Friday, 5 June 2026
ท่อนHookการเมือง

จาก “เมืองกรุงเทพ” กลายเป็น “เมืองกรุงส้ม” กับความรู้สึกน่าอับอาย ในสายตา “คนต่างจังหวัด”

เลือกตั้งใหญ่เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ที่ผ่านมา “พรรคส้มสามกีบ” แม้จะไม่ได้คะแนนรวม “อันดับหนึ่งของประเทศ” เหมือนสมัยเลือกตั้งใหญ่เมื่อปี ๒๕๖๖ แต่ก็สามารถ “มัดหัวใจคนหลงส้ม” ณ เมืองหลวงไทยไปได้แบบยกจังหวัด เปลี่ยนหลากสีสันของกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของคนไทย กลายสภาพเป็น “เมืองหลวงของคนส้ม” สีเดียว เพียงชั่วข้ามคืน 
 

เปลือยล่อนจ้อนให้เห็นว่า คนกรุงเทพในจำนวนที่กาเลือก “พรรคสามกีบ” ไม่ได้สนใจพฤติกรรมของ “นักการเมืองล้มสถาบัน” ว่าเคยแสดงออกในทางเลว ๆ ต่อสังคมไทยอย่างไร เขาเลือกเพราะยังคงมองพรรคส้มเป็น “ของวิเศษ” ที่จะเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศไทยได้ 
 

เป็นความเชื่อตามระดับสติปัญญาของคนกรุงเทพที่นิยมชมชอบพรรคส้มแบบไม่ลืมหูลืมตา 

หนำซ้ำคนเมืองหลวงที่เลือกส้ม ยังพากันเขียนก่นด่าว่าคนต่างจังหวัดไม่ได้ฉลาด ยังคงโง่ที่พากันไปกาเลือกพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่ไม่ใช่พรรคส้มเหมือนที่ตนเองเลือก หลายโพสต์มีข้อความคล้าย ๆ กันออกมาประมาณว่า “คนกรุงเทพตื่นแล้ว แต่คนต่างจังหวัดยังคงดักดานไม่เลิกรา”

ถ้าปล่อย “คนอิสราเอล” หนีสงครามมาครอบครองแผ่นดินไทย ไม่นานคนไทยจะเป็น “คนปาเลสไตน์แห่งเอเชีย”

เป็นที่รู้กันมานานนับสิบปีแล้วว่า “ชาวยิว” ที่เคยอาศัยอยู่ในประเทศ “อิสราเอล” จำนวนมาก เลือกที่จะเดินทางมา “ปักหลักปักฐาน” บนผืนแผ่นดินไทย แรกเลยอาจจะแค่บินมาเที่ยว แต่ที่สุดก็อยู่ยาวเมื่อค้นพบว่าคนไทยเป็นคนง่าย ๆ ยิ้มง่าย รักง่าย แถมจำนวนไม่น้อยก็ยัง “ใจง่าย” ซึ่งก็รวมถึงเจ้าหน้าที่มักง่ายของไทยบางคน ที่ปล่อยปละละเลยในเรื่องที่ควรจะต้องบอกกล่าวคนต่างถิ่นให้เข้าใจในวิถีปฏิบัติที่ถูกต้อง แต่ก็เลือกจะมองผ่าน ยิ่งได้ “ค่าปิดปาก” ก็ยิ่งไม่สนใจ

ทำให้ “ชาวยิวบางส่วน” ที่มีนิสัยเห็นแก่ตัว เคยชินกับการ “กลืนแผ่นดินของชนชาติอื่น” ยิ่งได้ใจ มองเห็นโอกาสทอง จึงชักชวนครอบครัว เครือญาติ อพยพ หนีกลิ่นสงครามมาเมืองไทยกันอย่างหนาตา ทำให้บางพื้นที่จึงมี “ประชาชนคนยิว” อาศัยอยู่เต็มไปหมด เช่น อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน, เกาะพงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และในจังหวัดภูเก็ต

