Friday, 5 June 2026
ข่าวการเมือง

ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก ตอบโต้ ดร.ทักษิณ ชินวัตร

(20 ก.ค. 68) จากกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังจากนี้จะไม่เจรจากัมพูชาโดยใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวอีกแล้ว เพราะกลัวโดนอัดเทป ล่าสุดวันที่ 20 ก.ค. 68 สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ข้อความตอบโต้แล้ว โดยระบุว่า ...

ผมขอย้ำเตือนทักษิณอีกครั้งว่าผมเองต่างหากที่ไม่อยากคุยกับเขา นับตั้งแต่ลูกสาวของเขาดูถูกเหยียดหยามผม ยิ่งไปกว่านั้น ผมเองก็ไม่มีเจตนาจะคุยกับคนที่มีประวัติอาชญากรรมและกำลังเตรียมถูกดำเนินคดีเพิ่ม ดังนั้นอย่าคิดมาก เพราะการคุยกับคุณไม่มีประโยชน์อะไรกับผมเลย!!

สำหรับข้อสังเกตของผม นับตั้งแต่ทักษิณเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองไทย ประเทศไทยก็ตกอยู่ในความวุ่นวายอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 ผมไม่อยากพูดถึงคำพูดดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยอย่างรุนแรงของคุณ เพราะมันเป็นการพูดที่น่ารังเกียจและไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่ผมต้องพูดถึง เพราะมันทำลายศักดิ์ศรีของสถาบันกษัตริย์ไทย แต่คุณกลับยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา คุณบอกว่าผู้นำกัมพูชาขาดศีลธรรม นี่เป็นการดูหมิ่นอย่างรุนแรง เหมือนกับที่ลูกสาวของคุณดูหมิ่นผู้นำกัมพูชา โดยกล่าวหาว่าเขา (ฮุน มาเนต) ไม่เป็นมืออาชีพ ซึ่งก่อให้เกิดความโกรธแค้นในหมู่ชาวกัมพูชา

ผมอยากถามคุณว่า ถ้าผมขาดคุณธรรม ทำไมคุณถึงพึ่งพาผมมาตลอด 19 ปี (2549-2568) โดยทำตามคำแนะนำของผม และยังเรียกผมว่า “ผู้นำหมายเลข 1” อีกด้วย

คุณยังจำการจัดตั้งพรรคเพื่อไทยเพื่อเข้าร่วมการเลือกตั้งปี 2554 ได้ไหม นอกจากแนวคิดบางอย่างแล้ว ยังมีทฤษฎีหนึ่งที่รู้จักกันในชื่อ “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ซึ่งอันที่จริงแล้วเป็นทฤษฎีของฮุนเซน ซึ่งผมควรเตือนคุณด้วย

ยังมีอีกหลายสิ่งที่ผมยังไม่ได้กล่าวถึง รวมถึงการแต่งตั้งข้าราชการ

ข้อกล่าวหาที่ว่าท่านเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยนั้นเป็นเรื่องจริง รวมทั้งกรณีที่ท่านทรยศต่อพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นความคิดของท่านเองทั้งสิ้น ไม่ใช่ของอุ๊งอิ๊ง 

เตือน!! ‘นายกฯ ชาย’ ระวัง!! อย่าละเมิดสิทธิ์คนอื่น ‘สส.กฤต’ คุณสมบัติครบ มีสิทธิ์ลงสมัคร สส.สงขลา

(26 ก.ค. 68) เดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยไทย ให้สัมภาษณ์สื่อถึงปัญหาความขัดแย้งกับ สส.กฤต ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว จากพรรคกล้าธรรม หลังมีเหตุกระทืบลุงวัย 65 ปี มีการกล่าวอ้างว่า คนใกล้ชิด สส.กฤตเป็นคนทำ โดยเดชอิศม์ กล่าวว่า มีคนบอกว่า คนสงขลาทะเลาะกัน

“กราบเรียนว่าผมเป็นคนสงขลา แต่ สส.บางคนไม่ใช่คนสงขลา เพิ่งเข้ามาอยู่ แต่คนสงขลาให้เกียรติเลือกเป็นผู้แทน แต่คิดจะซื้อเกียรติยศ ซื้อศักดิ์ศรีคนสงขลา ผมไม่ยอมครับ

ทั้งนี้เดชอิศม์ คงจะกล่าวถึง สส.ชนนพัฒน์ นาคสั้ว จากพรรคกล้าธรรม เป็นคน อ.ชะอวด จ.นครศรีฯ เจ้าของทีมสโมสรฟุตบอล นครศรีฯยูไนเตด มีพ่อเป็นนายกฯอบต.อยู่ ต.ท่าสะเหม็ด อ.ชะอวด แต่ สส.ชนนพัฒฐ์มาโตสงขลา

คำพูดของเดชอิศม์ ขาวทอง ที่บอกว่า สส.กฤตไม่ใช่คนสงขลา เพิ่งย้ายมา ก็เป็นคำพูดที่ถูก แต่ไม่ควรลืม และไม่ควรไปละเมิดสิทธิ์คนอื่น เขาย้ายไปอยู่สงขลา ก็เป็นสิทธิ์ของเขา และเขาอยู่จนมีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งแล้ว คนสงขลา เขต 4 เลือกเขามาเป็นผู้แทนแล้ว และในพื้นที่เขต 4 ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งก็ยอมรับต่อการทำหน้าที่ของเขา

