Friday, 5 June 2026
ข่าวการเมือง

1 ปีละ เหลืออีก 9 ปี รักษาตัวให้แข็งแรง เก่งขึ้น คมขึ้น ให้ได้ เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

(10 ส.ค. 68) นายปดิพัทธ์ สันติภาดา หรือหมออ๋อง สัตวแพทย์ และอดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 อดีตสมาชิกพรรคก้าวไกล ซึ่งปัจจุบันได้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองนั้น ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า ...

1 ปีละ เหลืออีก 9 ปี

รักษาตัวให้แข็งแรง เก่งขึ้น คมขึ้น ให้ได้

เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ

ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

‘นิพนธ์’ เตือน!! แก้ปัญหา ‘เขากระโดง’ อ่านข้อมูลให้ละเอียด ก่อนพูด ระบุ!! สมัยนั่ง รมช.มหาดไทย เคยสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ให้ทำตามกฎหมาย

(10 ส.ค. 68) นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรมช.มหาดไทย ซึ่งเคยกำกับกรมที่ดิน ให้ความเห็นว่า กรณีปัญหาที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าเจ้าหน้าที่ หรือผู้บริหารกระทรวง ไม่ควรเร่งรีบออกมาพูด หรือสั่งการ ควรศึกษาเอกสารข้อมูลให้ชัดเจน เพราะมีเอกสารข้อมูลจำนวนมาก และไม่ควรตัดใจแก้ปัญหาด้วยอารมณ์ สมัยเป็นรมข.มหาดไทย ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลกรมที่ดิน ปัญหาที่ดินเขากระโดง อธิบดีกรมที่ดินขณะนั้น ได้ทำรายละเอียดเสนอมา 3-4 หน้า หลังอ่านแล้วได้เซ็นว่า “ทราบ” และสั่งการให้อธิบดีทำตามขั้นตอนของระเบียบกฎหมาย

ที่ดินจำนวน 5,000 กว่าไร่ที่ระบุว่า เป็นของการรถไฟฟ้าแห่งประเทศ(รฟท.)และศาลฏีกาได้สั่งให้เป็นที่ดินของการรถไฟนั้น ในรายละเอียดศาลฎีกาได้สั่งเฉพาะชาวบ้าน 35 รายที่ขอออกโฉนดและการรถไฟฯได้ยื่นร้องคัดค้าน ไม่ได้สั่งว่า ที่ดินทั้งหมดเป็นของการรถไฟฯ และศาลปกครองได้สั่งให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการ

ปัญหาที่ดิน #เขากระโดง พระราชกฤษฎีกาไม่ได้กำหนดแนวเขตชัดเจน และที่ผ่านมาการรถไฟฯ ไม่ได้ชี้แนวเขตที่ชัดเจน กรมที่ดินจึงไม่สามารถดำเนินการเพิกถอนออกสารสิทธิ์ได้ เพิกถอนเฉพาะชาวบ้าน 35 รายที่ศาลฎีกาสั่ง ส่วนอีก 900 กว่ารายไม่ได้มีการกำหนดมีการฟ้องร้องไม่มีการกำหนดแนวเขตที่ชัดเจน ที่ผ่านกรมที่ดินได้ออกโฉนดให้ชาวบ้านตามขั้นตอนถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าจะให้เพิกถอนต้องมีคำสั่งศาล ไม่เช่นนั้นอธิบดีกรมที่ดินที่ฟ้อง ที่ผ่านมามีอธิบดีกรมที่ดิน 2 คนขอย้ายตัวเอง เพราะไม่สามารถดำเนินการตามคำสั่งของฝ่ายการเมืองได้ 

นายนิพนธ์ กล่าวว่า ทราบว่า การรถไฟฯ ได้ดำเนินการฟ้องร้องให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ ซึ่งการรถไฟฯไม่มีความสามารถดำเนินการเอง จึงส่งให้อัยการสูงสุดดำเนินการฟ้องร้อง ซึ่งอัยการสูงสุดก็ยังไม่มีคำสั่งออกมา

