Friday, 5 June 2026
พรรคเพื่อไทย

‘เพื่อไทย’ ดรามา รับไม่ได้!! แกนนำม็อบปลุกระดมให้ ‘รัฐประหาร’ เผย!! สร้างความเจ็บปวดให้ประชาชน คนมากมาย ต้องสูญเสียชีวิต

(29 มิ.ย. 68) นายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์การชุมนุมเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. ที่ผ่านมา ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และพรรคเพื่อไทย ขอยืนยันว่าการชุมนุมเป็นการแสดงออกเป็นสิทธิตามกฎหมาย และเป็นการแสดงออกตามรัฐธรรมนูญแห่งพระราชอาณาจักรไทย โดยปราศจากความรุนแรง ปราศจากอาวุธและชอบด้วยกฎหมาย แต่สิ่งที่พรรคเป็นห่วงคือเนื้อหา การปลุกระดมของแกนนำบางท่านที่มีการพูดถึงการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยไม่อาจจะรับได้ ขอเรียกร้องไปยังพี่น้องประชาชนที่รักในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ว่าพวกเราจะไม่เดินทางไปสู่การปฏิวัติรัฐประหารอีกแล้ว

นายดนุพร บอกด้วยว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา พี่น้องประชาชนหลายคนมีความเจ็บปวดอย่างประเมินค่าไม่ได้ มีการสูญเสียชีวิตเป็นจำนวนมากกับการเรียกร้องและขัดขวางการรัฐประหาร เพราะฉะนั้นขอเรียนว่าทางพรรคไม่อาจรับได้เรื่องการปฏิวัติรัฐประหาร

‘เพื่อไทย’ ไม่ตกใจ!! ผลโพล ‘นายกฯ’ คะแนนร่วง เผย!! ตจว.เข้าใจคลิปคุย ‘ฮุนเซน’ เป็นเทคนิคการทูต

(29 มิ.ย. 68) นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนิด้าโพลเปิดผลสำรวจความเห็นประชาน ที่คะแนนนิยม น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หล่นไปอยู่อันดับ 5 และคะแนนนิยมพรรค พท.ตกไปอยู่ที่ 3 ว่า ไม่น่าตกใจ เป็นผลพวงจากคลิปสนทนาระหว่างนายกรัฐมนตรีกับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ที่บางกลุ่มยังไม่เข้าใจว่าเป็นเทคนิคทางการทูต แต่ประชาชนต่างจังหวัดส่วนใหญ่ยังเข้าใจการทำหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี

นายวิสุทธิ์ กล่าวต่อว่า ผลโพลที่ออกมาดังกล่าวสะท้อนอารมณ์ประชาชนที่สอบถามความรู้สึกในช่วงขณะนั้น แต่อีก 3 - 4 วันต่อมาอาจเปลี่ยนแปลงได้ หลังจากรัฐบาลได้ชี้แจงทำความเข้าใจ ให้ประชาชนรับทราบข้อมูลมากขึ้น หลังจากนี้เป็นหน้าที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ต้องทำงานแก้ปัญหาเต็มที่ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจปากท้องชาวบ้าน มั่นใจว่าคะแนนนิยมนายกรัฐมนตรี และพรรค พท.จะกลับมาดีขึ้นแน่นอน ไม่ใช่ว่าจะเลือกตั้งในวันพรุ่งนี้ ควรให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม สส.เพื่อไทย ยังมั่นใจในคะแนนพรรคว่ายังมั่นคงอยู่

เมื่อถามถึง การชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาล เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมานั้น นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า คนขึ้นเวทีมีแต่คนหน้าเดิมๆ เป็นพวกขาประจำ แถมแกนนำบางคนยังยุให้ทำรัฐประหาร มีที่ไหนทำกัน อยากให้ประเทศเกิดรัฐประหาร ใช้วิธีโคตรโบราณ พวกที่ขึ้นเวทีอยากกลับมาเป็น สว.หรือมีตำแหน่งทางการเมือง หากมีการปฏิวัติเกิดขึ้น เชื่อว่าม็อบไม่น่าจะจุดติด แม้แต่ฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนยังคิดได้ เราไม่เอาด้วยกับการรัฐประหาร อย่าไปตกใจมากมาย

