Friday, 5 June 2026
ข่าวการเมือง

'สาธิต ปิตุเตชะ' โพสต์เตือนคนอยากลงสนามการเมือง อย่ามาเอาผลประโยชน์ ถ้าไม่พร้อมเสียสละเพื่อประชาชน

(1 พ.ย. 68) นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า …

ผมพูดเสมอ มีหน้าที่ตรงไหน ทำให้สุด

ตอนนี้มีหน้าที่ พนักงานต้อนรับคนเข้ามาทำหน้าที่ ผู้แทนของประชาชน ที่ ต้องเข้าใจแต่แรกว่า เข้ามาต้องเสียสละ อุทิศให้สังคม ในการทำงาน และเวลาส่วนตัว ความสามารถประสบการณ์ของตัวเอง เพื่อสังคม และคนส่วนใหญ่ อย่าคิดมาเอาอะไรจากการเมือง นอกจากความนับถือ เกียรติ ในการทำหน้าที่ที่ ซื่อสัตย์ โปร่งใสเพื่อประชาชน ถ้าเข้าใจตามนี้ก็เชิญชวนครับ

ถ้ามาเพราะ แบบอื่น หรือ ถ้าเป็น สีเทา ก็อย่ามาเพราะเดี๋ยวนี้ สังคมรู้หมดว่าใครเป็นอย่างไร

สส. มีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ภาครัฐ อย่าง สปสช ที่ชักดาบโรงพยาบาล ประชาชนเดือดร้อน แต่ ‘รักชนก’ ไม่ทำหน้าที่ มาตรวจสอบ ประชาชน อย่าง ‘กัน จอมพลัง’ ใช่หน้าที่ สส. ตรวจสอบ ประชาชนหรือ

(2 พ.ย. 68) ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Arnond Sakworawich’ โดยมีใจความว่า ...

สส. มีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ภาครัฐ อย่าง สปสช ที่ชักดาบโรงพยาบาล ประชาชนเดือดร้อน แต่รักชนก ไม่ทำหน้าที่ มาตรวจสอบ ประชาชน อย่างกัน จอมพลัง ใช่หน้าที่ สส. ตรวจสอบประชาชนหรือ

บทบาท คณะกรรมาธิการรัฐสภาไทย มีหน้าที่ทำอะไร มีอำนาจแค่ไหน ประชาชนได้ประโยชน์ หรือแค่เขียนรายงาน

(2 พ.ย. 68) กมธ.รัฐสภา ทำอะไรได้จริงแค่ไหน หน้าที่ ผลงานเด่นที่คนได้ประโยชน์จริง  และจุดที่ ‘ยังไม่เห็นผล’

1) หน้าที่ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.)—สรุปสั้น
•    พิจารณาร่างกฎหมายเชิงลึก รับฟังความเห็น แก้ไขถ้อยคำ ก่อนส่งกลับที่ประชุมใหญ่ลงมติ
•    ศึกษา/สอบหาข้อเท็จจริง และติดตามการบริหารราชการแผ่นดิน
•    มีอำนาจเชิญบุคคลและเรียกเอกสารตามกฎหมาย เพื่อประกอบการพิจารณา
•    จัดทำรายงาน/ข้อเสนอแนะ เสนอให้ที่ประชุมใหญ่ และเผยแพร่ต่อสาธารณะเมื่อเหมาะสม

2) “ผลงานเด่น” ที่ประชาชนได้ประโยชน์ชัด ๆ
2.1) พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 — ยกระดับการคุ้มครองผู้ถูกควบคุมตัว กำหนดสิทธิผู้เสียหายและความรับผิดผู้บังคับบัญชา (ผ่านชั้นกมธ.ก่อนไปสู่การประกาศใช้)
2.2) พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565 — บังคับ “คาร์ซีท/อุปกรณ์นิรภัยสำหรับเด็ก” มีผลใช้ 5 กันยายน 2565 ช่วยลดความรุนแรงเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
2.3) ระบบตัดแต้มใบขับขี่ (12 แต้ม) — เริ่มใช้ทั่วประเทศ 9 มกราคม 2566 กลไกปรับพฤติกรรมและยกระดับวินัยจราจร
2.4) ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 — รวมกฎหมายกระจัดกระจายเป็นฉบับเดียว เน้นมาตรการบำบัด ลดความซ้ำซ้อนในกระบวนการยุติธรรม
2.5) พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) พ.ศ. 2562 — สิทธิของประชาชนในการเข้าถึง/คัดค้าน/ลบข้อมูลส่วนบุคคล เป็นกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับแรกของไทย
2.6) พ.ร.บ.การแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 — ตั้งสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (NIEMS) และกำหนดสิทธิการเข้าถึงบริการฉุกเฉินมาตรฐานทั่วประเทศ
2.7) พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 — กฎหมายคุ้มครองสัตว์ฉบับแรกของไทย กำหนดมาตรฐานสวัสดิภาพและบทลงโทษ
2.8) กมธ.งบประมาณ ปี 2563 — ตัด-ปรับลดงบประมาณรวมประมาณ 16,200 ล้านบาท สะท้อนบทบาทในการตรวจสอบการใช้เงินภาษีในชั้นกมธ.