โดยที่ส่วนใหญ่ ๆ ไม่ได้แค่มีบ้านพักอาศัยไว้ตากอากาศ แต่คือการ “อยู่ถาวร” หลายครอบครัววางรากฐานทำธุรกิจการค้าระยะยาวในประเทศไทย หวังฮุบแผ่นดินไทย และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “แผ่นดินยิว” หลังจากที่เคยทำสำเร็จมาก่อนแล้วกับกรณี “คนปาเลสไตน์” ที่ถึงวันนี้ก็ยังเป็น “ชนชาติผู้น่าสงสาร” เพราะต้องย้ายออกจากแผ่นดินของตัวเอง กลายเป็น “กลุ่มคนเร่ร่อน” ต้องไปอาศัยตามเศษ ๆ พื้นที่ของประเทศต่าง ๆ ที่เขาให้ความสงสารเห็นใจ

มองดู “คนปาเลสไตน์” ครั้งใด ก็อดหันมองดูคนไทยเราไม่ได้ และเราเริ่มจะคล้าย “ปาเลสไตน์” เข้าไปทุกทีหากภาครัฐยังไม่แข็งแรง

ปัจจัยที่ทำให้ “ยิวจากอิสราเอล” เหิมเกริม ถือดี และมุ่งหมายที่จะยึดครองแผ่นดินไทยชนิดไร้ความเคารพเจ้าของประเทศตัวจริง นั่นเพราะมีชาติตะวันตกคอยหนุนโดยตรง ถ้าเราปล่อยยิวจนทำสำเร็จ โอกาสที่คนไทยต้องย้ายแผ่นดินเหมือน “คนปาเลสไตน์” ก็ไม่ไกลเกินจริง อย่าคิดว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดกับคนไทย

เราเหนื่อยกันแน่ ๆ ครับ เพราะนอกจากต้องเผชิญกับอิสราเอล ที่มีเงินอย่างหนา หนีสงครามอิหร่านมากว้านซื้อที่ดินผ่าน “นอมินีคนไทยสมองน้อย” ยังมี “พรรคการเมืองล้มเจ้า” ที่คอยรับงานเป็นไส้ศึกให้ “ขาใหญ่แห่งฮอลลีวูด” แลกผลประโยชน์ต่างตอบแทนกันแบบ “วิน-วิน”

คนไทย ถ้ายังปล่อย ยังคิดว่านี่ไม่ใช่ปัญหาแห่งชาติ ไม่นานเราจะกลายเป็น “ปาเลสไตน์แห่งเอเชีย”

โดย แจ็ค รัสเซล

จุดยืนพรรคส้ม!! หนุนตัดงบอาหาร สส. ชี้ชัดกล้าทำจริง ประหยัดภาษี วัดใจพรรคส้ม เอาประชาชนหรือเอาภาพลักษณ์ ตั้งคำถามพวกปัดกันไม่ชัดเจน

จุดยืน “พรรคส้ม” กับการตัดงบค่าอาหารกลางวันของ สส.
กล้าทำจริง หรือแค่คอนเทนต์สร้างภาพหลอกต้มด้อมไปวัน ๆ

สัปดาห์ที่ผ่านมา ในการประชุมสภาวันแรก คุณหมอวรงค์ เดชกิจวิกรม ได้เสนอให้มีการตัดงบค่าอาหารของ “สส.ผู้ทรงเกียรติ” ออกทั้งหมด พร้อมทั้งเสนอให้ลดจำนวนผู้ช่วย สส. จาก 8 คนเหลือ 3 คน รวมทั้งการยกเลิกบำนาญ สส. ที่สิ้นเปลืองเงินภาษีมาช้านาน

แน่นอนว่า เสียงของประชาชนส่วนใหญ่ ๆ ที่รักความถูกต้อง มากกว่าจะวางตัวเป็น “ด้อมเบาปัญญา” ของพรรคใดพรรคหนึ่ง ก็จะแสดงออกไปในทิศทางเดียวกันนั่นคือ “เห็นด้วย” โดยเรื่องที่ฮือฮามากที่สุดก็คือ “การตัดงบค่าอาหาร” จะมีที่ออกหน้ามาขวางเพื่อ “ดำรงการกินอาหารฟรี” ดังเดิม คนแรกเลยก็คือนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ คนใหม่ ที่บอกว่าเป็นเรื่องตลก

