Friday, 5 June 2026
ข่าวการเมือง

อ.สมชัย โพสต์เฟซ!! ถึงมาตรฐานทางจริยธรรม ที่ศาลรัฐธรรมนูญอาจนำมาใช้ ในการพิจารณาคดี!! คลิปเสียงการสนทนา ‘แพทองธาร – ฮุนเซ็น’

(24 ส.ค. 68) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (อดีตกกต.) โพสต์เฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” ระบุข้อความว่า …

ไม่ไหวจะเคลียร์

มาตรฐานทางจริยธรรม ที่อาจนำมาใช้ประกอบในการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคลิปเสียงการสนทนาแพทองธาร-ฮุนเซ็น มีดังนี้

ข้อ 6  ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ข้อ 7 ต้องถือประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน

ข้อ 8 ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อตนเองหรือผู้อื่น หรือมีพฤติการณ์ที่รู้เห็นหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

ข้อ 17 ไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง

ข้อ 19 ไม่คบหาสมาคมกับคู่กรณี ผู้ประพฤติผิดกฎหมาย ผู้มีอิทธิพล หรือผู้มีความประพฤติหรือผู้มีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสีย อันอาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่

ข้อ 25 รักษาความลับของราชการตามกฎหมายและ ระเบียบแบบแผนของราชการ

นั่งลงลูก ค่อยๆอ่าน ค่อยๆคิด ว่าเอาไงต่อดี เหลือไม่กี่วันแล้ว

มาตรการพลังงานครั้งนี้ จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ลดต้นทุนเศรษฐกิจโดยรวม และสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน

(24 ส.ค. 68) นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในรายการ “เสียงจากใจ ไทยคู่ฟ้า” ออกอากาศวันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 68 ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเข้าร่วมประชุม ได้เห็นชอบมาตรการพลังงานสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพพลังงานและค่าครองชีพของประชาชนในหลายเรื่องสำคัญ

โดยที่ประชุมได้อนุมัติการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมทั้งโครงการลมและแสงอาทิตย์ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเจรจาราคากับภาคเอกชนให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน พร้อมขยายกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) ไม่เกินปี 2573 เพื่อเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบไฟฟ้าไทย

กพช. ยังอนุมัติขยายอายุโรงไฟฟ้าน้ำพอง ชุดที่ 1–2 ออกไปอีก 6 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2574 ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสุทธิได้กว่า 28,358 ล้านบาท พร้อมเห็นชอบแนวทางบริหารจัดการโรงไฟฟ้าแม่เมาะ โดยเลื่อนการปลดโรงไฟฟ้าเครื่องที่ 8 และ 11 ออกไปถึงสิ้นปี 2574 ควบคู่กับการปรับปรุงเครื่องที่ 12–13 เพื่อใช้งานต่อถึงปี 2591 แนวทางนี้จะช่วยลดการลงทุนใหม่ ลดการนำเข้า Spot LNG และลดค่า Ft ลงเฉลี่ย 3.67 สตางค์ต่อหน่วย หรือประมาณ 9,566 ล้านบาทต่อปี

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังมีมติอนุมัติให้ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราปกติ จ่ายค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3.94 บาทต่อหน่วยในงวดกันยายนถึงธันวาคม 2568 เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือน โดยมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ทบทวนเกณฑ์เพดานการใช้ไฟฟ้า เพื่อให้ส่วนลดครอบคลุมผู้ใช้ส่วนใหญ่และเป็นธรรม

นอกจากนี้ กพช. ยังมีมติยืนยันราคาขายไฟฟ้าแก่ประเทศเพื่อนบ้านต้องไม่ต่ำกว่าราคาที่จำหน่ายภายในประเทศ เพื่อไม่ให้กระทบต้นทุนไฟฟ้าของประชาชนไทย พร้อมทั้งยกเลิกแผนการแยกศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า (SO) ออกจาก กฟผ. โดยคงโครงสร้างแบบ Enhance Single Buyer (ESB) ที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องมาตรฐานสากล รวมถึงเห็นชอบให้เดินหน้าโครงการ Demand Response (DR) ต่อเนื่อง เพื่อควบคุมต้นทุนค่าไฟและลดการนำเข้า LNG โดยจะบรรจุค่าใช้จ่ายผลตอบแทน DR ไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ต่อไป

“รัฐบาลยืนยันว่า มาตรการพลังงานครั้งนี้จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ลดต้นทุนเศรษฐกิจโดยรวม และสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน” นางสาวศศิกานต์ กล่าวทิ้งท้าย