เดชอิศม์ไม่ควรลืมว่า สส.อีสาน สส.กทม.และอีกหลายจังหวัดก็มีคนใต้ไปแจ้งเกิดทางการเมือง ไม่ควรไปล่วงละเมิดตรงนี้ ครูมานิตย์ เป็นคนพัทลุง แต่คนสุรินทร์ก็เลือกครูมานิตย์มาเป็นผู้แทน ไม่ใช่เรื่องแปลก และผิดอะไร

เดชอิศม์ ยังบอกว่า เมื่อได้รับเกียรติฟ้องจากอีกฝ่าย ตนก็จะทำหนังสือถึงเลขาธิการ ปปง. /อัยการสูงสุด และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

แม้เดชอิศม์ จะไม่ได้บอกว่า ทำหนังสือไปเรื่องอะไร แต่ในทางการข่าวเชื่อว่า เป็นการทำหนังสือกระทุ้งคดีเก่าของ สส.กฤต ที่บางคดีตำรวจส่งฟ้อง แต่อัยการสั่งไม่ฟ้อง บางคดีอยู่ในมืออัยการสูงสุด

”เดินหน้าเต็มที่ครับ ไม่มียกคันเร่ง ไม่ใส่เกียร์ถอยหลังอย่างแน่นอน” เดชอิศม์ กล่าว พร้อมย้ำว่า ไม่ใช่เกมการเมืองในเขต 4 สงขลา เพราะพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่มีตัวผู้สมัครเลย การเมืองตัดไปได้เลย ผมไม่อยากให้เกิดเหตุแบบนี้อีก ขอให้เคสนี้เป็นเคสสุดท้าย

ผม #นายหัวไทร ยังงงว่า จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งระหว่างเดชอิศม์กับชนนพัฒฐ์ มันเริ่มต้นจากจุดไหน เพราะข่าวก่อนหน้าเป็นที่รับรู้กันของชาวสงขลาว่า ลูกของเดชอิศม์ อยู่ในทีมเที่ยวด้วยกันตามประสาวัยรุ่น และอาจจะมีธุรกิจบางตัวที่ทำในรูปแบบเดียวกัน แต่ยังค้นหาจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งไม่เจอว่ามาจากจุดไหน จนมาถึงขั้นเอาเป็นเอาตายกับเรื่องคนกระดังงา โดนกระทืบ

ศึกศักดิ์ศรี - การเมืองเหยียบตาปลากัน ปมขัดแย้ง!! ‘เดชอิศม์ - สส.กฤต’

(28 ก.ค. 68) มีหลายคนถามว่า ต้นสายปลายเหตุของความขัดแย้งระหว่าง “เดชอิศม์ ขาวทอง กับ ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” เกิดจากอะไร ทั้งๆที่ไม่น่าจะมีประเด็นขัดแย้ง เพราะชนนพัฒฐ์กับลูกเดชดิศม์ มีธุรกิจในสายเดียวกัน และเที่ยวด้วยกันอยู่

จากการสืบค้นน่าจะเกิดจาก“การเสียสัจจะลูกผู้ชาย” ของทั้งคู่ที่เคยรับปากกันไว้ แต่เมื่อถึงเวลาเอาเข้าจริงทำไมได้ ส่วนใครผิดสัจจะก่อน ไม่แน่ชัด

ย้อนกลับไปในการเลือกตั้งปี 2566 เดชอิศม์ เคยรับปากว่าจะไม่เข้าไปยุ่งกับเขตเลือกตั้งที่ 4 สงขลา คือย่านระโนด กระแสสินธ์ สทิงพระ สิงหนคร ซึ่งชนนพัฒฐ์ ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งชนนพัฒฐ์ก็รับปากว่าจะไม่เข้ายุ่งเขต 6 สงขลา ย่าน สะเดา นาหม่อง ที่พรรคประชาธิปัตย์ส่ง สุภาพร กำเนิดผล ภรรยาของเดชอิศม์ลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยมีคู่แข่งคนสำคัญคือ อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ (โบ้ท) จากพรรคพลังประชารัฐ และเป็นสนามเลือกตั้งที่สู้กันดุเดือด เข้มข้น

แต่ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อการเมืองสู้กันดุเดือด เข้มข้น มีความแพ้ชนะเป็นตัวชี้วัด เดชอิศม์ ก็ก้าวเข้ามาช่วย “ชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว” จากพรรคประชาธิปัตย์ อันเป็นคู่แข่งของชนนพัฒฐ์ ทำให้ชนนพัฒฐ์ ก้าวเข้าไปเหยียบเขต 6 อันเป็นเขตกล่องดวงใจของเดชอิศม์ ขาวทอง ทำให้เดชอิศม์ สุภาพร (น้ำหอม) เหนื่อยมากขึ้น และต้องควักมากขึ้นหลายเท่าตัว เพื่อไม่ให้ภรรยาแพ้การเลือก

ผลการเลือกตั้งในวันนับคะแนนลุ้นกันแบบเหงื่อแตกซิกๆ สลับกันแพ้ สลับกันชนะ แต่ผลสุดท้ายสุภาพรชนะไปแค่ 1000 กว่าคะแนน

ผลการเลือกตั้ง สุภาพร กำเนิดผล (ประชาธิปัตย์) ซึ่งเป็นฝ่ายชนะ ได้มา34,835 คะแนน (37.59%) ในขณะที่อันดับ 2 เป็น อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ (พลังประชารัฐ) ได้มา 33,648 คะแนน (36.31%)

แม้ชนนพัฒฐ์จะชนะชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว แต่อนุกูล พฤษภานุศักดิ์ แพ้ให้กับสุภาพร หรือ แพ้ให้กับคุณนายน้ำหอมนั้นเอง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การพูด การให้สัมภาษณ์ของทั้งสองฝ่ายก็กระแนะกระแหนกันมาตลอด