เมื่อถามว่า หลังปรับ ครม.ยังมั่นใจหรือไม่ว่ารัฐบาลจะยังมีเสถียรภาพ จะไม่ถูกพรรคร่วมรัฐบาลกดดันการทำงานในช่วงที่มีเสียงปริ่มน้ำ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ทุกพรรคต้องขยันทำงานมากขึ้น เอาสภาฯ เป็นตัวตั้ง การประชุมสภาฯ ในวันพุธ - พฤหัส ควรอยู่ที่สภาฯ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องนับองค์ประชุม ไม่ควรไปอยู่ตามสนามบิน หรืออยู่ในพื้นที่ตัวเอง เพราะสภาฯ คือที่ทำงานของ สส.หากพรรคร่วมรัฐบาลใช้วิธีกดดันรัฐบาล จนต้องยุบสภาหรือรัฐบาลเจ๊ง โดยที่ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ยังไม่ผ่านวาระ 3 ยิ่งเป็นการทำร้ายประเทศ มั่นใจว่า พรรคร่วมรัฐบาลยังมีเสถียรภาพ ไม่ขัดแย้งถึงขั้นนายกฯ ต้องยุบสภาหรือลาออก

ที่น่าผิดหวังพอๆ กับพรรคเพื่อไทย ก็คือ พรรคประชาชน มัวแต่นั่งประดิษฐ์วาทกรรม โน่นนี่นั่น ใช้คำใหญ่โต

(29 มิ.ย. 68) เฟซบุ๊กของ นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการและผู้ต้องหาคดี 112 ซึ่งหลบหนีอยู่ในต่างประเทศ โพสต์ข้อความกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวหาว่าการชุมนุมของคณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตยเปิดทางให้กับการทำรัฐประหาร และปลุกปั่นกระแสชาตินิยมที่เกินเลยขอบเขต ว่า "ที่น่าผิดหวังพอๆ กับพรรคเพื่อไทย ก็คือพรรคประชาชน มัวแต่นั่งประดิษฐ์วาทกรรมโน่นนี่นั่น ใช้คำใหญ่โต ด่าฮุนเซนเป็นบิดาแห่งสแกมเมอร์ ใช่ การเมืองต้องมีสีสัน แต่มึงต้องมีสาระด้วย ตั้งแต่เกิดวิกฤตการเมืองล่าสุด พรรคส้มได้ตั้งโต๊ะแถลงหรือยัง ได้ออกแถลงการณ์ประนามกัมพูชาหรือยัง ได้ส่งตัวแทนไปยื่นหนังสือที่สถานทูตเขมรหรือยัง ได้ reach out ไปถึงอาเซียนขอความช่วยเหลือในการคลี่คลายปัญหาไหม หรือแม้แต่ยกหูโทรศัพท์คุยกับทูตเขมรหรือเปล่า (ถ้าเค้าไม่คุยกับมึงก็อีกเรื่องนึง)

นอกจากนี้ มีการตั้งโต๊ะแถลงให้รัฐบาลต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ไหม รับผิดชอบอย่างไร หาทางออกให้สังคมอย่างไร รวมถึงการหารือร่วมกับฝ่ายค้าน ตัวแทนภาคประชาสังคม NGOs เรื่องนี้อย่างไร ส่ง สส ให้ไปดู/สังเกตการณ์ชายแดนกัมพูชาไหม หรือสาระแนแต่จับแรงงานต่างด้าวทางภาคเหนือเท่านั้น

แล้วการชุมนุมเมื่อวาน ท่าทีพรรคส้มคืออะไร มีการประนามการเรียกร้องรัฐประหารทันทีไหม หรือแค่รอดูทิศทางลม อีกเรื่อง ในวิกฤตนี้ พรรคส้มได้ให้การศึกษาสังคมแค่ไหน มี สส คนไหนพูดรู้เรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาที่นอกเหนือจาก official statement ของรัฐบาลไหม มีใครรู้จริงเรื่องข้อพิพาทล่าสุดไหม หรือข้อมูลเชิงลึกเรื่องผลประโยชน์ฮุนเซนในธุรกิจชายแดนหรือเปล่า