3) เคสที่ถูกวิจารณ์ว่า “ยังไม่เห็นผลกับประชาชน” มากพอ
•    ทริปดูงานต่างประเทศของ ส.ส./ส.ว./กมธ. — ถูกตั้งคำถามความคุ้มค่า (เช่น ยุคล่าสุดมีการวิจารณ์วงกว้าง และในอดีตสภาเคยตัดงบเดินทาง-สัมมนาหลายร้อยล้านบาท)
•    บุหรี่ไฟฟ้า — มีการตั้งกมธ.ศึกษาและทำรายงานเสนอหลายทางเลือก แต่ข้อยุติระดับกฎหมายยังล่าช้า ทำให้ผลลัพธ์ต่อประชาชนยังไม่ชัด
•    กมธ.งบประมาณ — แม้มีการตัด-ปรับ แต่เมื่อเทียบกับงบทั้งก้อนบางปีคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก จึงถูกตั้งคำถามเรื่องผลกระทบเชิงโครงสร้าง
•    องค์ประชุมสภาล่ม/สะดุด — ตารางประชุมกมธ.กับห้องประชุมใหญ่ชนกันในบางจังหวะ ทำให้การออกกฎหมายล่าช้า สูญเสียเวลาและโอกาสของประชาชน

4) บทสรุปสำหรับประชาชน
•    เมื่อกมธ.ทำงานได้ผล เราได้กฎหมาย/มาตรการที่ดีขึ้น เช่น คาร์ซีทเด็ก ระบบตัดแต้มใบขับขี่ สิทธิข้อมูลส่วนบุคคล และระบบแพทย์ฉุกเฉิน
•    เมื่อกมธ.ทำงานไม่เกิดผล เราจะเห็นค่าเสียโอกาส เช่น งบประมาณที่ไม่คุ้มค่า รายงานที่ไม่ถูกนำไปสู่การตัดสินใจ หรือกระบวนการที่ล่าช้า
.
เช็กลิสต์ “กมธ.เพื่อประชาชน”
กำหนดเป้าหมาย/ตัวชี้วัด (KPI) ที่วัดผลได้ เช่น จำนวนข้อเสนอเชิงนโยบายที่หน่วยงานนำไปใช้จริง
เปิดข้อมูล—ถ่ายทอดสด และเผยแพร่รายงานให้ตรวจสอบได้
ไทม์บ็อกซ์งานศึกษา ไม่ปล่อยยืดเยื้อ
บริหารตารางประชุม ไม่ให้ชนกับการพิจารณากฎหมายในห้องใหญ่
ใช้อำนาจเรียกเอกสาร/บุคคลอย่างมีวินัยและจำเป็นจริง ตามกรอบกฎหมายที่กำหนด

นิสิตรัฐศาสตร์จุฬาฯ ชูป้ายต้อนรับ!! อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เรียกร้อง!! ทวงความยุติธรรม เหตุสลายชุมนุมปี 53 เจ้าตัวยัน!! ไม่เคยแทรกแซงคดี ยกฟ้องแล้วทั้ง 3 ศาล ศ.ไชยันต์ แจง!! อธิบาย เหตุใดถึงเชิญมา ก่อนนิสิตแยกย้าย

(2 พ.ย. 68) ประชาไท Prachatai.com ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ นิสิตรัฐศาสตร์จุฬาฯ ถือป้ายต้อนรับนายอภิสิทธิ์ โดยในป้ายนั้นเขียนว่า "สลายการชุมนุม 53 คนสั่งฆ่าอยู่นี่"

นิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือป้ายข้อความ "สลายการชุมนุม 53 คนสั่งฆ่าอยู่นี่" ต้อนรับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกเชิญมาเป็นวิทยากรพิเศษในเสวนาเชิงนโยบาย (Policy Talk) หัวข้อ "นโยบายสาธารณะ: ทฤษฎีและการปฏิบัติ" ของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ หลักสูตรปริญญาเอก สาขานโยบายสาธารณะ

กลุ่มนิสิตทวงถามความยุติธรรมกรณีสลายการชุมนุมเสื้อแดง 2553 ต่ออภิสิทธิ์ และความเหมาะสมในการเชิญอภิสิทธิ์มาบรรยายต่อคณะรัฐศาสตร์

โดยอภิสิทธิ์ได้นั่งพูดคุยกับนิสิตกลุ่มนี้หน้าตึกเกษม อุทยานิน เป็นเวลากว่า 20 นาที ชี้แจงว่าก่อนหน้านี้ก็มีการดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยที่ตนไม่เคยแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เขายกข้อสรุปของ ปปช. มายืนยันว่าคำสั่งของตนในขณะนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่ถูกกล่าวหา รวมถึงกรณีที่ธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดี DSI เคยส่งฟ้องตนในข้อหาสั่งฆ่าประชาชน แต่ยกฟ้องทั้งสามศาล และธาริตเองถูกศาลฎีกาสั่งจำคุก เพราะมีเจตนากลั่นแกล้ง

รวมถึงศาสตราจารย์ไชยันต์ ไชยพร ที่อธิบายให้นิสิตฟังว่าเหตุใดจึงเชิญมา โดยไชยันต์ตั้งคำถามกลับว่านับตั้งแต่ทักษิณ ชินวัตร เป็นต้นมา ใครบ้างเป็นนายกฯ ที่ตัดสินใจโดยอิสระ ไม่อยู่ภายใต้คนอื่น เขามองว่าอดีตนายกฯ คนอื่น ๆ เช่น สมัคร สุนทรเวช, สมชาย วงศ์สวัสดิ์, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คือนายกฯ ที่ไม่เป็นอิสระ

เมื่อนิสิตถามว่าพวกเขาอยู่ใต้ใคร ทักษิณใช่หรือไม่ ไชยันต์ตอบว่า "ใช่ ทักษิณครับ"
 

‘พีระพันธุ์ – ชัชวาลล์’ จับมือ ขับเคลื่อน!! ‘รวมไทยสร้างชาติ’ เดินหน้า สู้ศึกเลือกตั้ง ย้ำ!! ทำให้ทุกคน ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ พร้อมแก้ปัญหาความมั่นคง ‘ชายแดน - พลังงาน’

(2 พ.ย. 68) พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้จัดประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2568 เพื่อเลือกตั้งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค กรรมการบริหารพรรค และตำแหน่งอื่นของพรรค แทนตำแหน่งที่ว่างลง โดยมีผู้บริหารพรรค พร้อมด้วย สส. และสมาชิกพรรคเข้าร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง ณ สโมสรราชพฤกษ์ กรุงเทพฯ  ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งดังต่อไปนี้