ยิ่งในการเลือกตั้งซ่อมเขต 8 นครศรีฯ แข่งกันหนักสามพรรค คือพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรม โดยพรรคกล้าธรรม นำโดยบิ๊กโอ-ก้องเกียรติ์ เกตุสมบัติ ปักธงสนามเลือกตั้งภาคใต้ให้กับพรรคกล้าธรรมเป็นครั้งแรก สร้างความพ่ายแพ้ย่อยยับให้กับพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีชินวรณ์ บุณยะเกียรติ์ ผู้อาวุโสแห่งพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง

ชัยชนะของบิ๊กโอ เกิดจากแกนนำพรรคกล้าธรรมหลายคนไปมะรุมมะตุ้มกันเต็มเขตเลือกตั้ง นำโดย รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค และชนนพัฒฐ์ ก็ไปคลุกอยู่ในพื้นที่เดือนกว่าๆ และเขาก็อวดอ้างส่วนหนึ่งเป็นผลงานของเขา ในขณะที่แกนนำพรรคประชาธิปัตย์กอดความพ่ายแพ้ื กิดลิ้นกลืนเลือด เก็บความช้ำไว้ในอก ชนนพัฒฐ์สร้างรอยแค้นซ้ำให้กับเดชอิศม์อีกครั้ง

เมื่อได้จังหวะกรณีกลุ่มคนจำนวน 5 คน รุมกระทืบลุงวัย 65 ปี บาดเจ็บสาหัส ในทางข่าว 5 คน ล้วนเป็นคนใกล้ชิดชนนพัฒฐ์ เป็นหัวคะแนน เป็นตำรวจติดตาม แม้นชนนพัฒฐ์จะไม่ได้ลงไม้ลงมือเอง แต่ย่อมกระทบชิ้งไปถึงชนนพัฒฐ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น โดยเฉพาะรถตู้ที่ใช้ในการอุ้มลุงไปกระทืบ เป็นรถของใคร เดชอิศม์ได้จังหวะไม่ปล่อยให้ผ่านเลย เขารีบรุดไปเยี่ยมลุงที่ รพ.ระโนดทันที พร้อมฉวยโอกาสให้สัมภาษณ์กระทบไปถึงชนนพัฒฐ์ ทำนองจะไม่ยอมให้เหตุการณ์นี้ผ่านเลยไป ต้องมีคนรับผิดชอบ

เดชอิศม์ ยังลากยาวไปถึงเรื่องเก่าของชนนพัฒฐ์ เมื่อครั้งถูกจับคดีพนันออนไลน์ และฟอกเงิน เขาเอ่ยเลยเถิดไปถึงการกล่าวว่า มีการวิ่งเต้นคดีกับ 100-200 ล้าน แน่นอนว่า เป็นการกล่าวแบบลอยๆ ไม่มีหลักฐานอะไร อันจะนำไปสู่การฟ้องร้องเป็นคดีความกันในอนาคต

เดชอิศม์ให้สัมภาษณ์เหมือนจะให้รื้อฟื้นคดี โดยจะทำหนังสือถึงเลขาฯปปง. ถึงอัยการสูงสุด ถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่ชนนพัฒฐ์เมื่อเปิดประเด็นมาแล้วก็น่าจะไม่นิ่งเฉย น่าจะรุกไปถึงขั้นยื่น ปปช.ให้สอบสวนการละเมิดจริยธรรมของเดชอิศม์ ข่าว ปปช.สอบเดชอิศม์ ใน 3 ประเด็นจึงออกมา ทั้งเรื่องดีลลับกับทักษิณ ชินวัตร และจะตามมาด้วยข้อกล่าวหาละเมิดจริยธรรมในการคบหากับเตียว ฮุย ฮวด นักธุรกิจสีเทาชาวจีน ที่ไทยจับกุมส่งกลับไปให้จีนแล้ว

เกมความขัดแย้งน่าจะลามไปจนถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคกล้าธรรมสงขลา แทนที่จะส่งแค่ 3-4 เขต ก็น่าจะส่งเกือบครบทุกเขต ตามบดขยี้ “ขาวทอง” ทั้งเขต 5 /6/8/9 เต็มรูปแบบ คือ “สู้จริง” มีเป้าหมายชนะ

ในขณะที่เดชอิศม์ ยังไม่มีตัวลงแข่งที่ชัดเจนว่าใน 9 เขตจะส่งใครลงบ้าง ยกเว้นคนในครอบครัว คนเก่าที่มีอยู่แล้ว ก็ยังไม่รู้ว่าจะอยู่หรือไป เช่น สรรเพชญ บุญญามณี หรือสมยศ พลายด้วง ประเด็นใหญ่คือ ทาบทามใครต่างไม่มีคำตอบ

‘หมอตุลย์’ ลั่น!! ไม่ยอมรับข้อตกลงของ ‘ภูมิธรรม’ กรณี ‘ไทย – กัมพูชา’ ชี้!! มีท่าทีขัดขวาง ความมั่นคง เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของกองทัพ

(28 ก.ค. 68) นายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ประกาศจุดยืนผ่านแถลงการณ์ถึงสื่อมวลชนว่า ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ขอประกาศไม่ยอมรับผลและข้อตกลงใดๆ ที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี จะไปทำการเจรจาตกลงใดๆ กับตัวแทนของประเทศกัมพูชา ณ ประเทศมาเลเซีย