...ที่เขียนมาซะยาว อาจจะดูเยอะ แต่ถ้าพรรคประชาชนไม่ทำ/ทำไม่ได้ เราจะมีหวังให้อีพรรคนี้เข้าไปเป็นรัฐบาลในอนาคตได้อย่างไร เพราะเข้าไป ก็คงเข้าไปนั่งประดิษฐ์คำพูด รอทิศทางลม หรือจนในปัญญาตัวเองที่แก้ไขสถานการณ์แบบนี้ไม่ได้"

ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก ตอบโต้ ดร.ทักษิณ ชินวัตร

(20 ก.ค. 68) จากกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังจากนี้จะไม่เจรจากัมพูชาโดยใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวอีกแล้ว เพราะกลัวโดนอัดเทป ล่าสุดวันที่ 20 ก.ค. 68 สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ข้อความตอบโต้แล้ว โดยระบุว่า ...

ผมขอย้ำเตือนทักษิณอีกครั้งว่าผมเองต่างหากที่ไม่อยากคุยกับเขา นับตั้งแต่ลูกสาวของเขาดูถูกเหยียดหยามผม ยิ่งไปกว่านั้น ผมเองก็ไม่มีเจตนาจะคุยกับคนที่มีประวัติอาชญากรรมและกำลังเตรียมถูกดำเนินคดีเพิ่ม ดังนั้นอย่าคิดมาก เพราะการคุยกับคุณไม่มีประโยชน์อะไรกับผมเลย!!

สำหรับข้อสังเกตของผม นับตั้งแต่ทักษิณเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองไทย ประเทศไทยก็ตกอยู่ในความวุ่นวายอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 ผมไม่อยากพูดถึงคำพูดดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยอย่างรุนแรงของคุณ เพราะมันเป็นการพูดที่น่ารังเกียจและไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่ผมต้องพูดถึง เพราะมันทำลายศักดิ์ศรีของสถาบันกษัตริย์ไทย แต่คุณกลับยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา คุณบอกว่าผู้นำกัมพูชาขาดศีลธรรม นี่เป็นการดูหมิ่นอย่างรุนแรง เหมือนกับที่ลูกสาวของคุณดูหมิ่นผู้นำกัมพูชา โดยกล่าวหาว่าเขา (ฮุน มาเนต) ไม่เป็นมืออาชีพ ซึ่งก่อให้เกิดความโกรธแค้นในหมู่ชาวกัมพูชา

ผมอยากถามคุณว่า ถ้าผมขาดคุณธรรม ทำไมคุณถึงพึ่งพาผมมาตลอด 19 ปี (2549-2568) โดยทำตามคำแนะนำของผม และยังเรียกผมว่า “ผู้นำหมายเลข 1” อีกด้วย

คุณยังจำการจัดตั้งพรรคเพื่อไทยเพื่อเข้าร่วมการเลือกตั้งปี 2554 ได้ไหม นอกจากแนวคิดบางอย่างแล้ว ยังมีทฤษฎีหนึ่งที่รู้จักกันในชื่อ “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ซึ่งอันที่จริงแล้วเป็นทฤษฎีของฮุนเซน ซึ่งผมควรเตือนคุณด้วย

ยังมีอีกหลายสิ่งที่ผมยังไม่ได้กล่าวถึง รวมถึงการแต่งตั้งข้าราชการ

ข้อกล่าวหาที่ว่าท่านเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยนั้นเป็นเรื่องจริง รวมทั้งกรณีที่ท่านทรยศต่อพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นความคิดของท่านเองทั้งสิ้น ไม่ใช่ของอุ๊งอิ๊ง 

‘ก่อแก้ว’ เรียกร้องศาลรัฐธรรมนูญ ยุติคำสั่งพักงาน ‘นายกฯ อิ๊งค์’ อ้างไทยอยู่ในช่วงสภาวะคับขัน!! ประเทศต้องการผู้มีอำนาจเต็ม

เมื่อวันที่ (24 ก.ค.68)นายก่อแก้ว พิกุลทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญยุติคำสั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่ของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลว่าประเทศอยู่ในภาวะสงคราม จึงควรมีผู้นำที่มีอำนาจเต็มเพื่อรับมือกับสถานการณ์ได้ทันท่วงที

