Friday, 5 June 2026
ข่าวการเมือง

แกนนำเพื่อไทย เยือน!! พรรคประชาชน ‘ธนาธร-ชัยธวัช’ โผล่!! ร้านกาแฟใกล้พรรค

(31 ส.ค. 68) นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย, นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรค, นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรค, นางสาวจิราพร สินธุไพร รองหัวหน้าพรรค พร้อมมีตัวแทนจากพรรคร่วมรัฐบาล นำโดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และนายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์เดินทางมาถึงที่ทำการพรรคประชาชน 

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายชูศักดิ์ ว่านางสาวแพทองธาร ชินวัตร จะต้องพ้นจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยด้วยหรือไม่ จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นายชูศักดิ์ ได้ส่ายหัว ก่อนที่จะระบุว่า “เดี๋ยวเล่าให้ฟัง”

จากนั้น เจ้าหน้าที่พรรค ได้นำคณะทั้งหมดขึ้นไปด้านบนของที่ทำการพรรคประชาชน ซึ่งมีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน และนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรคประชาชน รออยู่ก่อนแล้ว

ขณะที่ผู้สื่อข่าวสังเกตุเห็น นางสาวพรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า ได้ยืนมองจากชั้นสองของที่ทำการพรรค ในระหว่างที่นายภูมิธรรม เดินทางมาถึง และกลุ่มมวลชนมีการตะโกนขับไล่ แต่ไม่ได้เกิดการชุลมุนแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ก่อนที่จะถึงเวลานัดหมายระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชนในเวลา 14:00 น. ผู้สื่อข่าวได้เจอแกนนำคณะก้าวหน้า ได้แก่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายชัยธวัช ตุลาธน อยู่ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งใกล้ที่ทำการพรรคประชาชนประมาณ 100 เมตร

‘อนุทิน’ กินห่านพะโล้ ร้านดัง!! ‘ฉั่ว คิม เฮง’ ย่านกรุงเทพกรีฑา ไร้ท่าทีกังวล!! ไม่กดดัน ท่ามกลางสถานการณ์ชิงเก้าอี้นายกฯ

(31 ส.ค. 68) สำหรับความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการโหวตนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่พรรคเพื่อไทยยื่นข้อเสนอให้พรรคประชาชนโหวตหนุนนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตของเพื่อไทยเป็นนายกรัฐมนตรีแทนไปหนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย  เป็นนายกรัฐมนตรี  โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย  รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี  ถึงขั้นยกเลิกการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ( ก.ตร.)  เพื่อไปเจรจากับพรรคประชาชน ด้วยตัวเอง

ส่วนบรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทยกลับตรงกันข้าม  ล่าสุด!! มีภาพหลุดของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในช่วงเช้า ไปรับประทานห่านพะโล้เจ้าดัง ร้าน ฉั่ว คิม เฮง ย่านกรุงเทพกรีฑา  ซึ่งแต่งตัวสบายๆ โดยไม่มีท่าทีกดดันอะไรกับการวิ่งแย่งชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

‘อ.อุ๋ย’ มอง!! คำวินิจฉัยศาล รธน. ทำเพื่อไทยสุญญากาศ ไม่มี!! ‘หัวหน้า – บอร์ดบริหาร’ เสี่ยงถูกยุบพรรค

(31 ส.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความเห็นผ่านเฟสบุ๊กว่า

ผลสืบเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีมติ 6 ต่อ 3 ให้คุณแพทองธาร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 1 (4) ประกอบมาตรา 160 (5) เพราะกระทำผิดจริยธรรมร้ายแรง ไม่พิทักษ์รักษาเกียรติภูมิของประเทศ ยึดถือประโยชน์ส่วนตนเหนือผลประโยชน์ของ ประเทศชาติ นั้น จะมีดังต่อไปนี้ 

