสียจากการบริหารประเทศในช่วงนั้น

ความท้าทายสำคัญของพรรคภูมิใจไทยในภาคเหนือคือการต่อสู้กับการรับรู้ว่าเป็นพรรคที่ใกล้ชิดกับอำนาจเก่า ในขณะที่กระแสการเมืองในภาคเหนือ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่ มักเอื้อต่อพรรคการเมืองที่มีภาพลักษณ์ก้าวหน้าหรือเป็นทางเลือกใหม่มากกว่า

ขณะที่ พรรคเพื่อไทยซึ่งเคยครองภาคเหนือมาอย่างยาวนาน กำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างหนักในภูมิภาคนี้ การที่พรรคได้รับความนิยมเพียงร้อยละ 16.60 ซึ่งต่ำกว่าพรรคประชาชนอย่างชัดเจน สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของภูมิทัศน์การเมืองภาคเหนือ

ที่น่าสนใจคือ แม้พรรคเพื่อไทยจะได้ร้อยละ 16.60 แต่เมื่อถามถึงบุคคลที่จะสนับสนุนเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่มีใครจากพรรคเพื่อไทยที่ติดอันดับต้นๆ เลย โดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้เพียงร้อยละ 3.25 อยู่ในอันดับที่ 6 นี่แสดงให้เห็นถึงปัญหาของพรรคในการสร้าง "ภาพลักษณ์" ที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือในสายตาของประชาชน

การที่พรรคเพื่อไทยมีหลายคนติดอันดับแต่ทุกคนได้คะแนนต่ำ เช่น นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว (ร้อยละ 1.95) นายจาตุรนต์ ฉายแสง (ร้อยละ 1.70) และนายชัยเกษม นิติสิริ (ร้อยละ 1.25) สะท้อนถึงปัญหาภายในพรรคที่มีหลายกลุ่มหลายขั้ว ขาดความเป็นเอกภาพ และไม่มีผู้นำที่โดดเด่นชัดเจน

สาเหตุสำคัญของการเสื่อมถอยของเพื่อไทยในภาคเหนือมีหลายประการ ประการแรกคือ การที่พรรคต้องเผชิญกับปัญหาภายในเรื่องทิศทางและแนวทางการทำงาน การแตกแยกของกลุ่มต่างๆ ภายในพรรคทำให้ภาพลักษณ์เสียหาย ประการที่สองคือ การที่คนรุ่นใหม่ในภาคเหนือ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เริ่มมองหาทางเลือกใหม่ที่ไม่ผูกพันกับประวัติศาสตร์การเมืองที่ซับซ้อนและขัดแย้งของพรรคเพื่อไทย

นอกจากนี้ การตัดสินใจทางการเมืองของพรรคในบางเรื่อง เช่น การร่วมรัฐบาลหรือการสนับสนุนนโยบายบางอย่าง ทำให้เกิดความสับสนในหมู่ฐานเสียงเดิมว่า พรรคยังคงยืนหยัดในอุดมการณ์เดิมหรือไม่ ความไม่แน่นอนนี้ส่งผลให้ฐานเสียงบางส่วนหันไปหาพรรคอื่นที่มีจุดยืนชัดเจนกว่า

และการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้รับความนิยมร้อยละ 5.90 และพรรคประชาธิปัตย์ได้ร้อยละ 5.15 ในภาคเหนือถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่น่าสนใจ แม้พรรคประชาธิปัตย์จะมีฐานเสียงหลักอยู่ภาคใต้ แต่การที่ยังคงได้รับการสนับสนุนในระดับหนึ่งในภาคเหนือแสดงให้เห็นถึงการยอมรับในภาพลักษณ์ของพรรคในฐานะพรรคการเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีนโยบายที่ชัดเจน

นายอภิสิทธิ์เองยังคงเป็นชื่อที่มีน้ำหนักในแวดวงการเมืองไทย เพราะประสบการณ์ของเขาในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี ความสามารถในการสื่อสาร และภาพลักษณ์ของความเป็นนักวิชาการ ยังคงดึงดูดผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการความมั่นคงและความเป็นระเบียบในการบริหารประเทศ

อย่างไรก็ตาม ความนิยมที่จำกัดนี้สะท้อนให้เห็นถึงการที่พรรคและบุคคลต้องเผชิญกับภาระทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะเหตุการณ์ทางการเมืองในอดีตที่ยังคงฝังอยู่ในความทรงจำของผู้คนในภาคเหนือ การที่จะขยายฐานเสียงในภาคเหนือได้มากกว่านี้ พรรคประชาธิปัตย์ต้องสร้างการรับรู้ใหม่ที่ไม่ผูกพันกับอดีตเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ ผลสำรวจแสดงให้เห็นถึงการกระจายตัวของความนิยมไปยังพรรคและบุคคลต่างๆ ในสัดส่วนที่น้อย ตั้งแต่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (ร้อยละ 4.15) พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (ร้อยละ 2.50) ไปจนถึงบุคคลอื่นๆ ที่ได้รับการกล่าวถึงในสัดส่วนที่ต่ำมาก