นายก่อแก้วระบุว่า ทุกภาคส่วนควรร่วมแรงร่วมใจฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน โดยเฉพาะในยามที่ประชาชนต้องการความมั่นคงและความชัดเจน พร้อมขอให้ศาลทบทวนคำสั่งเดิม เพื่อคืนอำนาจบริหารให้แก่ผู้นำที่สามารถตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด

ทั้งนี้ ข้อเรียกร้องดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชากำลังตึงเครียด ขณะที่ น.ส.แพทองธาร ยังอยู่ระหว่างการหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญจากกรณีตรวจสอบคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี

‘พลภูมิ’ นำทีม ส.ก.เพื่อไทย แจ้งความ ‘ไอซ์ รักชนก’ หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ปมโพสต์บิดเบือน - ใส่ร้าย

(5 ส.ค. 68) นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม ฐานะแกนนำภาค กทม. พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย และ ส.ก.พรรคเพื่อไทย ได้แก่ นางชญาดา วิภัติภูมิประเทศ ส.ก.เขตคันนายาว, นายเนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย ส.ก.เขตบึงกุ่ม. น.ส.มธุรส เบนท์ ส.ก.เขตสะพานสูง และ น.ส.นภัสสร พละระวีพงศ์ ส.ก.เขตบางกะปิ เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.บางชัน เพื่อดำเนินคดีกับ น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328

นายพลภูมิกล่าวว่า สาเหตุที่ ส.ก.ของพรรคเพื่อไทยต้องเข้าแจ้งความในวันนี้ เนื่องจากเมื่อวันที่ 4 ส.ค. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “รักชนก ศรีนอก” กล่าวหา ส.ก.พรรคเพื่อไทยตัดโควตาคนนอกของพรรคประชาชนออก นอกจากนี้ยังโพสต์ชื่อและลิงก์เพจเฟซบุ๊กของ ส.ก.พรรคเพื่อไทยทั้ง 4 คนที่เข้าแจ้งความในวันนี้ ทำให้ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง ถูกสังคมเข้าใจผิด และถูกลดความน่าเชื่อถือในฐานะผู้แทนของประชาชน โดยเห็นว่าการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องกระทำบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ไม่ใช่เพื่อสร้างวาทกรรมโจมตีอย่างไร้ความรับผิดชอบ

นายพลภูมิกล่าวต่อว่า ตลอดเวลาที่ตนทำงานกับ ส.ก.พรรคเพื่อไทย ได้เห็นความทุ่มเท เห็นการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และการทำงานร่วมกับประชาชนในทุกปัญหา การบริหารงบประมาณในระดับเขตมีขั้นตอนที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และต้องผ่านการกลั่นกรองในสภา ทุกคนทำงานภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่โดยไม่มีข้อครหาใดทั้งสิ้น แต่เมื่อมีบุคคลสาธารณะ เป็นถึง ส.ส.ออกมาใช้คำว่า “จับโป๊ะ จับโกง” และ “จะโกหกอะไรก็ได้” โดยไม่มีหลักฐาน นอกจากจะเป็นการดูหมิ่นผู้แทนท้องถิ่นแล้ว ยังบั่นทอนศรัทธาของประชาชนที่มีต่อสภากรุงเทพมหานครอย่างร้ายแรง เราไม่ได้ดำเนินคดีเพื่อตอบโต้ แต่เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของผู้ที่ทำงานหนักโดยสุจริต และเพื่อรักษามาตรฐานของการเมืองที่ตั้งอยู่บนความรับผิดชอบ ไม่ใช่วาทกรรมปลุกกระแสแบบฉาบฉวย