1. รัฐธรรมนูญมาตรา 2560 มาตรา 211 กำหนดว่า คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระและหน่วยงานของรัฐ ซึ่งรวมทั้งพรรคการเมือง 

2. ข้อบังคับพรรคเพื่อไทย พ.ศ. 2561 (แก้ไขล่าสุด) กำหนดคุณสมบัติของกรรมการบริหารพรรค ซึ่งรวมถึงหัวหน้าพรรคด้วย ในข้อ 48 วรรค ท้าย กำหนดว่า คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการบริหารพรรคให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งก็คือ พรป. ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 15 (11) กำหนดว่า มาตรฐาน
ทางจริยธรรมของกรรมการบริหารพรรคการเมืองอย่างน้อยต้องเทียบเคียงได้กับมาตรฐานทางจริยธรรมที่ใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

3. ซึ่ง "มาตรฐานทางจริยธรรมที่ใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร" นี้ ก็อิงตาม มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ซึ่งในส่วนอารัภบท (preamble) กำหนดให้ ใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 219 วรรคสอง ด้วย 

4. เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การกระทำของคุณแพทองธารเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฯอันมีลักษณะร้ายแรงตาม ข้อ 6, 7, 8, 17, 21 ประกอบมาตรา 27 แล้ว นอกจากคุณแพทองธารจะพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว จึงต้องถือว่าคุณแพทองธารพ้นจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค เนื่องจากขาดคุณสมบัติตามข้อบังคับพรรคเพื่อไทย พ.ศ. 2561 (แก้ไขล่าสุด พ.ศ. 2567) ข้อ 48 วรรคท้าย และส่งผลให้คณะกรรมการบริหารของพรรค พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะตาม ข้อ 51 (2) ด้วย 

5. ดังนั้นในความเห็นของผม ตอนนี้พรรคเพื่อไทยจึงอยู่ในสภาวะสุญญากาศ ไม่มีหัวหน้าพรรค ไม่มีกรรมการบริหารพรรค ไม่มีอำนาจเรียกประชุม หรือลงมติใด ๆ ตราบใดที่ยังไม่มีการเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารชุดใหม่ การกระทำใด ๆไ ถือเป็นโมฆะ และหากมีการให้คนนอกเข้ามาดีลแทน ก็ จะถูกยุบพรรคเพราะให้บุคคลซึ่งไม่ใช่สมาชิกพรรคเข้ามาครอบงำพรรคด้วย 

6. นอกจากนี้ ขณะที่คุณแพทองธารสนทนากับฮุนเซน อันเป็นที่มาของคลิป คุณแพทองธารสวมหมวกสองใบคือ 1) หมวกของนายกรัฐมนตรี และ 2) หมวกของหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ดังนั้น เมื่อการกระทำของคุณแพทองธารจะถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ผิดจริยธรรมร้ายแรง เพราะทำให้ประเทศเสียเกียรติภูมิ และยึดถือผลประโยชน์ส่วนตนเหนือกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ แล้ว 

7. ผมยังเห็นว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะดำรงอยู่ไม่ได้ หากผู้นำประเทศไม่ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ อีกทั้งพระมหากษัตริย์ยังดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 8 การที่คุณแพทองธารกล่าวว่าแม่ทัพภาคที่สอง เป็นคนละฝ่ายกับตน จึงเป็นการบั่นทอนพระเกียติยศและทำให้สถานะจอมทัพไทยขององค์พระมหากษัตริย์สั่นคลอนไปด้วย จึงถือได้ว่า พรรคเพื่อไทย โดยการกระทำของคุณแพทองธารซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อีกด้วย ตามมาตรา 92 (2) ต้องถูกยุบพรรค ต่อไป ตามมาตรา 92 วรรคท้าย 

