Saturday, 6 June 2026
ข่าวการเมือง

‘นายกฯชาย’ เดชอิศม์ นำทีมการเมืองท้องถิ่น ลงเขต 2 สงขลา ดัน!! ‘จุรี นุ่มแก้ว’ ลุยเลือกตั้ง สส. เตรียมเปิดตัวทีม เร็วๆ นี้

(5 ต.ค. 68) 'นายกชาย' นายเดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ 'นายกแป้น' นายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ 'เลขาปาล์ม' นายมานพ เพ็งชุม อดีตเลขานุการนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ พร้อมทีมสท.เทศบาลนครหาดใหญ่ และ นายจุรี นุ่มแก้ว ได้ร่วมพบปะพูดคุยกัน ในร้านอาหารในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ 

ในที่ประชุม เป็นการพูดคุยถึงเรื่องทิศทางและการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งสส. โดย กลุ่มของ 'นายกชาย' จับมือประสานเสียงพร้อมสนับสนุนจุรี นุ่มแก้ว ครีเอเตอร์คนดังขวัญใจชาวบ้าน ลงสนามเลือกตั้งสส.เขต 2 สงขลา มั่นใจศักยภาพผู้สมัครสามารถทำงานตอบโจทย์ตรงใจประชาชน พร้อมทีมสนับสนุนคุณภาพลุยสู้ศึกเลือกตั้งเที่ยวหน้า 

โดยได้มีการร่วมปรึกษาหารือถึงแนวทางการทำงาน นโยบายการหาเสียง ที่สามารถตอบสนองความต้องการของพี่น้องชาวเขต 2 สงขลา ซึ่งประกอบด้วยเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ และตำบลคลองอู่ตะเภา มีทั้งเขตเมืองชุมชนหนาแน่น พื้นที่เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และพื้นที่เกษตรสีเขียวที่กำลังเติบโตรับการขยายตัวของเมือง ด้วยศักยภาพของผู้สมัครที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย มีความเข้าใจในความต้องการพร้อมตอบโจทย์คนทุกกลุ่ม รวมทั้งมีทีมสนับสนุนที่แข็งแกร่ง พร้อมเปิดตัวจูรี นุ่มแก้ว และทีมสนับสนุนอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้ 

ขณะที่นายเดชอิศม์ ขาวทอง เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เป็นการพบปะพูดคุยถึงทิศทางและอนาคตทางการเมือง โดยการพูดคุยเบื้องต้นสรุปว่า 'จุรี นุ่มแก้ว' จะเข้ามาอยู่กับตนเอง ส่วนจะสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ หรือไม่อย่างไร หลังวันที่ 18 ตุลาคม นี้ น่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ก็มีหลายพรรคที่ติดต่อเข้ามา

สำหรับ 'จุรี นุ่มแก้ว' ครีเอเตอร์คนดังขวัญใจชาวบ้าน เมื่อปี 2566 เคยลงสนามเลือกตั้งสส.เขต 2 สงขลา พรรค 'ชาติพัฒนากล้า' แต่ไม่ประสบความสำเร็จ พ่ายแพ้ให้กับ นายศาสตรา ศรีปาน สส.เขต 2 สงขลา คนปัจจุบัน 

‘ดร.บลู’ ขุนพลหลัก พรรคไทยก้าวใหม่ คนทำงานเพื่อสังคม มุ่งหน้าสู่การเมืองเต็มตัว เน้นปั้น!! นโยบาย ให้ตอบโจทย์ประชาชน ด้วยข้อมูลเชิงลึก เพื่อขับเคลื่อนประเทศ

(5 ต.ค. 68) หลายคนอาจคุ้นหน้าจากเวทีวิชาการ หรือโครงการอาสาทั่วประเทศ แต่วันนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศักย์ ทับพลี หรือ ‘ดร.บลู’ ขออาสาลงมาทำงานการเมืองจริงจัง ในฐานะ รองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ 

“ผมตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยรัฐ เพื่อมาผลักดันนโยบายช่วยพ่อแม่พี่น้องประชาชนให้เป็นจริง ไม่ใช่แค่อยู่ในกระดาษอีกต่อไป” ดร.บลู กล่าว

ด้วยประสบการณ์กว่า 25 ปีในงานเยาวชน อาสาสมัคร และกิจกรรมเพื่อสังคม
พร้อมดีกรีด้าน รัฐประศาสนศาสตร์ ทั้งระดับปริญญาโทและเอก ทำให้ดร.บลู คือ ‘นักการเมืองสายวิชาการ ที่มีหัวใจเพื่อประชาชน’