เนื่องจากนายภูมิธรรม เวชยชัย มีพฤติการณ์ไม่น่าไว้วางใจ ในสถานการณ์ไทย-กัมพูชา มีท่าทีขัดขวางและเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของกองทัพ และฝ่ายความมั่นคง ให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ล่าช้าต่อสังคมไทยโดยตลอด จึงเรียนมาเพื่อทราบ และโปรดแจ้งให้รัฐบาล และประชาชนไทย และสังคมโลกทราบด้วย ด้วยความวิตกกังวล

คนที่เคยเลือก ‘แดง’ แล้วแผลงมาเลือก ‘ส้ม’ เพราะส่วนลึกนิยม!! ล้มเจ้า..ล้มสถาบัน

(29 ก.ค. 68) ถ้าหากนับเฉพาะคนเคยแดง เคยเป็นสาวกของ “พรรคเผาเมือง” มาก่อน แล้ววันนี้เปลี่ยนใจหันมาเลือก “พรรคส้มล้มสถาบัน” แทน หนึ่งเหตุผลที่ “ซ่อนเร้นเป็นความลับ” อยู่ในใจของ “คนเปลี่ยนสี” เหล่านี้ก็คือ “เกลียดชังการรัฐประหาร” และ “ไม่ศรัทธาสถาบันกษัตริย์” 

ด้วยพรรค “โกงจำนำข้าว” แม้จะเป็นสารตั้งต้นของการกัดเซาะสถาบันเบื้องสูง จนเป็นที่ถูกอกถูกใจ “คนไทยแอบไม่เอาสถาบัน” จำนวนหนึ่ง จึงพากันมาร่วมขบวนการ “ปลดรูปในหลวง” ออกจากฝาบ้าน และสร้างข่าวเท็จโจมตีสถาบันอย่างต่อเนื่องมาตลอดหลายปี 

ต่อเมื่อเวลาเปลี่ยน ท่าทีของ “แกนนำแดงเผาเมือง” ไม่ฮาร์ดคอร์เหมือนแต่ก่อน ด้วย “นายใหญ่” ยังต้องหนีคดีเร่ร่อนอยู่ต่างแดน ท่าทีโอนอ่อนต่อสถาบันจึงมีออกมาให้เห็นเป็นระยะ คนเหล่านี้จึงรู้สึกผิดหวัง แม้จะเคยร่วมกันเป็น “แดงทั้งแผ่นดิน” แต่ความไร้ทิศทางของ “พรรคเผาไทย” ในขณะนั้น จึงเกิดความไม่มั่นใจถ้าจะร่วม “ขบวนเลว” ต่ออีกหนึ่งคำรบ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ประเทศไทยมีพรรคเกิดใหม่ อ้างตัวว่าเป็น “คนรุ่นใหม่” ที่ชู “นโยบายล้ม 112” หวังทำให้สถาบันอ่อนแอและล้มหายตายจากไปในที่สุด จึงโดนใจ “อดีตแดงเกลียดเจ้า” เป็นอย่างมาก

กลุ่มแดงอกหักจาก “พรรคข้าวเน่า” จึงพากันมาหย่อนบัตรกาเลือก “พรรคส้มล้มชาติ” ทำให้เกิดปรากฏการณ์ 14 ล้านเสียง แน่นอนว่าในจำนวนนี้มี “แดงเปลี่ยนสี” ปะปนมากับ “พวกโลกสวยสมองกลวง” ที่ไม่เคยลงลึกในเรื่องการเมืองมากไปกว่าการได้ “ชูสามนิ้วโง่ ๆ” ถ่ายรูปลงโซเชียล

“แดงเกลียดเจ้า & ไม่เอาทหาร” จึงพากันมารวมตัวกันเป็น “ด้อมส้มล้มสถาบัน” ผู้ซื่อสัตย์ คนจำพวกนี้รับประทานอคติเป็นอาหาร ปิดหูปิดตาต่อการรับรู้ผิดชอบชั่วดีทุกอย่าง จะตั้งหน้าตั้งตาด่าแต่สถาบันและทหาร ขนาดทหารออกไปสู้รบ และพลีชีพเพื่อไม่ให้แผ่นดินไทยต้องสูญเสียดินแดน คนพวกนี้ก็ไม่เคยพูดให้กำลังใจ ไม่เคยมองว่าสถาบันพระมหากษัตริย์มีบุญคุณ หรือสำคัญอย่างไรต่อความเป็นไทย คอยสนับสนุนแต่ “เด็กสามกีบ” ที่ทำผิด 112 นี่คือ “เนื้อแท้” ของพวก “แดงกลายพันธุ์” ในปัจจุบัน จัดเป็นคนใจดำอำมหิต ไม่กล้ายอมรับความจริง ไร้ความชอบธรรมในจิตใจ และขี้ขลาดแม้เพียงจะเอ่ยชื่นชมคนที่ทำเพื่อบ้านเมือง 

“แดงแผลงส้มเหล่านี้” จัดเป็นกลุ่มคนที่เป็นอันตรายต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน ไม่แพ้ “พรรคล้มล้างสถาบัน” ที่คนพวกหนี้ยอมเป็น “เศษขี้ดินติดพื้นรองเท้า” ก็ไม่ปาน 

ไม่เชื่อลองสังเกตคนข้าง ๆ ตัวคุณ มันจะไม่ชม แต่จะหามุมด่าทหารอย่างเดียว

กูรูการตลาด วิเคราะห์!! เลือกตั้งครั้งหน้า ‘พรรคส้ม’ อาจได้ สส.น้อยลง ชี้!! มีแต่วาทกรรม แอบอ้างผลงาน ไม่ใช่วิสัยทัศน์ ของผู้บริหารประเทศ

(2 ส.ค. 68) TikTok ช่อง ‘modernizationmarketings ยุคใหม่การตลาดของไทย’ ได้โพสต์คลิป โดยมีใจความว่า ...