8. สรุป ผมเห็นว่า 1) ตอนนี้พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคหัวขาด ทำอะไรไม่ได้ จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ จนกว่าจะมีการตั้งกรรมการบริหารชุดให่และเลือกหัวหน้าพรรค และ 2) การกระทำของคุณแพทองธาร ในฐานะผู้แทนของพรรคเพื่อไทย เป็นการกระทำผิดตามมาตรา 92 (2) แห่ง พรป. พรรคการเมือง ซึ่งเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคได้ (เทียบเคียงคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญที่ 20/2567 กรณียุบพรรคก้าวไกล)

‘พี่ศรี’ จี้!! ‘ป.ป.ช.’ เร่งลงดาบ ‘แพทองธาร’ ส่งศาลฎีกาลงโทษ หลัง!! ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ วินิจฉัยสิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรี

(31 ส.ค. 68) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เปิดเผยว่าตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยในความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) จากกรณีปรากฏคลิปเสียงการสนทนาระหว่างน.ส.แพทองธาร ชินวัตร กับสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชาเผยแพร่ทางสื่อมวลชนนั้น

คำวินิจฉัยในคดีระบุไว้ชัดเจนว่า การกระทำของ น.ส.แพทองธาร เป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมฯ ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับเจตนาและความความร้ายแรงของความเสียหายที่เกิดขึ้น ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง จึงมีพฤติกรรมฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง อันทำให้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5) ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร สิ้นสุดลงเฉพาะตัว นับแต่วันที่ศาลฯสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ 1 ก.ค.2568

กรณีคลิปเสียงดังกล่าวองค์กรรักชาติ รักแผ่นดินได้นำความไปร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.ให้ชี้มูลความผิดไว้แล้วว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เมื่อ 19 มิ.ย.68 และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยกรณีดังกล่าวเมื่อ 29 ส.ค.68 แล้วถือว่าเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ องค์กรรักชาติ รักแผ่นดินจึงได้ถอดคำพูดคำต่อคำของศาลรัฐธรรมนูญ แล้วส่งไปรษณีย์ EMS ไปให้ ป.ป.ช. ใช้อำนาจตามหน้าที่โดยไม่ต้องรอให้ถึงวันจันทร์ที่ 1 ก.ย.2568 ที่จะเดินทางไปยื่นด้วยตนเอง

ทั้งนี้ ป.ป.ช.ในฐานะที่เป็นองค์กรอิสระและได้รับเรื่องดังกล่าวไว้แล้ว ไม่จำต้องแสวงหาข้อเท็จจริงใดเพิ่มอีก เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีรายละเอียดชัดเจนอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องรีบเร่งดำเนินการชี้มูลความผิด และส่งศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยลงโทษตามมาตรา 87 ประกอบมาตรา 81 แห่ง พรป.ป.ป.ช.2561 โดยเร็ว ก็จะถือว่าได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แล้ว นายศรีสุวรรณกล่าวในที่สุด

‘ชัยวุฒิ’ โพสต์เฟซ!! ยินดี ‘อนุทิน’ นั่ง!! นายกฯ ชี้!! ผ่าทางตันให้ประเทศ เดินหน้าต่อไปได้

(6 ก.ย. 68) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวภายหลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับการโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่32ของไทยโดยระบุว่า …

ขอบคุณ สส.ทุกคนที่ช่วยกันโหวตให้ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ครับ เพราะนี่คือการผ่าทางตันให้ประเทศเดินให้เดินหน้าต่อไปได้ และขอแสดงความ ยินดีกับท่านอนุทินด้วยครับ ขอให้ทำงานอย่างราบรื่น และนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤต ไปให้ได้ครับ ผมเชื่อมั่นในพลังของพี่หนูครับ

‘หมอสุภัทร’ หวั่น!! ‘ภูมิใจไทย’ ไม่รักษาสัจจะ ฝาก!! ‘อนุทิน’ จัดโผ ครม. ให้มียี้ น้อยที่สุด

(6 ก.ย. 68) นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการ รพ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา และประธานชมรมแพทย์ชนบท โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก โดยมีใจความว่า ...