ด้านนายจิรวัฒน์กล่าวว่า สำหรับกรณีนี้ทางทีมกฎหมายได้พิจารณาแล้วเป็นการสร้างความเสียหาย เพราะมีการกล่าวหาว่ามีการทุจริต ดังนั้นวันนี้จึงต้องมาแจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.รักชนกจนถึงที่สุด เพราะเวลาที่ท่านเป็นนักการเมือง ไม่ใช่ว่าอยากจะพูดอยากจะกล่าวหาใครก็ได้ หรือพูดเอาสนุก พูดเอาเท่ การพูดหรือการโพสต์อะไรควรจะต้องมีความรับผิดชอบ โดยเฉพาะผู้ที่เป็น ส.ส. เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่ง ส.ก.ทุกคนมีความตั้งใจในการทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน ไม่ใช่ท่านเอาดีเข้าตัวอยู่คนเดียว

นายเนติภูมิกล่าวว่า สิ่งที่ตนรับไม่ได้คือการเหมารวมว่า คนพวกนี้จะโกหกอะไรก็ได้ ทั้งที่เราทุกคนทำงานภายใต้สายตาของประชาชนทุกวัน การโพสต์กล่าวหาลอยๆ แบบนี้ ทำให้คนไม่รู้ข้อเท็จจริงเกิดความเข้าใจผิด ตนไม่สามารถยอมได้ โดยเฉพาะการมาทำลายความตั้งใจของผมและทีมงาน

ด้าน น.ส.นภัสสรกล่าวว่า คำพูดที่ว่ากลัวโดนจับโกง เป็นถ้อยคำรุนแรงที่ไม่มีมูลความจริง พวกตนไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำทุจริตใดๆ และการเหมารวมว่าทั้งกลุ่ม ส.ก.เพื่อไทยมีพฤติกรรมเช่นนั้น ถือเป็นการใส่ร้ายอย่างไม่ยุติธรรม ตนขอยืนยันว่าเราจะใช้สิทธิตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพื่อรักษาเกียรติและความศรัทธาจากประชาชนในพื้นที่ กลุ่ม ส.ก.ผู้เสียหายทั้ง 4 คนยืนยันว่าการดำเนินคดีครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อการโต้ตอบทางการเมือง แต่เพื่อปกป้องชื่อเสียง ศักดิ์ศรี และความถูกต้องในหน้าที่ของผู้แทนประชาชนในระดับท้องถิ่น พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่อยู่ในแวดวงการเมืองใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกด้วยความรับผิดชอบ และเคารพต่อข้อเท็จจริงในสังคมประชาธิปไตย

โดยก่อนหน้านี้ น.ส.รักชนก เคยโพสต์ โจมตี ส.ก.พรรคเพื่อไทย เรื่องความไม่โปร่งใสในการโหวตเพื่อตั้งกรรมการงบประมาณของกรุงเทพมหานคร

‘จาตุรนต์’ ชี้ กรณีเด็ก 13 ปีชาวกัมพูชาต้องได้รับโอกาสศึกษา พร้อมย้ำ ไม่ว่าสัญชาติใดพึงได้รับการปฏิบัติอย่างเดียวกัน

(28 ส.ค. 68) นายจาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า กรณีเด็กนักเรียนอายุ 13 ขวบ ถูกจับในข้อหาเข้าเมืองโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายและอาจจะถูกผลักดันให้ออกจากประเทศไทยไปอยู่ในกัมพูชานั้น เท่าที่ปรากฏเป็นข่าว มีประเด็นที่ยังมีความเห็นแตกต่างกันอยู่ ทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

หากกรณีนี้เกิดกับผู้ใหญ่คนหนึ่ง ประเด็นก็จะไม่ซับซ้อน เช่น บุคคลนี้มีสัญชาติอะไร ถ้าเป็นคนกัมพูชา เข้าเมืองมาอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เข้าข่ายจะต้องส่งกลับไปกัมพูชาหรือไม่

แต่กรณีนี้เกิดขึ้นกับเด็กอายุ 13 ขวบที่เรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนของไทยมาตั้งแต่เด็ก

กรณีนี้จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหลักกฎหมายและแนวปฏิบัติของประเทศไทยเรา ซึ่งผมเคยมีส่วนเกี่ยวข้องและรับผิดชอบอยู่ด้วย จึงคิดว่าอาจจะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการมองเรื่องนี้ได้บ้าง