'การดำเนินการปัญหาที่ดินเขากระโดงมีความซับซ้อน ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดไม่เช่นนั้นจะถูกฟ้องได้ จะทำตามอารมณ์ความรู้สึกไม่ได้ เพราะกระทบต่อชาวบ้าน 900 กว่ารายที่ถือโฉนดที่ดิน ตามที่นายภูมิธรรม เวชชยชัย รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย และนายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย ที่กำกับดูแลกรมที่ดิน ระบุว่า จะเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ภายใน 2 วันนั้น ก็จะรอดูว่า สามารถทำได้หรือไม่ อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ที่จะเข้ามาจะกล้าดำเนินการหรือไม่'นายนิพนธ์ กล่าว

เขา กล่าวด้วยว่า กรณีที่ดินเขากระโดงกับที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์มีความแตกต่างกันที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ เป็นที่ดินมรดกที่ยกให้วัด และศาลฎีกาสั่งให้เป็นของวัดชัดเจน จึงต้องเพิกถอน หากไม่เพิกถอนก็จะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ซับซ้อนเหมือน #ที่ดินเขากระโดง

ทหารยึดอำนาจตัดสินใจ ตั้งแต่ ‘คลิปอังเคิล’

(10 ส.ค. 68) นายอธึกกิต แสวงสุข หรือ ‘ใบตองแห้ง’ คอลัมนิสต์ สื่อมวลชนชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

ไม่ได้แปลกใจที่โพลนิยมทหาร ด่ารัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศ
ทหารยึดอำนาจตัดสินใจตั้งแต่คลิปอังเคิล

ยึดกุมนโยบายที่ไม่เจรจา จนนำไปสู่การรบ (ไม่ว่าจะบอกใครยิงก่อน แต่เห็นชัดว่าไม่เจรจา เข้มตึงตั้งแต่ทหารเหยียบกับระเบิด)

จากนั้นทหารก็กุมเรื่องเล่า ผ่านสื่อ อินฟลู

แม้เราเห็นว่า เรื่องเล่าของกองทัพ ที่เป็นทางการ ยังดูเหมือนจะอยู่ในกรอบ (ที่จริงคาบเส้น แล้วเปิดให้สื่อ อินฟลู ล้ำเส้น) 

แต่เพจข้างเคียงจำนวนมาก ที่ไม่เป็นทางการ ไม่ได้บอกว่าเป็นของกองทัพ ก็ฉกโอกาสนี้ โจมตีรัฐบาล

‘อั๋น ภูวนาท’ ฟาด!! ‘เจี๊ยบ ก้าวไกล’ อย่าเผลอใช้ปากตามใจ โดยไม่ผ่านสมอง

(10 ส.ค. 68) กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์สำหรับกรณี  "นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล" หรือ  "เจี๊ยบ ก้าวไกล" อดีต สส.พรรคก้าวไกล โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็น หลัง "บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี" รับตำแหน่ง โฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) จิตอาสาคนใหม่  โดยระบุว่า "หน้าที่โฆษก คงไม่ใช่ไปชนแบบปลากัด การสื่อสารต้องเน้นความสุขุมและความแม่นยำของข้อมูล ไม่ใช่เน้นความมันหรือความสะใจ ต้องมีภาพของความเป็นมืออาชีพให้ประชาคมโลกเชื่อถือ"

ล่าสุด พิธีกรดัง "อั๋น ภูวนาท" ได้แชร์ข่าวดังกล่าว พร้อมฟาดว่า …

คุณบุ๋มเค้าทำงานรึยังครับ… ยัง แปลกคน!!