ผมเฝ้าติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิด แม้สองสามวันที่ผ่านมาผมไม่ค่อยได้ส่งเสียง แต่ผมก็เฝ้ามองด้วยความห่วงใยในอนาคตของประเทศ และอนาคตของพรรคประชาชน พรรคที่แบกความหวังของคนในประเทศและของผมไว้

วันนี้ผมมีภารกิจ ออกตรวจ OPD ทั้งวัน เสร็จออกจากห้องตรวจตอนเย็นก็พบว่า “พรรคประชาชนยังรักษาสัจจะ โหวตให้อนุทินเป็นนายก” เพื่อนๆ ต่างถาม “แล้วผมจะไหวไหม” 

ผมเข้าใจพรรคประชาชนอย่างยิ่ง เพราะผมเองก็สู้ในระบบอย่างมะรุมมะตุ้ม ผมรู้ว่าการสู้ในระบบนั้นมีข้อจำกัดมากมาย มีโครงสร้างอำนาจที่ใหญ่โตกดทับอยู่ การทำลายโครงสร้างอำนาจกดทับด้วยการแก้รัฐธรรมนูญจึงสำคัญ โอกาสนี้ก็เป็นโอกาสเดียวนี้ที่มีอยู่ของพรรคประชาชนในการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะหากยุบสภาไป เลือกตั้งกลับมาใหม่ ก็ยังไม่มีใครชนะขาด สภาวะสามก๊กก็ยังคงอยู่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงแทบเป็นไปไม่ได้ การสู้ในระบบนั้นจึงมีบริบทที่ต่างจากการสู้นอกระบบอย่างมาก แต่แม้ผมจะเข้าใจ แต่ผมเองก็ยังอดรู้สึกผิดหวังไม่ได้

มาถึง ณ นาทีนี้ เราจะทำอะไรได้บ้างกับสังคมที่ความหวังลดฮวบ เพราะเราไม่เคยเชื่อมั่นในคุณอนุทินและพรรคภูมิใจไทยว่าจะรักษาสัจจะ ด้วยความรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะยุบสภาใน 4 เดือน เดี๋ยวก็มีข้ออ้างและลูกเล่นต่างๆ ในอนาคตอีกมากมาย 

ผมคิดว่า สังคมไทยทั้งหมดควรเปลี่ยนถ่ายพลังแห่งความหงุดหงิด พลังแห่งความผิดหวัง มุ่งเป้าไปยังคุณอนุทินและพรรคภูมิใจไทย ติดตามหน้าตาของคณะรัฐมนตรีให้มียี้น้อยที่สุด ติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องเกิดให้เร็วที่สุด ติดตามการใช้อำนาจรัฐโยกย้ายข้าราชการประจำหรือใช้งบประมาณเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการเลือกตั้งที่จะตามมา ใช้พลังของสังคมทั้งหมดทำหน้าที่เป็น watchdog  ร่วมกับพรรคประชาชน เพื่อให้สัญญาประชาคมครั้งนี้เกิดขึ้นจริงใน 4 เดือน 

ผมเองก็แอบคิดบวกๆ ว่า ถ้าพรรคภูมิใจไทยคิดยาว มองไกลๆ รักษาสัจจะได้จริง พรรคภูมิใจไทยนี่แหละจะเป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวที่สุดของพรรคประชาชนอย่างแท้จริง ประเทศไทยจะเข้าสู่ระบบ 2 พรรคการเมืองหลักก็เป็นได้

ประเทศไทยต้องเดินหน้า ประชาธิปไตยต้องเดินต่อ การเมืองต้องไม่ใช่ของพรรคการเมืองไปตกลงกันเท่านั้น แต่เราภาคประชาชนจะยังต้องเป็นพลังกดดันอย่างต่อเนื่องกันต่อไป 

สาวกพรรคส้ม ลั่น!! ถอยออกมาจาก ‘Supporter’ เป็น ‘Observer’ ชี้!! เลือกตั้งครั้งต่อไป เลือกได้แค่ พรรคการเมืองที่เลวน้อยที่สุด

(6 ก.ย. 68) ‘วรา จันทร์มณี’ โพสต์ข้อความระบุว่า ...