เคยเป็นผู้ช่วยอธิการบดี ลาออกจากตำแหน่งรอง ผอ. สถาบันพัฒนานวัตกรรมฯ
อดีตประธานนักเรียน–นายกสโมสรนักศึกษา เยาวชนดีเด่นแห่งชาติ ได้รับทุนรัฐบาลไปร่วมโครงการในญี่ปุ่น สหรัฐฯ อิตาลี สวิตฯ ฯลฯ ทำงานจิตอาสา–กาชาด มากกว่า 25 ปี

วันนี้ ดร.บลู พร้อมเดินหน้าเคียงข้างหัวหน้าพรรค ประธานพรรค เลขาธิการพรรค และรองหัวหน้าท่านอื่นๆ ในการขับเคลื่อนนโยบายระดับประเทศ ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

นี่คือ ‘นักการเมือง’ ที่เข้าใจนโยบาย
นี่คือ ‘นักวิชาการ’ ที่เข้าใจประชาชน
นี่คือ ‘คนรุ่นใหม่’ ที่พร้อมทำงานจริง ไม่ใช่แค่พูดสวย!!

“เพราะผมเชื่อว่า การเมืองดี เปลี่ยนชีวิตคนได้จริง” 
ดร.บลู 
ผศ.ดร.ศักย์ ทับพลี  

‘ดร.เสรี’ ฟาดแรง!! ‘อนุทิน’ อย่าอ้ำอึ้ง ลั่น!! ต้องไม่เปิดด่าน ต้องรื้อ MOU 43/44 ย้ำชัด!! พื้นที่ทับซ้อนไม่มีจริง พื้นที่นี้คือ ‘แผ่นดินไทย’ อย่าให้เขมร บิดเบือน

(5 ต.ค. 68) ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านการตลาดและการสื่อสาร เฟซบุ๊กว่า …

อนุทินอย่าอ้ำอึ้ง อย่าโลเล ต้องเด็ดขาดชัดเจน ไม่เปิดด่าน ถ้ากัมพูชาไม่ทำตามเงื่อนไข เขมรต้องออกไปจากดินแดนไทย ไม่ดื้อแพ่ง 

รั้วลวดหนามจะไม่รื้อ

จะสร้างกำแพงถาวร

จะยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 ไม่มีการเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนใดๆ เพราะพื้นที่เป็นของไทยชัดเจน ไม่ควรเจรจาแบ่งปันใดๆ

ทำสงครามข่าวเข้มข้น อย่ายอมให้กัมพูชากล่าวหาด้วยความเท็จ บิดเบือนความจริงให้ร้ายประเทศไทยในสายตาชาวโลก

มีมาตรการเด็ดขาดในการจัดการความขัดแย้ง

รัฐบาลเดินหน้าทางการทูต กองทัพจัดการด้านการทหาร

อย่าฟังเสียงพวกที่เป็นคนไทยหัวใจเขมร

อย่าฟังนายแบกนางแบกของพรรคฝ่ายแค้นที่อิจฉา

สร้างความเข้าใจกับพรรคฝ่ายค้ำให้เข้าใจการตัดสินใจ

‘พีระพันธุ์’ ลั่น!! ไม่เล่นเกมการเมือง เดินหน้าปฏิรูปพลังงาน กำจัดคอร์รัปชัน ชู!! นโยบาย ปราบทุจริตคอร์รัปชัน ‘ประหารชีวิต - ลูกหลานต้องชดใช้’

(11 ต.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ THE STANDARD NOW ถึงสถานการณ์และความท้าทายที่พรรคเผชิญอยู่ พร้อมยืนยันว่าพรรคจะเดินหน้าต่อไปในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยมุ่งเน้นการทำงานเพื่อประชาชนและการแก้ไขปัญหาของประเทศ 

ในส่วนที่เกี่ยวกับอนาคตของพรรครวมไทยสร้างชาติและการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคนั้น นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ตนรู้สึก "สบายใจขึ้น" ที่ปัจจุบันพรรคไม่มีกลุ่มก๊วน และยืนยันว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะยังคงลงสนามเลือกตั้งในครั้งหน้า ซึ่งตนกำลังคัดเลือกผู้สมัครใหม่ที่มุ่งมั่นตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติ มีความซื่อสัตย์สุจริต และจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของประเทศ โดยไม่หวังผลประโยชน์ส่วนตัวหรือตำแหน่ง

