Sunday, 7 June 2026
NEWS FEED

พระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

(25 ต.ค. 68) สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นพระมเหสีในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) และเป็นสมเด็จพระราชชนนีในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร (รัชกาลที่ 10)

พระองค์ทรงเป็นที่รักยิ่งของพสกนิกรชาวไทยในฐานะ “แม่ของแผ่นดิน” ผู้ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ

พระราชประวัติ

สมเด็จพระพันปีหลวงมีพระนามเดิมว่า สิริกิติ์ กิติยากร ประสูติเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2475 ณ พระตำหนักสระปทุม กรุงเทพมหานคร ทรงเป็นพระธิดาใน พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า ณัฐนิภาธาร กิติยากร และ หม่อมหลวงบัว กิติยากร

เมื่อทรงพระเยาว์ ทรงศึกษาในต่างประเทศ ได้แก่ อังกฤษและฝรั่งเศส ก่อนจะเสด็จกลับประเทศไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อศึกษาต่อที่โรงเรียนราชินี กรุงเทพมหานคร

ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงศึกษา ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งสองพระองค์ได้พบกันและหมั้นหมายในปี พ.ศ. 2492

ต่อมาเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 ทรงเข้าพิธีอภิเษกสมรส และได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี

ภายหลังจากรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ทรงสถาปนาพระราชมารดาเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2562 เพื่อเทิดพระเกียรติคุณอันยิ่งใหญ่

พระราชกรณียกิจสำคัญ
พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระพันปีหลวงมีหลากหลายด้าน ครอบคลุมทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน การส่งเสริมอาชีพ การอนุรักษ์วัฒนธรรม และการอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งสะท้อนถึงพระราชหฤทัยที่ทรงเปี่ยมด้วยความเมตตาและความห่วงใยต่อประชาชน

1. การส่งเสริมอาชีพและพัฒนาชุมชน
พระองค์ทรงก่อตั้ง มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อปี พ.ศ. 2519 เพื่อสร้างงานและรายได้แก่ประชาชนในชนบท โดยส่งเสริมให้ราษฎรนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นอาชีพ เช่น การทอผ้าไหมและผ้าฝ้าย การปักผ้าและงานจักสาน การทำเครื่องเงินและเครื่องประดับพื้นเมืองโครงการศิลปาชีพไม่เพียงสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน แต่ยังช่วยอนุรักษ์งานหัตถศิลป์ไทยให้คงอยู่สืบไป

2. การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย
พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟู ผ้าไหมไทย ให้เป็นที่รู้จักในระดับโลก ทรงส่งเสริมให้ผ้าไหมไทยเป็นทั้งเครื่องแต่งกายและสัญลักษณ์แห่งความงามแบบไทย
นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงสนับสนุนการจัดแสดง “โขนพระราชทาน” ภายใต้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ซึ่งเป็นการสืบสานนาฏศิลป์ชั้นสูงของชาติไทยให้เยาวชนรุ่นหลังได้ศึกษาและภาคภูมิใจ

3. การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
สมเด็จพระพันปีหลวงทรงเล็งเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ป่าไม้ สัตว์ป่า และทะเลไทย ทรงริเริ่มโครงการต่างๆ เช่น โครงการสวนป่าห้วยทราย จังหวัดเพชรบุรี เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้และฟื้นฟูระบบนิเวศ โครงการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล เพื่อคุ้มครองสัตว์ทะเลหายาก พระราชดำริเหล่านี้กลายเป็นแบบอย่างในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนทั่วประเทศ

4. การสงเคราะห์และช่วยเหลือประชาชน
พระองค์ทรงเสด็จเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ห่างไกลอยู่เสมอ ทรงรับฟังปัญหาและพระราชทานแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม พระองค์ยังทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ มูลนิธิสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย และ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาสให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

พระเกียรติคุณและพระราชจริยวัตร
พระราชจริยวัตรของสมเด็จพระพันปีหลวงทรงงดงาม เรียบง่าย และเปี่ยมด้วยพระเมตตา ทรงเป็นแบบอย่างแห่งกุลสตรีไทยที่มีทั้งความงาม ความเข้มแข็ง และความเสียสละ

พระองค์ทรงได้รับการถวายพระสมัญญานามว่า “แม่ของแผ่นดิน” ซึ่งสะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงเป็นสตรีผู้ยิ่งใหญ่แห่งแผ่นดินไทย พระราชกรณียกิจของพระองค์ครอบคลุมทุกมิติของการพัฒนา ทั้งเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม

พระองค์ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้ประชาชนไทยทุกคนยึดมั่นในความพอเพียง ความเสียสละ และความรักชาติอย่างแท้จริง สมดังพระราชปณิธานที่ว่า

“ข้าพเจ้าจะทำทุกสิ่งเพื่อให้ประชาชนของข้าพเจ้ามีความสุข”

เส้นทางขบวนเคลื่อนพระศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จาก รพ. จุฬา ไปยังพระบรมมหาราชวัง

(25 ต.ค. 68) ตำรวจแจ้งเส้นทาง ขบวนเคลื่อน พระศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไปยังพระบรมมหาราชวัง ในวันพรุ่งนี้ (26 ต.ค.2568) เวลา 16.00 น. 