เมื่อผมวิจารณ์รัฐบาล คสช. ประยุทธ์ ประวิทย์ เพื่อไทย ชนชั้นนำศักดินา อย่างทะลุทะลวง ผมไปขึ้นเวที 3 นิ้ว ฝ่ายประชาธิปไตยชอบ พอใจ พอผมวิจารณ์พรรคประชาชน พวกฝ่ายประชาธิปไตยรับไม่ได้ ผมอยากให้พวกคุณเข้าใจไว้ แม้ผมจะเป็นสมาชิกพรรคประชาชน แต่ผมไม่ได้เป็นทาสพรรคประชาชน ผมมีสิทธิ์ทักท้วงวิพากษ์วิจารณ์ หากไม่เห็นด้วยในการดำเนินงานของพรรค

พวกคุณที่บอกว่ามีหัวใจประชาธิปไตย แต่พอฝ่ายที่ตัวเองชอบถูกวิจารณ์รับไม่ได้ ไม่เปิดใจรับฟัง คุณก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่คุณว่า ผมยกตัวอย่าง กรณี มาตรา 69 พรบ. ประมง คุณหลายคนเงียบกริบ กรณี สส.พรรคประชาชนทะเล่อทะล่ามาพูด “ทหารส้นตีน” “ไปไหว้อะไรก็ไม่รู้” คุณเงียบกริบ แถมหลายคนออกมาแถช่วยหาคำอธิบายต่างๆ นานา

คุณบอกว่าที่สังคมไทยมันห่วย เพราะระบบอุปถัมภ์ ระบบพวกพ้อง แต่พอคุณสมาทานพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งขึ้นมา พรรคการเมืองนั้นกลับกลายเป็นศาสดาหรือเทพเจ้าที่ถูกทำให้ศักดิ์สิทธิ์แตะต้องวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ ผมว่านี่เป็นอันตรายอีกอย่างหนึ่งทางการเมือง

ผมทนเห็นไม่ได้หรอกที่พรรคการเมืองจะมีนโยบายไปอุ้มชูกลุ่มทุนเช่นประมงพาณิชย์ โดยทำลายความยั่งยืนของทรัพยากรทางทะเล คุณลองไปดูว่านโยบายประมงของพรรคประชาชนในสมัยพิธา นั้นส่งเสริมการทำลายทรัพยากรหรือส่งเสริมความยั่งยืนของทรัพยากร เขาพูดถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืนบ้างหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ผมเก็บไว้ในใจนานแล้ว แต่ไม่อยากพูดเพราะถนอมน้ำใจพรรคที่ผมชอบเหมือนพวกคุณนานแล้ว แต่มันคืออะไรถ้าเราจะสงบปากสงบคำ แล้วไม่วิจารณ์การทำงานของพรรคการเมืองเลย เราก็ไม่ทุเรศต่างไปจากคนอื่นที่เราว่าหรอก

สิ่งที่ผมไม่อยากให้เกิดก็คือ การครอบงำทางการเมืองของผู้ก่อตั้งพรรค เมื่อเป็น สส. แล้วห่วงตัวเองมากกว่าสังคม คิดถึงแต่การรักษาสถานภาพหรือการชนะเลือกตั้งครั้งต่อไป และเมื่อไปสมาชิกพรรคการเมืองแล้วหลับหูหลับตาไม่วิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่พรรคที่ตนชอบทำ มันก็ไม่ต่างอะไรกับฝ่ายอื่น

สำหรับพรรคประชาชน ตอนนี้ผมถอยออกมาจาก Supporter เป็น Observer พรรคประชาชนไม่มีอะไรพิเศษกว่าพรรคอื่น ผมจะมองดูเขาด้วยสายตาเท่ากันกับที่มองพรรคอื่น 