หิวแสงไม่ผิดนะครับ บางคนแก่ไปเป็นตัวอย่าง บางคนเป็นได้แค่อุทา "หอน" เอาไว้สอนตนและคนอื่นว่าอย่าเผลอใช้ปากตามใจโดยไม่ผ่านสมอง ให้กำลังกันเถิดพวกเราอย่าเอาแต่ใจ

‘นิพนธ์’ เปิดบ้านเขารูปช้าง!! สานต่อมิตรภาพกับ ‘พิพัฒน์’ ส่งสัญญาณ!! เชื่อมสัมพันธ์ ‘ภูมิใจไทย’ จับมือ ลุยยึดภาคใต้

(11 ส.ค. 68) การปรากฏกายของพิพัฒน์ รัชกิจประการ (อดีตรมว.ท่องเที่ยวฯ รัฐมนตรีแรงงานฯจากพรรคภูมิใจไทย) ที่บ้านใหญ่เขารูปช้างของ นิพนธ์ บุญญามณี พร้อมมี สรรเพชญ บุญญามณี ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะเจ้าของบ้านอีกคนร่วมโต๊ะทานข้าวด้วย มีความหมายเชิงการเมืองสงขลาค่อนข้างชัด และสะท้อนได้หลายชั้น ดังนี้

พิพัฒน์ไม่ได้มาคนเดียว มีณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา เขต 7 พรรคภูมิใจไทย พร้อมคณะผู้สนับสนุนหลายคนมาร่วมด้วย รวมถึงนายกฯแบน “ประสงค์ บริรักษ์” อดีตนายกฯเทศมนตรีเมืองเขารูปช้าง ซึ่งเข้าใจว่า นายกฯแบนไม่ได้เข้าบ้านเขารูปช้างมานานแล้ว นิพนธ์ก็เคยส่งคนลงแข่งกับนายกฯแบน และนายกฯแบน พ่ายให้กับเด็กนิพนธ์ การเลือกตั้ง สส.ปี 66 ประสงค์ก็ลงแข่งกับสรรเพชญ บุญญามณี ที่เขต 1 สงขลา และนายกฯแบนก็แพ้สรรเพชญ

นายกฯแบนคงอาศัยร่มเงินของนายหัวพิพัฒน์ เดินเข้าบ้านใหญ่ เพื่อสานสัมพันธ์หลังข่าวสะพัดนิพนธ์กำลังหาที่ยืนใหญ่ และเล็งไปยังพรรคภูมิใจไทย แต่นายกฯแบนอย่างงัยก็มีพื้นที่ทับซ้อนกับสรรเพชญอยู่ดี ถ้า ‘นิพนธ์-สรรเพชญ’ ยกทัพเข้าภูมิใจ

เวทีการเมืองสงขลา ยังต้องมีพี่เลี้ยง แม้สมยศ พลายด้วง สส.สงขลา ประชาธิปัตย์ จะยิ่งใหญ่พอ แต่ยังไม่ปีกกล้าขาแข็งพอที่จะแยกวงและตั้งบ้านใหญ่ได้ อาหารการเมืองมือเย็นแกงส้มปลาช่อนทะเลจากหลีเป๊ะ จากทีมงานพิพัฒน์ จึงมีเงาร่างของสมยศอยู่ด้วย แม้นจะไม่ชัดว่า นิพนธ์ไปไหนสมยศไปนั้น แต่เห็นได้ว่า นิพนธ์-สมยศ ยังมีมิตรภาพที่ดีต่อกัน

อาหารการเมืองมื้อนี้สัญญาณเชื่อมสัมพันธ์ ภูมิใจไทย–บ้านใหญ่เขารูปช้าง เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น และลึกถึงขนาดนิพนธ์-เนวิน ชิดชอบ ได้พบเจอกันแล้ว พูดคุยกันแล้ว
 ภูมิใจไทย (พิพัฒน์) กับบ้านใหญ่เขารปช้าง (เดิมสาย ปชป.) ไม่ใช่คู่แข่งตรงในบางเขต แต่มีฐานเสียงทับซ้อนบ้างในบางพื้นที่ของสงขลา แต่ไม่ใช่ปัญหาถ้าจะร่วมกัน การเมืองคือการเมือง ย่อมมีทางออกเสมอ