ตัวชี้วัดที่สามารถบอกได้ว่า พรรคการเมืองส้มอาจจะเหลือน้อย หรืออาจจะสูญพันธุ์ไปเลยก็ได้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า เรื่องนั้นก็คือ 

เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ด้วยการนำของพรรคแดง แต่เกือบทั้งหมดเลย ที่เป็นทั้งกองเชียร์พรรคการเมืองส้ม และกองเชียร์ของพรรคการเมืองแดง และกองเชียร์ของพรรคการเมืองอื่นๆ ไม่มีใครเรียกร้องให้พรรคการเมืองส้มเข้ามากอบกู้เศรษฐกิจเลย

การที่คนจำนวนมาก มองว่าพรรคการเมืองสีส้ม ไม่สามารถที่จะเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจกอบกู้เศรษฐกิจได้ ไม่ได้เกิดจากการโจมตี การใส่ร้าย 

แต่เกิดจากการกระทำของ พรรคการเมืองสีส้มเอง ซึ่งมีแต่วาทกรรม หรือแอบอ้างผลงาน การคิดนวัตกรรมใหม่ๆ ก็ไม่มี การมองก็มองในมิติเดียว ซึ่งมันไม่ใช่วิสัยทัศน์ของผู้ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ

‘จตุพร’ เดือด!! นัดชุมนุมใหญ่ ไล่รัฐบาล เคลื่อนมวลชน!! ประชิดทำเนียบ

(3 ส.ค. 68) นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า เมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา เราได้สำแดงพลังของประชาชนอย่างมืดฟ้ามัวดิน แต่วันนี้อาจจะแตกต่างไปบ้าง คืนนี้เป็นคืนแห่งความเศร้าสลด เพราะเมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา เราประกาศว่าแผ่นดินรัชกาลที่ 10 จะไม่เสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว แม้บัดนี้เราจะมีนายกรักษาการ เป็นประเทศที่ไม่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เสมียนประเทศประกาศว่าสงครามไม่มีทางจะรบกัน แต่กองทัพและประชาชนไม่เคยเชื่อ ในยุทธภูมิทั้ง 11 ที่ ทหารไทยได้สู้และพลีชีพพร้อมกับประชาชน เป็นเรื่องที่น่าเสียใจ และเป็นโศกนาฏกรรมของประเทศ ที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจไปเจรจา ปรากฏว่าทั้งอเมริกาและจีน ก็มา ซึ่งเราจะทักท้วงตั้งแต่ต้นว่าอย่าให้ประเทศที่ 3 เข้ามายุ่ง แต่นายภมูิธรรมและพวกไม่รับฟัง ไปเจรจาที่ประเทศมาเลเซีย

นายจตุพร กล่าวว่า ตนพูดเสมอว่ากัมพูชารู้เห็นกับมาเลเซียและอเมริกา แต่เราเป็นคนไทย ได้คนหน้าโง่กระจอกงอกง่อย ก็ยังไปเล่นกับเขา ซึ่งมีการตกลงเจรจากัน 3 ข้อ ข้อแรกเป็นข้อที่เสียหายมากที่สุด มีการต่อรองเจรจาหยุดยิง ยกเลิกบอกว่าจะหยุดยิงตอน 18.00 น. แต่กัมพูชาไม่ยอม จะหยุดยิงตอน 24.00 น. นายภูมิธรรมก็ตกลงโดยไม่ได้ถามทหารก่อนว่าทั้ง 11 ยุทธภูมิ ที่ไหนมีความสุ่มเสี่ยง ซึ่งท้ายที่สุด ด้วยเวลาที่ไม่เพียงพอ และความเจ้าเล่ห์ของกัมพูชา เขาก็ได้ยึดปราสาทตาควาย

ดังนั้น ตนขอเรียนกับประชาชนว่า หากนายภูมิธรรมไม่ไปเจรจาเช่นนั้น ประเทศไทยจะไม่มีประวัติที่มัวหมอง ว่าเสียแผ่นดินในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระเจ้าแผ่นดิน เป็นสิ่งที่เราให้อภัยไม่ได้ หากไม่แน่ใจในเงื่อนไขว่ากัมพูชาจะหยุดจริงหรือไม่ ก็ควรจะเลื่อนออกไป และควรจะถามผู้บัญชาการเหล่าทัพว่าเรียบร้อยแล้วหรือไม่

“ไอ้นี่ไปหยุดยิง แล้วไปเสียเปรียบเสียโง่กัมพูชา คุณไม่มีสภาพที่จะเป็นคนไทยได้อีกต่อไป” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวต่อว่า เวลาประเทศไทยเสียเปรียบเขา ก็จะอ้างมนุษยธรรม อ้างว่าเราเป็นสุภาพบุรุษบ้าง ซึ่งกัมพูชาก็ละเมิดหลังเจรจา เป็นเวลากว่า 2 วัน หากกัมพูชาไม่ปฏิบัติตาม ก็ฉีกสัญญาหยุดยิงเสีย และไปยึดปราสาทตาควายกลับคืนมา ทั้งนี้ ตนมองว่าการเสียดินแดนมีอยู่ 2 กรณี ถ้าไม่ทรยศก็โง่มาตั้งแต่ชาติที่แล้ว แม้วันนี้จะพยายามอธิบาย บอกว่าคนภายในต้องสามัคคีกันก่อน ตนมองว่าสามัคคีอย่างเดียวคือต้องไล่พวกนี้ออกจากรัฐบาล เกิดมาตนไม่เคยเห็นรัฐบาลที่เลวทราม ชั่วช้าได้ขนาดนี้มาก่อน