‘อุ๊งอิ๊ง’ รอดหรือไม่รอด ลุ้นกันพรุ่งนี้ แต่ถึงแม้จะรอด รัฐบาลก็ยังร่อแร่

(28 ส.ค. 68) ผมมานั่งใช้ดุลยพินิจถึงทางออกของประเทศในสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ ชายแดน มันเหมือนมะรุมมะตุ้มกันเต็มไปหมด ประชาชนเริ่มเข้าสู่ภาวะอดอยาก ค่าครองชีพสูง ค่าแรงต่ำ การดำรงชีวิตยากไปหมด หันซ้ายมองขวาก็เต็มไปด้วยปัญหาสารพัด ไม่รู้จะเอาตัวรอดในวิกฤตนี้ได้หรือไม่ แต่จำเป็นต้อง “กัดก้อนเกลือกิน ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ”

มองไปที่ฝ่ายการเมืองซึ่งเป็นกลไกหลักในการบริหารประเทศ หลายเดือนผ่านมา ก็ยังไม่เห็นอะไรเป็นชิ้นเป็นอันว่าจะมีช่องทางในการช่วยเหลือชาวบ้านได้ ค่าไฟฟ้า ค่าพลังงานที่สร้างราคาคุยกันไว้ก็เห็นสยบนิ่งไปกับการถูกบีบโดยทุนพลังงาน ดิ้นไม่ออกยิ่งดิ้นเกลียวยิ่งแน่นเข้ามา อันเกิดจากพรรคการเมืองก็ปฏิเสธระบบทุนไม่ได้ เพราะระบบการเลือกตั้งบ้านเราเดินไปสู่ Money politics ชาวบ้านทุกยาก เดือดร้อนแร้นแค้น เงิน 300/500 มาอยู่ต่อหน้าคว้าไว้ก่อน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าลูกไปโรงเรียนรออยู่ เงินทุกบาทจึงมีความหมายสำหรับชีวิต

รัฐบาลก็ป้อแป้ๆ เหมือนมวยเมาหมด แต่พี่เลี้ยงก็ไม่ยอมโยนผ้า หมัดเด็ดในการน็อคก็ไม่มีหรือมีก็น้ำหนักไม่พอใจ

รัฐบาลนี้จะอยู่หรือไป จึงไม่ใช่มือในสภา (ฝ่ายค้าน/รัฐบาล) หรือมวลชนต่อค้านนอกสภา รอบทำเนียบ อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะชี้เป็นชี้ตายออกมาอย่างไรกับข้อกล่าวหา ‘อุ้งอิ๊ง-แพทองธาร’ นายกรัฐมนตรีละเมิดจริยธรรมร้ายแรงในการคุยกับฮุนเซนและคลิปหลุดออกมาจากฝ่ายฮุนเซน ซึ่งพรุ่งนี้ (29 สิงหาคม) ศาลนัดอ่านคำวินิจฉัย

แนวทางของอุ๊งอิ๊งในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 แม้นในพรรคเพื่อไทยจะมั่นใจว่า ‘รอด’ แต่อุ๊งอิ๊งก็ไม่กล้าพอจะไปฟังคำตัดสินที่ศาล แต่ไปรอฟังผลอยู่ทำเนียบ สส.เพื่อไทยก็ไม่มีใครไปศาลนัดรวมพบกันที่พรรคแล้วยกขบวนไปให้กำลังใจนายกฯที่ทำเนียบ

ลาออกก่อนเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหาย ไม่ใช่ทางเลือกของเพื่อไทย อาจจะมั่นใจต่อการเจรจาต่อรอง หรือดีลต่างๆ

นักการเมืองและนักวิเคราะห์หลายรายประเมินว่า หากแพทองธารเลือกลาออกก่อนการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นี่อาจเป็น “ทางออกที่ปลอดภัย” ที่จะช่วยลดแรงกระเพื่อมทางการเมืองและหลีกเลี่ยงการตัดสินที่อาจมาแรงเกินไป แต่อย่าลืมว่าไม่มีข้อบังคับใดเขียนไว้ว่า ลาออกแล้ว ศาลจะยกเรื่องให้ไม่หยิบขึ้นมาพิจารณา เช่น กรณี พิชิต ชื่นบาน ลาออกแล้ว แต่ศาลยังพิจารณา และตัดสิทธิ์ ‘เศรษฐา ทวีสิน’ เพราะถือว่าความผิดได้เกิดขึ้นแล้ว ‘อุ๊งอิ๊ง’ จึงลากตัวเองไปเสี่ยงเอาดาบหน้าดีกว่า

กรณีศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าผิด

หากไม่ลาออกก่อน ศาลอาจจะมีคำวินิจฉัยในวันที่ 29 สิงหาคม 2568ว่าการกระทำของแพทองธารเข้าข่าย “ผิดจริยธรรมร้ายแรง” ซึ่งหากศาลตัดสินว่า “ผิดจริง” จะทำให้เธอพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทันที และส่งผลให้จุดจบทางการเมืองของเธออาจมาถึงในทันที  และต้องสรรหานายกรัฐมนตรีกันใหม่ ซึ่งเพื่อไทยมีแค่ชัยเกษม นิติศิริ เป็นตัวเลือกสุดท้าย

น่าสนใจว่าหากตัดสินว่า “รอด” ศาลวินิจฉัยว่าไม่ผิด หรือผิดไม่ร้ายแรง อุ๊งอิ๊งมีโอกาสนั่งต่อในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ความท้าทายภายในพรรคเพื่อไทยและในรัฐบาลยังไม่จบง่าย ๆ โดยเฉพาะเรื่องความไว้วางใจและแรงสนับสนุนที่สั่นคลอน     

การที่อุ๊งอิ๊งเลือกใช้ภาษา “บกพร่องโดยขาดประสบการณ์” เป็นโล่ทางการเมือง เลือกใช้วลีนี้เพื่อชี้ว่าความผิดพลาดเกิดจากวัยและประสบการณ์ที่ยังไม่ชำนาญ ไม่ใช่มีเจตนาทุจริต แต่แตกต่างจากที่ทักษิณเคยใช้ว่า “บกพร่องโดยสุจริต” ซึ่งกลายเป็นปมทางวิชาการและสังคมต่อมา

คอการเมืองก็รอลุ้นอย่างเดียวว่าจะออกหัวหรือก้อย

'อนุทิน' เดินหน้ารวมเสียง!! ตั้งรัฐบาล ปักธงยุบสภา!! รีเซตประเทศใน 4 เดือน

(30 ส.ค. 68) ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แถลงภายหลังกลับจากการพูดคุยกับแกนนำพรรคประชาชน และแกนนำพรรคกล้าธรรม เพื่อขอเสียงสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมีนายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ นายศักดา วิเชียรศรี สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย นายสุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ และนายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมแถลง

นายอนุทินกล่าวว่า พวกเราซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มารวมตัวกันเพื่อแสดงความพร้อมจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ให้การแก้ปัญหาของประเทศเดินหน้าโดยไม่สะดุด หลังจากได้รับทราบเงื่อนไขของพรรคประชาชนแล้ว ทุกคนยืนยันจะดำเนินการตามสิ่งที่หารือไว้ในสาระสำคัญ รวมถึงรายละเอียดที่เห็นพ้องร่วมกัน

เขากล่าวต่อว่า หลังจากได้รับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ พวกเราต้องไม่ปล่อยให้ประเทศหยุดชะงัก ปัญหาที่เกิดขึ้นบางเรื่องเป็นเพียงเส้นผมบังภูเขา หากเป็นกลุ่มเดิมอาจแก้ไม่ได้ แต่เรามั่นใจว่าจะแก้ได้เพราะมีความห่วงใยและต้องการคืนความสงบสุขให้บ้านเมือง

หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยย้ำว่า เมื่อรวมเสียงกับพรรคประชาชนแล้ว มั่นใจว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ โดยเงื่อนไขสำคัญคือทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ แก้ปัญหาความสงบ และเจรจาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมประกาศจะคืนอำนาจให้ประชาชนภายใน 4 เดือนหลังแถลงนโยบาย และยุบสภาเพื่อให้ประชาชนรีเซตประเทศและตัดสินใจอนาคตบ้านเมือง

“พวกเราที่อยู่ในที่นี้ขอเข้ามาแก้ไขปัญหาบ้านเมืองในทุกด้าน และคืนอำนาจให้พี่น้องประชาชนโดยเร็วที่สุด” นายอนุทินกล่าว