1.นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
2.นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
3.นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
4.นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
5.นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
6.นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
7.นายสามารถ มะลูลีม รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
8.นายโกวิทย์ ธารณา รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
9.พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
10.นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ
11.นายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ
12.นาวาอากาศตรี ดร.ปุญณัฐส์ นำพา รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ
13.ว่าที่ ร.ต.อ.หญิง อัยรดา บำรุงรักษ์ รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ
14.นายปรากรมศักดิ์ ชุณหะวัณ เหรัญญิกพรรครวมไทยสร้างชาติ
15.นายสยาม บางกุลธรรม นายทะเบียนสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ

ในโอกาสนี้ นายพีระพันธุ์ ได้กล่าวขอบคุณสมาชิกพรรคทุกคนที่ให้ความไว้วางใจเลือกตนให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติต่อไป พร้อมระบุว่า ตลอด 2 ปีเศษที่ผ่านมา ตนได้มีโอกาสเข้าไปปฏิบัติภารกิจให้กับประเทศในการกำกับดูแลพลังงาน ทำให้ได้ทราบข้อเท็จจริงและปัญหาต่าง ๆ ในด้านพลังงาน จึงได้เร่งแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติและประชาชน จนทำให้พรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกที่สามารถบริหารจัดการโครงสร้างพลังงานของประเทศให้เกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการตรึงราคาก๊าซหุงต้มให้อยู่ที่ 423 บาท/ถัง ขนาด 15 กิโลกรัม  และการลดค่าไฟฟ้าลงอย่างต่อเนื่องจนมาอยู่ที่หน่วยละ 3.94 บาท ในปัจจุบัน ซึ่งตนมั่นใจว่าหากได้ทำงานกำกับดูแลกระทรวงพลังงานต่อก็จะสามารถลดค่าไฟให้ลงมาเหลือหน่วยละ 3.70 บาท ได้แน่นอน ทั้งนี้จากการตรึงค่าไฟในปี 2567 สามารถทำให้ประชาชนประหยัดเงินค่าไฟรวมกันได้ถึง 270,000 กว่าล้านบาท ส่งผลให้ประชาชนมีเงินคืนสู่กระเป๋าเพื่อนำไปจับจ่ายซื้อสิ่งของและกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง

“ผมอาจจะช่วยให้ทุกคนรวยขึ้นไม่ได้ แต่ผมทำให้ทุกคนประหยัดค่าใช้จ่ายได้ ประเทศไทยในวันนี้ต้องการคนทำงาน คนที่ตั้งใจแก้ปัญหาให้ประเทศ ผมจึงขอให้คำมั่นกับสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติว่า พรรคจะเดินหน้าทำงานต่อไปอย่างเต็มที่ และหากได้เข้าไปบริหารประเทศ ผมจะแก้ทุกปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในทันที ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความมั่นคงทางชายแดน  ความมั่นคงทางพลังงาน และปัญหาความมั่นคงด้านอื่น ๆ” นายพีระพันธุ์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า วันนี้ยังเป็นนิมิตหมายที่ดีที่พรรคได้คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดยเฉพาะในตำแหน่งเลขาธิการพรรคที่ได้นายชัชวาลล์ คงอุดม เข้ามารับตำแหน่ง ซึ่งตนมั่นใจว่า ด้วยผลงานที่ผ่านมาของนายชัชวาลล์ ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานและการช่วยเหลือผู้อื่นมาเสมอ จะช่วยขับเคลื่อนพรรคให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแน่นอน

ด้านนายชัชวาลล์ กล่าวว่า ตนรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานกับนายพีระพันธุ์และพรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะนายพีระพันธุ์ เป็นคนดี มีความซื่อสัตย์ เสียสละ ทำงานให้ประเทศเต็มที่ และมุ่งมั่นตั้งใจทำงานแก้ไขปัญหาให้ประเทศเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ตนตัดสินใจอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติต่อไป 

นอกจากนี้  ในคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ยังมี นายนราพัฒน์ แก้วทอง เข้ามารับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค เพื่อร่วมขับเคลื่อนพรรครวมไทยสร้างชาติด้วย

‘อรรถวิชช์’ ขอบคุณสมาชิก รทสช. รับตำแหน่ง!! ‘รองหัวหน้าพรรค’ ลั่น!! เดินหน้า ‘เสรีโซลาร์–ปฏิรูปเครดิตบูโร’ เชื่อมั่น!! ‘พีระพันธุ์’ นำพรรคสู้วิกฤตประเทศ

เมื่อวานนี้ (2 พ.ย. 68) นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ขอบคุณสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยมีใจความว่า ...

ผมขอขอบคุณสมาชิกพรรค #รวมไทยสร้างชาติ ที่มอบหมายให้ทำหน้าที่รองหัวหน้าพรรค ในภารกิจงานนโยบายพรรค ผมจะทำให้ดีที่สุด 

นโยบายพลังงาน "เสรีโซลาร์" จะชนกี่ตอ เราจะทำให้สำเร็จ! นโยบายเศรษฐกิจฐานราก "ปฏิรูปเครดิตบูโร" ยุติการแช่แข็งลูกหนี้ให้คนมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อแก้หนี้ครัวเรือน เราจะลุยต่อจนสำเร็จ!!

ผมเชื่อ "ความเด็ดขาดและการทำงานที่จริงจัง" ของคุณพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่สู้กับวิกฤตของประเทศ ถ้าพรรคมีคนแบบเดียวกัน มาสู้ด้วยกัน การเมืองจะเปลี่ยนไป…. เชื่อในสิ่งที่ทำ ทำในสิ่งที่เชื่อ!!
 