“สําหรับผม ผมไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านหรือเดือดร้อนเลย เพราะว่าการเมืองก็เป็นเรื่องแบบนี้ แล้วสาเหตุลึกๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงนี่ ผมพูดไม่ได้หรอก และผมคิดว่าสังคมก็รับไม่ได้ถ้ารู้เบื้องหลังนะ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะว่าผมมีความตั้งใจที่จะทําพรรคการเมืองพรรคนี้ให้เป็นพรรคที่ให้ประชาชนเห็นว่า ผมมาทํางาน ผมไม่ได้มาเล่นเกมการเมือง และไม่ได้มาเล่นเกมธุรกิจการเมืองเพื่อหาเงิน” นายพีระพันธุ์กล่าว

นายพีระพันธุ์ยังได้กล่าวย้ำถึงอุดมการณ์พรรคว่า ตนไม่ต้องการให้พรรครวมไทยสร้างชาติถูกจัดอยู่ในกรอบอนุรักษ์นิยมหรือฝ่ายใด แต่ต้องการให้เป็นพรรคที่มาทำงานและแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างแท้จริง ไม่เห็นด้วยกับการแบ่งสีแบ่งฝ่ายทางการเมือง และต้องการให้ทุกคนรวมพลังกันเพื่อพัฒนาประเทศ พร้อมย้ำว่าเรื่องสถาบันหลักของประเทศเป็นสิ่งที่ตนยึดมั่นและไม่อาจประนีประนอมได้

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังได้กล่าวถึงผลงานและความท้าทายในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่ผ่านมาว่า ตนได้ดำเนินการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้ประชาชนมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา และสามารถลดค่าไฟฟ้าลงมาต่ำได้กว่า 4 บาทต่อหน่วย โดยปัจจุบันค่าไฟอยู่ที่ 3.94 บาท และตั้งเป้าไว้ก่อนพ้นตำแหน่งว่าจะลดให้เหลือประมาณ 3.70 บาทในปี 2569 อีกทั้งยังได้ตรึงราคาก๊าซหุงต้มไว้ที่ 423 บาทต่อ 15 กิโลกรัมมาตลอด ซึ่งในการรับหน้าที่กำกับดูแลด้านพลังงานนี้ ตนได้เผชิญกับปัญหาอุปสรรคมาตลอดทาง ทั้งการปิดบังข้อมูล การไม่ได้รับความร่วมมือ และการต่อต้านจากผู้มีผลประโยชน์มหาศาล ซึ่งเป็นเหตุผลที่ไม่มีใครเคยแก้ไขปัญหาพลังงานของประเทศได้สำเร็จ แต่ตนมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้งเรื่องน้ำมัน ไฟฟ้า และก๊าซ โดยจะผลักดันกฎหมายที่สำคัญ เช่น พ.ร.บ. กำกับกิจการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อควบคุมราคาน้ำมันไม่ให้ผันผวนรายวัน พ.ร.บ. การสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้ประเทศมีน้ำมันสำรองของตนเอง ไม่ใช่อิงจากการสำรองน้ำมันของผู้ค้าเอกชน และร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ซึ่งจะช่วยปลดล็อกให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ง่ายขึ้น แต่ร่างกฎหมายฉบับหลังสุดนี้กลับโดนตีตกจากคณะกรรมการกฤษฎีกา ทั้ง ๆ ที่ ครม.ได้มีมติเห็นชอบไปแล้ว ซึ่งตนมองว่าเป็นการกระทำที่เกินอำนาจหน้าที่ของกฤษฎีกา โดยเชื่อว่ามีการขัดขวางจากผู้ได้รับผลประโยชน์เช่นเดิม

นายพีระพันธุ์ยังเปิดเผยอีกว่า นอกจากเรื่องพลังงานแล้ว นโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติจะเน้นการแก้ไขปัญหาความไม่ยุติธรรม การบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะการกำจัดเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน โดยเสนอโทษประหารชีวิตและให้ลูกหลานญาติพี่น้องชดใช้เงินคืนแผ่นดิน

