Friday, 5 June 2026
ข่าวการเมือง

‘เอม พินทองทา’ โพสต์ซึ้ง!! ถึง น้องสาว ‘แพทองธาร’ สง่างาม!! จนนาทีสุดท้าย ที่ก้าวออกจากทำเนียบ

(30 ส.ค. 68) ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ล่าสุด 'เอม' พินทองทา ชินวัตร พี่สาวของ แพทองธาร โพสต์ข้อความคลิปวิดีโอและข้อความผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว @aimpintongta ความว่า วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568 อีกหนึ่งวันที่จะอยู่ในความทรงจำตลอดไป จากมุมมองของเอม...ความเข้มแข็งและแข็งแกร่งของใจ ต้องขนาดไหน...ถึงจะรวบรวมสติ...เดินลงมาและพูดจากใจ การจัดการอารมณ์และย่อยสิ่งต่างๆ ในช่วงเวลาไม่กี่นาที มันช่างน่าทึ่ง...

การพูดครั้งสุดท้ายที่ทำเนียบรัฐบาลของนายกในดวงใจ...ยังคงมีแต่ความจริงใจเหมือนทุกๆ ครั้ง สำหรับเราที่ยืนฟังข้างๆ นั้น มันท่วมท้น และกินใจ....สง่างาม..จนนาทีสุดท้ายที่ก้าวออกจากทำเนียบ

คุณค่าและความดีในตัวของน้องไม่ได้ลงหรือจางหายไปไหน...ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนค่าและละความมุ่งหวังเจตนาดีของน้องไปได้...แต่กลับยิ่งทำให้เราได้มีประสบการณ์ ได้มีโอกาสผ่านบททดสอบของชีวิตที่ท้าทายแล้วท้าทายอีกนี้...และเพิ่มความแข็งแกร่งให้ใจเราไปอีก อะไรเกิดแล้วย่อมดีเสมอ

‘วิโรจน์’ ชี้!! นายกรัฐมนตรี ต้องมี 247 เสียง การเมืองติดล็อก!! พรรคประชาชนคือกุญแจ

(30 ส.ค. 68) นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Wiroj Lakkhanaadisorn - วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ระบุว่า...

ใครจะเป็นนายกฯ ต้องได้ 247 เสียง ตามมาตรา 159 วรรคสาม จะเลือกตาม TOR เมื่อบ้านเมืองถึงทางตันแล้วเท่านั้น 

เสียง สส. ทั้งหมดที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรในตอนนี้มีอยู่ 492 เสียง

พรรคร่วมรัฐบาล (รวม 11 พรรค, 253 เสียง)

พรรคเพื่อไทย: 140 คน

พรรครวมไทยสร้างชาติ: 36 คน

พรรคประชาธิปัตย์: 25 คน

พรรคกล้าธรรม: 25 คน

พรรคชาติไทยพัฒนา: 10 คน

พรรคประชาชาติ: 9 คน

พรรคชาติพัฒนา: 3 คน

พรรคไทรวมพลัง: 2 คน

พรรคเสรีรวมไทย: 1 คน

พรรคประชาธิปไตยใหม่: 1 คน

พรรคไทยก้าวหน้า: 1 คน

พรรคฝ่ายค้าน (รวม 5 พรรค, 239 เสียง)

พรรคประชาชน: 143 คน

พรรคภูมิใจไทย: 69 คน

พรรคพลังประชารัฐ: 20 คน

พรรคไทยสร้างไทย: 6 คน

พรรคเป็นธรรม: 1 คน

ในทางปฏิบัติ พรรคกล้าธรรมได้งูเห่ามาเพิ่ม 6 เสียง มาจากพรรคประชาชน 1 เสียง และพรรคไทยสร้างไทย 5 เสียง

ดังนั้น ฝ่ายรัฐบาลเดิมจึงมีเสียงอยู่ 259 เสียง และฝ่ายค้านเดิมมีเสียงอยู่ 233 เสียง

ตามมาตรา 159 วรรคสาม การเห็นชอบให้ใครได้เป็นนายกฯ จะต้องใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของที่มีอยู่ ไม่ใช่แค่เสียงข้างมาก ดังนั้น คนที่จะได้เป็นนายกฯ ต้องมีเสียงมากกว่า 246 เสียง หรือ 247 เสียงขึ้นไป

ถ้าคิดว่าพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยไม่มีทางที่จะกลับมาร่วมงานกันได้อีกแล้วในสภาชุดนี้ และเมื่อพรรคภูมิใจไทยสามารถดึงเอาเสียงจากพรรคกล้าธรรมพร้อมงูเห่าได้แล้ว 31 เสียง และกลุ่มคุณสุชาติอีก 18 เสียงมาร่วมด้วย เท่ากับว่าตอนนี้ทางฝั่งพรรคเพื่อไทยมีเสียงอยู่ = 259-31-18 = 210 เสียง ในขณะที่ฝั่งพรรคภูมิใจไทยมีเสียงอยู่ = 69+20+1+1+31+18 = 140 เสียง