‘เนเน่’ เล่าบรรยากาศตึงเครียด เหตุการณ์ ‘อภิสิทธิ์’ นั่งเคลียร์นิสิตจุฬาฯ หลังชูป้ายป่วนถามกรณีสลายชุมนุมปี 53 สุดท้ายจบสวยด้วยเหตุผลบนข้อเท็จจริง

'เนเน่ รัดเกล้า' เล่าเหตุระทึก 'อภิสิทธิ์' นั่งเคลียร์นิสิตจุฬาฯ ประท้วงเหตุสลายชุมนุมปี 53 ก่อนเข้าบรรยายในหัวข้อ “นโยบายสาธารณะ: ทฤษฎีและการปฏิบัติ”

นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ด้านสตรี เยาวชน ความยั่งยืน) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เนเน่ รัดเกล้า สุวรรณคีรี เมื่อวันที่ 2 พ.ค. ที่ผ่านมา ระบุว่า "เพราะอยู่ในเหตุการณ์จริง #อภิสิทธิ์นิสิตจุฬา …เลยอยากเล่าให้ฟังค่ะ 

วันนี้เนเน่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ที่ด้านล่างคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ก่อนที่การบรรยายในห้องจะเริ่มขึ้นไม่นานค่ะ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนที่กลุ่มน้องๆนิสิตจุฬาฯ ประมาณ 5–6 คน เข้ามาถือป้ายแสดงออกและขอคำชี้แจงกับ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เกี่ยวกับกรณี #สลายการชุมนุมปี53 ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายคนยังคงมีคำถาม และอยากฟังจากเจ้าตัวโดยตรง

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ สื่อประชาไท ที่บันทึกเหตุการณ์ไว้อย่างครบถ้วน และเผยแพร่คลิปให้ประชาชนได้เห็นข้อเท็จจริงด้วยตนเองค่ะ

เหตุการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม Policy Talk หัวข้อ “นโยบายสาธารณะ: ทฤษฎีและการปฏิบัติ” จัดโดย ศาสตราจารย์ ไชยันต์ ไชยพรในหลักสูตรรัฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขานโยบายสาธารณะ (CU-DriPP) ซึ่งเนเน่เองก็กำลังศึกษาอยู่พอดีค่ะ

อาจารย์ไชยันต์ ได้เชิญ คุณอภิสิทธิ์ มาเป็นผู้บรรยายคนแรกของซีรีส์ Policy Talk (จากทั้งหมด 4 ครั้ง ซึ่งการคัดเลือกผู้มาบรรยายเป็นการหารือร่วมกันระหว่างคณะนักศึกษา ปริญญาเอกในหลักสูตรและอาจารย์ไชยันต์) เนื่องจากท่านเป็นหนึ่งในอดีตนายกรัฐมนตรีที่มีความอิสระในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะอย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากในผู้นำทางการเมืองของไทยยุคหลัง ในความเห็นของอาจารย์ ไชยันต์

เหตุการณ์ในวันนี้... ทั้งคณะอาจารย์ และคณะนักศึกษาปริญญาเอก ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าเลย ว่าน้อง ๆ นิสิตประมาณ 5–6 คน จะเข้ามาถือป้ายใส่แขกรับเชิญของพวกเราเช่นนี้ ทั้งนี้ (ดูได้จากในคลิป) พี่ๆ ทีม รปภ. พยายามทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสุดความสามารถ พยายามเข้าดูแลสถานการณ์ แต่คุณอภิสิทธิ์กลับพูดกับเจ้าหน้าที่อย่างสุภาพ (พร้อมแตะที่แขน รปภ. เบาๆ) ว่า...

“ไม่เป็นไรครับ ให้เขาแสดงออกเถอะ อย่าไปกีดกัน”

จากนั้นท่านได้ชวนน้อง ๆ มานั่งพูดคุยกันที่ม้านั่งบริเวณใกล้ ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ถาม-ตอบกันตรงไปตรงมา การสนทนานั้นกินเวลาประมาณ 20 กว่านาที โดยหนึ่งในน้องนิสิตได้ขออนุญาตบันทึกเสียงและวิดีโอไว้ คุณอภิสิทธิ์ไม่ติดขัดใดๆ ซึ่งเราก็พึ่งมารู้กันภายหลังว่า มีสื่อประชาไทมารวมอยู่ในกล้องของน้อง ๆ นิสิตด้วย

สำหรับเนเน่ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ตรงนั้นตั้งแต่เริ่มจนจบ อยากให้ทุกคนได้ดูคลิปเต็มจากประชาไทด้วยตาของตัวเอง เพื่อรับรู้บรรยากาศและข้อเท็จจริงทั้งหมดในแบบที่มันเป็นจริง ๆ เพราะบางครั้ง… “สิ่งที่เราเห็นผ่านบางมุม อาจไม่ใช่เรื่องทั้งหมด” การได้ฟังจากต้นเหตุการณ์ ย่อมดีที่สุดเสมอค่ะ เนเน่ขอแชร์คลิปฉบับเต็มไว้ตรงนี้ค่ะ

คลิปเต็มจากประชาไท – เหตุการณ์นิสิตจุฬาฯ ขอคำชี้แจงคุณอภิสิทธิ์
https://youtu.be/EjHzPh95PyM?si=gG1UqEZJSHpVw2YO

ไม่ว่าคุณจะคิดเห็นอย่างไร… สิ่งสำคัญคือการฟังกันด้วยเหตุผล และใช้วิจารณญาณบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง

 

โจทย์สุดหินในมือ ‘อภิสิทธิ์’ ภารกิจฟื้นศรัทธาที่ดูแล้วไม่น่าง่าย แม้เลือดเก่าไหลกลับ แต่บางส่วนไม่ไปต่อ สุดท้ายต้องเร่งสร้างทีมใหม่ให้ทันเลือกตั้ง

การกลับมานั่งหัวหน้าพรรคของ ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ เกิดในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) คะแนนเสียงตกต่อเนื่องและที่ผ่านมาเปลี่ยนหัวหน้ามาหลายรอบ ทำให้ “ทางขึ้น” ชันทั้งด้านภาพลักษณ์และเอกภาพภายในพรรคเอง 