“อีกอย่างนึงที่ผมคิดว่าต้องแก้ปัญหาโดยเร่งด่วนคือเรื่องของความไม่ยุติธรรมในสังคม และการบังคับใช้กฎหมายปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ผมกําลังคิดว่า นโยบายหลักอีกเรื่องของรวมไทยสร้างชาติ คือ พวกที่ทุจริตงบประมาณแผ่นดินต้องประหารให้หมด ญาติพี่น้องต้องชดใช้เงินคืนแผ่นดินทุกคน เราขโมยเงินคนตามกฎหมายอาญามีโทษอยู่แล้ว แต่นี่งบประมาณแผ่นดินเงินของคนทั้งประเทศ โทษเท่ากับขโมยเงินคนคนเดียวได้อย่างไร ประเทศนี้ต้องแก้ไข นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าผมจะเสนอทุกอย่างที่ควรจะต้องแก้ไขในประเทศนี้” นายพีระพันธุ์กล่าว

ต่อข้อซักถามในประเด็นข้อกล่าวหากรณีคลิปเสียงอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งพรรคถูกโจมตีมาตลอดว่าเหตุใดจึงไม่ถอนตัวนั้น นายพีระพันธุ์ชี้แจงว่า ช่วงแรกเสียงส่วนใหญ่ในพรรคเห็นว่า นายกฯ ควรต้องลาออก และได้มีมติให้ตนไปแจ้งให้นายกฯ ทราบ ซึ่งทาง นายกฯ ได้ขอเวลาทบทวนพิจารณา ต่อมา สมาชิกส่วนหนึ่งของพรรคก็มีความกังวลว่า ถ้าพรรคถอนตัวก็อาจจะเกิดการยุบสภา ซึ่งพวกเขายังไม่พร้อม จากนั้น ก็มีผู้ไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยคดีคลิปเสียงดังกล่าว ผู้บริหารพรรคจึงเห็นตรงกันว่า ควรรอฟังคำตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าหากพรรคไปชี้ว่าผิด แต่ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าไม่ผิด ก็จะเป็นเรื่องที่ไม่สมควร ดังนั้นจึงให้รอฟังคำตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญก่อนดีกว่า 

ประเด็นถัดมาเกี่ยวกับกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบตนเรื่องข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการแจกถุงยังชีพนั้น นายพีระพันธุ์กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นอีกความพยายามที่ตั้งใจจะทำให้ตนเสียหาย พร้อมอธิบายว่า การจะกระทำผิดเรื่องใดได้ต้องมีเจตนามาเป็นองค์ประกอบหลัก โดยในวันนั้น ตนได้ไปปฏิบัติภารกิจเยียวยาน้ำท่วม 9 จุด ใน 3 จังหวัด คือ จ.ชุมพร จ.สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช แต่ทำไมจึงมีปัญหาเกิดขึ้นเฉพาะใน จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเมื่อสืบหาข้อมูลก็พบว่า ก่อนหน้านั้น สส.ในพื้นที่ดังกล่าวซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบจัดการเรื่องของบริจาค ได้มาขอสนับสนุนสิ่งของจากพรรคไปร่วมบริจาค ตนจึงส่งข้าวสารถุงละ 5 กิโลกรัมจำนวนหนึ่ง ไปร่วมแจกจ่ายให้ประชาชนด้วย ในวันเกิดเหตุนั้น ทางทีมงานของ สส.ในพื้นที่ ก็ได้นำเอาข้าวสารที่ตนร่วมบริจาคไปรวมไว้ในถุงเดียวกับสิ่งของที่ได้รับมาบริจาคมาจาก ปตท. โดยได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ของ ปตท. แล้ว ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการขนส่งและแจกจ่ายให้แก่พี่น้องประชาชน พร้อมกับแปะสติกเกอร์รูปของตนที่ทำกันไว้เองก่อนหน้านั้นบนด้านหน้าถุงเหมือนที่เคยทำด้วยความเคยชิน ซึ่งตนไม่ได้สังเกตเห็นในจุดนี้ตั้งแต่แรก เพราะคนที่ส่งถุงยังชีพมาให้หันด้านหลังถุงให้ตนส่งต่อแก่ชาวบ้าน แต่เมื่อตนสังเกตเห็น ก็บอกให้นำสติกเกอร์ดังกล่าวออกและหยุดแจกถุงยังชีพทันที และมีพยานรู้เห็นในเรื่องนี้ แต่กลับไม่อยู่ในสำนวน ตนจึงไปแจ้งความให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไปสอบสวนและบันทึกข้อมูลไว้แล้ว