เมื่อถึงฤดูกาลเลือกตั้ง การเลือกตั้งของผมครั้งต่อไปก็คงเลือกได้แค่พรรคการเมืองที่เห็นว่าน่าจะเลวน้อยที่สุด

สุดท้าย พวกที่คิดว่าตัวเองมีความรู้และเป็นฝ่ายประชาธิปไตยที่มาด่าผม ผมว่าคุณไม่ได้มีความรู้มากกว่าผมและไม่ได้มีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าผม

‘อ.อุ๋ย’ เตือน!! ครม. ‘นายกฯ หนู’ ต้องมีความสามารถ มีจริยธรรม!! ความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ประจักษ์

(6 ก.ย. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า 

ก่อนอื่นผมขอแสดงความยินดีกับว่าที่ท่านนายกคนใหม่ ซึ่งผมหวังว่าท่านจะมีความเป็นตัวของตัวเอง มีอิสระในการใช้ดุลพินิจต่าง ๆ ในการบริหารประเทศโดยไม่ตกอยู่ใต้อาณัติของบุคคล กลุ่มบุคคลหรือคลิปเสียง คลิปภาพใด ๆ อย่างไรก็ตามผมมีความกังวลเมื่อได้เห็นบุคคลบางคนในโผ ครม. ซึ่งจะมานั่งเป็นรัฐมนตรีในกระทรวงต่าง ๆ ว่าจะมีคุณสมบัติครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 โดยเฉพาะ (4) และ (5) หรือไม่ กล่าวคือ ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และ ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ซึ่งบางคนตามโผ ครม. เคยถูกศาลพิพากษามาแล้วว่ามีความผิดจริง แม้จะไม่ใช่ศาลไทยก็ตาม และแม้มีการล้างมลทินแล้วก็ตาม ซึ่งเป็นเพียงการลบล้างโทษ และถอนชื่อออกจากทะเบียนประวัติอาชญากรรมเท่านั้น การล้างมลทินไม่ได้ลบล้างการกระทำผิดที่เคยเกิดขึ้น การกระทำผิดนั้นยังคงได้ชื่อว่าเคยกระทำอยู่ และศาลรัฐธรรมนูญได้วางหลักไว้ในคำวินิจฉัยที่ 21/2567 หน้าที่ 23-28 ว่า “...ความหมายของคำว่า ‘ซื่อสัตย์’ และ ‘สุจริต’ มิใช่เป็นเพียงเรื่องการกระทำทุจริตหรือประพฤติมิชอบเท่านั้น แต่ต้องเป็นการกระทำให้วิญญูชนทั่วไปที่ทราบพฤติการณ์หรือการกระทำนั้น แล้วยอมรับว่าเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ จึงจะถือได้ว่า เป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์...

...การที่นายกรัฐมนตรีจะเสนอแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นรัฐมนตรี มิได้อาศัยเฉพาะแต่เพียงความไว้วางใจส่วนตนโดยแท้ แต่คณะรัฐมนตรีซึ่งหมายถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีแต่ละคนต้องได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากสาธารณชนหรือประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง อันเป็นความเชื่อถือและไว้วางใจในความเป็นจริงด้วย” ดังนั้น แม้เพียงการไม่มีคดีอาญาติดตัว หรือได้รับอภัยโทษ หรือเคยทำผิดแต่ได้รับการตัดสิน รอการลงโทษ ก็ไม่ได้หมายความว่า บุคคลผู้นั้นจะถือว่ามีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เสมอไป 