นอกจากนี้ก็ยังมี สส. บางส่วนจาก “พรรคสามกีบ” ก็ไม่เห็นด้วยกับการ “ตัดงบค่าอาหาร” ของ สส. ในครั้งนี้เช่นกัน แม้จะเคยอ้างว่าสิ่งที่คุณหมอวรงค์นำเสนอในวันนี้เคยเป็น “ไอเดียของตัวเอง” มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่วันนั้นสังคมไม่ขานรับ และวันนี้ “บางคนในพรรคกีบ” ยังมองว่าเงินเดือนของ สส. เพียงหนึ่งแสนต้น ๆ นั้นไม่ได้เยอะหากเทียบกับ “ภาษีสังคม” ที่ต้องจ่ายไปในแต่ละเดือน

คำว่า “ภาษีสังคม” คงไม่ได้หมายถึง สส. คนหนึ่งที่หนีการเกณฑ์ทหาร ไม่เคยมีน้ำใจใส่ซองในงานขาวดำ แถมใช้ “พวงหรีด” วน และยัง “ลักแกง” ในงานสวดกลับมากินบ้านด้วยใช่ไหมครับ?

หากฟังสิ่งที่คนใน “พรรคล้มสถาบัน” พูดออกสื่อ ก็จะพบว่าช่างเป็นความคิดที่ “ย้อนไปแย้งมา” หาจุดยืนที่ชัดเจนจริง ๆ ในตัวตนของ “คนสามกีบ” ไม่ได้เลย

วันนี้ ปี พ.ศ. ๒๕๖๙ เมื่อในสภามี สส. น้ำดีหนึ่งคน ตั้งใจจะรักษา “ผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนคนไทย” กล้าเดินหน้านำเสนอให้ตัดรายจ่ายที่ฟุ่มเฟือยออก ในขณะที่นักการเมืองค่อนสภาไม่กล้า ก็น่าจะเป็นนิมิตรหมายที่ดีของประเทศชาติ และยังคงไปในทิศทางเดียวกันกับ “ไอเดียพรรคส้ม” ที่เคยเสนอต่อสังคมไทยไว้ในคราวนั้น ถ้า “พรรคสามกีบ” มีเจตนาจะประหยัดเงินภาษีของพี่น้องประชาชนจริง ๆ ก็ไม่น่าจะแสดงท่าทีขัดขวาง เพราะเรื่องที่ดีงามเช่นนี้ไม่มีคำว่าวันสายเกินไป สามารถเริ่มทำด้วยตัวเองก่อนเลยอย่างที่คุณหมอวรงค์ ควักเงินซื่อก๋วยเตี๋ยวกินเอง

“ทำจริง” เยี่ยง “คนจริง” หรือพูดไปเรื่อยแค่ “สร้างคอนเทนต์” ตบตา “ด้อมโง่ ๆ” ก็ดูกันออกได้ง่าย ๆ ในสถานการณ์เช่นนี้

โดย แจ็ค รัสเซล

ล้มล้างหรือปฏิรูป? พรรคส้มหนีไม่พ้นวิบากกรรมการเมือง ปลายทาง 44 สส. คือกระบวนการยุติธรรม นักการเมืองท้าทายสถาบัน สุดท้ายหนีไม่พ้นคำพิพากษาประวัติศาสตร์

เวรกรรมไม่มีพรมแดน เมื่อกฎหมายยังคงศักดิ์สิทธิ์
ไล่ล่าพิพากษา “นักการเมืองล้มล้างสถาบัน”

เส้นทางทางการเมืองของกลุ่มบุคคลที่เรียกตนเองว่าเป็น "ผู้แทนราษฎร" แต่กลับมีพฤติการณ์สั่นคลอนความมั่นคงของรัฐ หมกมุ่นกับการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันหลักของชาติ กำลังเผชิญกับบทพิสูจน์ครั้งสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ เมื่อ “44 สส. พรรคส้มสามกีบ” กำลังถูกดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม จากกรณีร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้เคยวินิจฉัยไว้แล้วว่ามีเจตนาแฝงเร้นในการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