“กรณีนี้ผมถูกวางยาแน่นอน ผมจะไปลงพื้นที่พรุ่งนี้เช้า ตารางกำหนดการของผมเสร็จคืนนี้ 4 ทุ่ม แล้วผมจะเอาของ เอาสติ๊กเกอร์จากไหนมาเตรียมการ แล้วถ้าผมจะทํา ทําไมผมไม่ทําทุกจังหวัด แล้วที่เห็นในภาพก็มีรูปของท่านอดีตรัฐมนตรีด้วย แต่บอกว่าท่านไม่ผิด ผมผิดคนเดียว” นายพีระพันธุ์ตั้งข้อสังเกต 

สุดท้าย นายพีระพันธุ์ได้กล่าวขอบคุณประชาชนที่ให้กำลังใจ และยืนยันว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติให้ดียิ่งขึ้นไปกว่าเดิม

‘กรมราชทัณฑ์’ เตรียมดัน!! ‘ทักษิณ’ สอนภาษาอังกฤษให้นักโทษ ดูแลความปลอดภัย!! แยกแดนให้ใหม่ ป้องกันวิวาทการเมือง

เมื่อวานนี้ (10 ต.ค. 68) ที่กรมราชทัณฑ์ พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เป็นประธานพิธีเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมราชทัณฑ์ ประจำปี 2568 ครบรอบ 110 ปี พร้อมมอบนโยบายเน้นย้ำการควบคุม และแก้ไขพัฒนาพฤตินิสัย ยกระดับงานราชทัณฑ์สู่การควบคุมดูแลผู้ต้องราชทัณฑ์ ให้เป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล เพื่อคืนคนดี มีคุณค่าสู่สังคม และไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก โดยน้อมนำโครงการพระราชดำริเสริมสร้างอาชีพให้ผู้ต้องขังมีงานทำ เมื่อออกจากเรือนจำไปแล้วจะสามารถอยู่ในสังคมได้ ดำเนินชีวิตไม่กระทำผิดซ้ำอีก

ทั้งนี้เมื่อถามถึงกรณีการคุมขัง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าจะมีแผนฝึกอบรมหรือให้ออกไปบำเพ็ญประโยชน์ ตามที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวของนายทักษิณ เคยให้สัมภาษณ์ว่าคุณพ่ออยากช่วยคุมการลอกท่อหรือไม่ พ.ต.ท.ประวุธ กล่าวว่า นายทักษิณเป็นผู้ต้องขังสูงอายุ การจะให้ไปทำงานต้องคำนึงถึงสุขภาพ จึงอยากให้นายทักษิณไปช่วยเหลือด้านการศึกษา เช่น เป็นอาจารย์ภาษาอังกฤษ ให้ผู้ต้องขังในเรือนจำมากกว่า แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะเริ่มเมื่อใด ต้องเป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์เรือนจำ

เมื่อถามถึงการยื่นขอพระราชทานอภัยโทษของนายทักษิณนั้น พ.ต.ท.ประวุธ กล่าวปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ บอกเพียงว่าเป็นไปตามขั้นตอน

สำหรับกรณีการขอพักโทษ แหล่งข่าวในกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ ผู้ต้องขังทั่วไปจะต้องรับโทษมาไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 แต่หากเป็นผู้ต้องขังอายุเกิน 70 ปีขึ้นไป ระเบียบกำหนดต้องรับโทษมาไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือไม่น้อยกว่า 6 เดือนขึ้นไป ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อคำนวณโทษออกมาแล้วเงื่อนใดมีโทษมากกว่ากัน โดยให้ยึดตามโทษที่มากกว่า ผู้เข้าหลักเกณฑ์จึงจะสามารถยื่นขอรับการพักโทษได้ จากนั้นกรมราชทัณฑ์ก็จะนำเรื่องเข้าคณะกรรมการเพื่อพิจารณาที่จะมีการประชุมเดือนละ 1 ครั้ง โดยหลักเกณฑ์นี้เป็นระเบียบที่ใช้กับผู้ต้องขังทุกคน