เมื่อสื่อมวลชนถามถึงการตอบรับของพรรคประชาชน และจำนวนเสียงที่รวบรวมได้ นายอนุทินชี้ว่า การพูดคุยเป็นไปตามทีโออาร์ที่เสนอมา ซึ่งตอบรับได้เพื่อประโยชน์ประเทศ ส่วนหน้าที่รวบรวมเสียงเป็นของทุกคน พรรคประชาชนไม่มีข้อขัดแย้ง มีเพียงรายละเอียดปลีกย่อยที่ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อความชัดเจน

ต่อข้อสงสัยเรื่องการยุบสภาเร็วเกินไป เขาตอบว่า หากเป็นเงื่อนไขก็ต้องยอมรับ ไม่มีเร็วหรือช้าเกินไป เพราะต้องเร่งแก้ปัญหาสำคัญทันที พร้อมย้ำว่ากลุ่มพรรคร่วมมีประสบการณ์ ความสามารถ และความจริงใจทำงานเพื่อประชาชน

สื่อถามถึงจำนวนเสียงที่มีอยู่ นายอนุทินไม่เปิดเผยตัวเลข แต่ยืนยันมีเพียงพอจัดตั้งรัฐบาล ส่วนพรรคกล้าธรรมยืนยันชัดเจนแล้วว่าจะร่วมสนับสนุน

ในประเด็นพรรคร่วมรัฐบาล นายอนุทินบอกว่า ไม่ปิดกั้นใคร รัฐบาลใหม่นี้เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจเพื่อแก้ปัญหาโดยเร็ว หากพรรคใดพร้อมร่วมสร้างชาติ ก็ยินดี

เมื่อถามถึงความพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี เขาตอบว่า พร้อมมาตั้งแต่ปี 2562 ส่วนการยุบสภาไม่ขอก้าวล่วง และย้ำว่าสถานะนายกรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธารสิ้นสุดลงแล้วตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ตอนนี้ควรช่วยกันสร้างบ้านเมืองต่อ

สื่อยังสอบถามเรื่องเพื่อไทยจะเสนอชื่อแข่งหรือไม่ นายอนุทินย้ำว่าภูมิใจไทยไม่มีแน่นอน ส่วนพลังประชารัฐให้ไปถามเอง พร้อมระบุว่า กลุ่ม 18 สส.รวมไทยสร้างชาติที่นายสุชาติ ชมกลิ่นนำมา สนับสนุนเพราะต้องการให้ประเทศเดินหน้าต่อ โดยนายสุชาติชี้ว่าเป็นเอกสิทธิ์ของ สส.

ด้านนายศักดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ซึ่งร่วมแถลงข่าว ระบุว่า ตนและเพื่อน สส.กว่า 10 คนจากพรรคเพื่อไทย สนับสนุนนายอนุทินเพราะต้องการเห็นบ้านเมืองดีขึ้น ยืนยันไม่มีปัญหากับพรรค แต่ในฐานะผู้แทนฯ ที่เห็นความเดือดร้อนประชาชน เชื่อว่าอนุทินเหมาะสมที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการแถลงข่าว นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ได้เดินทางมาร่วมแสดงความยินดี พร้อมสวมกอดและพูดคุยกับนายอนุทิน

‘นิพิฏฐ์’ โพสต์ซัด!! สส. แตกพรรค สะท้อนยุทธศาสตร์ ‘โจโฉ’ การเมืองไทย

(30 ส.ค. 68) นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ' ระบุว่า โจโฉ ผู้ยอมทรยศคนทั้งโลก แต่ไม่ยอมให้โลกทรยศ

- ภาพที่สส.แตกกระสานซ่านเซ็นออกจากพรรคเดิม มาสวามิภักดิ์คุณอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่ต่างกับการทรยศหรือหักหลังพรรคร่วมรัฐบาลเดิม 

-หากเปรียบเหมือนวรรณกรรม 'สามก๊ก' ก็เหมือน 'โจโฉ' ที่ยอมสังหารทุกคน เพื่อแผนในการฆ่า 'ตั๋งโต๊ะ' ดังคำกล่าวของยาขอบ ที่ว่า ‘ผู้ยอมทรยศคนทั้งโลก ดีกว่าให้คนทั้งโลกทรยศ’

-หากเปรียบการเมืองตอนนี้ คุณทักษิณ ชินวัตร ก็เปรียบเหมือนโจโฉ ที่กำลังถูกทรยศจากสส.พรรคร่วมรัฐบาลเดิม อยู่ที่ 'ทักษิโฉ' คนนี้จะยอมถูกทรยศหรือไม่ หากไม่ยอมถูกทรยศ ก็เพียงชักกระบี่ และ แสดงอานุภาพแห่งกระบี่ดาบสุดท้าย “ยุบสภา” ให้ตายตกไปตามกัน ก็ต้องดูว่า 'ทักษิโฉ' จะชักกระบี่สังหารหรือไม่