การนั่งโต๊ะอาหารร่วมกันในที่ไม่เปิดเผย เป็นบ้านส่วนตัว แต่ก็มีภาพหลุดออกมาอย่างตั้งใจ เป็นการ ‘โชว์ให้เห็น’ ว่าทั้งสองฝ่ายมีช่องทางพูดคุย และไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งตลอดเวลา

อาจเป็นการวางฐานความร่วมมือในอนาคต ทั้งในระดับพื้นที่และระดับพรรค

ภาพที่ปรากฏการปรับเกมบ้านใหญ่ หลังประชาธิปัตย์อ่อนแรง คะแนนนิยมลดลงอย่างน่ากังวลใจสำหรับฝ่ายบริหารพรรค แม้จะมีความพยายาม 21 คนไม่ไปไหน แต่ไม่มีใครเชื่อ

นิพนธ์เคยเป็นกำลังหลักของประชาธิปัตย์ในภาคใต้ และในสงขลา แต่หลังความนิยมประชาธิปัตย์ลดลง ต้องรักษาฐานเสียงไว้ในภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูงกับประชาธิปัตย์ การเปิดพื้นที่ให้คนจากพรรคอื่นมาเยือน เป็นการส่งสัญญาณว่า บ้านใหญ่พร้อมคุยกับทุกขั้ว ไม่ผูกมัดตายตัว สรรเพชญ (ลูกชาย) ในฐานะ ส.ส.รุ่นใหม่ อาจได้ประโยชน์จากการมีสายสัมพันธ์กับทุกพรรคที่มีคนใต้นิยมอยู่

บทบาทพิพัฒน์ ในการวางหมากภาคใต้ของภูมิใจไทย ที่ผ่านมานำพาพรรคภูมิใจไทยเข้าแทรกซึมพื้นที่ภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ภูมิใจไทยกำลังขยายฐานลงภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดใหญ่ ๆ ที่ประชาธิปัตย์เคยครอง เช่น สุราษฏร์ธานี นครศรีฯ สงขลา รวมถึงสามจังหวัดชายแดนใต้

การปรากฏตัวครั้งนี้เหมือน “เชื่อมสัมพันธ์ให้ลึกขึ้น และต่อเนื่อง“หากในอนาคตมีการสลับขั้วหรือเลือกตั้งใหม่จะได้ไม่เคอะเขิลที่จะจัยมมือเดินไปด้วยกัน

พิพัฒน์ซึ่งมีเครือข่ายท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ อาจใช้ความสัมพันธ์นี้เชื่อมต่อกับนักการเมืองท้องถิ่นที่มีบารมีสูง

สัญญาณถึงคู่แข่งในพื้นที่การที่ภาพออกสู่สาธารณะ ไม่ใช่ความบังเอิญ แปลว่าอยากให้คู่แข่งในสงขลารับรู้ถึงสัญญาณทางการเมืองในอนาคต อาจเป็นการ ‘ส่งสาร’ ว่า บ้านใหญ่เขารูปช้างมีพันธมิตรทางเลือก และพร้อมปรับเกมหากจำเป็น

พิพัฒน์-นิพนธ์ สองแรงแข่งขัน ทั้งผลักทั้งดันภูมิใจไทย กรีฑาทัพเข้ายึดครองพื้นที่ภาคใต้แทนประชาธิปัตย์ที่เริ่มหมดแรง และแผ่วเบายิ่ง

เมื่อเขมรจอมโกหก โดดซบอกอเมริกาจอมหลอกใช้ ไทยยิ่งต้องระวัง เหตุยังมี “ไส้ศึกส้ม” ผสมโรงแทะตามสั่ง