ส่วนกรณีของนายทักษิณนั้น กรมราชทัณฑ์เน้นดูแลใน 2 เรื่อง คือการดูแลสุขภาพ ยารักษาโรค และประวัติความเจ็บป่วย ส่วนอีกเรื่อง คือ เรื่องความปลอดภัย และการป้องกันความขัดแย้งทางการเมืองภายในเรือนจำ เนื่องจากภายในเรือนจำคลองเปรมมีผู้ต้องขังที่มีความเห็นทางการเมืองหลากหลาย จึงต้องมีการแยกแดนเพื่อลดการเผชิญหน้าของผู้ต้องขังแต่ละกลุ่ม ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แทรกซ้อนในเรือนจำ ขณะที่ประเด็นการให้ไปบำเพ็ญประโยชน์นั้น ก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้ต้องขัง หากทำได้เรือนจำก็พร้อมสนับสนุน

ส่วนการขอพระราชทานอภัยโทษ ครั้งที่ 2 ต้องเป็นนักโทษประหารชีวิตนั้นไม่จำเป็น ซึ่งการขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะรายบุคคลเป็นสิทธิของผู้ต้องขังทุกคน โดยในชั้นเรือนจำฯ และ กรมราชทัณฑ์ ทำหน้าที่ตรวจสอบเอกสารว่าครบถ้วนหรือไม่ โดยเป็นพระราชอำนาจวินิจฉัยต้องส่งไปตามขั้นตอน ยกตัวอย่างกรณี นายบรรยิน ตั้งภากรณ์ เคยถูกตัดสินประหารชีวิตก็ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ แต่หากฎีกาถูกยกคือไม่ลดโทษให้ และอีก 2 ปีจึงขอยื่นได้ใหม่อีกครั้ง

‘อนุทิน’ ลั่น!! ใครพูด ก็พูดไป ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ชี้!! ไม่ได้ทำอะไร!! เป็นประโยชน์กับบ้านเมือง แต่วิจารณ์ไปทั่ว

(11 ต.ค. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ที่บ้านหนองจาน หนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูงจังหวัดสระแก้ว ว่า ได้รับรายงานแล้ว ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย และเป็นไปตามกระบวนการที่ฝ่ายกองทัพได้ร่วมมือกับฝ่ายปฏิบัติการที่จะดำเนินการรักษาดินแดน

และรักษาอธิปไตยของเราอย่างเต็มที่ ซึ่งตอนนี้ทราบว่าเริ่มมีการเก็บกู้ทุนวัตถุระเบิดที่ส่งผลอันตรายต่อคนไทยและชาวกัมพูชา ซึ่งทุ่นระเบิดจะมีในพื้นที่ที่คนสัญจรไปมาไม่ได้

ส่วนกรณีที่ นายวีระ สมความคิด ระบุว่านายกรัฐมนตรีปัดความรับผิดชอบโยนเรื่องดังกล่าว ที่ขีดเส้นตายผลักดันชาวกัมพูชาออกในวันที่ 10 ตุลาคม ให้ทหารและผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วเป็นคนดูแลนั้น นายกฯ กล่าวว่า “ก็เขาไม่เข้าใจ ปากก็พูดไป ไม่ได้ทำอะไรเป็นประโยชน์กับบ้านเมือง วิจารณ์ไปได้ทั่วไปหมด แสงก็ริบหรี่ๆไม่ต้องไปหาหรอก ให้คนทำงานได้ทำงานดีกว่า

ซึ่งตอนนี้ต้องการกำลังใจ ไม่ใช่ผมต้องการนะ แต่เป็นคนที่ทำงาน หากคุณวีระจะส่งกำลังใจมาที่ผม ผมไม่ต้องการหรอก แต่ประชาชนทุกคนต้องให้กำลังใจ ไปยังผู้ปฏิบัติหน้าที่ เพราะทุกคนอยู่ในความกดดันหมด ต้องทำอย่างไรให้ละมุนละม่อมที่สุด

และทำอย่างไรไม่ให้เขาสร้างสถานการณ์ เพื่อนำไปฟ้องประชาคมโลก ว่าเราทำรุนแรงเกินกว่าเหตุ นี่คือสิ่งที่ผู้ปฏิบัติการทั้งหมด ต้องมีการวางแผน และมีการเตรียมความพร้อมเป็นอย่างดี”

‘ศุภณัฐ’ เทียบเคส!! 'อุโมงค์รถไฟฟ้า' VS 'ตึก สตง.' คกก.สอบสวนตั้งช้า คนนอกน้อยลง ชี้!! มีพิรุธ

(11 ต.ค. 68) นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ จตุจักร-บางเขน-หลักสี่ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า …

[เทียบชัดๆ คกก.สอบสวน ตึกสตง. vs อุโมงค์รถไฟฟ้า – มีพิรุธหรือไม่?]