ฤา… ‘ประชาธิปัตย์’ แตก!! อีกรอบ ‘นิพนธ์’โผล่ภูมิใจไทย หนุน ‘อนุทิน’

(30 ส.ค. 68) การปรากฏกายของ 'นิพนธ์ บุญญามณี' อดีต สส.สงขลา 8 สมัยในนามพรรคประชาธิปัตย์ ในพรรคภูมิใจไทย ในสถานการณ์การเมืองร้อนว่าด้วยการวิ่งจับขั้วจัดตั้งรัฐบาล

POLITICS: 'นิพนธ์' โผล่ให้กำลังใจ 'อนุทิน' ถึงพรรคภูมิใจไทย ย้ำไม่ได้มาในนาม ปชป. แต่คุยกับกลุ่มแล้ว

ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมายังที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ท่ามกลางกระแสข่าวการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะตีความเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากไปสนับสนุน 'อนุทิน ชาญวีรกูล' หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี

แม้นนิพนธ์ จะบอกว่าเดินทางมาเพื่อให้กำลังใจ เนื่องจากตนเองพูดคุยกับพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย เป็นประจำอยู่แล้ว แต่การเดินเข้ามาแม้นิพนธ์ จะไม่ได้เป็นสส. ในปัจจุบัน แต่การเดินทางมาครั้งนี้คงไม่เดินเข้ามามือเปล่าแน่ๆ อย่างน้อยก็มีรายชื่อ สส.ในสังกัดมายืนยันร่วมสนับสนุนด้วย เช่น สรรเพชญ บุญญามณี สมยศ พลายด้วง และอาจจะมีราชิต สุดพุ่ม สส.นครศรีฯ พรรคประชาธิปัตย์ และ….รวมอยู่ด้วย

การปรากฏตัวของนิพนธ์ที่พรรคภูมิใจไทยในขณะที่อีกขั้วหนึ่งของ 'พรรคประชาธิปัตย์' ยังหนุนขั้วเพื่อไทยเดิม นำโดยเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรค ชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคหารือกับแกนนำพรรคเพื่อไทย หลังมีการยื่นข้อเสนอให้อยู่ร่วมขั้วรัฐบาลพรรคเพื่อไทยต่อโดยจะให้ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเพิ่มกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยไปร่วมหารือกับแกนนำพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลเดิมที่ รร.ปรินเซส หลานหลวง เพื่อยืนยันการเป็นขั้วเดิม

แม้นฉากหน้าจะยังจับมือกันของซีกรัฐบาลเดิม แต่การไม่มีตัวแทนจากพรรคกล้าธรรม นั้นคือปัญหาของขั้วเพื่อไทย จับมือกันถ่ายรูปแถลงข่าวหน้าระรื่น แต่หน้าชื่นอกตรม บางคนหน้าเสียเดินคอตกเพราะเพิ่งได้ตำแหน่งใหญ่แค่สองเดือน รถนำขบวนกลับบ้าน น้ำมันยังค้างถังอยู่

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนชัดแล้วว่า 'นิพนธ์' หย่าร้างกับประชาธิปัตย์แล้ว

ฤา…ประชาธิปัตย์แตกอีกรอบกับการเดินเกมพลาด

'รศ.ดร.เจษฎา' ชี้การเมืองไทย โหวตฝ่ายไหนก็โดนด่า ไม่โหวตก็ถูกด่า แถมได้ 'ลุง' กลับมา

(30 ส.ค. 68) รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า …

ไม่ว่าส้ม จะโหวตให้น้ำเงิน หรือให้แดง 
ก็โดนด่าอยู่ดี 
ไม่โหวตให้ใครเลย ก็โดนด่าอยู่ดี 
(แถมได้ลุงกลับมาด้วย) 

‘สมชัย’ โพสต์วิจารณ์!! ‘แพทองธาร’ ชี้!! หากลาออก สถานการณ์คงไม่ลุกลาม

(30 ส.ค. 68) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'ปั่นไปไหน - สมชัย ศรีสุทธิยากร' ระบุว่า เมื่อไม่ฟัง “ชี้ทางบรรเทาทุกข์”

ข้อเสนอให้แพทองธารแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่ง นับแต่วันที่คลิปเสียงหลุด 18 มิถุนายน 2568 หากมีการตอบสนอง สถานการณ์คงไม่พัฒนามาถึงวันนี้