(12 ส.ค. 68) ผมค่อนข้างเชื่อว่าถ้าไม่เกิดปัญหาสู้รบกันริมชายแดนระหว่าง “ไทยกับเขมร” ในห้วงเวลานี้ คนไทยจำนวนมาก ก็คงจะไม่ทราบว่า ผู้นำ ตลอดจนคนกัมพูชาจำนวนไม่น้อยมีนิสัยชอบสร้างเรื่องเท็จออกสู่สังคม และขาดปัญญาในการตรองหาข้อเท็จจริงชนิดที่ว่าไม่น่าจะมีเกิดขึ้นในสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “คน” ได้เลย ความล้าหลังของล้าหลังทั้งปวง ต่ำทั้งจริยธรรม คุณธรรม ไร้ความรู้ และสามัญสำนึก หาดูได้ในสิ่งที่เรียกว่า “คนกัมพูชา” ยากจะมีในชนชาติอื่น

มากกว่าความปลิ้นปล้อน กลิ้งกลอก และการแต่งเรื่องโกหกรายวันเพื่อให้ “สังคมโลกเข้าใจผิด” ยังเป็นประเทศที่ “ไร้ความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ” อย่างร้ายกาจ เรื่องการถูกหักหลังโดยกัมพูชา ประเทศที่เจ็บปวดอย่างเวียดนาม, จีน และไทยเราเองต่างรู้ซึ้งเป็นอย่างดี แต่เพราะความใจดีของ “สามชาติสุภาพบุรุษ” ที่ไม่อยากหมดเวลาไปกับการทำสงคราม จึงทำให้ “ชาติแห่งการเนรคุณ” ยืนหยัดสร้างความเสียหายให้กับโลกของเรามานานกว่าสิบปี ทั้งบ่อนพนัน, แหล่งค้ามนุษย์, ค้ายาเสพติด, เซฟเฮาส์ที่หลบซ่อนโจรทางการเมืองจากต่างประเทศ และที่สร้างความเสียหายต่อสังคมโลกมาหนัก ๆ ตลอดสามสี่ปีมานี้ก็คือ สแกมเมอร์, แก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ และพนันออนไลน์ 

กลายเป็นประเทศที่เปิดหน้าว่าข้าคือ “โจรร้ายแห่งเอเชีย” หาเงินเข้าประเทศด้วยวิถีโจรอย่างเดียว แต่ถึงขนาดผู้นำชาติเป็น “โจรเถื่อน” ก็ยังมี “หนึ่งตระกูลที่ไม่ต่างจากโจร” ของประเทศไทย คอยอิงแอบ แนบชิด มีผลประโยชน์ร่วมกัน กระทั่งถึงวันที่ “ผลประโยชน์ไม่ได้ดังใจ” จึงเกิดสงครามชายแดน นำความสูญเสียของใหญ่หลวงตามมา ที่เจ็บใจที่สุดคือทำให้คนไทยผู้บริสุทธิ์ และทหารกล้าของไทยต้องเสียชีวิตเพราะ “ความชั่วของตระกูลหนีคดี” เป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริง 

เมื่อเขมรสู้ไทยไม่ได้ จึงหนีจีนหันไปซบอกอเมริกา แลกกับผลประโยชน์ทางพื้นที่ทั้งบนบก และทางทะเล เหนือใด ๆ เป็นการสร้างภาพไว้ต่อรองที่จะหาทางรอดให้กับตนเอง 

มองดู “นิสัยเขมร” แล้วชวนนึกถึง “ส้มสามกีบ” นั่นคือไม่มีหลัก ไม่มีราก ไม่มีความกตัญญู และไร้สัมมาทิฏฐิ ใครที่ยอมหมอบคลานให้กับชนชาติอื่นเพื่อเงิน ซ้ำยังคอยเป็น “ไส้ศึก” โจมตีประเทศตัวเองตามใบสั่ง คิดหรือว่าจะมีไอ้โง่ที่ไหนมันจะเชื่อ “คนเนรคุณชาติตัวเอง” 