โจทย์ของอภิสิทธิ์ ซึ่งถือเป็นภารกิจเร่งด่วนในขณะนี้ คือฟื้นศรัทธาและรีเซ็ตดุลอำนาจในพรรคให้ทันก่อนเลือกตั้งหน้า ซึ่งใกล้ตัวกว่าที่คิดมาก ๆ 

แต่ทว่า ภารกิจนี้ ดูเหมือนจะยากลำบากขึ้นเรื่อย เพราะพอเปลี่ยนหัวหน้า พรรคก็สั่นสะเทือน 2 แกนหลักคือ

แกนภาคใต้ ซึ่งอยู่ภายใต้โครงข่ายอดีตผู้บริหารยุค ‘เฉลิมชัย ศรีอ่อน–เดชอิศม์ ขาวทอง’ เป็นฐานกำลังภาคใต้ที่ทรงอิทธิพลในเชิงพื้นที่และตัวผู้สมัคร หลายคนถูกโยงข่าวย้ายขั้วหรือเจรจากับพรรคอื่น เมื่อพรรคแกว่ง ซึ่งอภิสิทธิ์เองยอมรับต่อหน้าสื่อว่า “มี สส.บางส่วนอาจไม่ร่วมงานต่อ” 

แกน “เลือดเก่า–ทีมอดีตผู้นำพรรค” หลังข่าวคัมแบ็ก ปรากฏการณ์ “เลือดเก่าไหลกลับ” เกิดขึ้นจริง ระดับอดีต สส./แกนนำบางส่วนกลับมายืนยันสมาชิกเพื่อโหวต/ร่วมทีมใหม่ แต่การไหลกลับก็ปะทะกับเงื่อนไขระเบียบสมาชิกภาพและชนกับโควตาพื้นที่เดิมอีกเช่นกัน

ผลลัพธ์คือ “คนเข้า–คนออก พร้อมกัน” จึงเห็นข่าวสมาชิกและ สส.บางรายลาออก ขณะที่อีกด้านก็มีอดีตแกนนำกลับมา สะท้อนให้เห็นถึงการจัดวางอำนาจใหม่ที่ยังไม่นิ่ง) และนี่คือที่มาของภาพ “พรรคกำลังคัดกรองพันธมิตรภายในตัวเอง” มากพอ ๆ กับเตรียมเลือกตั้งนอกพรรค 

ทำไมคนทยอยลาออกหลังหัวหน้าใหม่?

กองเชียร์พรรคประชาธิปัตย์จำนวนไม่น้อย คงมีคำถามในใจ ในเมื่ออภิสิทธิ์ กลับมาเพื่อร่วมกอบกู้พรรคเหตุใดยังมีคนสำคัญของพรรคทยอยลาออกอยู่เกือบทุกวัน ล่าสุด ดร.รัชดา ธนาดิเรก อดีตกรรมการบริหารพรรค ได้โบกมือลาไปร่วมพรรคภูมิใจไทยเรียบร้อย 

และหากจะมองหาสาเหตุหลัก ก็น่าจะมีทั้งเชิงโครงสร้างและยุทธศาสตร์เลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็น

ดีลพื้นที่–ตัวผู้สมัคร : เขตที่พรรคแพ้ติดกันหลายสมัย ถูกทบทวนใหม่ ใครไม่ได้ไปต่อหรือถูก “ชน” ด้วยชื่อใหม่ย่อมมองหาช่องทางอื่น ซึ่งก็มีบางคนที่ได้ไปคุยกับพรรคอื่นไว้แล้ว

ดุลอำนาจในพรรค : จากยุคเฉลิมชัย -เดชอิศม์ สู่ยุคอภิสิทธิ์ การย้ายศูนย์ถ่วงทำให้บางกลุ่มประเมินว่าผลประโยชน์ทางการเมือง–โอกาสเลือกตั้งไม่เหมือนเดิม จึงเคลื่อนตัวตีจากพรรค

ปัจจัยภาพรวมการเมืองระดับชาติ : ความผันผวนของรัฐบาลกลาง–แนวโน้มยุบสภา/เลือกตั้งเร็ว ทำให้พรรคคู่แข่งเปิดรับตัวผู้สมัครที่มีฐานเสียงดีในพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคใต้ที่กำลังแย่งชิง “บ้านใหญ่” กันอย่างดุเดือด

พรรคแก้เกมอย่างไร? 

สัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ที่ประกาศต่อสาธารณะแล้ว มีทั้ง “คน–นโยบาย–เครื่องจักรเลือกตั้ง” โดยเริ่มจากงานนโยบาย ซึ่งอภิสิทธิ์ ได้ตั้ง ‘กรณ์ จาติกวณิช’ คุมด้านนโยบายเศรษฐกิจ พร้อมกับเร่งคลอดนโยบาย เพื่อรีบมี “ของ” ไปขายในสนามเลือกตั้ง และสกัดภาพพรรคเก่าไม่มีข้อเสนอใหม่ 

ตามมาด้วยคัดสรรผู้สมัครแบบเร่งด่วน ตั้งคณะกรรมการสรรหาฯ ทำงานกับรองหัวหน้าพรรคประจำภาค/สาขาจังหวัดทันที เป้าหมายคือ “ลงให้มากที่สุด เท่าที่เวลาจำกัดอนุญาต” พร้อมยอมรับความจริงว่าบางเขตต้องหา “หน้าใหม่” แทนผู้ที่ย้ายพรรค

ล่าสุด อภิสิทธิ์ ได้เปิดตัวโครงการ “สส. ที่ดี คุณเองก็เป็นได้” เป้าหมายคือการเปิดรับสมัครผู้ประสงค์เสนอตัวสมัครเป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่วันที่ 5พ.ย. จนถึง 30 พ.ย. นี้ พร้อมย้ำว่าปัจจุบันบ้านเมืองมีปัญหาสะสมเรื้อรัง ยืดเยื้อยาวนาน ส่วนหนึ่งมาจากการเมืองไม่สุจริต เงินทุนสีเทา การกระทำผิดกฎหมาย คอร์รัปชัน อาชญากรรมข้ามชาติ หากปล่อยให้เป็นต่อไป ตนมองไม่เห็นว่าบ้านเมืองจะเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร

“สถานการณ์ตอนนี้มีแต่ว่าใครจะอยู่พรรคไหนอีกนานเท่าไร นโยบายมีเรื่องตัวเลข 2 หลักต่อด้วยจำนวนล้านต่อเขต ทั้งนี้หากใครเชื่อเรื่องการเมืองสุจริต มีดีในตัว มีแนวทางพัฒนาประเทศ ผมขอเชิญชวนให้มาร่วมงาน พรรคประชาธิปัตย์พร้อมสร้างคน คนสร้างพรรค และพรรคสร้างประเทศ” 

อย่างไรก็ตาม อภิสิทธิ์ ยืนยันว่า ขณะนี้พรรคยังไม่ได้อนุมัติผู้สมัคร สส. แม้แต่เขตเดียว หากโครงการดังกล่าวมีการตอบรับทั่วประเทศ ทางพรรคพร้อมส่งสส.ครบทุกเขตแน่นอน เพราะตนอยากตั้งต้นสร้างการเมืองใหม่ ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของพื้นที่หรือเจ้าของประชาชน ส่วนกรณีที่มี สส. แสดงเจตจำนงลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์นั้น ตนเคารพการตัดสินใจ และเคยมีคนที่มาบอกกับตนว่าด้วยความผูกพันจะอยู่เลือก แต่จะไม่อยู่ร่วมงาน เพราะได้คุยกันเชิงลึกแล้ว ตัดสินใจแล้ว รับปากไปแล้ว ส่วนที่ไม่ลาออกวันนี้เพราะเข้าใจในข้อกฎหมายที่จะสูญเสียสถานภาพสส.

“ใครจะตัดสินใจอย่างไร ไม่ว่ากัน เคารพการตัดสินใจ หากจะอยู่ที่นี่ต้องเป็นแนวทางนี้ หากใครมีแนวทางอื่น หรือ มีพรรคอื่นที่ดีกว่า การตัดสินใจไปอยู่กับพรรคอื่นเป็นสิทธิของแต่ละคน ซึ่งผมเชื่อว่าจะมีคนมาร่วมแนวทางนี้เพียงพอให้พรรคเดินต่อได้” อภิสิทธิ์ ย้ำ

ดังนั้น หากมองในภาพรวม จะเห็นว่า การลาออกของ ส.ส./สมาชิกหลังอภิสิทธิ์กลับมา ไม่ใช่ “แรงต้านส่วนตัว” เพียว ๆ แต่คือผลพวงจากการจัดเรียงผลประโยชน์–พื้นที่–บทบาทใหม่ นั่นเอง

‘นราพัฒน์ แก้วทอง’ เปิดใจ!! เลือก ‘ไปต่อ’ กับ ‘รวมไทยสร้างชาติ’ มั่นใจ DNA ตรงกัน มุ่งสร้างอนาคตเกษตรกร-ท่องเที่ยวไทย ชูนโยบาย ‘ปุ๋ยสั่งตัด-เกษตรพาณิชย์-เกษตรท่องเที่ยว’ เสริมความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานราก

(5 พ.ย. 68) นายนราพัฒน์ แก้วทอง อดีต สส.หลายสมัย อดีตกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  เปิดเผยถึงความท้าทายทางการเมืองครั้งใหม่ในฐานะรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติว่า  การที่ตนตัดสินใจเข้ามาร่วมงานทางการเมืองกับพรรครวมไทยสร้างชาติในครั้งนี้ เป็นเพราะมีความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ของพรรคซึ่งตรงกับอุดมการณ์ของตน นั่นคือการทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ นอกจากนี้ การที่หัวหน้าพรรค นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ก็จะเป็นอีกกุญแจสำคัญในการผลักดันนโยบายและการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมด้วย

“ผมเป็นคนชอบทำงาน และพรรครวมไทยสร้างชาติก็เป็นพรรคที่มุ่งหน้าทำงานและมีแนวทางการทำงานที่ชัดเจนเพื่อชาติและประชาชนเช่นกัน ดังนั้น DNA จึงตรงกัน และอีกสิ่งหนึ่งที่ผมเห็นว่ามีประโยชน์กับการทำงานของผมด้วย ก็คือ กฎหมาย เพราะทุกเรื่องที่เราจะทำให้ชาวบ้านล้วนต้องอาศัยกฎหมายเป็นกลไกขับเคลื่อน เราต้องผลักดันกฎหมายบางฉบับให้ออกมามีผลบังคับใช้ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นแนวทางที่ชัดเจนของท่านพีระพันธุ์อยู่แล้ว เพราะท่านแม่นยำเรื่องกฎหมาย เมื่อนำมารวมกับนโยบายที่ผมอยากจะทำ โดยเฉพาะนโยบายด้านการเกษตร ผมมั่นใจว่าผมจะทำได้สำเร็จแน่นอน ผมก็เลยตัดสินใจมาร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ” นายนราพัฒน์กล่าว

นายนราพัฒน์ ยังบอกเล่าถึงเส้นทางการเมืองที่ผ่านมาว่า ในวัยเด็กตนไม่ได้มีความสนใจที่จะเข้ามาทำงานการเมือง เนื่องจากเห็นความเหนื่อยยากและเวลาที่หายไปของคุณพ่อ นายไพฑูรย์ แก้วทอง อดีต สส. 12 สมัย ผู้ได้รับการขนานนามว่า "พ่อพระของพิจิตร" โดยหลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี บริหารธุรกิจ สาขาบัญชี จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ตนก็ได้ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท บริหารธุรกิจ (M.B.A) ที่มหาวิทยาลัย National University ประเทศสหรัฐอเมริกา  ก่อนกลับมาทำงานในบริษัทภาคเอกชนอยู่ช่วงหนึ่ง