จะไม่มี สว. 38 คน เข้าชื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย ไม่มีคนไปยื่น ปปช. ข้อหาละเมิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ไม่มีคนไปแจ้งดำเนินคดีอาญาข้อหาด้านความมั่นคงที่รุนแรง

จะไม่มีการวินิจฉัยให้พ้นตำแหน่งเนื่องจากขาดคุณสมบัติรัฐมนตรีในเรื่องจริยธรรมอย่างร้ายแรง มีผลให้ไม่สามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีตลอดชีวิต

คำวินิจฉัยที่ผูกพันทุกองค์กร ยังเป็นฐานในคดีใน ปปช. ที่ถูกร้องในความผิดเดียวกัน ให้เจอโทษที่สูงขึ้น คือ ตัดสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต และอาจตัดสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน 10 ปีด้วย

ส่วนข้อกล่าวหาในคดีอาญาเกี่ยวกับความมั่นคงที่มีโทษจำคุกและสูงสุดถึงประหารชีวิต แม้จะไม่เกี่ยวกับเรื่องจริยธรรม ยังต้องรอคำวินิจฉัยกลางที่เป็นทางการว่าจะมีส่วนใดที่กล่าวถึงพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงบ้าง แม้กระบวนการนี้จะยาวนาน แต่ก็เป็นภาระในชีวิต ต้องขึ้นลงศาลอีกหลายปี

บทเรียนในเรื่องนี้ คือ การที่ต้องคิดและตัดสินใจเอง ไม่ฟังคนรอบข้างที่ยกยอปอปั้น สร้างมายาคติว่าเราไม่ผิด ศาลไม่ลงโทษ เจรจาได้ ยังมีดีลกับผู้มีอำนาจ ฯลฯ 

คนเหล่านั้น เราอยู่เขาได้ประโยชน์ แต่เราโดนโทษโดนคนเดียว และวันนี้ เขาเดินหน้าช่วงชิงกันจัดตั้งรัฐบาล ทิ้งเราไว้ข้างหลัง
คำยกยอปอปั้นและคำปลอบประโลม คืออากาศธาตุ แต่ผลของคดีในปัจจุบันและอนาคต คือของจริงที่สัมผัสได้

'ภูมิธรรม' หยาม!! ‘ภูมิใจไทย’ ตั้งรัฐบาล!! แค่โฆษณาชวนเชื่อ

(30 ส.ค. 68) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รักษาการนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ประกาศตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคเพื่อไทย (พท.) ว่า ไม่เป็นไร ให้ประกาศไป แต่ภท.มีอะไรมัดใจได้ถึงกล้าประกาศเช่นนั้น

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ ภท.ประกาศตัวเลขกว่า 280 เสียงโดยมีเสียงของพรรคประชาชน (ปชน.) รวมอยู่ด้วย นายภูมิธรรม กล่าวว่า เขาถามปชน.แล้วหรือยัง พรรคปชน.ยังไม่ได้บอกว่าจะจับมือกับภท. เพียงแต่เสนอเงื่อนไขออกมาและยังไม่ปิดเงื่อนไข ตนมองว่าปชน.จะรอจนครบถ้วนทั้งหมดก่อนตัดสินใจ และมองว่าหากต้องตัดสินใจระหว่างพรรคพท.กับพรรคภท. ใครมีความเหมาะสมมากที่สุด การที่ประกาศ 280 เสียง โดยมีเสียงของพรรคปชน.ทั้งที่พรรคปชน.ยังไม่ประกาศอย่างชัดเจน อันนี้ถือว่าเป็นโฆษณาชวนเชื่อ วันนี้ตนเชื่อว่าพรรคปชน.ยังต้องใช้เหตุใช้ผลอย่างเต็มที่ อีกทั้งข้อเสนอที่พรรคปชน.เสนอมานั้น สำหรับพรรคพท.ก็ไม่มีอะไรที่ขัดข้องหมองใจ ทั้งเรื่องเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องการทำประชามติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ตนเคยเป็นประธานผลักดันมาก่อน ตนจึงมองว่าพรรคปชน.คุยกับพรรคพท.ง่ายกว่าพรรคภท. ให้สื่อไปลองถามพรรคปชน.ดู เพราะวันที่ 29 สิงหาคม น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า ก็พูดแล้วว่าอยากให้ลืมอดีต ร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหา ซึ่งพรรคพท.ก็ไม่ได้ปฏิเสธ