ถ้าสถานการณ์เป็นเช่นนี้ และพรรคประชาชนตัดสินใจงดออกเสียง ไม่ขอร่วมตัดสินใจอะไรเลย ยังไงประเทศก็จะไม่มีทางได้นายกรัฐมนตรีได้ เพราะแม้ว่าฝั่งพรรคเพื่อไทยจะรวมเสียงได้มากกว่าฝั่งพรรคภูมิใจไทยก็ตาม แต่เสียงที่รวมได้ก็ยังไม่ถึง 247 เสียง ซึ่งเป็นเสียงที่เกินกึ่งหนึ่งของเสียงที่มีอยู่ในสภา

ถ้าสถานการณ์เป็นเช่นนี้ และไม่มีทีท่าใดๆ ที่จะเปลี่ยนแปลง และทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยก็ต่างรับเงื่อนไขข้อเสนอของพรรคประชาชน คือ

1. เป็นนายกฯ เพื่อนำไปสู่การยุบสภา

2. ทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับด้วย ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้ง

3. พรรคประชาชนไม่ขอร่วมรัฐบาล

พรรคประชาชนก็ต้องตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่ง มิฉะนั้น บ้านเมืองก็จะถึงทางตัน ติดหล่มรัฐธรรมนูญ 2560 ไปไหนไม่ได้เสียที

อีกทางหนึ่งที่เป็นทางออกก็คือ พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อนายกฯ คนอื่นที่ไม่ใช่คุณชัยเกษม เพื่อดึงเอาเสียงที่ทางฝั่งพรรคภูมิใจไทยดึงไปได้แล้วกลับมา เพื่อให้มีเสียงรวมกันเกิน 246 เสียง ซึ่งชื่อที่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะดึงเสียงที่ออกไปแล้วให้กลับมาได้ แถมยังอาจจะสามารถดึงเอาเสียงจากพรรคพลังประชารัฐกลับไปได้ ก็น่าจะมีอยู่เพียงคนเดียวนั่นก็คือ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”

ถ้าเป็นไปในทางนี้ ก็คงไม่จำเป็นต้องพึ่งเสียงจากพรรคประชาชนแล้ว

ทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้ก็คือ คุณภูมิธรรม รักษาการนายกฯ ยุบสภา หรือถ้าพรรคการเมืองอื่นๆ ดึงกันไปดึงกันมา จนจัดตั้งรัฐบาลได้โดยไม่เอาพรรคประชาชนเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็จะดีที่สุด เพราะไม่ว่าจะเลือกทางไหน ก็ไม่มีทางใดที่จะเป็นทางออกที่ดีของประเทศ พรรคประชาชนจึงน่าจะต้องตัดสินใจในกรณีที่บ้านเมืองถึงทางตันแล้วจริงๆ คือ ถ้าไม่เลือก บ้านเมืองก็ไปไม่ได้ ก็คงต้องพิจารณาว่าทางเลือกไหนก่อให้เกิดผลเสียน้อยที่สุด และคงต้องจำใจเลือกทางนั้น เราจึงต้องออก TOR มากำกับแนวทางในการเลือกของเรา เพราะเรายังคงเชื่อว่าทางออกที่ดีที่สุดสำหรับบ้านเมืองที่อยู่ในสภาวะโกลาหล ก็คือการยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชน

ส่วนกรณีที่หลายท่านกรุณาเตือนว่า ต้องพิจารณาด้วยว่าทางไหนมีโอกาสที่จะถูกตระบัดสัตย์หักหลังได้มากกว่าด้วย ผมบอกตรงๆ ว่าผมเผื่อใจเอาไว้ล่วงหน้าเลยครับว่า “ทั้ง 2 ทางในที่สุดแล้ว ไม่ว่าทางไหนก็คงคิดหักหลังเราหมดแหละครับ” การเมืองมันโหดร้าย คนโดนมาก่อนจะไม่รู้จักจำเลยก็คงไม่ใช่ ดังนั้นอย่าไปคิดครับว่าคนนี้จะหักหลัง คนนั้นไม่หักหลัง ให้คิดว่าทั้ง 2 ทางหักหลังเราหมด แล้วมาคิดกันต่อว่าทางไหนที่เราจะพอมีกลไกในการผูกมัดบังคับไม่ให้เขาหักหลังเราง่ายๆ น่าจะดีกว่า

เอาเป็นว่ายุบสภาน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด หรือถ้าแต่ละพรรคไปจับกันเองได้โดยไม่ต้องมาเกี่ยวข้องกับพรรคประชาชน ก็เอาทางนั้นก่อนได้เลย เราคงจะเลือกแบบจำใจต้องเลือกเมื่อบ้านเมืองถึงคราวจำเป็นแล้วจริงๆ ครับ