เจตนาที่ไม่ดีต่อสถาบัน จึงย้อนกลับมาเป็น "วิบากกรรม" ให้กับชีวิตของตนเอง

ถือเป็น “กรรมไล่ล่าสังหาร” 44 สส. ผู้ “เนรคุณแผ่นดิน”

ตามความเชื่อของสังคมไทย การกระทำใดที่มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ต่อ "แผ่นดินเกิด" และ "สถาบันพระมหากษัตริย์" ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย และเป็นรากฐานของสังคมชาติมาอย่างยาวนาน ถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ “เนรคุณต่อคุณแผ่นดินเกิด” เพราะการใช้สถานะตัวแทนปวงชนชาวไทยมาเคลื่อนไหวเพื่อลดทอนกฎหมายที่พิทักษ์รักษาความปลอดภัยของประมุขแห่งรัฐในครั้งนี้ มิใช่เพียงเรื่องของการผิดข้อกฎหมายเท่านั้น แต่คือการสร้าง "วิบากกรรมทางการเมือง" ให้กับตนเองอย่างรุนแรง

เมื่อเป็น สส. แทนที่จะตั้งหน้าตั้งตาทำให้สังคมไทยดีขึ้น กลับมีพฤติกรรมเลว ๆ ด้วยการ “เนรคุณแผ่นดินเกิด” เสียเอง คนที่มุ่งหวังจะทำลายเสาหลักที่ค้ำจุนประเทศไว้ ก็ไม่ต่างจากผู้ทำลายวัฒนธรรม และเกียรติยศของชาติ

เมื่อถูก "กรรมไล่ล่า" เมื่อกล้าท้าทายศรัทธาของคนในชาติ และตัวบทกฎหมายที่คุ้มครองความมั่นคง ย่อมไม่อาจหลีกหนีความรับผิดชอบนี้ไปได้ เชื่อว่าแผ่นดินนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ ใครที่มุ่งหมายทำลายสถาบันหลัก ย่อมต้องประสบกับความพินาศในที่สุด

เมื่อใดที่อุดมการณ์ที่บิดเบี้ยว ฉ้อฉล จะต้องถูกตัดสินจากตัวบทกฎหมาย ประวัติศาสตร์จะจารึกชื่อของ “พรรคสามกีบ” ไว้ในฐานะผู้ที่ทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน และชาติแผ่นดิน
ไม่มีทางหนีพ้น

โดย แจ็ค รัสเซล

ถอดรหัส BRN !! เครือข่ายความรุนแรงชายแดนใต้ กับเป้าหมายเฉือนแผ่นดินไทย เกมแบ่งแยกปลายด้ามขวาน เขย่าความมั่นคงไทยไม่สิ้นสุด

BRN ขบวนการเฉือนแผ่นดินปลายด้ามขวานทอง
ร่วมผลักดันความเถื่อนโดยพรรคล้มล้างสถาบัน  

นับได้เกิน ๖๐ ปีแล้วในวันนี้ ที่ “แนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี" หรือ “BRN” ก่อกำเนิดขึ้นมา และได้แทรกซึมอาศัยอยู่ปลายด้ามขวานทองมาช้านาน เป็นขบวนการที่ใช้ “แนวคิดทางศาสนา” ควบคู่กับ “ชาตินิยมมลายู” วางกับดักเอาไว้เพื่อล่อแนวร่วม ปัจจุบันถือเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพล และมีโครงสร้างของการจัดตั้งเข้มแข็งที่สุดในบรรดากลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้

ยังมีกองกำลังติดอาวุธที่รู้จักกันในชื่อ "RKK" หรือหน่วยรบขนาดกะทัดรัด ที่เคลื่อนไหวเร็วในท้องถิ่น
เจตนาของ “BRN” ไม่ใช่แค่สร้างความวุ่นวาย แต่มีเป้าหมายทางการเมืองที่ชัดเจนนั่นคือการแบ่งแยกตัวออกเป็นเอกราช ต้องการสถาปนา "รัฐปัตตานี" หวังให้เป็นรัฐอิสระที่จะ “ปกครองตนเอง” มีพฤติกรรมไม่ยอมรับกฎหมายและอำนาจการปกครองของรัฐไทย