การกระจายตัวนี้สะท้อนให้เห็นถึงสภาพการเมืองไทยที่มีความหลากหลายแต่ก็แยกส่วน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีทางเลือกมากมาย แต่ไม่มีทางเลือกใดที่โดดเด่นจนสามารถรวมใจคนส่วนใหญ่ได้ นี่เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของระบอบประชาธิปไตยไทยในปัจจุบัน

จุดแข็งคือ ประชาชนมีทางเลือกหลากหลายและไม่ถูกบังคับให้เลือกจากตัวเลือกที่จำกัด แต่จุดอ่อนคือ การกระจายตัวมากเกินไปทำให้การสร้างรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีอำนาจในการขับเคลื่อนนโยบายเป็นเรื่องยาก ซึ่งอาจนำไปสู่รัฐบาลผสมที่มีความขัดแย้งภายในสูง

ผลสำรวจนิด้าโพลครั้งนี้ให้ข้อมูลที่มีค่าอย่างยิ่งเกี่ยวกับสภาพการเมืองไทยในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต ภาคเหนือซึ่งเคยเป็นฐานเสียงที่มั่นคงของบางพรรคการเมือง กำลังกลายเป็นสนามรบที่มีความไม่แน่นอนสูง

ตัวเลขสำคัญที่สุดคือร้อยละ 36.60 ที่ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้และร้อยละ 28.40 ที่ยังหาพรรคที่เหมาะสมไม่ได้ นี่ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขทางสถิติ แต่เป็นเสียงร้องของประชาชนที่กำลังบอกว่า พวกเขาต้องการสิ่งที่ดีกว่า สิ่งที่แตกต่าง สิ่งที่สามารถตอบโจทย์ชีวิตจริงของพวกเขาได้

สำหรับพรรคการเมืองและนักการเมืองทุกคน ผลสำรวจนี้คือโอกาสและความท้าทาย โอกาสในการโน้มน้าวใจคนกลุ่มใหญ่ที่ยังไม่ตัดสินใจ และความท้าทายในการพิสูจน์ว่าตนเองคือคำตอบที่แท้จริงต่อปัญหาของประเทศ ไม่ใช่แค่อีกหนึ่งตัวเลือกในบัญชีที่ยาว

ในท้ายที่สุด การเมืองภาคเหนือและการเมืองไทยโดยรวมกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในอนาคตไม่ใช่ผู้ที่มีเงินหรืออำนาจมากที่สุด แต่เป็นผู้ที่สามารถเชื่อมโยงกับความต้องการที่แท้จริงของประชาชน สร้างความเชื่อมั่น และนำเสนอวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและเป็นไปได้สำหรับอนาคตของประเทศไทย

‘จุลพันธ์’ รับ ‘เท้ง’ ขอ ‘เพื่อไทย’ ยื่นซักฟอก หลัง รธน.ผ่านวาระ 3 แต่ไม่ได้ข้อสรุป ย้ำ เดินหน้าตรวจสอบรัฐบาลแน่

วันที่ 24 พ.ย.68 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวเป็นนัยในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ ถึงการคุยกับพรรคเพื่อไทยให้ขอชะลอยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ผ่านวาระ 3 ก่อน โดยยอมรับว่า มีการร้องขอแบบนั้นจริง พรรคเพื่อไทยยืนยันในเรื่องจุดยืน ว่า จะเดินหน้าตรวจสอบรัฐบาล แต่พรรคประชาชนได้ร้องขอให้ชะลอ เพื่อรอการลงมติการแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 แต่ยังไม่มีข้อตัดสินใจ โดยหลังจากนี้ก่อนเปิดสมัยประชุมสภา จะติดต่อประสานงานพูดคุยกับนายณัฐพงษ์ เพื่อสรุปทิศทางการดำเนินการอีกครั้ง