ตึก สตง.
-คกก. 22 คน // คนนอก 8 คน (36%)
-ตั้งคกก.ภายใน 2 วัน

อุโมงค์รถไฟฟ้า
-คกก. 11 คน // คนนอก 2 คน (18%)
-ใช้เวลาตั้งคกก.นาน 9 วัน
-คกก.พึ่งจะประชุมวันนี้วันแรก (หลังเกิดเหตุ 15 วัน)

ทำไมเคสอุโมงค์รถไฟฟ้า มีสัดส่วนคนนอกน้อยลง และใช้เวลาแต่งตั้ง คกก.นานขึ้น??

ศาลยกฟ้อง!! ‘ณวัฒน์’ คดีหมิ่น ‘อนุทิน’ ปมวิจารณ์โควิด ฝ่ายนายกฯ ยังไม่จบ!! เดินหน้ายื่นอุทธรณ์ ขอสู้ต่อ!!

เมื่อวานนี้ (12 ต.ค. 68) นายณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และ Executive Director องค์กรมิสยูนิเวิร์ส ได้ออกมาเปิดเผยผ่านสื่อสังคมออนไลน์กรณีถูก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี (อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข) ยื่นฟ้องในคดีหมิ่นประมาทจากการวิจารณ์สถานการณ์และมาตรการรับมือโรคระบาดโควิด-19 โดยระบุว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้อง แต่ฝ่ายโจทก์ได้ใช้สิทธิ์ยื่น อุทธรณ์ต่อ

ทั้งนี้คดีหมิ่นประมาทดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม 2564 ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างหนัก นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น ได้มอบหมายทนายความยื่นฟ้อง ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา

มูลเหตุของการฟ้องร้องมาจากการที่ นายณวัฒน์ได้ไลฟ์สดผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นที่ นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับร่าง พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) จำกัดความรับผิดสำหรับบุคลากรสาธารณสุขในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโควิด-19 โดยฝ่ายโจทก์ระบุว่า การแสดงความคิดเห็นและการสอดแทรกถ้อยคำตำหนิให้ร้ายของคุณณวัฒน์ มีเจตนาทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดว่า นายอนุทิน เป็นผู้เสนอ พ.ร.ก. ดังกล่าวเพื่อประโยชน์ส่วนตัว หรือเป็นการนิรโทษกรรมตนเองและพวกพ้อง ซึ่งไม่เป็นความจริง และทำให้เสียชื่อเสียง

ล่าสุด!! นายณวัฒน์ได้เปิดเผยความคืบหน้าของคดี โดยระบุว่า ศาลชั้นต้นได้พิจารณาและมีคำสั่ง ยกฟ้อง ไปแล้ว เนื่องจากเห็นว่าคำวิจารณ์เหล่านั้นเป็นไปตามสิทธิ์ของพลเมืองในการตรวจสอบและวิจารณ์การทำงานของบุคคลสาธารณะและรัฐบาลโดยสุจริต ซึ่งมูลเหตุแห่งการฟ้องร้องไม่เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม นายณวัฒน์ได้ระบุในโพสต์ว่า "ศาลยกฟ้องแต่นายกอุทธรณ์ต่อ" พร้อมแสดงความคิดเห็นในเชิงตำหนิว่า "คนสาธารณะวิจารณ์ก็ไม่ได้ศาลบอกมูลเหตุไม่เพียงพอท่านนายกก็สั่งให้ทีมอุทธรณ์ จนศาลรับเข้าสู่ขบวนการสืบสวน เรื่องแค่นี้เองอยากให้ท่านเอาเวลาไปช่วยประชาชนให้มากที่สุดดีกว่าครับ"

‘นิพนธ์’ ไม่หันหลังกลับไป ‘ประชาธิปัตย์’ เปิดดีลย้ายซบ ‘ภูมิใจไทย’ ลุย!! ดูแล 3 จังหวัดชายแดนใต้ ไม่แคร์ข่าวลือช่วย ‘อภิสิทธิ์’ ฟื้นพรรค