ยุทธศาสตร์ของ “BRN” มักใช้การต่อสู้แบบ “สงครามกองโจร" และการทำ "สงครามจิตวิทยา" โดยใช้ความรุนแรง เช่น การลอบวางระเบิด การซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐไทยไม่สามารถควบคุมจัดการได้ ยังมีการจัดตั้งมวลชนแทรกซึมเข้าไปในโรงเรียนตาดีกา ปอเนาะ หรือชุมชน เพื่อสร้างแนวร่วมรุ่นใหม่เพื่อปลูกฝังอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน สร้างสถานการณ์ให้เกิดความหวาดระแวงระหว่างชาวไทยพุทธ และชาวไทยมุสลิม เพื่อทำลายความสามัคคีในท้องถิ่น ส่วนนี้จะมีแนวทางคล้าย “พรรคส้มหลอกเด็กสามกีบ” ให้ไม่เคารพพ่อ แม่ และครูอาจารย์

วาทกรรมปลอม ๆ ที่ “BRN” ใช้ปลุกระดมก็คือ “ไทยยึดครองปัตตานีจากมาเลเซีย” คำกล่าวนี้คือประวัติศาสตร์เท็จ หรือ “มลายูต้องอยู่ประเทศมาเลเซีย” ที่เรามักได้ยิน ก็เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ความจริง ที่จริงของจริงคือ “ชาติพันธุ์มลายู” อยู่ประเทศไทยก็ได้ และสามารถสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยได้โดยไม่จำเป็นต้อง “แบ่งแยกแผ่นดิน” ออกจากประเทศไทย

แนวคิดขายฝันหลอกผู้คน โดยเอา “รัฐปัตตานี” มาล่อ ถือเป็นการ “แยกปลาออกจากน้ำ” เพื่อปลุกระดมหาแนวร่วมอ่อนต่อโลก ไม่ต่างจากนโยบาบของ “พรรคล้มสถาบัน” ที่หลอกคนรุ่นใหม่ว่าสถาบันกษัตริย์เป็นอันตรายต่อประชาชน ต้องล้มล้างทำลายสถานเดียวประเทศไทยถึงเจริญ 
“BRN” กับ “พรรคสามกีบ” จึงแยกกันไม่ออก ต่างมีแนวคิด และนโยบายที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศชาติไม่ต่างกัน

องค์การก่อการร้าย ตัว Top คือ NGO และ NED ที่มีสหรัฐ และยุโรป หนุนหลัง ที่มีเศรษฐี การเงิน จอร์จ โซรอส และ ตระกูลรอธส์ไชลด์ (ยิว) อยู่เบื้องหลัง
 
เจ้าของเงินทำลายประเทศ อื่นๆ โดยเฉพาะประเทศไทย ในรูปพรรคการเมือง ที่มี BRN ฝังตัวอยู่ในพรรคสารส้มรวมถึงเพื่อนบ้านที่ให้การสนับสนุนก่อการร้ายตามชายแดน

โดย แจ็ค รัสเซล

เปิดข้อกังวล “มหาวิทยาลัยการเมือง” เมื่อรั้วอุดมศึกษาถูกตั้งคำถามเรื่องปลุกอุดมการณ์สุดขั้ว จับตาบทบาทมหาวิทยาลัยไทย มหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่ความรู้ หรือฐานเคลื่อนไหวทางการเมือง?