ผมยอมรับตรงๆ เลยว่า ไม่ว่าเลือกทางไหนก็ไม่พ้นโดนด่า ดังนั้น การตัดสินใจจะต้องไม่คิดว่าทางไหนจะไม่ถูกด่า หรือทางไหนจะถูกด่าน้อยกว่า เรื่องพรรคถูกด่าผมว่าเรื่องเล็ก ไม่ควรเอามาคิดเลย เอาเป็นว่าถ้าไม่จำเป็นต้องเลือก ก็ขอไม่เลือกดีกว่าครับ แต่ถ้าจำเป็นต้องเลือกเพื่อให้บ้านเมืองไปต่อได้ ก็ต้องกล้าหาญที่จะเลือกทางที่บ้านเมืองเสียหายน้อยที่สุด มีกลไกที่รัดกุมที่พอจะบังคับให้คนที่เราเลือกรักษาสัญญาได้มากที่สุด แต่ก็คงต้องทำใจว่า ต่อให้มีกลไกมัดแน่นแค่ไหน ลิ้นคนเราเวลาที่มันจะตระบัดสัตย์ มันก็พลิกลิ้นได้เสมอ ก็คงต้องเผื่อใจเอาไว้ล่วงหน้า

ณ วินาทีนี้ ในขณะที่พรรคประชาชนตัดสินใจว่า “ยังไม่ตัดสินใจ” ก็วิเคราะห์ได้ประมาณนี้ครับผม

สส.หนุน!! ‘เสี่ยหนู’ นั่งนายกรัฐมนตรี 283 เสียง ยังรอ เพื่อไทย ไหลเติมอีก ลั่น!! ไม่กังวลแม้ยุบสภา

(30 ส.ค. 68) การเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจที่สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะนี้ทุกอย่างนิ่งแล้ว รอเพียงการลงนามข้อตกลง และเงื่อนไข ร่วมกันกับพรรคประชาชนเป็นลายลักษณ์อักษร หลังจากที่พรรคภูมิใจไทยรับหลักการแล้ว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้รอทางพรรคประชาชน นัดวันที่จะลงนามร่วมกันว่าจะเป็นเมื่อใด ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงสัปดาห์หน้า 

ส่วนเสียงที่สนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ ขณะนี้กว่า 90% นิ่งแล้ว ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 68 เสียง เนื่องจากตัด น.ส.ประภา เฮงไพบูลย์ สส.กาฬสินธุ์ พรรคประชาชน 143 เสียง พรรคกล้าธรรม 25 เสียง พรรคพลังประชารัฐ 18 เสียง กลุ่มสุชาติ ชมกลิ่น 16 เสียง พรรคไทยสร้างไทย 6 เสียง พรรคเล็ก 4 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 2 เสียง คือ นายสรรเพชร บุญญามณี สส.สงขลา และ นายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา และพรรคเป็นธรรม 1 เสียง รวม 283 เสียง

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า สส.พรรคเพื่อไทยกำลังแตกรัง มีสส.ติดต่อเข้ามาร่วมรัฐบาล ทั้งจากฝั่งพรรคกล้าธรรม และติดต่อผ่านมาโดยตรงผ่านกลุ่มของนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่ามีเสียงสนับสนุน 10 กว่าเสียงแล้ว ทำให้ขณะนี้พรรคภูมิใจไทยอยู่ระหว่างการรอการเข้ามาเติมเสียง

แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า ส่วนเรื่องการยุบสภาโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดปัจจุบัน พรรคภูมิใจไทยไม่กังวล เพราะเชื่อว่า พรรคที่ไม่พร้อมเลือกตั้งมากที่สุดคือพรรคเพื่อไทย เนื่องจาก ขณะนี้กำลังประสบปัญหาเรื่องคะแนนนิยม และการขาดความเชื่อมั่นจากพี่น้องประชาชน

‘เท้ง’ บอกลำบากใจ!! จะเลือกใครเป็นนายกฯ นัดคุยกันจันทร์นี้

(30 ส.ค. 68) ‘แยม’ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวชื่อดัง สื่อมวลชนสายการเมือง
 ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า …

‘เท้ง’ บอกว่าลำบากใจครับ อย่างที่พี่แยมเห็น ไม่ว่าจะไปทางไหน พท.-ภท.พรรคจะฟังเสียงสส. คุยกันจันทร์นี้ตกลงกันก็ต้องทำTOR เลือกนายกฯ 3 ก.ย. นี้

‘พงศ์กวิน’ มั่นใจ!! คุยตระกูล ‘จึงรุ่งเรืองกิจ’ ง่ายกว่า ปัด!! ไม่ทราบรายละเอียดการเจรจา ต้องรอผลจากแกนนำ

(31 ส.ค. 68) นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาลว่า ทีมพรรคเพื่อไทยยังคงดำเนินการรวบรวมเสียงอยู่

ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงการหารือกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ว่ามีทิศทางอย่างไรต่อไป นายพงศ์กวิน ตอบว่า คงไม่มีอะไรเปลี่ยน เราต้องพยายามรวบรวมเสียงให้ได้ก็เท่านั้น

ต่อคำถามถึงการที่นายสุริยะไปพูดคุยกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ในฐานะเป็นตระกูลเดียวกัน จะทำให้การเจรจาง่ายขึ้นหรือไม่ นายพงศ์กวินกล่าวว่า ไม่ทราบ แต่ส่วนตัวคิดว่าน่าจะคุยกันง่ายกว่า

สำหรับประเด็นว่าพรรคเพื่อไทยสามารถตอบรับข้อเสนอของพรรคประชาชนได้หรือไม่ นายพงศ์กวินย้ำว่า ตนไม่ทราบ เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นการพูดคุยระดับแกนนำพรรค

‘ชูวิทย์’ ชี้!! ไม่มีสัจจะในหมู่นักการเมือง เตือน!! พรรคประชาชน ระวัง!! อนุทิน แว้งกัด

(31 ส.ค. 68) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย โพสต์เฟซบุกระบุข้อความว่า … 

พายเรือให้หนูนั่งนายกฯ อนุทินอยากเป็นนายกฯ มีชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ จึงย่อมมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ด้วยเงื่อนไขของพรรคประชาชนที่เสนอให้เวลา 4 เดือนแล้วยุบสภา ภายใน 4 เดือน นายอนุทินจะไปแก้ไขปัญหาประเทศอะไรได้?