แนวปฏิบัติของประเทศไทยเรา ซึ่งเป็นประเทศที่มีเกียรติภูมิในเวทีระหว่างประเทศ มีพันธะกรณีในการปฏิบัติตาม ปฏิญญาสากลและอนุสัญญาที่ไทยเป็นภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) ที่มีแนวคิดเรื่องรัฐทุกรัฐต้องจัดการศึกษาสำหรับเด็กทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ (Education for All) ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้การรับรองไว้ อีกทั้งแนวคิดเดียวกันนี้ยังตรงตามอีกหลายอนุสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคี อาทิ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก(CRC), อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) และปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AHRD) 

ประเทศไทยมีความชัดเจนในเรื่องนี้ ในสมัยที่ผมเป็นรองนายกรัฐมนตรีได้ผลักดันทำให้เกิดมติคณะรัฐมนตรี 2 ฉบับ  ได้แก่ 18 มกราคม 2548 และ 5 กรกฎาคม 2548 เจตนารมณ์ก็คือต้องการคุ้มครองเด็กทุกคนในประเทศไม่ว่าจะเป็นสัญชาติใด เข้าเมืองถูกกฎหมายหรือไม่ มีเอกสารหรือไม่ ไม่รู้ว่าเป็นคนของประเทศไหน ไม่มีบัตรอะไรติดตัวเลยก็ตาม “แต่เด็กทุกคนต้องได้รับการคุ้มครองทั้งนั้น โดยเฉพาะคุ้มครองสิทธิทางการศึกษา” เพื่อยืนยันหลัก Education for All 

มติ ครม.นี้เป็นเรื่องต่อเนื่องจากมติสภาความมั่นคงแห่งชาติ แสดงให้เห็นว่าทั้งหน่วยงานความมั่นคงและหน่วยงานทางการศึกษาเข้าใจและเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ 

ดังนั้น กรณีพบเด็กที่ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้านหรือเด็กไร้สัญชาติ ฝ่ายจัดการศึกษาจึงมีหน้าที่จัดการให้เด็กคนนั้นได้รับการศึกษา

ส่วนเมื่อพบเด็กที่เรียนหนังสืออยู่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายบางเรื่อง เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องก็ต้องหาทางอนุโลมผ่อนผันให้สามารถเรียนหนังสือต่อไปได้ ไม่พึงพรากเด็กจากการศึกษาและไม่พึงส่งเด็กออกไปจากประเทศโดยไม่รู้ว่าเด็กคนนี้จะไปอยู่ที่ไหนกับใครและจะได้รับการศึกษาหรือไม่

หลักการนี้ใช้กับเด็กที่ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน ไม่ว่าจะถือสัญชาติอะไรก็พึงได้รับการปฏิบัติอย่างเดียวกัน รวมทั้งเด็กไร้สัญชาติไร้เอกสารหลักฐานก็พึงได้รับการคุ้มครองเช่นนี้เหมือนกัน

เศรษฐกิจของประเทศไทยที่ต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติจำนวนมาก เด็กจากประเทศเพื่อนบ้านที่ติดตามพ่อแม่ที่เป็นแรงงานข้ามชาติซึ่งอนาคตยิ่งมีเพิ่มขึ้น ขณะที่สังคมไทยเป็นสังคมสูงวัย หากเขาเป็นแรงงานข้ามชาติที่มีความรู้ คุยกับนายจ้างคนไทยรู้เรื่องก็เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเรื่องนี้มีตัวอย่างแนวคิดจากหลากหลายประเทศทั่วโลกที่เผชิญปัญหาเดียวกัน เช่น ประเทศใน EU ที่จัดสรรทรัพยากรเพื่อพัฒนาทักษะของแรงงานและมนุษย์ธรรมต้องได้สัดส่วนกัน

การแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างสองประเทศและการรักษาผลประโยชน์ของชาติไทยเรานั้น ต้องการความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจและการสนับสนุนจากประชาคมโลก เราจึงจำเป็นต้องระมัดระวังไม่ให้มีภาพลักษณ์ในทางลบ ทั้งนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

หลักง่ายๆที่ทั่วโลกยึดถือกันคือโลกนี้เขายอมรับว่าต้องให้เด็กได้รับการศึกษา ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสังคมนั้น ไม่ต้องไประแวงว่าเราจะเสียหายอะไร การใช้จ่ายด้านการศึกษาเป็นการลงทุนที่มีคุณค่าต่อสังคมมากที่สุด