ส่วนความเป็นไปได้ในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังผ่านวาระ 3 นั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ทุกอย่าง แต่เราต้องคำนึงถึงทุกองค์ประกอบ และต้องหารือกัน ซึ่งมีการพูดคุยมาแล้วหนึ่งครั้งในเรื่องทิศทางการทำงานของทั้งสองพรรค แต่ตามมารยาทก่อนที่พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการอย่างไร คงต้องประสานงานกลับไปยังพรรคประชาชน แต่การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อจำกัดนี้ และคงเป็นการตัดสินใจภายใน ว่า จะดำเนินการตรวจสอบรัฐบาลอย่างไร เมื่อไหร่ หากพรรคประชาชนตัดสินใจอย่างไร จะร่วมในกระบวนการตรวจสอบ หรือ จะรออย่างไร ก็เป็นอำนาจเป็นการตัดสินใจของแต่ละพรรคการเมือง

นายจุลพันธ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชนเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ว่า ไม่เหนือความคาดหมาย ทั้งสามคน ก็คุ้นหน้าคุ้นตากันดี มีความสนิทสนม รู้มือกันในการทำงาน และไม่ได้ประหลาดใจที่ใช้บุคคลภายใน ก็ขอให้สามารถเดินหน้าได้ตามที่ตั้งหวังไว้ ในส่วนของพรรคเพื่อไทย ได้กำหนดไว้ว่า จะเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม คาดว่า เป็นเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งก็ขอให้รอดดู ว่า จะเป็นที่ประทับใจของประชาชนมากน้อยแค่ไหน

เมื่อถามถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย หากเปิดตัวมาแล้วจะช่วยดึงกระแสกลับมาได้หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า มีความเชื่อมั่น ว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย มีองค์ประกอบที่หลากหลาย มีพื้นหลัง พื้นเพที่มีความแตกต่าง เพื่อที่จะสามารถตอบโจทย์ให้ประชาชนในแต่ละกลุ่มได้ ถือเป็นจุดเด่นของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย

ส่วนประชาชนจะรับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยได้หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้หยุดนิ่ง ผู้สมัคร สส. ของพรรค กรรมการบริหารพรรค ลงพื้นที่ และทำงานเชิงรุก เข้าหาประชาชน เพราะคือ DNA ของพรรค การทำงานใกล้ชิด และเข้าถึงประชาชน ถือเป็น DNA ของสมาชิกพรรคเพื่อไทยทุกคน และตั้งแต่ที่ตนเองเข้ามารับตำแหน่ง ก็ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากประชาชน โดยเฉพาะคนที่ยังรัก และศรัทธาในพรรคเพื่อไทยที่ยังมีจำนวนมาก

เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรในการดึงสมาชิกไม่ให้ไหลออกอีก นายจุลพันธ์ ระบุว่า เรื่องนี้ไม่ได้เป็นประเด็นปัญหา ซึ่งเลขาธิการพรรค ทำงานหนักในเรื่องการคัดตัวผู้สมัคร ที่มีคนเข้ามาสัมภาษณ์ และประสงค์เข้ามาสมัครจำนวนมาก คนที่ไปก็ไป คนที่อยู่ก็อยู่ และสู้กันอย่างเข้มแข็ง ไม่มีอะไรน่าห่วง การเลือกตั้งทุกครั้งธรรมชาติ คือ ทุกครั้งจะมีสมาชิกเปลี่ยนหน้า มีทั้งคนเก่า คนใหม่ มีการเข้า - ออก มีการสอบได้สอบตก เป็นเรื่องธรรมชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องการตอบสนองของประชาชน ทั้งตัวบุคคล นโยบาย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ถ้าตอบโจทย์ได้ทั้งหมดก็ไม่มีประเด็นอะไรน่าห่วงใย เชื่อว่า วันนี้พรรคเพื่อไทยยังอยู่ในจุดที่เข้มแข็ง มีจุดเด่น และสามารถที่จะขับเคลื่อนพรรคไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้ง และเป็นรัฐบาลได้ในที่สุด

 

ผู้แทนจากพรรคเพื่อไทย คว้าตำแหน่ง ‘Vice Chairperson of AEPF’ เปิดประตูความร่วมมือเศรษฐกิจ นโยบาย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านประชาธิปไตย

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 68 เพจเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทย รายงานว่า ดร.นลินี ทวีสิน ผู้แทนจากพรรคเพื่อไทย และอดีตประธานผู้แทนการค้าไทย ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่ง Vice Chairperson of the AEPF ในการประชุมเวทีความร่วมมือทางการเมืองเอเชีย–ยุโรป หรือ Asia-Europe Political Forum (AEPF) ครั้งที่ 6 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27–29 พฤศจิกายน 2568 ที่เมืองบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ได้สร้างหมุดหมายสำคัญให้กับประเทศไทย ท่ามกลางการเข้าร่วมของพรรคการเมืองกว่า 30 พรรค จากทั้งเอเชียและยุโรป

การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนระดับสูงจากหลายประเทศเดินทางเข้าร่วมอย่างคับคั่ง สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของเวที AEPF ในฐานะแพลตฟอร์มที่เน้นการเสริมสร้างสันติภาพ ความร่วมมือ และการลดความตึงเครียดระหว่างสองภูมิภาคที่กำลังเผชิญความผันผวนด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ

ดร.นลินี ในฐานะสมาชิกคณะกรรมการบริหาร ICAPP และประธาน ICAPP Business Council ได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้แทนทั้งสองทวีป ด้วยบทบาทที่โดดเด่นในการเป็น “สะพานเชื่อม” มุมมองทางการเมืองระหว่างเอเชียและยุโรป พร้อมแนวคิดที่เน้นการเสริมสร้างความไว้วางใจ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และความยืดหยุ่นของประชาธิปไตยในยุคที่โลกกำลังเผชิญการแบ่งขั้วที่รุนแรงขึ้น

ดร.นลินี กล่าวภายหลังการรับตำแหน่งว่า นี่ไม่ใช่เพียงความสำเร็จส่วนตัว แต่เป็นโอกาสของประเทศไทยในการมีบทบาทนำในการสร้างสันติภาพและความร่วมมือในเวทีระหว่างประเทศ พรรคเพื่อไทยพร้อมทำงานกับทุกประเทศเพื่อสร้างความมั่นคงและความเจริญร่วมกันระหว่างเอเชียและยุโรป

ด้านผู้สังเกตการณ์ระบุว่า การได้ตำแหน่ง Vice Chairperson ถือเป็นพัฒนาการที่สำคัญสำหรับประเทศไทย โดยจะช่วยเพิ่มน้ำหนักทางการทูตของไทยในเวทีพรรคการเมืองระหว่างภูมิภาค และเปิดประตูสู่การร่วมมือด้านเศรษฐกิจ นโยบาย และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านประชาธิปไตยระหว่างสองทวีป

การประชุม AEPF ครั้งนี้ยังมีการจัดทำร่าง “Budapest Statement” ซึ่งมุ่งเน้นการส่งเสริมสันติภาพ ความร่วมมือทางการเมือง และการลดความตึงเครียดที่เกิดจากการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยคาดว่าจะเป็นกรอบการทำงานที่สำคัญสำหรับการประสานความร่วมมือในปีต่อไป

การได้รับเลือกของ ดร.นลินี ทวีสิน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมระหว่างประเทศต่อบทบาทของไทยในเวทีโลก และถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือของพรรคเพื่อไทยในฐานะกำลังหลักของประชาธิปไตยไทยบนเวทีสากล


 

ยุบสภา อภิปราย เลือกตั้ง พรรค ‘ส้ม-แดง-น้ำเงิน’ ระวัง!! อย่าลากกันไปแหกโค้ง โอกาสมี..อย่าติดประมาท

(1 ธ.ค. 68) พลันที่เกิดกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ทำเอารัฐบาลเหมือนจะจมน้ำไปด้วย ทำให้ไทม์ไลน์การเมืองที่จะดูเหมือนจะตกผลึกในเชิงลึกระหว่างสีส้ม-แดง-น้ำเงิน ออกอาการกระเพื่อมว่าจะเปลี่ยนแปลงไปด้วย..

ตกผลึกการเมืองสามสีที่ว่านั้นก็คือ..วันที่ 10-11 ธ.ค.เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 2  เมื่อผ่านวาระ2ทิ้งไว้ 15 วัน  ก็จะไปลงมติวาระ 3 ในวันศุกร์ที่ 26 ธ.ค.หรือ จันทร์ 29 ธ.ค.

จากนั้นหลังปีใหม่พรรคส้ม..ประชาชน /พรรคแดง.เพื่อไทย จะคิดอ่านประการใดเกี่ยวกับการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ว่ากันไป  ถ้าจะยื่นอภิปรายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 แบบลงมติ อนุทิน  ชาญวีรกูล นายกฯชิงยุบสภาก่อนแน่  แต่ถ้ายื่นอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามามาตรา 152 จะอภิปรายกันกี่วันกี่คืนรัฐบาลอนุทินก็ไม่ขัดข้อง..จะได้ฉวยโอกาสชี้แจงไปด้วย..