ADVERTISEMENT
แต่จะเป็นการพลิกเกมเรื่องปัญหาของตัวเอง ที่มีสำนวนคดีกองไว้เต็มโต๊ะของ DSI และ กกต. ล้วนเป็นคำถามที่ประชาชนอดสงสัยไม่ได้ คดีสำคัญๆ ทั้งนั้น เหมือนภูเขาไฟรอระเบิด

การรับข้อเสนอของนายอนุทินเพียงแค่ต้องการอำนาจ และใช้มนต์เป่าคดีที่อีนุงตุงนังให้หายไป ทั้งเรื่องเขากระโดง และฮั้ว ส.ว. ทุกๆ เรื่องเป็นสิ่งที่นายอนุทินในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะอ้างว่า “ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ทราบ” ไม่ได้ เพราะบางเรื่อง DSI ได้แจ้งข้อกล่าวหานายอนุทินด้วย

พรรคประชาชนต้องตระหนักว่า การโหวตให้นายอนุทินประเทศชาติจะได้ประโยชน์ใด? ที่ว่า “อยู่แค่ 4 เดือน” เอาอะไรไปคิด มีข้ออ้างสารพันที่จะต้องอยู่สะสางต่อ จะไปยุบยังไง? ต้องเสียสัตย์เพื่อชาติ

พรรคประชาชนอย่าเสียเหลี่ยมคูการเมืองไปอีกเป็นรอบสอง การเมืองของพรรคประชาชนเป็นการเมืองใหม่ ต่างจาก DNA ลีลาของพรรคภูมิใจไทยอยู่มากโข ที่เห็นมาก็มีทั้งงูเห่า มีทั้งกล้วย มีทั้งพวกหักหลัง มีทั้งนอมินี แม้จะเสนอเงื่อนไขให้ทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อเสนอเข้าสภาต้องผ่าน สว. ก็โดนคว่ำอยู่ดี

สว. ของใคร?

พรรคประชาชนจะทำอะไรได้?

นี่มันเป็นการที่พรรคประชาชนเชื้อเชิญให้บรรดานักการเมืองลีลาดึกดำบรรพ์ทั้งหลายขนกล้วยเสบียงกรังขึ้นบนเรือที่ตัวเองเป็นคนพายแท้ๆ

อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมพรรคประชาชนจะไป “อินโนเซนท์“ ได้ขนาดนั้น
หรือมี “ดีลฮั้ว” อะไรที่อยู่เบื้องหลัง?

เหลี่ยมนักการเมืองร้อยแปดเล่มเกวียน ลีลาการเมืองของแท้ ไม่มีอะไรใหม่ นอกจากไปตายเอาดาบหน้า เงื่อนไขอะไรก็รับกันหมด ทั้งภูมิใจไทย และเพื่อไทย เพราะอยากเป็นนายกฯ

แต่พรรคประชาชนจะเลือกใคร? หรือจะตกเป็นเครื่องมืออีกครั้ง? โดยครั้งนี้จะมีผลถึงคะแนนเสียงในเมืองจากการเลือกตั้งอันใกล้นี้ คะแนนของพรรคจะตกต่ำกว่าเดิม หากตัดสินใจผิดในครั้งนี้ จะพังเหมือนพรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยพังมาแล้วในอดีต

ยุบสภา ล้างไพ่ใหม่ คืนอำนาจให้ประชาชน คือเงื่อนไขเดียวที่พรรคประชาชนนำเสนอตามที่เคยบอกไว้

ล่าสุด พรรคกล้าธรรมทิ้งเพื่อไทยไปซบภูมิใจไทยเรียบร้อย ได้กระทรวงมหาดไทยมาแลก เลียนแบบภูมิใจไทยในอดีต เป็นพรรคกล้าหัก หักลุงตู่ หักลุงป้อม หักทักษิณ หักดะไม่ไว้หน้าใคร แบบนี้ใช่การเมืองใหม่ที่พรรคประชาชนต้องการหรือ?