และหากนายกรัฐมนตรีรู้ข้อเท็จจริงถึงคุณสมบัติของผู้ที่ตนจะแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีแล้วว่า ขาดคุณสมบัติในเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ แต่ก็ยังทูลเกล้า ฯ ถวายชื่อให้ทรงลงพระปรมาภิไธยอีก ก็จะถือว่านายกรัฐมนตรีผู้เสนอชื่อรัฐมนตรีนั้น ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง เป็นการกระทำที่เอาประโยชน์ส่วนตนเหนือผลประเทศชาติ ถือว่านายกรัฐมนตรีไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) (5) ไปด้วย ซึ่งจะส่งผลให้ความเป็นนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ 

ดังนั้นผมจึงอยากฝากให้ท่านนายกหนู พิจารณาแต่งตั้งคนดีมีความรู้ความสามารถ มีความรู้ลึกซึ้งในปัญหาความมั่นคงและเศรษฐกิจ ไม่ใช่คนที่รู้แต่ในตำรา เพราะตำราเศรษฐศาสตร์ ความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์ที่เขียนโดยชาวตะวันตก ซึ่งใช้กันก่อนหน้านี้ถอยหลังไปห้าปีขึ้นไป จะใช้ไม่ได้แล้ว เนื่องจากโลกกำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านจากยุคความเป็นมหาอำนาจโลกเจ้าเดียว (uni-polar world) ของตะวันตก ไปสู่ยุคของภาคีพหุนิยม (multi-polar world) ภายใต้หลักการของความเสมอภาค การค้าเสรี การไม่แทรกแซงในกิจการภายในของประเทศอื่น หรือการเคารพในอำนาจอธิปไตยของกันและกัน 

สรุป ผมขอให้ ครม. นายกหนู เป็น ครม. ที่ประกอบด้วยคนเก่ง คนดี มีความรู้ความสามารถ ตั้งใจทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง ซึ่งผมขอให้ท่านายกหนูมีความใจกว้างที่จะสรรหาคนนอก ที่มีคุณสมบัติเหล่านี้มาทำงานโดยไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องระบบอุปถัมภ์ พรรคพวกหรือระบบโควตาพรรคการเมืองใด ๆ และผมเชื่อว่า ประชาชนจะเทคะแนนเสียงให้พรรคของท่านอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ด้วยความปรารถนาดี

‘รวี เล็กอุทัย’ สส.เพื่อไทย อุตรดิตถ์ ยัน!! เลือก ‘ชัยเกษม นิติสิริ’ ลั่น!! ดำเนินการทางกฎหมาย หากใครใส่ร้าย สร้างความเสียหาย

(6 ก.ย. 68) นายรวี เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุตรดิตถ์ เขต 3 พรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

สืบเนื่องจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 5 กันยายน 2568 

ในวาระการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ผมนายรวี เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 

จังหวัดอุตรดิตถ์ เขต3 พรรคเพื่อไทย ได้มีมติออกเสียงลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีให้แก่ 'นายชัยเกษม นิติสิริ' ครับ

จากการที่สำนักข่าวหลายแห่งได้เผยแพร่ข้อความผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ กล่าวหาว่าผมโหวตสวนมติพรรค 

ซึ่งข้อความดังกล่าวถือเป็นความเท็จและไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เนื่องจากตัวผมเองได้ลงมติโหวต 'นายชัยเกษม นิติสิริ' ตามมติพรรค 

การกระทำดังกล่าวถือได้ว่ามีเจตนาที่จะทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดในตัวของผม อีกทั้งยังส่งผลให้ผมต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง และเกียรติยศอย่างร้ายแรง การโพสต์ข้อความอันเป็นเท็จและก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของผมในลักษณะเช่นนี้ ถือเป็นการใส่ความบุคคลอื่นต่อสาธารณชนหรือต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผมถูกดูหมิ่น เกลียดชัง การกระทำดังกล่าวจึงเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 

นอกจากนี้ การที่สำนักข่าวได้ใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข้อความดังกล่าว ซึ่งเป็นช่องทางที่สามารถเข้าถึงและรับรู้ได้โดยบุคคลทั่วไปจำนวนมาก จึงถือเป็นการหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ซึ่งเป็นความผิดที่มีบทลงโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328