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2540 เมื่อรัฐธรรมนูญเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง ทำให้นายไพฑูรย์ ผู้เป็นบิดาได้รับการวางตัวให้ลงสมัครเลือกตั้งเป็น สส. แบบบัญชีรายชื่อ ตนจึงเบนเข็มมาลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่เดิมของคุณพ่อที่จังหวัดพิจิตร โดยเริ่มจากเป็นผู้ช่วย สส. ซึ่งต้องลงพื้นที่เพื่อพบปะชาวบ้านทุกหลังคาเรือนในเขตเลือกตั้งเป็นเวลากว่า 2 ปีก่อนการเลือกตั้ง จนกระทั่งได้รับเลือกตั้งเป็น สส.เขต ติดต่อกัน 3 สมัย

“ช่วง 3 เดือนแรกของการลงพื้นที่ ผมต้องเดินพบชาวบ้านตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น ทำให้ผมได้สัมผัสและเข้าใจชีวิตประชาชนได้ลึกซึ้งมากขึ้น” นายนราพัฒน์ กล่าว

นายนราพัฒน์ยังได้เปิดเผยมุมมองด้านนโยบายการพัฒนาประเทศว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการสร้างรายได้หลักจาก 2 ด้าน คือ การเกษตรและการท่องเที่ยว ซึ่งต้องได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง และควรส่งเสริมให้เป็นเสาหลักเศรษฐกิจ โดยในด้านการเกษตรนั้น เกษตรกรต้องได้กำไรที่เป็นธรรม มีการบริหารจัดการอุปสงค์และอุปทานให้สมดุล ควบคู่ไปกับการลดต้นทุนการผลิต และส่งเสริมการประกันรายได้ที่มีการวางแผนเพาะปลูกอย่างมียุทธศาสตร์ และต่อยอดสู่ "เกษตรท่องเที่ยว" สร้างรายได้เพิ่มจากการเชื่อมโยงสองเสาหลักเข้าด้วยกัน  ส่วนนโยบายด้านการท่องเที่ยว ควรปรับ Mindset การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและอุทยานต่างๆ เพื่อให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยว โดยยังคงรักษาธรรมชาติไว้

“ประเทศไทยมีจุดแข็งอีกเรื่อง คือ การท่องเที่ยว ที่สามารถผูกโยงกับการเกษตรได้ เราสามารถต่อยอดเป็นเกษตรเชิงท่องเที่ยวในรูปแบบต่าง ๆ ที่จะช่วยให้พ่อแม่พี่น้องมีรายได้เพิ่มได้” นายนราพัฒน์ กล่าว

นายนราพัฒน์ กล่าวอีกว่า จากประสบการณ์ สส. เขต 3 สมัย และการเข้ารับหน้าที่กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้ตนมองเห็นปัญหาและทางแก้ของภาคการเกษตรอย่างชัดเจน 

"เราต้องมีใจ เข้าใจชีวิตพี่น้องเกษตรกร และทำหน้าที่ 'ผู้แทน' ของพวกเขา ในการนำเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไขในสภา" นายนราพัฒน์ กล่าว พร้อมยกตัวอย่างนโยบายเด่นที่เคยผลักดันและจะดำเนินการสานต่อ ก็คือ การลดต้นทุนปุ๋ย และผลักดันโครงการ "ปุ๋ยสั่งตัด" โดยให้กรมพัฒนาที่ดินสำรวจความต้องการสารอาหารในดินเฉพาะพื้นที่ เพราะดินในแต่ละพื้นที่ต้องการสารอาหารไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ เพื่อเป็นข้อมูลให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยได้ตรงกับสภาพของดิน ซึ่งจะสามารถลดต้นทุนปุ๋ยของเกษตรกรได้  

นอกจากนี้ นายนราพัฒน์ยังกล่าวถึงนโยบายเกษตรเชิงพาณิชย์ที่ต้องผลักดันต่อไป เช่น โครงการ Young Smart Farmer เพื่อเปลี่ยนวิธีทำการเกษตรแบบเดิมให้เป็นธุรกิจการเกษตร และใช้เทคโนโลยีออนไลน์ในการขายสินค้าโดยตรง ลดบทบาทพ่อค้าคนกลาง ซึ่งจะทำให้ผลผลิตการเกษตรราคาดีขึ้น และส่งเสริมการบริหารจัดการด้วยการควบคุมอุปทาน (Supply) ให้เหมาะสมกับอุปสงค์ (Demand) ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยป้องกันปัญหาสินค้าล้นตลาดและราคาตกได้เป็นอย่างดี 

นายนราพัฒน์ ได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยการยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะรับฟังทุกความคิดเห็นและทุกปัญหาจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์นโยบายและขับเคลื่อนพรรครวมไทยสร้างชาติให้ประสบความสำเร็จในการสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแก่พี่น้องประชาชน

คนอีสาน 1 ใน 3 ยังไม่ฟันธง หาคนเหมาะสมเป็น ‘นายกรัฐมนตรี’ ไม่ได้ สะท้อนภาพวิกฤตความเชื่อมั่นตัวผู้นำ ชี้ อาจถึงยุคเปลี่ยนผ่าน หลัง ปชน. ผงาดแซงเพื่อไทย

จากผลการสำรวจของศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล ล่าสุดที่ทำการสำรวจในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้สะท้อนให้เห็นภาพการเมืองภาคอีสานที่น่าสนใจและแตกต่างจากหลายภูมิภาคอื่นของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ประชาชนในภาคนี้ร้อยละ 32.40 หรือเกือบ 1 ใน 3 ยังคงมองว่า "หาคนที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้" ซึ่งเป็นสัญญาณที่สำคัญของวิกฤตความเชื่อมั่นต่อผู้นำทางการเมืองในปัจจุบัน