อย่ามั่นใจเกินไป ว่าการพายเรือให้บรรดานักการเมืองเขี้ยวลากทั้งหลายนั่ง จะอยู่รอดปลอดภัย ไม่แว้งมากัดคนพายเมื่อถึงฝั่ง มันไม่มีสัจจะในหมู่นักการเมือง" 

‘ลิณธิภรณ์’ ชวน!! พรรคประชาชน จับมือ เพื่อไทย แก้รัฐธรรมนูญ!! ตามเป้าหมายร่วมกันมาแต่ต้น

(31 ส.ค. 68) น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงข้อเสนอของพรรคประชาชน (ปชน.) ที่กำหนดเงื่อนไขสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ว่า ประชาชนคนไทยทุกคนทราบดีว่าพรรค พท. และพรรคปชน. ประกาศเป้าหมายสอดคล้องกันมาโดยตลอดคือรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มีปัญหาและต้องได้รับการแก้ไข

ดังนั้น เมื่อพรรค พท.เป็นแกนนำรัฐบาลก็ได้ตั้งกลไกศึกษาแนวทางแก้รัฐธรรมนูญอย่างเป็นรูปธรรม แต่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กลับเป็นอุปสรรคขัดขวางและไม่เคยจริงใจต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มากไปกว่านั้น พรรค ภท.ยังด่างพร้อยด้วยคดีที่ดินเขากระโดง ลามไปถึงถูกตรวจสอบในคดีฮั้ว สว. ซึ่งมีที่มาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ข้อครหาเหล่านี้สร้างความคลางแคลงใจต่อประชาชนอย่างกว้างขวาง คำถามคือ ต่อหน้าประชาชนคนไทยทั้งประเทศนี้ พรรค ปชน.จะฝากความหวังและอนาคตไว้กับพรรค ภท.ได้อย่างไร

น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวต่อว่า ในทางกลับกัน แม้รัฐบาลพรรค พท อาจยังทำไม่ครบถ้วนตามนโยบายที่ประกาศไว้ด้วยข้อจำกัดทางการเมือง แต่หลายเรื่องที่ดำเนินการเช่น การเอากัญชากลับเข้าสู่บัญชียาเสพติดได้สำเร็จ เพื่อแก้ปัญหายาเสพติดและปกป้องเยาวชน ถือเป็นการแสดงเจตนารมณ์จริงจังของรัฐบาลพรรค พท. อย่างที่พรรค ภท.ไม่แม้แต่จะคิดหรือทำได้สำเร็จเลยแม้เคยมีอำนาจอยู่ในมือก็ตาม แล้วพรรค ปชน.ต้องการจะถูกจดจำว่าเป็นผู้มอบอำนาจบริหารประเทศให้พรรคภท.หรือไม่

น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวต่อว่า ตนจึงฝากคำถามให้ชวนคิดว่า ถ้าหัวใจสำคัญคือการร่วมมือกันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จอย่างที่พรรค พท. และพรรค ปชน.เคยเดินร่วมทางกันมาตั้งแต่แรก ขอให้คิดให้ดี อย่าเป็นนั่งร้านให้พรรคที่ไม่มีเจตนารมณ์เรื่องนี้ มาร่วมกับพรรค พท.สร้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนใหม่ให้คนไทยกัน

“หากวันนี้พรรคประชาชนเลือกที่จะร่วมยกมือให้กับพรรคภูมิใจไทย จะตอบประชาชนด้วยความมั่นใจได้อย่างไรว่า เสียงของผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคของท่าน จะไม่ถูกใช้เป็นนั่งร้านให้พรรคที่ไม่มีเจตนารมณ์ร่วมกันนี้มาตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จ อย่างที่พรรคประชาชนประสานเสียงสอดคล้องกับพรรคเพื่อไทยมาแต่แรก เพราะพรรคเพื่อไทยหัวใจคือประชาชน” น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวทิ้งท้าย

‘ใบตองแห้ง’ เตือน!! นาทีนี้ ‘ภูมิใจไทย’ ไว้วางใจไม่ได้ยิ่งกว่า ‘เพื่อไทย’ มอง!! โหนอำนาจอนุรักษ์นิยม ต่างจาก เพื่อไทยที่จนตรอกแล้ว

(31 ส.ค. 68) นายอธึกกิต แสวงสุข หรือ ใบตองแห้ง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Atukkit Sawangsuk' ระบุว่า

นาทีนี้ ภูมิใจไทยไว้วางใจไม่ได้ยิ่งกว่าเพื่อไทย

ภูมิใจไทยห้อยโหนอำนาจอนุรักษ์ที่ใช้นิติสงครามเล่นงานเพื่อไทย

ซึ่งอาจหวนมาสอย 44 สส. ยุบพรรค ทำลายพรรคประชาชนได้

ต่างจากเพื่อไทยที่จนตรอกแล้ว

ภูมิใจไทยยังห้อยโหนกระแสคลั่งชาติ ทหารนิยม ซึ่งเป็นอันตรายต่อเสรีประชาธิปไตย

ม็อบหมื่นปียังจะออกมาไล่-ขัดขวางชัยเกษม

ถ้าพรรคส้มเดินตามเกมพวกเขา ก็จะทั้งเสียหายและเสียจุดยืน ทำลายตัวเอง

มาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญ ที่วางข้อจำกัดอำนาจรัฐบาลรักษาการไว้

(31 ส.ค. 68) นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ ระบุว่า “รัฐบาลยุบสภาได้ไหม? วันนี้จะมาแสดงหลักวิชารัฐธรรมนูญเรื่องรัฐบาลรักษาการยุบสภาได้หรือไม่ เพราะเห็นเถียงกันมานาน”