ก็แค่ “หลอกใช้ให้เช็ดรองเท้า” ไปวัน ๆ เท่านั้นแหละครับ 

รัฐบาล นำคณะทูตประเทศภาคีฯ ลงพื้นที่ 16 ส.ค. นี้ ประจานเขมรวางทุ่นระเบิดละเมิดอนุสัญญาออตตาวา

รัฐบาล เผย กต.เตรียมนำ คณะทูตผู้แทน ประเทศภาคีอนุสัญญาออตตาวา ลงพื้นที่ติดตามเก็บกู้ทุ่นระเบิดชายแดนไทย-กัมพูชา 16 ส.ค.

(15 ส.ค. 68) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่าในวันพรุ่งนี้ (วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม 2568 ) รัฐบาล โดยกระทรวงการต่างประเทศจะนำคณะทูตที่เป็นผู้แทนจากสถานทูตประเทศภาคีของ Ottawa Convention ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี และศรีสะเกษ  ที่บริเวณผามออีแดง จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อรับฟังการบรรยายสรุป และการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 2 ในพื้นที่ ภูมะเขือ ก่อนเดินทางไปตรวจพื้นที่ความเสียหายพลเรือน ที่บ้านหนองเม็ก ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ โรงเรียนภูมิซรอลวิทยา จ.ศรีสะเกษ พร้อมรับฟังบรรยายสรุปจากผู้แทน

นายจิรายุ กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลไทยยึดมั่นในการรักษากฎหมายระหว่างประเทศ เคารพในหลักมนุษยธรรม และพร้อมเปิดเผยข้อเท็จจริงต่อสายตาประชาคมโลก เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขสถานการณ์อย่างสันติและเป็นธรรม ทั้งนี้ รัฐบาลจะดำเนินการทุกช่องทางเพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทยอย่างเต็มกำลัง 

ทั้งนี้ กองทัพไทย ยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 พื้นที่  7 จังหวัด และวางรั้วลวดหนาม อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาอธิปไตยของไทยไม่ให้ใครล่วงล้ำเข้ามา แม้แต่ตารางนิ้วเดียว และพร้อมตอบโต้ทันทีหากถูกรุกล้ำอธิปไตยของไทย ขณะที่หน่วยเก็บกู้ระเบิดยังตรวจพบกับระเบิดที่ลักลอบเข้ามาวางในพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง หลังจากทหารไทยเหยียบกับระเบิดที่กัมพูชานำมาวางไว้  ซึ่งเป็นการผิดข้อตกลงหยุดยิงและขัดต่อสนธิสัญญาออตตาวา ที่ห้ามใช้กับระเบิดบุคคล ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎกติกา ระดับโลกอย่างร้ายแรง

เพื่อไทยหนัก พรรคส้มก็เหนื่อย ชาตินิยม เป็นอันตราย

(24 ส.ค. 68) นายอธึกกิต แสวงสุข หรือ ‘ใบตองแห้ง’ คอลัมนิสต์ สื่อมวลชนชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

ชาตินิยมที่เกิดจากปัญหาชายแดน ส่งผลกระทบต่อทุกพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย
เพื่อไทยหนัก พรรคส้มก็เหนื่อย 
ชาตินิยมเป็นอันตราย แต่ในอีกมุม ทำอย่างไรจะทำให้การเมืองเรื่องชีวิตเรื่องความเปลี่ยนแปลงเป็นชาตินิยมขึ้นมาได้

เศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ อำนาจกดทับในสังคม ทำให้คนกลายเป็นอณู ที่ไม่มีความหมาย
ชาติ กลายเป็นความคิดเก่าที่สามารถยึดโยงให้แต่ละอณูเชื่อมโยงกัน ทำให้เกิดความหมายว่า เรามีค่ามากกว่าเป็นอณู
แต่ชาตินิยมถ้าไม่มี Political Project ที่ชัดเจน เห็นอนาคต และเป็นประโยชน์ต่อชีวิต ก็ไม่ได้มีอะไรนอกจากคลั่งชาติ