การที่ประชาชนกลุ่มใหญ่ยังไม่สามารถระบุบุคคลที่เหมาะสมเป็นผู้นำประเทศได้นั้น อาจสะท้อนถึงความไม่พอใจต่อการดำเนินงานของรัฐบาลปัจจุบัน ความคาดหวังที่สูงขึ้นของประชาชนต่อคุณภาพผู้นำ หรือการขาดภาวะผู้นำที่มีความน่าเชื่อถือและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง

จากผลการสำรวจ พบว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย ได้รับการสนับสนุนในอันดับที่ 2 ด้วยสัดส่วนร้อยละ 19.70 ซึ่งเป็นผลจากการทำงานอย่างต่อเนื่อง และในปัจจุบันยังนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แม้จะยังไม่มีผลงานที่โดดเด่นตามที่ประชาชนคาดหวังมากนัก แต่ออกนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า และการประกาศจะยุบสภาตามกรอบเวลาที่รับปากไว้ จึงทำให้มีคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นพอสมควร

ส่วนนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ที่ได้อันดับ 3 ร้อยละ 18.55 แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของกลยุทธ์การสื่อสารและการสร้างภาพลักษณ์ของพรรคประชาชนในการเข้าถึงฐานเสียงภาคอีสาน แม้จะเป็นพรรคการเมืองที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ แต่ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างความน่าเชื่อถือและรับการยอมรับจากประชาชน

แต่ที่น่าสนใจคือการที่นายชัยเกษม นิติสิริ จากพรรคเพื่อไทย ได้รับการสนับสนุนเพียงร้อยละ 8.80 เท่านั้น ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 4 ถือเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างต่ำสำหรับพรรคการเมืองที่เคยเป็นกำลังสำคัญในภาคอีสานมาอย่างยาวนาน การลดลงของคะแนนนิยมในครั้งนี้อาจเป็นผลมาจากหลายปัจจัย เช่น การเปลี่ยนแปลงของผู้นำพรรค ความเหนื่อยหน่ายจากการเมืองแบบเดิม หรือการขาดนวัตกรรมใหม่ๆ ในการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน

การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์พรรคการเมือง

ขณะที่ เมื่อพิจารณาถึงการสนับสนุนพรรคการเมือง พบว่าพรรคประชาชนได้รับความนิยมสูงสุดด้วยร้อยละ 26.05 แซงหน้าพรรคอื่นๆ ได้อย่างชัดเจน ขณะที่พรรคเพื่อไทยที่เคยเป็นเจ้าถิ่นภาคอีสานกลับได้เพียงร้อยละ 16.85 หล่นมาอยู่ในอันดับที่ 3 ขณะที่อันดับ 2 ร้อยละ 24.65 ยังหาพรรคที่เหมาะสมไม่ได้ ส่วนพรรคภูมิใจไทยที่ได้ร้อยละ 15.75 ในอันดับที่ 4 แสดงให้เห็นถึงฐานการสนับสนุนที่มั่นคงในภาคอีสานเช่นกัน

การที่พรรคประชาชนสามารถสร้างฐานการสนับสนุนในภาคอีสานได้อย่างรวดเร็วนั้น แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสื่อสารนโยบายและวิสัยทัศน์ที่ตรงกับความต้องการของประชาชนในภูมิภาคนี้ และอาจเป็นผลจากประชาชนเริ่มเบื่อหน่ายพรรคการเมืองและนักการเมืองหน้าเดิม จึงต้องการเปลี่ยนแปลงให้นักการเมืองหน้าใหม่ขึ้นมาบริหารบ้าง 

อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจดังกล่าว ยังแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นในภาคอีสาน โดยมีพรรคการเมืองหลายพรรคได้รับการกล่าวถึง ตั้งแต่พรรคใหญ่อย่างภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรครวมไทยสร้างชาติ ไปจนถึงพรรคขนาดเล็กต่างๆ สิ่งนี้สะท้อนถึงการกระจายความนิยมทางการเมืองและความต้องการทางเลือกที่หลากหลายของประชาชน

และหากมองลึกถึงข้อมูลประชากรกลุ่มตัวอย่าง พบว่าส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีระดับการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า (ร้อยละ 40.00) และประถมศึกษา (ร้อยละ 27.65) มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท (ร้อยละ 33.25) และส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป พ่อบ้านแม่บ้าน และเจ้าของธุรกิจ

ข้อมูลเหล่านี้สำคัญต่อการทำความเข้าใจพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนภาคอีสาน โดยเฉพาะการที่ประชาชนกลุ่มนี้มีความสนใจและความตื่นตัวทางการเมืองสูง แต่ในขณะเดียวกันก็มีความระมัดระวังในการเลือกสนับสนุนผู้นำหรือพรรคการเมืองด้วยเช่นกัน

ผลการสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในภูมิทัศน์การเมืองภาคอีสาน โดยเฉพาะคะแนนนิยมที่เพิ่มขึ้นของพรรคประชาชน และการคงอยู่ของพรรคภูมิใจไทย ในขณะที่พรรคเพื่อไทยซึ่งเคยเป็นพรรคอันดับหนึ่งในภูมิภาคนี้กำลังเผชิญกับความท้าทายใหม่

ขณะเดียวกัน การที่ประชาชนสัดส่วนสูงยังไม่สามารถระบุผู้นำหรือพรรคการเมืองที่เหมาะสมได้นั้น เป็นโอกาสสำหรับพรรคการเมืองต่างๆ ในการปรับกลยุทธ์ พัฒนานโยบาย และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะการตอบสนองต่อความต้องการด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยังคงเป็นประเด็นสำคัญสำหรับภาคอีสาน

ดังนั้น การเมืองภาคอีสานจึงกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาของการปรับตัวและการแข่งขันใหม่ ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางการเมืองไทยโดยภาพรวมในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ พรรคการเมืองที่สามารถเข้าใจและตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของประชาชนภาคอีสานจะเป็นผู้ที่ได้เปรียบในการแข่งขันทางการเมืองในระยะยาว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top