ก่อนอื่นคำว่า “รัฐบาลรักษาการ” ไม่มีในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญไทย แต่เป็นศัพท์วิชาการและหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ ภาษาฝรั่งเศสใช้คำว่า gouvernement interimaire อังกฤษใช้ interim government รัฐธรรมนูญไทยมาตรา168 พูดถึง “คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป” แต่ผมจะใช้ศัพท์วิชาการว่ารัฐบาลรักษาการ ที่ใช้กันทั่วโลก

ถ้าดูข้อจำกัดการใช้อำนาจของรัฐบาลรักษาการในมาตรา 169 ก็จะเห็นได้ว่า ไม่ได้ห้ามการยุบสภา เพราะการยุบสภาเป็นพระราชอำนาจดังที่มาตรา 103 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า ” พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจยุบสภาผู้แทนราษฎร….” เพราะการยุบสภาต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

ที่บอกว่ารัฐบาลรักษาการยุบสภาได้หรือไม่จึงไม่ถูกต้อง ถ้าจะพูดให้ถูก ต้องบอกว่ารัฐบาลรักษาการจะถวายคำแนะนำให้ทรงตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรที่นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในร่างพระราชกฤษฎีกาถวายขึ้นไปตามมาตรา 182 ของรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ และพระมหากษัตริย์จะทรงลงพระปรมาภิไธย ตามที่ถวายคำแนะนำหรือไม่ ถ้าทรงลงพระปรมาภิไธย สภาก็ถูกยุบ ถ้าไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย สภาก็อยู่ต่อ จึงมีการถกเถียงกันถึงพระราชอำนาจที่จะทรงปฏิเสธการยุบสภาที่อังกฤษเรียกว่า the royal prerogative of refusal ซึ่งนักกฎหมายรัฐธรรมนูญอังกฤษอย่าง Sir Ivor Jennings ยืนยันว่าตามประเพณีการปกครองที่เรียกว่า convention of the constitution พระมหากษัตริย์อังกฤษทรงปฏิเสธยุบสภาได้ในบางสถาณการณ์ เช่น รัฐบาลพรรคเดียวกันยุบสภาหลายครั้งในปีเดียว เป็นต้น

ของไทยเอง รัฐธรรมนูญไทยไม่มีบัญญัติไว้ว่าจะทรงปฏิเสธคำกราบบังคมทูลของรัฐบาลให้ทรงตราพระราชกฤษฎีกาได้หรือไม่ เราก็ต้องดูประเพณีการปกครอง เท่าที่ทราบ พระเจ้าอยู่หัว ร.9 ไม่เคยทรงปฏิเสธการยุบสภา แต่เมื่อรัฐบาลหนึ่งจะปรับ ครม.ด้วย ยุบสภาด้วย พระองค์ทรงให้รัฐบาลเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะถ้าทำ 2 อย่างพร้อมกัน จะเป็นการได้เปรียบทางการเมือง แต่รัชกาลที่ 10 ยังไม่เคยมีการกราบบังคมทูลถวายร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภา จึงยังไม่มีประเพณีทรงปฏิเสธการยุบสภา (the prerogative of refusal)

ผมเองเห็นว่าพระมหากษัตริย์จะทรงปฏิเสธการยุบสภาที่ไม่ควรได้ เหมือนของอังกฤษ ดังนั้น หากพูดให้ชัดคือ ทรงปฏิเสธการยุบสภาที่รัฐบาลกราบบังคมทูลได้ โดยเฉพาะเมื่อทรงเห็นว่าคนถวายคำแนะนำพ้นตำแหน่งไปแล้วและเป็นรัฐบาลรักษาการ ทั้งการยุบสภาในเวลาที่ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2569 ยังไม่ผ่านสภา จะทำให้ประเทศต้องชะงักเพราะต้องใช้งบประมาณเก่าของปี 2568

พูดง่ายๆ ก็คือเป็นพระราชอำนาจที่จะยุบหรือไม่ยุบสภา! ดังนั้นที่บอกว่ารัฐบาลยุบสภาได้หรือไม่ได้ เป็นการพูดที่ไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องพูดว่า รัฐบาลรักษาการจะกราบบังคมทูลให้ทรงยุบสภาได้หรือไม่ ต่างหาก

ในเรื่องนี้ ถ้าพิจารณาแต่มาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญที่วางข้อจำกัดอำนาจรัฐบาลรักษาการไว้ ก็ไม่เห็นมีตรงไหนที่ห้าม ครม.หรือนายกรัฐมนตรีรักษาการที่จะกราบบังคมทูลให้ทรงตราพระราชกฤษฎีกายุบสภา