นายจตุพร กล่าวว่า ถ้าเรามีผู้นำหรือมีรัฐบาลที่เอาชาติเอาเมือง ใครจะโง่ไปเจรจาหยุดยิง ทั้งที่รู้ว่ามีหนึ่งยุทธภูมิที่ยังเสียเปรียบ แต่การหยุดยิงวันนั้น คือการทำลายหัวใจของคนในชาติ ยากที่จะให้อภัยนายภูมิธรรม นอกจากนี้ ยังไม่มีการแสดงความรับผิดชอบใดๆ แล้วเราจะปล่อยให้รัฐบาลนี้สร้างความเสียหายต่อไปได้อย่างไร

นายจตุพร กล่าวว่า เราไม่รู้ว่า คดีของ น.ส.แพทองธาร ไม่รู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะขยายเวลาให้อีกถึงเมื่อไหร่ แต่รู้ว่ายิ่งนานเท่าไหร่ ประเทศที่ฉิบหายมากเท่านั้น

นายจตุพร กล่าวว่า ถ้าคนไทยไม่ลุกขึ้นมา นักรบที่อยู่แนวหน้าต้องได้รับกำลังใจและกำลังหมุนจากแนวหลัง ซึ่งวันนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า คนแนวหลังไม่เคยลืมคนแนวหน้า พร้อมจะส่งกำลังใจให้ตลอดไป และตนขอขอบคุณในความเสียสละ และทุกชีวิตที่ได้พลีชีพเพื่อรักษาบ้านเมือง วันนี้ภารกิจของเราคือการสำแดงพลัง

นายจตุพร กล่าวว่า สิ่งที่เราคาดไม่ถึง คือตอนที่เรายังไม่กลับบ้าน ก็มีการออกแถลงการณ์ให้ประชาชนออกจากพื้นที่ชุมนุม ซึ่งตนสงสัยว่า พวกนี้คงได้คะแนนมากจนเกินเกินไป ไม่รู้จะหาวิธีลดคะแนนอย่างไร จึงต้องออกมากวนประชาชนในสิ่งที่ไม่ควร เพราะคุณต้องเคารพประชาชน ตั้งแต่ฝ้ายค้านห้ามเรื่องการจัดซื้ออาวุธ ก็ไม่เป็นประโยชน์อะไรกับประเทศชาติ เราในฐานะประชาชน แม้บางคนจะอยู่ในฐานะยากลำบาก แต่จะลำบากกว่านี้หากเราสิ้นชาติ

นายจตุพร ตั้งแต่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ มาเรื่องจำนำข้าว จนถึงชายแดน ไทย-กัมพูชา ที่มาจากเรื่องของคนสองตระกูล สุดท้ายประชาชนตาย แต่ประเทศไทยเสียดินแดน แล้วอยากจะอยู่บริหารประเทศต่อ

“ตั้งแต่เขากลับมา มันมีอะไรดีกับชาติบ้านเมือง เขาไม่มา เราจะมีปัญหากับกัมพูชาหรือ” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวว่า ทั้งที่เขาดีกันมากที่สุด แต่กลับกลายเป็นความหายนะของชาติ เรื่องบ่อนยอมถอย แต่เรื่องผลประโยชน์ชายแดน ถ้าประชาชนไม่แข็งแรง เราสู้พวกนี้ไม่ได้ ดังนั้นเราต้องสำแดงพลังครั้งใหญ่ ซึ่งในครั้งหน้าเราจะเริ่มต้นที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แต่จะไม่อยู่กับที่ เราจะเดินไปที่หมายที่เราจะขับไล่ ครั้งหน้าคือการขับไล่รัฐบาล เจอกันอนุสาวรีย์ฯ เดินไปทำเนียบรัฐบาล เพราะถ้าไม่ลุกขึ้นสู้ เราก็จะอยู่ในสภาพแบบนี้ ทั้งนี้ การนัดหมายครั้งต่อไปนั้น ตอนแรกตั้งใจว่าจะเป็นช่วงกลางเดือนสิงหาคม แต่สงครามมาก่อน

นายจตุพร กล่าวว่า สงครามยังไม่ยุติ เรื่องการเสียประสาทตาควายก็จะไม่ยุติ แม้วันนี้กัมพูชาจะชุมนุมเรียกร้องสันติภาพ เพราะได้ปราสาทตาควายแล้วนี่ ต้องมีความเสมอซึ่งสันติภาพจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีความเสมอภาค ตราบใดที่คุณปล้นแผ่นดินเราไป แล้วมาบอกว่าขอสันติภาพ ก็จะมีแต่ส้นตีน และหากนายภูมิธรรมไม่ฉีกข้อตกลง ก็ต้องออกไป แต่ถ้าไม่ออก เราก็จะไปไล่ให้ออกไป

จากนั้น ในช่วงท้ายของการปราศรัย นายจตุพรได้อ่านกลอนเพื่อให้กำลังใจแก่ทหารแนวหน้า ในการปฎิบัติหน้าที่ต่อไป ก่อนจะ นำมวลชนทำกิจกรรมร้องเพลงบ้านเกิดเมืองนอน และเพลงสรรเสริญพระบารมี และปิดเวทีปราศรัย

‘ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์’ ชี้!! ‘ฮุนเซน’ ยอมทรยศโลก แต่ไม่ยอมให้โลกมาทรยศทำลาย!! ‘อุ๊งอิ๊ง’ กระทบ ‘ทักษิณ’ ทำรัฐบาลไทยล่มสลาย ไร้คู่แข่งเปิดบ่อน

(9 ส.ค. 68) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักธุรกิจ นักการเมือง ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

ฮุนเซน “ผู้ทรยศโลก แต่ไม่ยอมให้โลกทรยศ”