เมื่อถูกซักว่าตอนนี้ พรรคพท.ได้พูดคุยกับพรรคปชน.บ้างแล้วหรือยัง นายภูมิธรรม ตอบว่า ตอนนี้เริ่มมีการติดต่อกันบ้างแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า การพูดคุยจะง่ายหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้เหมือนแยกทางกันไม่ลงรอยเท่าไหร่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า วันนี้ปัญหาเรื่องประเทศชาติเป็นเรื่องสำคัญที่สุด แล้วถามว่าการไม่ลงรอยกันนั้น แล้วพรรคปชน.ลงรอยกับพรรคภท.หรือ? แล้วเรื่องเขากระโดง วันนี้พรรคภูมิใจไทยพูดได้ทุกเรื่องเพราะมีเรื่องที่ตัวเองต้องจัดการ เป็นเรื่องที่เขาห่วงใยเสียมากด้วย ทั้งเรื่องเขากระโดง เรื่องฮั้วสว. ถามว่าพรรคปชน.ยอมรับสิ่งเหล่านี้ได้หรือ

ประเด็นที่สื่อถามย้ำว่า ที่บอกว่าเริ่มคุยกันแล้วจะไปเทียบเชิญอย่างเป็นทางการหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า การเมืองต้องคุยให้จบก่อน การส่งเทียบเชิญถือเป็นที่หลังสุด ประกาศตรงนั้นก็เสนอชื่อนายกฯได้เลย ตอนนี้ความคืบหน้าไปได้ดีพอสมควรแล้ว

ถามว่า พรรคภท.ตั้งโต๊ะแถลงข่าวประกาศพร้อมเป็นนายกฯแล้ว แต่ในส่วนของพรรคพท.ยังอยู่ในขั้นตอนรวบรวมเสียง นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่ใช่ เข้าใจผิดแล้ว พรรคภท.พยายามประกาศตัวเองเพื่อดึงคนอื่น แต่เราเป็นรัฐบาล ตอนนี้มีอำนาจเต็ม ไม่ว่าจะโยกย้ายข้าราชการ จ่ายงบฉุกเฉิน เราทำได้หมด รวมถึงการยุบสภา เพราะฉะนั้น ภท.ประกาศบนความว่างเปล่า มันตั้งได้หรือ อันนี้ต้องให้หัวหน้าพรรคภท.นั่งคิดมากๆ ก่อนว่าพูดอะไรออกมา ถ้าเลื่อนลอย ความเชื่อถือของคุณจะมีหรือไม่ พรรคพท.ได้รับการมอบหมายให้ดึงคนเข้ามาให้มากขึ้น และพรรคร่วมพูดกันจับมือกันชัดเจนแล้ว ฉะนั้นตนว่าพรรคภท.ฝันกลางวันหรือไม่

สื่อถามอีกว่าพรรคกล้าธรรม ยังร่วมรัฐบาลอยู่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า วันนี้เหมือนกับการล้างแล้วไปคุยกันใหม่ ตนเห็นว่าคนที่พรรคภท.บอกว่าจะไปร่วมด้วย ก็ยังไม่มีใครตัดสินใจ ในส่วนของพรรคพท.และพรรคร่วมฯ เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ก็มีการจับมือกันให้เห็นอย่างชัดเจนว่าตอนนี้อยู่ในขั้นตอนจัดตั้งรัฐบาล แต่ไม่ได้กำหนดว่าต้องใช้วันเวลาเมื่อไหร่ที่จะยื่นให้สภาพิจารณา

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึง การหารือเรื่องอำนาจการยุบสภาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่ต้องหารือ ถ้าเราจะยุบเราก็ยุบเลย หากใครขัดข้องก็สามารถไปฟ้องได้ ไม่มีปัญหาอะไร ไม่ต้องมาถกเถียงในเรื่องที่เราเชื่อว่าไม่มีปัญหา เราเชื่อว่าไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ ขณะนี้เป็นกระบวนการสร้างข่าวทำให้รู้สึกว่าไม่แน่ใจ รู้สึกว่ารัฐบาลมีปัญหา แต่ตนยืนยันว่าไม่มีปัญหา และการตั้งรัฐบาลยังไม่จบง่ายๆ