แต่ช้าก่อน แม้กฎหมายไม่ห้ามไว้ชัดแจ้งก็ต้องดูประเพณีการปกครองด้วย

ผมเห็นว่ารัฐบาลรักษาการต้องผ่าน2ด่าน

ด่านแรก คือ หลักกฎหมายรัฐธรรมนูญทั่วไป ที่ว่ารัฐบาลรักษาการจะทำได้เฉพาะงานประจำ (affaires courantes) จะทำงานนโยบายมิได้ เรื่องนี้ นอกจากมีมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญกำหนดไว้แล้ว ก็ยังมีหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ผมโพสต์ขึ้นให้อ่านในภาพ ยืนยันอยู่ (กระซิบนิดนึงว่า คนวางหลักเรื่องนี้คือ ดร.วิษณุ เครืองาม เมื่อเป็เลขาธิการ ครม. และผมเองก็ใช้หลักนี้ลงนามในหนังสือเวียน ตอนสภาครบอายุเมื่อปี 2548 มาแล้ว) ดังนั้น ถ้าดูตามประเพณีการปกครองที่ถือกันมาอย่างน้อยเกือบสามสิบปี การกราบบังคมทูลให้ทรงตราพระราชกฤษฎีกายุบสภา ซึ่งเป็นนโยบายที่มีผลร้ายแรงถึงขั้นทำให้สภาผู้แทนราษฎรพ้นตำแหน่งทั้งสภา จึงไม่ควรทำอย่างยิ่ง ในเรื่องนี้ของฝรั่งเศส สภาแห่งรัฐ Conseil d’Etat เคยมีคำพิพากษาที่ประชุมใหญ่ ในคดี Syndicat regional des quotidian d’Algerie ลงวันที่ 4 เมษายน 1952 วินิจฉัยว่า “รัฐบาลที่ลาออกไปและรักษาการ มีอำนาจเฉพาะทำงานประจำที่ไม่ใช่นโยบาย ตามหลักกฎหมายมหาชนตามประเพณี (principe traditional de droit public)” ดังนั้นการออกรัฐกฤษฎีกา (decret) ทีเป็นนโยบายจึงปราศจากอำนาจ พิพากษาให้เพิกถอนรัฐกฤษฎีกานั้น รัฐบาลรักษาการทำได้เฉพาะงานประจำเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของบริการสาธาณะเท่านั้น ตามหลักความต่อเนื่องของบริการสาธารณะ (principe de continuity de service public) เท่านั้น

ถ้าดูตามประเพณีการปกครองของไทย และหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญทัวไป เราก็ต้องบอกว่ารัฐบาลรักษาการไม่อาจถวายคำแนะนำให้ยุบสภาได้

ด่านที่สอง คือ หากรัฐบาลรักษาการถวายคำแนะนำโดยนายกรัฐมนตรีรักษาการลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรทูลเกล้าฯถวายขึ้นไป พระมหากษัตริย์ก็ทรงมีพระราชอำนาจปฎิเสธการยุบสภา (the royal prerogative of refusal) เหมือนที่พระมหากษัตริย์อังกฤษทรงมี

ผมได้แสดงหลักวิชาการ ตามหลักรัฐธรรมนูญมาให้พิจารณากัน โปรดพิจารณาด้วยหลักวิชา อย่าใช้หลักกู นะครับ

‘จาตุรนต์ ฉายแสง’ วิเคราะห์ข้อเสนอ!! ‘พรรคประชาชน’ มอง!! ประชามติอาจเกิดขึ้นจริง แต่แก้รัฐธรรมนูญเป็นไปได้ยาก

(31 ส.ค. 68) นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟสบุ๊ก ‘ข้อคิดเห็นต่อการจัดตั้งรัฐบาลและข้อเสนอของพรรคประชาชน’ โดยย้ำว่าประเทศกำลังเผชิญปัญหา 4 ด้านใหญ่ๆ จำเป็นต้องเลือกพรรคแกนนำรัฐบาลให้ดีเพื่อแก้ไขปัญหาประเทศให้เกิดผลจริง โดยเฉพาะการทำประชามติอาจส่งผลเป็นเพียงแรงกดดันทางการเมือง แต่การแก้รัฐธรรมนูญจะเป็นไปได้ยากหรืออาจไม่เกิดขึ้นจริง เพราะจำนวนของ สว.อาจไม่ครบตามกำหนดจากการตัดสินในคดีฮั้ว สว. หรือไม่มีหลักประกันได้ว่า สว.ที่รอดคดีมาจะสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่

เห็นข้อเสนอ 3 ข้อของพรรคประชาชนแล้ว ก็พอเข้าใจได้ว่าพรรคประชาชนคงเห็นว่ามาถึงขณะนี้แล้วไม่ว่าพรรคการเมืองใดจัดตั้งรัฐบาลก็คงอยู่ยากและไม่ควรอยู่นาน พรรคประชาชนต้องการผลักดันให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าต่อไป จึงเสนอให้ ครม.ชุดใหม่จัดทำประชามติช่วงเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้น แต่พรรคประชาชนก็ไม่ต้องการร่วมหัวจมท้ายกับพรรคการเมืองที่ตั้งรัฐบาล คือจะไม่มีคนของพรรคเข้าไปอยู่ใน ครม. ด้วย และจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลที่ตนเป็นกำลังสำคัญในตั้งขึ้นมาเอง

ในฐานะที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับพรรคประชาชนในการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้ไข พ.ร.บ.ประชามติและการออกกฎหมายยกเลิกคำสั่ง คสช. หลายสิบฉบับมาด้วยกัน อดเป็นห่วงไม่ได้กับข้อเสนอของพรรคประชาชนในครั้งนี้