‘รวี เล็กอุทัย’ สส.เพื่อไทย อุตรดิตถ์ ยัน!! เลือก ‘ชัยเกษม นิติสิริ’ ลั่น!! ดำเนินการทางกฎหมาย หากใครใส่ร้าย สร้างความเสียหาย

(6 ก.ย. 68) นายรวี เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุตรดิตถ์ เขต 3 พรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

สืบเนื่องจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 5 กันยายน 2568 

ในวาระการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ผมนายรวี เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 

จังหวัดอุตรดิตถ์ เขต3 พรรคเพื่อไทย ได้มีมติออกเสียงลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีให้แก่ 'นายชัยเกษม นิติสิริ' ครับ

จากการที่สำนักข่าวหลายแห่งได้เผยแพร่ข้อความผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ กล่าวหาว่าผมโหวตสวนมติพรรค 

ซึ่งข้อความดังกล่าวถือเป็นความเท็จและไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เนื่องจากตัวผมเองได้ลงมติโหวต 'นายชัยเกษม นิติสิริ' ตามมติพรรค 

การกระทำดังกล่าวถือได้ว่ามีเจตนาที่จะทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดในตัวของผม อีกทั้งยังส่งผลให้ผมต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง และเกียรติยศอย่างร้ายแรง การโพสต์ข้อความอันเป็นเท็จและก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของผมในลักษณะเช่นนี้ ถือเป็นการใส่ความบุคคลอื่นต่อสาธารณชนหรือต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผมถูกดูหมิ่น เกลียดชัง การกระทำดังกล่าวจึงเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 

นอกจากนี้ การที่สำนักข่าวได้ใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข้อความดังกล่าว ซึ่งเป็นช่องทางที่สามารถเข้าถึงและรับรู้ได้โดยบุคคลทั่วไปจำนวนมาก จึงถือเป็นการหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ซึ่งเป็นความผิดที่มีบทลงโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328

ด้วยเหตุนี้ ผมนายรวี เล็กอุทัย จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อปกป้องสิทธิและเกียรติยศของตนเองจากการกระทำอันไม่ชอบธรรมดังกล่าวและเพื่อเป็นบรรทัดฐานในการหยุดยั้งการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นในสังคมต่อไป

สามารถดูคลิปการลงมติของผมได้ที่ >> https://youtu.be/u20aykxstPY

‘วรชัย เหมะ’ เพื่อไทย ซัดเดือด!! พรรคประชาชน ไม่คำนึงถึงปัญหาประเทศชาติ โชว์หล่อ!! โหวตให้ ‘อนุทิน’ โดยไม่เข้าร่วมรัฐบาล เชื่อ!! เกิดวิกฤติศรัทธาแน่นอน

(6 ก.ย. 68) นายวรชัย เหมะ อดีตสส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคประชาชนโหวตสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยให้เป็นนายกฯ ว่าวันนี้เราได้เห็นธาตุแท้ของพรรคประชาชนว่า มีจุดยืนเพื่ออะไร ระยะเวลา 2 ปี ที่ผ่านมาพรรคประชาชนไม่เคยพูดถึงการแก้ปัญหาให้ประเทศชาติและประชาชนเลย อ้างแต่ว่าพรรคตัวเองยืนหยัดอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย ตั้งข้อเรียกร้องอย่างเดียวคือให้มีการยุบสภาฯเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ คิดว่าตัวเองจะได้คะแนนเสียงถล่มทลายยิ่งกว่าเดิมเป็นรัฐบาลพรรคเดียว ได้นายกฯจากพรรคตัวเองอย่างเดียว