อีกคำถามว่า มีเหตุผลอะไรทำให้คิดว่าจะต้องตัดสินใจยุบสภา นายภูมิธรรม กล่าวว่า ยังไม่ตัดสินใจ เราคิดว่าอะไรเป็นประโยชน์ที่สุด หากต้องยุบสภาก็ยุบ แต่ตอนนี้อย่าเพิ่งไปพูด เอาตั้งรัฐบาลให้ได้ก่อนและแก้ปัญหาประเทศให้ได้ และยืนยันวันนี้ยังไม่มีการยุบสภา ระยะเวลาใกล้ๆนี้ก็ยังไม่ยุบ ต้องแก้ปัญหาการจัดตั้งรัฐบาลให้เรียบร้อย

ซักถามถึงกรณีที่ว่า ถ้ารวมเสียงไม่ได้ 250 เสียงจะใช้วิธียุบสภาหรือไม่ นายภูมิธรรม ตอบว่า “ไม่มีถ้า มีแต่ปัจจุบัน”
 
สื่อยังถามถึงเงื่อนไขของพรรคปชน. ที่ให้เวลา 4 เดือนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วยุบสภาทันหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า อย่าไปคิดไกลเกิน มันเป็นเรื่องที่เขาเสนอแล้วต้องคุยกัน แต่เป็นทิศทางเดียวกันที่เราอยากเห็นประชาธิปไตย เราอยากเห็นการเมืองเข้าสู่สถานการณ์ปกติ ไม่อยากเห็นการบิดเบือนผิดเพี้ยน ไม่อยากเห็นการทำงานนอกระบบสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจสร้างองค์กรอิสระต่างๆ อันนี้ต่างหากคือสิ่งที่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนจะคุยกัน

ผู้สื่อข่าวถามปิดท้ายว่า มี สส.ของพรรคพท.ประกาศจะไปอยู่กับพรรคภท. เราได้พูดคุยหรือตรวจสอบแล้วหรือยัง นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่ได้พูดคุย เป็นสิทธิในการตัดสินใจทางการเมือง ซึ่งต้องรับผิดชอบการตัดสินใจของตนเอง

ส่วนกรณีนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคพท.ที่ไปโชว์ตัวกับภท.และอ้างว่ามีเสียง สส.ในมือ 10 กว่าเสียง นายภูมิธรรม กล่าวว่า ที่ชัดเจนคือนายศักดิ์ดา คนอื่นๆ ยังไม่เห็น ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เป็นปัญหาอะไร

3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จากพรรคเพื่อไทย!! ไปแล้ว 2 เหลือหนึ่งเดียวคนนี้ ‘ชัยเกษม นิติสิริ’ ผู้เคยออกตัวว่า “โอกาสเป็นนายกฯ จะมาลงที่ตนมันยาก”

(30 ส.ค. 68) ย้อนอดีต เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2566 ที่ธันเดอร์โดม สเตเดียม อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย จัดงานปราศรัยใหญ่ ภายใต้แนวคิด ‘คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อไทยทุกคน ตอน One Team for all Thais : หนึ่งทีมเพื่อไทยทุกคน’

เปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คนของพรรคเพื่อไทย ตามที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค ได้นำชื่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นายชัยเกษม นิติสิริ ประธานยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย ได้ยื่นต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อชิงตำแหน่ง ‘นายกรัฐมนตรี’

เมื่อถามนายชัยเกษมว่า รู้สึกตื่นเต้นหรือไม่ ที่ได้ตำแหน่งแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง นายชัยเกษม กล่าวว่า ไม่เห็นมีเหตุที่จะต้องตื่นเต้น

ระหว่างนั้น น.ส.แพทองธาร กล่าวเสริมติดตลกว่า "เก่าแล้วๆ" 

ก่อนที่ นายชัยเกษม จะกล่าวต่อว่า รู้สึกเฉยๆ เพราะโอกาสเป็นนายกฯ จะมาลงที่ตนมันยาก ทำให้ น.ส.แพทองธาร หัวเราะ นำศีรษะพิงไหล่นายชัยเกษม พร้อมกล่าวว่า "อาจารย์พูดแบบนี้ได้อย่างไร" 

ขณะที่ นายเศรษฐากล่าวเสริมว่า "อ.ชัยเกษม พูดถ่อมตัวมาก"

5 เม.ย.2566 

ธันเดอร์โดม สเตเดียม อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 

พรรคเพื่อไทย จัดงานปราศรัยใหญ่ 

ภายใต้แนวคิด ‘คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อไทยทุกคน ตอน One Team for all Thais : หนึ่งทีมเพื่อไทยทุกคน’


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top