(13 ต.ค. 68) แม้จะยังมีคนพยายามปล่อยข่าวว่า ‘นิพนธ์ บุญญามณี’ จะยังอยู่ประชาธิปัตย์ เพื่อช่วย ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ ที่จะกลับมาเป็นหัวหน้าพรรค

แต่ยืนยันว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ “ผมเดินทางมาไกลแล้ว” นิพนธ์ กล่าวย้ำ

คำว่าเดินทางมาไกลแล้ว หมายถึงการติดต่อพูดคุยกับแกนนำพรรคภูมิใจไทยในรายละเอียดมันลึก และยาวนานมาแล้ว ยากที่จะทบทวนเพื่อกลับไปประชาธิปัตย์

ค่ำของวันที่ 10 ตุลาคม ก่อนฟุตบอลการกุศลระหว่างทีมบุรีรัมย์ยูไนเตท กับทีม BG ปทุมธานี ยูไนเตท จะเริ่มขึ้นที่สนามติณสูลานนท์ ในวันที่ 11 ตุลาคม

เนวิน ชิดชอบ ผู้ขนทีมบุรีรัมย์ไปสงขลา พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม เดินทางเข้าบ้านเขารูปช้างทานอาหารมื้อเย็น โดยมีจุรี นุ่มแก้ว ร่วมวงสนทนาด้วย

ในแง่ของจำนวนผู้เข้าชมฟุตบอล อาจจะผิดหวังกับตัวเลข 5000 คน ซึ่งจริงๆควรจะไม่ต่ำกว่า 20000-30000 คน น่าจะเกิดจากความผิดพลาดในการประชาสัมพันธ์ และการประสานงาน

แต่ในเงินการเมืองถือว่าประสบความสำเร็จ 
1.ยืนยันว่า นิพนธ์ไปอยู่ภูมิใจไทย 
2.ตกลงกันได้ว่า ไม่ทิ้งจุรี แต่ให้จุรีไปลงในระบบบัญชีรายชื่อ ไม่ได้ลงเขต 2 ส่วนลำดับก็ไม่เกิน 20 หรือดีกว่านั้น 
3 นิพนธ์ รับผิดชอบสงขลา ปัตตานี ยะลา

เช้าขึ้นมา 12 ตุลาคม นิพนธ์ปฏิบัติหน้าที่ทันที เดินทางเข้าพื้นที่ยะลา แวะปัตตานี เพื่อสานต่อภารกิจ

แคนดิเดต ‘นายกรัฐมนตรี’ ศึกเลือกตั้ง 2569

(18 ต.ค. 68) แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ศึกเลือกตั้ง 2569 ใครจะนำประเทศไทย ฝ่าความเปราะบาง??

หลังจากสมรภูมิการเมืองปี 2566 ได้เปลี่ยนสมการอำนาจอย่างชัดเจน และทำให้เห็นว่าการเมืองไทยเข้าสู่ยุคของ ‘พันธมิตรเกินความคาดเดา’ อีกครั้ง

การเลือกตั้งใหญ่ปี 2569 จึงถูกจับตามองอย่างหนัก ในฐานะสนามชี้!! อนาคตของประเทศในทศวรรษหน้า

แม้จะยังไม่มีการประกาศวันเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ แต่หลายพรรคการเมืองเริ่มขยับแผน พร้อมส่งสัญญาณชัดเจนผ่าน ‘แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี’ ของแต่ละพรรค ว่าใครคือผู้นำที่จะเป็นหน้าเป็นตา และดึงคะแนนนิยมเข้าสู่พรรคให้ได้มากที่สุดในสนามใหญ่ครั้งนี้

การเลือกตั้งปี 2569 จะไม่ใช่แค่การเลือกพรรคอีกต่อไป แต่คือการเลือก ‘ผู้นำประเทศ’ ในยุคที่เศรษฐกิจเปราะบาง การเมืองแบ่งขั้ว และภูมิรัฐศาสตร์ โลกผันผวนรุนแรง

แคนดิเดตนายกฯ แต่ละคนไม่เพียงแต่ต้องมีภาพลักษณ์ที่ดี นโยบายต้องโดนใจ และต้องพร้อมเจรจา ประสานผลประโยชน์ รักษาเสถียรภาพให้ได้หลังการเลือกตั้ง

ใครจะได้นั่งเก้าอี้ ‘นายกรัฐมนตรี’ คนต่อไป ก็ยังไม่มีใครรู้

แต่การต่อสู้ ในศึกเลือกตั้ง ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!!


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top