แม้เวลาผ่านไป ฝุ่นเริ่มจาง ชายแดนเริ่มสงบลง

แต่ชนวนเหตุที่ “ฮุนเซน” นำคลิปมาปล่อยทิ้งระเบิด ไม่มีใครรู้ 

จู่ๆ ก็จัดหนัก 

ด้วยวัตถุประสงค์เดียว คือ “ต้องการล้มทักษิณ” 

เมื่อ “อุ๊งอิ๊ง” เป็นนายกฯ ภายใต้เงาบารมีของทักษิณ

ล้มอุ๊งอิ๊ง คือ ล้มทักษิณ

ล้มทักษิณ คือ ล้มพรรคเพื่อไทย

ล้มพรรคเพื่อไทย คือ ล้มรัฐบาลไทย

แต่ “ฮุนเซน” จะล้ม “ทักษิณ” ไปทำไม? 

อำนาจของฮุนเซนในเขมรนั้นเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่มีใครกล้าหือกล้าอือ

ตลอดระยะเวลาที่ครองอำนาจกว่า 40 ปี ฝ่ายค้านฝ่ายตรงข้ามของฮุนเซน มีแค่ 2 ทางให้เลือก “ไม่หนีก็ได้กระสุน” ไม่มีทางเลือกอื่น

ขนาดฝ่ายค้านเขมรมาเที่ยวกรุงเทพฯ ยังถูกยิงตายกลางถนน

สม รังษี ผู้นำฝ่ายค้านตัวยง ยังลี้ภัยไปอยู่ฝรั่งเศส

คนอย่างฮุนเซนที่อยู่กับอำนาจมาทั้งชีวิต คงไม่ใช่แค่ไม่พอใจนายกฯ อุ๊งอิ๊งว่า “ไม่เป็นมืออาชีพ” แล้วโกธรเท่านั้น 

อะไรที่ลึกกว่านั้น ? 

อะไรที่ฮุนเซนต้องการมากกว่า?

อะไรที่ฮุนเซนอยากได้แล้วไม่ได้รับการตอบสนอง?

ในความเห็นผมจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจาก “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์“ ที่พรรคเพื่อไทยเดินสายโร้ดโชว์โปรโมท เพราะคาดว่าจะต่อยอดให้ประเทศ

ทุกประเทศรอบไทยมีหมด แล้วทำไมไทยจะมีไม่ได้?

ยิ่งที่เขมร มีบ่อนชุกกว่าปั๊มน้ำมันเสียอีก

สารพัดบ่อนปอยเปต สีหนุวิลล์ ที่จะเปิดได้ต้องฮุนเซนพยักหน้าคนเดียว 

ตามด้วยส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจคาสิโนให้ตระกูลฮุนสูบปรนเปรอเปรมปรีดิ์มานาน

จะมีธุรกิจอะไรในเขมรเล่า ที่จะให้ฮุนเซนได้เร็วเท่าคาสิโน จีนจึงแห่กันมาเปิดไม่มีจำกัด

ใครใคร่เปิดบ่อนก็เปิด แต่ต้องจ่ายฮุนเซน นี่คือกฎเหล็ก

ยิ่งเปิดมาก ฮุนเซนก็รับมาก เป็นเงาตามตัว

จากเมืองที่ไม่มีอะไร จนเติบโตมีบ่อนทุกหัวระแหง เกิดสนามบิน เกิดการค้าต่อเนื่อง 

แล้ววันหนึ่งเมื่อไอเดียบรรเจิด “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์“ โผล่มา 

เขมรในฐานะเมืองคาสิโนจึงได้รับผลกระทบ กระแทกที่กล่องหัวใจฮุนเซนเต็มๆ

ตอกย้ำตัดสัมพันธ์สะบั้นด้วย “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ที่รัฐบาลไทยถูกบีบจากรัฐบาลจีน ถึงกับส่งระดับผู้ช่วยรัฐมนตรีจีนมาบัญชาการ 

จนไทยต้องตัดไฟพม่า ลามไปถึง “ฮุนเซน“ เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดอีกระลอก 

จากนั้นทักษิณแฉลากไส้ตึกบัญชาการ 25 ชั้น ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ฮุนเซนไฟเขียว เพราะถือว่าไม่ได้หลอกคนเขมร (ไม่มีอะไรให้หลอก) แต่หลอกคนไทยได้เงินดี 

ไทยเดือดร้อน เขมรไม่เดือดร้อน ดังนั้นฮุนเซนไม่สน 

เจอไปหลายดอกฮุนเซนจึงวางแผน 

อันเป็นที่มาของการ “ลวงให้พูด“ ผ่านการเจรจากับล่าม “นายฮวด” ที่มีการตอกย้ำอ้างประเด็นเรื่อง “ด่าน” ที่ทหารปิด ทำให้ฮุนเซนไม่พอใจ 

จนไปถึงประโยคลวงสำคัญจากนายฮวด สื่อภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำกับนายกฯ อุ๊งอิ๊งว่า

”ท่านฮุนเซนไม่พอใจท่านแม่ทัพภาค 2 มาก“

นายกฯ อุ๊งอิ๊งจึงหลุดพูดในทำนองว่า ท่านแม่ทัพเป็นคนละพวก เพื่อเอาใจฮุนเซนให้อารมณ์เย็นลง เจตนาเพื่อให้การเจรจาสำเร็จ

เจอประโยคทองนี้เข้าไป ฮุนเซนจึงเก็บไว้แล้วปล่อยคลิปออกมา

กลายเป็นระเบิดลูกใหญ่ใส่ประเทศไทย โดยคิดว่า “ทักษิณจบแน่”