เมื่อมหาวิทยาลัยอันทรงเกียรติ กลายเป็นมหาวิทยาลัยเพาะเลี้ยงสามกีบรุ่นใหม่

ต้องบอกว่าเงินเทา ๆ ดำ ๆ มหาศาล ที่มาพร้อม “อุดมการณ์ล้มเจ้า” ชนิดที่ “ถ้าสถาบันไม่ล้ม พวกกูก็ไม่เลิก” ประกาศชัดผ่านพฤติกรรมของ “เจ้าพ่อสามกีบ” อย่างท้าทาย ถ้าไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็ต้องด้วยกล ถ้าใช้กลไม่สำเร็จ ก็ต้องยัดผลประโยชน์ให้อาจารย์ชั่ว รวมถึงอธิการบดีเลว ๆ บางคน เพื่ออาศัยใช้สถาบันการศึกษาที่ผู้คนเชื่อถือเป็น “แหล่งเพาะเชื้อสามกีบรุ่นใหม่” ให้มาเป็น “พลังเสริม” หนุนการ “ล้มล้างสถาบัน” ต่อไป

จากแต่ก่อน “บริษัทมหาโจรสามกีบ” ใช้วิธีซุกกระโปรงเด็ก ปลุกปั่น หลอกให้เด็ก ๆ ที่ยังอ่อนต่อโลกไปติดคุกแทน พอเด็กสามนิ้วรุ่นแรกเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ บวกกับคิดได้ว่าถ้ายังเป็น “สามกีบล้มเจ้า” อีกต่อไป คงไม่มีการงานทำเพื่อเลี้ยงปากท้องเป็นแน่แท้ ก็เลยถอยออกห่างจาก “บริษัทล้มเจ้าจำกัด” หันหลังให้การชูสามนิ้วแบบเด็ดขาด ชีวิตตอนนี้สำนึกผิดแล้ว จึงใช้ทั้งสิบนิ้วพนมมือกราบพระ กราบพ่อแม่ กราบครูอาจารย์ และก้มกราบความดีงามของในหลวงทุกรัชกาลแทน

เมื่อสาวกที่จะไปติดคุกในคดี ๑๑๒ เริ่มขาดแคลน ก็จำเป็นต้องปั้น “ดาราสามกีบใจถึงรุ่นใหม่” ให้มาเป็นพลังขับเคลื่อนในการ “ล้มล้างสถบัน” จึงจำเป็นมาก ๆ ต้องเปลี่ยนวิธีหันไป “สร้างองค์กรสอนการเป็นสามกีบ” ในรั้วสถาบันการศึกษาแบบเนียน ๆ เสียเลย

วิธีเลือกมหาวิทยาลัยเพื่อเพาะพันธุ์ “นักศึกษาล้มเจ้า” ถ้าต้องการกระทบกระเทียบไปถึง ”รากลึกของสถาบัน” ก็ต้องเลือกมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นผู้สร้างมหาวิทยาลัยนั้น ๆ ขึ้นมาโดยตรง ลองนึกกันดูว่ามีชื่อมหาวิทยาลัยใดบ้างที่มี “อาจารย์สามกีบ” สิงอยู่แบบกลมกลืนเพื่อทำงานตามสั่งฝรั่งที่คอยจ่ายเงิน

เหยียบเสือต้องกล้าเหยียบที่หัว มิใช่หาง นี่คือแผนงานของ “แก๊งล้มเจ้ายุคใหม่” ที่ใช้เงินเทา ๆ ดำ ๆ มหาศาลขับเคลื่อนความเลวทรามของตัวเอง

ความอหังการของ “ผู้ก่อการร้ายสามกีบ” มาจากการที่มีชาติตะวันตกคอยหนุนหลัง รวมถึงมีองค์กรต่างชาติที่อยากเห็นประเทศไทย “ทะเลาะกันเอง” คอยอัดเงินส่งเสริมเลี้ยงดู “คนไทยหัวใจบาป” ให้เซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันให้พังพินาศ หรืออ่อนแอกว่าที่เป็นอยู่ก็ยังดี

ที่น่าเศร้าที่สุดไม่ใช่เพราะเรามี “คนไทยหัวใจชั่ว” หวังแค่เศษกระดูกประทังหิวเพื่อมาขว้างตี “สถาบันหลัก” ของประเทศตัวเอง แต่วันนี้เราได้เห็นภาพ “มหาวิทยาลัยสามกีบ” เกิดขึ้นแล้วลาง ๆ ในประเทศไทย ปล่อยไว้อีกไม่นาน รับประกันว่าชาติบรรลัยแน่นอน

แจ็ค รัสเซล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top