ที่ผมยังมีข้อสงสัยก็คือเงื่อนไขแบบนี้จะนำไปสู่สิ่งที่พรรคประชาชนและประชาชนทั่วไปต้องการให้เกิดขึ้นได้จริงหรือ โดยเฉพาะจากที่เป็นข่าวที่พอมองออกว่าพรรคใดมีแนวโน้มจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 

ขณะนี้บ้านเมือง มาถึงจุดที่มีปัญหาใหญ่ ๆ ที่จะต้องแก้ไขอย่างน้อยก็ 4 เรื่อง
1. ปัญหาเศรษฐกิจ
2. ปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา 
3. ความเชื่อถือไว้วางใจ ที่ประชาชนมีต่อพรรคการเมืองและนักการเมืองตกต่ำ และ
4.ความล่าช้าและความยากในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ผมกำลังเกรงว่าถ้าพรรคประชาชนไม่เลือกพรรคที่มาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลให้ดี พรรคประชาชนอาจจะไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวังก็ได้ ซ้ำร้ายอาจจะทำให้เกิดผลเสียตามมาและทำให้ประชาชนผิดหวังในการแก้ปัญหาทั้งสี่ข้อที่ผมยกขึ้นมาดังกล่าว

บางคนอาจจะมองว่าระยะเวลา 4-6 เดือน ใครจะมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็คงทำอะไรได้ไม่มาก แต่สภาพเศรษฐกิจที่ผันผวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกวันนี้ การมีบุคลากรและนโยบายที่ดีหรือไม่ดี ก็อาจมีผลต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้มาก พรรคประชาชนจะสนับสนุนการตั้งรัฐบาลที่ตนเองไม่มีส่วนกำหนดทั้งตัวบุคคล และนโยบายในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจแต่อย่างใดเลย จะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะไม่หลงทิศผิดทาง

ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่พรรคประชาชนอาจจะต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดบุคลากรและนโยบาย อย่างน้อยก็ไม่ให้สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง ใช่หรือไม่

ส่วนปัญหาการที่พรรคการเมืองนักการเมืองไม่เป็นที่ยอมรับไว้วางใจของประชาชน หากมีรัฐบาลใหม่ขึ้นมาแล้วเกิดการพลิกผันกรณีที่ดินเขากระโดงหรือกรณีการฮั้วส.ว. การเป็นฝ่ายค้านของพรรคประชาชนจะเพียงพอที่จะทัดทานให้เกิดความถูกต้องได้หรือ ถ้าเกิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจขึ้นพรรคประชาชนจะวางตัวอย่างไร ต่อรัฐบาลที่ตนเองมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการตั้งขึ้นมา

กรณีที่เรียกกันว่าฮั้ว สว. นี้ เชื่อมโยงไปถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าเรื่องนี้จบด้วยคนผิดลอยนวล เราจะหวังว่าจะมี สว. จำนวนเพียงพอมาร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญได้หรือ และเรื่องนี้จะมาเกี่ยวข้องกับประเด็นที่สำคัญที่สุดของข้อเสนอของพรรคประชาชน ก็คือการให้ครม.จัดทำประชามติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไป

ขณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญยังมิได้วินิจฉัยว่าจะต้องทำประชามติกี่ครั้งและเมื่อใดบ้าง หากมีการทำประชามติก่อนที่รัฐสภาจะพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็จะเกิดคำถามว่าการทำประชามตินั้นจะมีผลในทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญอย่างไร ผูกพันรัฐสภาแค่ไหน สมมุติว่าการทำประชามติผ่านความเห็นชอบของประชาชนด้วยเสียงข้างมากแล้ว พอถึงเวลารัฐสภาพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ คะแนนเสียงให้ความเห็นชอบไม่เพียงพอ โดยเฉพาะถ้าไม่มีคะแนนจากส.ว.ตามกำหนด การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่อาจเกิดขึ้น การทำประชามติไปก็จะมีผลเป็นเพียงแรงกดดันทางการเมือง แต่ไม่มีผลผูกพันตามกฏหมาย

ย้อนกลับมาปัญหาว่าถ้ารัฐบาลใหม่ที่ตั้งขึ้นทำให้เกิดการพลิกผันกรณีฮั้ว สว. เราจะหวังได้หรือว่า สว. ที่รอดคดีฮั้วสว.มานี้ จะร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถึงเวลานั้นพรรคการเมืองที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลขึ้นใหม่ก็อาจจะพูดได้ว่าไม่มีใครผิดคำพูดต่อใคร ยุบสภาภายในสี่เดือนก็ยุบแล้ว ทำประชามติในช่วงเลือกตั้งก็ทำแล้ว พรรคประชาชนก็ทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านแล้ว แต่ผลที่ต้องการให้เกิดขึ้นโดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจจะยิ่งเป็นไปได้ยาก หรือเป็นไปไม่ได้อีกเลย

ส่วนเรื่องอื่นที่ประชาชนคาดหวังและเป็นความจำเป็นของประเทศไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจการ แก้ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และการแก้ปัญหาพรรคการเมืองและนักการเมืองไม่เป็นที่ยอมรับไว้วางใจของประชาชนก็อาจจะแย่ลงไปด้วยกันทั้งหมดก็ได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top