การโหวตนายกฯครั้งนี้โดยไม่เข้าร่วมรัฐบาลก็เพราะหวังโชว์หล่อให้พรรคตัวเองจะได้คะแนนนิยมมากยิ่งขึ้นกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนแล้วตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ใช่หรือไม่ ข้อเรียกร้องที่ให้ยุบสภาฯภายใน 4 เดือน เป็นใครก็รู้ว่าเวลาแค่นี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้ แล้วการแก้รัฐธรรมนูญก็ยังไม่เสร็จสิ้น ต้องเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญปี 60 ซึ่งชัดเจนแล้วว่าเป็นปัญหา ทำให้นายกฯโดนปลดโดยองค์กรอิสระ ที่เป็นของคนชั้นนำสร้างขึ้นมาเพื่อขัดขวางประชาธิปไตยที่แท้จริง การตัดสินใจของพรรคประชาชนวันนี้ทำให้ประชาชนที่เลือกพรรคก้าวไกลมา 14 ล้านเสียงเกิดวิกฤตศรัทธาเพราะถ้าต้องการแก้รัฐธรรมนูญจริงควรตั้งเงื่อนไขให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยก่อนแล้วค่อยเลือกตั้ง

นายวรชัย กล่าวว่า พรรคประชาชนไม่ควรทำเพื่อเป้าหมายตั้งรัฐบาลพรรคเดียวโดยไม่สนใจความเดือดร้อนของประชาชน อย่าเอาประชาชนเป็นเครื่องมือทำให้ตัวเองได้เป็นใหญ่ได้เป็นรัฐบาลพรรคเดียว ขอให้เห็นหัวประชาชนบ้าง ไม่รู้ว่าพรรคประชาชนโง่หรือแกล้งโง่ที่คิดว่าเวลา 4 เดือนเพียงพอทำให้อะไรมันดีขึ้น หรือว่ามีผลประโยชน์อะไรหรือไม่ที่ทำให้ตัดสินใจอย่างนี้ เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ต้องมีองค์กรประชาธิปไตยของประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อคานอำนาจกลุ่มการเมืองที่ทำให้ประเทศชาติเสียหายไม่คำนึงถึงประเทศชาติและประชาชน

‘แพทองธาร’ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ย้ำ แม้ ‘ทักษิณ’ โดนจำคุก แต่ครอบครัวยังมีกำลังใจดี

(9 ก.ย. 68) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนภายหลังร่วมรับฟังการไต่สวนคดี ดร.ทักษิณ ชินวัตร กรณีชั้น14 ที่ศาลฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งให้นำตัว ดร.ทักษิณ ชินวัตร กลับไปเข้าเรือนจำ โดยให้จำคุก 1 ปี ซึ่งไม่นับรวม 120 วันที่พักรักษาตัวชั้น 14 รพ.ตำรวจ นั้น โดยนางสาวแพทองธาร ได้กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้ทรงพระมหากรุณาอภัยลดโทษให้ ดร.ทักษิณ ชินวัตร พร้อมย้ำว่า ดร.ทักษิณ ยังมีกำลังใจที่ดี ตนเองและครอบครัวยังพร้อมเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชนต่อไป

นางสาวแพทองธาร เริ่มต้นให้สัมภาษณ์ว่าตนเองและครอบครัวรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระกรุณาอภัยลดโทษ นายทักษิณ ชินวัตร เหลือ 1 ปี พวกเราทั้งครอบครัวล้วนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ขอขอบคุณทุกท่านที่ส่งกำลังใจ ส่งความห่วงใยมาให้คุณพ่อ และครอบครัวของเรา แต่อย่างไรก็ตาม ท่านทักษิณ ยังเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ผลงานต่างๆ ที่ทำเพื่อบ้านเมือง ท่านก็ยังเป็นคนคิดถึงบ้านเมืองอยู่เสมอ และ ตั้งใจจริงและหวังเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตพี่น้องประชาชน มีความกินดีอยู่ดี

ตัวดิฉันเองและครอบครัวมีความเป็นห่วงคุณพ่อ แต่ก็รู้สึกภูมิใจที่คุณพ่อได้สร้างประวัติศาสตร์มากมายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายที่มีประโยชน์อย่างมากสำหรับคนไทย 

“คุณพ่อและครอบครัวยังมีกำลังใจที่ดี ส่วนตัวของดิฉันและพรรคเพื่อไทย ก็ยังมุ่งมั่นทำงานต่อ เพื่อเป็นฝ่ายค้านและทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน ตรวจสอบรัฐบาลต่อไป” นางสาวแพทองธาร กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top