ด้วยเหตุนี้ ผมนายรวี เล็กอุทัย จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อปกป้องสิทธิและเกียรติยศของตนเองจากการกระทำอันไม่ชอบธรรมดังกล่าวและเพื่อเป็นบรรทัดฐานในการหยุดยั้งการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นในสังคมต่อไป

สามารถดูคลิปการลงมติของผมได้ที่ >> https://youtu.be/u20aykxstPY

‘วรชัย เหมะ’ เพื่อไทย ซัดเดือด!! พรรคประชาชน ไม่คำนึงถึงปัญหาประเทศชาติ โชว์หล่อ!! โหวตให้ ‘อนุทิน’ โดยไม่เข้าร่วมรัฐบาล เชื่อ!! เกิดวิกฤติศรัทธาแน่นอน

(6 ก.ย. 68) นายวรชัย เหมะ อดีตสส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคประชาชนโหวตสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยให้เป็นนายกฯ ว่าวันนี้เราได้เห็นธาตุแท้ของพรรคประชาชนว่า มีจุดยืนเพื่ออะไร ระยะเวลา 2 ปี ที่ผ่านมาพรรคประชาชนไม่เคยพูดถึงการแก้ปัญหาให้ประเทศชาติและประชาชนเลย อ้างแต่ว่าพรรคตัวเองยืนหยัดอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย ตั้งข้อเรียกร้องอย่างเดียวคือให้มีการยุบสภาฯเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ คิดว่าตัวเองจะได้คะแนนเสียงถล่มทลายยิ่งกว่าเดิมเป็นรัฐบาลพรรคเดียว ได้นายกฯจากพรรคตัวเองอย่างเดียว

การโหวตนายกฯครั้งนี้โดยไม่เข้าร่วมรัฐบาลก็เพราะหวังโชว์หล่อให้พรรคตัวเองจะได้คะแนนนิยมมากยิ่งขึ้นกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนแล้วตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ใช่หรือไม่ ข้อเรียกร้องที่ให้ยุบสภาฯภายใน 4 เดือน เป็นใครก็รู้ว่าเวลาแค่นี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้ แล้วการแก้รัฐธรรมนูญก็ยังไม่เสร็จสิ้น ต้องเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญปี 60 ซึ่งชัดเจนแล้วว่าเป็นปัญหา ทำให้นายกฯโดนปลดโดยองค์กรอิสระ ที่เป็นของคนชั้นนำสร้างขึ้นมาเพื่อขัดขวางประชาธิปไตยที่แท้จริง การตัดสินใจของพรรคประชาชนวันนี้ทำให้ประชาชนที่เลือกพรรคก้าวไกลมา 14 ล้านเสียงเกิดวิกฤตศรัทธาเพราะถ้าต้องการแก้รัฐธรรมนูญจริงควรตั้งเงื่อนไขให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยก่อนแล้วค่อยเลือกตั้ง

นายวรชัย กล่าวว่า พรรคประชาชนไม่ควรทำเพื่อเป้าหมายตั้งรัฐบาลพรรคเดียวโดยไม่สนใจความเดือดร้อนของประชาชน อย่าเอาประชาชนเป็นเครื่องมือทำให้ตัวเองได้เป็นใหญ่ได้เป็นรัฐบาลพรรคเดียว ขอให้เห็นหัวประชาชนบ้าง ไม่รู้ว่าพรรคประชาชนโง่หรือแกล้งโง่ที่คิดว่าเวลา 4 เดือนเพียงพอทำให้อะไรมันดีขึ้น หรือว่ามีผลประโยชน์อะไรหรือไม่ที่ทำให้ตัดสินใจอย่างนี้ เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ต้องมีองค์กรประชาธิปไตยของประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อคานอำนาจกลุ่มการเมืองที่ทำให้ประเทศชาติเสียหายไม่คำนึงถึงประเทศชาติและประชาชน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top