แม้ชาตินิยมทำให้ดูเหมือนสังคมไทยถอยหลัง จากปี 63 ปี 66
แต่จากนี้ไปจนถึงเลือกตั้ง กระแสสังคมจะหันมาทบทวนชาตินิยม
พรรคการเมืองจะต้องนำเสนอชาตินิยมที่มีปัญญาญาณ สร้างชุดความหวังและอุดมคติ ที่ทำให้สังคมเดินต่อไปได้ ผนวกกลืนชาตินิยมให้เป็นสิ่งที่มีค่า

มาตรการพลังงานครั้งนี้ จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ลดต้นทุนเศรษฐกิจโดยรวม และสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน

(24 ส.ค. 68) นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในรายการ “เสียงจากใจ ไทยคู่ฟ้า” ออกอากาศวันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 68 ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเข้าร่วมประชุม ได้เห็นชอบมาตรการพลังงานสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพพลังงานและค่าครองชีพของประชาชนในหลายเรื่องสำคัญ

โดยที่ประชุมได้อนุมัติการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมทั้งโครงการลมและแสงอาทิตย์ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเจรจาราคากับภาคเอกชนให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน พร้อมขยายกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) ไม่เกินปี 2573 เพื่อเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบไฟฟ้าไทย

กพช. ยังอนุมัติขยายอายุโรงไฟฟ้าน้ำพอง ชุดที่ 1–2 ออกไปอีก 6 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2574 ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสุทธิได้กว่า 28,358 ล้านบาท พร้อมเห็นชอบแนวทางบริหารจัดการโรงไฟฟ้าแม่เมาะ โดยเลื่อนการปลดโรงไฟฟ้าเครื่องที่ 8 และ 11 ออกไปถึงสิ้นปี 2574 ควบคู่กับการปรับปรุงเครื่องที่ 12–13 เพื่อใช้งานต่อถึงปี 2591 แนวทางนี้จะช่วยลดการลงทุนใหม่ ลดการนำเข้า Spot LNG และลดค่า Ft ลงเฉลี่ย 3.67 สตางค์ต่อหน่วย หรือประมาณ 9,566 ล้านบาทต่อปี

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังมีมติอนุมัติให้ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราปกติ จ่ายค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3.94 บาทต่อหน่วยในงวดกันยายนถึงธันวาคม 2568 เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือน โดยมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ทบทวนเกณฑ์เพดานการใช้ไฟฟ้า เพื่อให้ส่วนลดครอบคลุมผู้ใช้ส่วนใหญ่และเป็นธรรม

นอกจากนี้ กพช. ยังมีมติยืนยันราคาขายไฟฟ้าแก่ประเทศเพื่อนบ้านต้องไม่ต่ำกว่าราคาที่จำหน่ายภายในประเทศ เพื่อไม่ให้กระทบต้นทุนไฟฟ้าของประชาชนไทย พร้อมทั้งยกเลิกแผนการแยกศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า (SO) ออกจาก กฟผ. โดยคงโครงสร้างแบบ Enhance Single Buyer (ESB) ที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องมาตรฐานสากล รวมถึงเห็นชอบให้เดินหน้าโครงการ Demand Response (DR) ต่อเนื่อง เพื่อควบคุมต้นทุนค่าไฟและลดการนำเข้า LNG โดยจะบรรจุค่าใช้จ่ายผลตอบแทน DR ไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ต่อไป

“รัฐบาลยืนยันว่า มาตรการพลังงานครั้งนี้จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ลดต้นทุนเศรษฐกิจโดยรวม และสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน” นางสาวศศิกานต์ กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top