แต่พอเกิดกรณีน้ำท่วมที่รัฐบาลอยู่ในอาการซวนเซ  พรรคเพื่อไทยบางส่วนเห็นว่าควรจะใช้เป็นนาทีทองกระหน่ำให้หมอบราบคาบแก้ว  เปิดสมัยประชุมรัฐสภาวันที่ 12 ธ.ค.2568 ปั๊บ ก็ยื่นอภิปรายตามม.151ปุ๊บ  หากอนุทินยุบสภาไม่ทันต้องเปิดอภิปราย...หรือยุบได้ทันก็น่าจะเสียรังวัด..ถูกประชาชนด่า..ที่ไม่กล้าถูกตรวจสอบ

แต่สส.พรรคเพื่อไทยจำนวนไม่น้อยเห็นว่า  หากยื่นตามม. 151 เกิดการยุบสภา  พรรคอาจจะถูกด่าว่าเป็นต้นเหตุการยุบสภา...ในขณะที่ประเทศกำลังอยู่ในโหมดการฟื้นฟูเยียวยา  และดีไม่ดีอาจมีปัญหาไทย-กัมพูชาแทรกซ้อนเข้ามาอีกปัญหา...อีกทั้งพรรคอาจถูกด่าว่าละทิ้งภารกิจแก้รัฐธรรมนูญอีกต่างหาก..

สรุปพรรคเพื่อไทยก็ติดกับดักตัวเอง  ชักเข้าชักออก หากให้ฟันธงก็อยากจะชี้ว่าคงได้แต่ฮึ่มๆ ต่อไป..ในขณะที่พรรคประชาชนนั้นชัดเจนว่า..รอจนกว่าจะมีการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 ช่วงปลายเดือนธ.ค. 

ในช่วงที่พรรคส้ม-แดงอยู่ในช่วงรอเปิดสมัยวิสามัญ  มีหลายกลุ่มเสนอสูตรให้พรรคส้ม-แดง ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามม. 152 คือยื่นอภิปรายแบบไม่ลงมติในช่วงกลางหรือปลายเดือนม.ค.2569 ซึ่งรับประกันซ่อมฟรีว่าได้อภิปรายแน่   สูตรนี้กล่าวได้ว่าวิน-วินทุกฝ่าย ฝ่ายค้านได้อภิปราย  รัฐบาลได้ชี้แจง  ประชาชนได้ข้อมูล อภิปรายเสร็จก็ยุบสภา ตามไทม์ไลน์เดิม 31 ม.ค.และเลือกตั้ง 29 มี.ค.

ตามสูตรอภิปรายทั่วไปตามม.152ช่วงปลายเดือนม.ค.2569 นักเคลื่อนไหว-นักวิชาการอย่าง จตุพร  พรหมพันธุ์ และดร.ธนพร  ศรียางกูล ประสานเสียงเห็นพ้องว่าทุกฝ่ายได้ประโยชน์และทำให้ระบบรัฐสภาดูงดงาม..แต่ท้ายสุดบรรดาพรรคการเมือง-นักเลือกตั้ง จะเลือกหนทางไหนก็ต้องตามไปดู 

อย่างไรก็ตาม  ไม่ว่าจะเลือกหนทางใดผลการเลือกตั้งต้นปี 2569 ก็ยังจะออกมาตามที่หลายโพลหลายฝ่ายคาดหมาย..นั่นคือ 3 พรรคแรกจะประกอบด้วยพรรคประชาชน-ภูมิใจไทย-เพื่อไทย   

ส่วนพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยใครจะมาอันดับ 1 ก็ดูกันนาทีสุดท้าย แต่เดิมนั้นคาดว่าภูมิใจไทยจะปาดหน้าไปถึง 150 เสียง  แต่ตอนนี้อาจจะลำบาก

สรุปทิศทางการเมืองระยะใกล้ๆ
1)หลังเปิดสมัยประชุมรัฐสภาสมัยสามัญ วันที่ 12 ธ.ค. พรรคเพื่อไทยขยับยื่นอภิปรายฯ -สูตรนี้เป็นไปได้ แต่ไม่น่าจะเกิน 10%
2)มีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญวาระ 3 ช่วงปลายเดือนธ.ค.2568  จากนั้นต้นเดือนม.ค.มีการยื่นอภิปรายฯตามม.151  แต่ถูกชิงยุบสภา ไม่มีการอภิปราย  แนวทางนี้เป็นไปได้40-50%
3)มีการยื่นอภิรายทั่วไปตามม.152   ช่วงปลายเดือนม.ค.2569  แล้วยุบสภาตามไทม์ไลน์ 31 ม.ค.2569  มีโอกาสเป็นไปได้สูงเกิน50%
4)เกิดสถานการณ์ผิดปกติ เครื่องบินแหกโค้งออกนอกรันเวย์...โอกาสมี แต่น้อยมากถึงน้อยที่สุด..แต่อย่าประมาท!!??


เรื่อง : เล็ก เลียบด่วน
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top