ด้วยความที่ฮุนเซนรู้จักไทยเป็นอย่างดี ผ่าน รัฐบาลไทยมาเป็นสิบรัฐบาล

แต่การเมืองเขมรไม่เคยเปลี่ยน ฮุนเซนเป็นนายกฯ คนเดียวยาวนานตั้งแต่ปี 2528

จึงทำให้ฮุนเซนเข้าใจบริบททั้งการเมือง การทหารของไทย

ฮุนเซนไม่มีเพื่อน ไม่มีนาย เพราะเป็นนายกฯ ไร้คู่แข่ง หากใครเป็นคู่แข่ง ไม่หนี ก็ตาย

ใจฮุนเซนจึงเหี้ยมโหดอำมหิตยิ่งนัก 

เมื่อเปิดการปะทะกันกับไทย เขมรก็ทำตัวเป็น ประเทศที่โดนไทยกลั่นแกล้ง เหมือนยูเครนรบกับรัสเซีย

โดยอ้างว่าเขมรถูกรุกรานก่อน ฮุนเซนทำตัวเสมือน ”เซเรนสกี้“ ฟ้องโลกให้เห็นว่าถูกไทยรังแก

อ้างว่าเป็นประเทศเล็กๆ เล่นการเมืองบนเวทีระดับโลกโดยใช้ความเป็นประเทศยากจน ถูกไทยรุกราน ทำตัวน่าสงสารถูกเปิดสงคราม

ลีลาเขมรนั้นแสดงละครเก่ง ไม่ต้องพึ่งองค์กรใดๆ 

ขณะที่ไทยพะว้าพะวัง เพราะถือว่าเป็นประเทศใหญ่กว่า ส่งเครื่องบิน F-16 ไปรบ

ฮุนเซนรู้ว่าการปล่อยคลิปทำลายนายกฯ อุ๊งอิ๊งกระทบถึงทักษิณ และรัฐบาลไทยโดยตรง

จึงทำตัวเป็นศัตรูกับรัฐบาลไทย หวังว่าแรงระเบิดของคลิปจะส่งผลถึงกองทัพ มวลชน และท้ายสุดความล่มสลายของรัฐบาลไทย

ฮุนเซนมองทะลุกระดานอำนาจ และรู้เรื่องความแตกแยกภายในของไทย

แผนนี้จึงเท่ากับ ”ยิงปืนนัดเดียว ได้นก 3 ตัว“

ยอมทำลายความสัมพันธ์ เก็บอำนาจของตัวเองที่มาจากเงินบ่อนสนับสนุน 

จึงกล้าเปิดคลิป ทั้งๆ ที่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร?

นี่คือ ฮุนเซน “ที่ยอมทรยศโลก แต่ไม่ยอมให้โลกมาทรยศ“

‘เจี๊ยบ อมรัตน์’ เหน็บ!! ‘บุ๋ม ปนัดดา’ โฆษกชายแดน ต้องสุขุม แม่นยำ ไม่ใช่!! ‘สไตล์ปลากัด’ ภาพลักษณ์ต้องมืออาชีพ ให้ประชาคมโลกเชื่อถือ

(9 ส.ค. 68) อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล หรือ ‘เจี๊ยบ’ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ออกมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นถึงการแต่งตั้ง น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ “บุ๋ม” ให้ทำหน้าที่โฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.)

อมรัตน์ เขียนข้อความระบุว่า ‘หน้าที่โฆษก’ คงไม่ใช่ไปชนแบบปลากัด การสื่อสารต้องเน้นความสุขุมและความแม่นยำของข้อมูล ไม่ใช่เน้นความมันหรือความสะใจ ต้องมีภาพของความเป็นมืออาชีพให้ประชาคมโลกเชื่อถือ #ไทยกัมพูชา #ปนัดดา

ข้อความดังกล่าวเชื่อมโยงกับคำให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ของปนัดดา หลังเข้ารับตำแหน่งโฆษก ศบ.ทก. โดยเธอกล่าวว่า “พี่ ๆ ทหารบอกว่า ถ้าหาโฆษกที่ชนกับทางนั้นได้มันที่สุดก็คือดิฉัน ยินดีมาช่วยงานเพื่อประเทศไทย”

‘ช่อ พรรณิการ์’ ยินดี!! ภาพยนตร์สารคดี Breaking the Cycle ได้เข้าชิง!! รางวัลสุพรรณหงส์ปีนี้ ถึง 4 สาขา ลุ้นผล 14 ก.ย.นี้

(10 ส.ค. 68) นางสาวพรรณิการ์ วานิช หรือ‘ช่อ’ โฆษกคณะก้าวหน้า อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคอนาคตใหม่ อดีตโฆษกและคณะกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า ...

ได้รับแจ้งจากผู้กำกับว่า Breaking the Cycle ภาพยนตร์สารคดีที่บันทึกการเดินทางของพรรคอนาคตใหม่ ได้เข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ปีนี้ถึง 4 สาขา

ภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม
ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
ผู้กำกับยอดเยี่ยม
ลำดับภาพยอดเยี่ยม

ประกาศผล 14 กันยายนนี้ แต่แค่ได้เข้าชิงก็ต้องแสดงความยินดีกับเอกและสนุ้ก ว่ามาได้ไกลเกินคาดมากจริงๆ ภูมิใจในตัวทั้งสองคนมากๆ ค่ะ นึกถึงวันที่สองคนมานั่งรอ ดักรอเราที่ตึก หรือพยายามขอติดรถไปหาเสียง ขอคิวสัมภาษณ์ แต่ก็ไม่ค่อยได้ 5555


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top