โดยใช้เส้นทาง ออกจาก รพ. จุฬา เลี้ยวซ้าย ถ.อังรีดูนังต์ แล้วเลี้ยวขวาออกเส้น ถ.พระราม 4 แยกสามย่านเลี้ยวขวาเข้า ถ.พญาไท แยกพญาไทเลี้ยวซ้ายเข้า ถ.ศรีอยุธยา ผ่าน 901 Land ผ่าน วัดเบญฯ เลี้ยวซ้ายเข้า ถ.ราชดำเนิน ระยะทางประมาณ 10 กม. 

‘ยูเอ็น’ ออกแถลงการณ์ ถวายความอาลัย สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ยกย่อง ‘พระราชกรณียกิจ’ เป็นแรงบันดาลใจของชาวโลก

(25 ต.ค. 68) ภายหลังสำนักพระราชวัง เผยแพร่ประกาศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต ในวันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พุทธศักราช 2568 เวลา 21 นาฬิกา 21 นาที ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ 93

องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้ออกแถลงการณ์ถวายความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

แถลงการณ์ถวายความอาลัยของยูเอ็นซึ่งลงนามโดยนางมิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย ความว่า ข้าพระพุทธเจ้า และองค์การสหประชาชาติในประเทศไทย ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตถวายความห่วงใยแด่พระบรมวงศานุวงศ์และขอแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นที่เคารพรักยิ่งของปวงชนชาวไทย

ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยในด้านสวัสดิการสังคม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการสืบสานงานหัตถศิลป์ไทย อีกทั้งทรงมีน้ำพระราชหฤทัยเปี่ยมด้วยเมตตาธรรม พระราชปณิธานในการยกระดับคุณภาพชีวิตของสตรี ชุมชนชนบท ผู้เปราะบาง และยังคงเป็นแรงบันดาลใจสืบไปทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

สหประชาชาติขอร่วมอยู่เคียงข้างประเทศไทยในช่วงเวลาอันเศร้าโศกนี้

'ปุ๋ย ภรณ์ทิพย์' ซาบซึ้งในพระเมตตา เทิดไท้องค์ราชินีในดวงใจ เผยทรงเป็นแรงบันดาลใจตั้งแต่วัยเด็ก

(25 ต.ค. 68) ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก ไซมอน หรือ ‘ปุ๋ย’ ได้เคยโพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว เกี่ยวกับ  ‘สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ โดยมีใจความว่า …

“I sincerely want to pay our most humble respect to Her Majesty, the Queen Mother of Thailand. My family and I always have the beloved Queen Sirikit in our hearts,
especially at this time with the concerning news of her recent stroke. Our Queen has been a profound role model for me from a young age. For a Thai girl growing up in the US, seeing Her Majesty's photos was always a source of Thai Her loveliness and arace are inimitable.

“ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพอย่างสุดซึ้งต่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีของไทย ข้าพเจ้าและครอบครัว เทิดไท้องค์ราชินีในดวงใจเสมอมา โดยเฉพาะในช่วงนี้ ที่มีข่าวล่าสุด เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองของพระองค์ องค์ราชินีของเราทรงเป็นแบบอย่างที่ลึกซึ้งสำหรับข้าพเจ้าตั้งแต่ยังเด็ก สำหรับสาวไทยที่เติบโตในอเมริกา การได้ชมพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ และได้เห็นถึงความน่ารัก อันเป็นเอกลักษณ์ทางเชื้อชาติของพระองค์ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถเลียนแบบได้ อีกทั้ง ยังถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยเสมอมา นับเป็นความซาบซึ้งอย่างหาที่สุดมิได้”

สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นดวงประทีปแห่งความหวัง ให้แก่เด็ก และผู้ลี้ภัย โดยไม่เลือก!! เชื้อชาติ ศาสนา

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2524 สหพันธ์พิทักษ์เด็ก ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลเกียรติคุณ แด่ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ณ มหานครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา สหพันธ์พิทักษ์เด็ก (Save The Children Federation) ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย รางวัลเกียรติคุณ (First Distinguished Service Award) แด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อเทิดพระเกียรติในฐานะที่ ทรงเป็นบุคคลดีเด่นด้านพิทักษ์เด็ก อันเนื่องมาจากการที่ทรงช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวเขมรที่เขาล้าน จ.ตราด และทรงมีพระเมตตาอย่างยิ่งแก่เด็ก ๆ 

สำหรับ พระมหากรุณาธิคุณในครั้งนั้น สืบเนื่องจากเหตุการณ์สงครามกลางเมืองของกัมพูชากับเขมรแดงเมื่อ พ.ศ. 2522 ส่งผลให้เกิดการอพยพของชาวกัมพูชาจำนวนมากสู่ชายแดนไทย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สภากาชาดไทยร่วมมือกับสภากาชาดสากลในการช่วยเหลือผู้อพยพโดยการจัดตั้ง ‘ศูนย์ราชการุณย์’ บ้านเขาล้าน จังหวัดตราด และได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรด้วยพระองค์เองเมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2522 

เมื่อพบเห็นสภาพที่ย่ำแย่อย่างยิ่งของผู้อพยพ พระองค์จึงพระราชทานความช่วยเหลือทันที ทั้งพยาบาลสนาม และอาสาสมัครไปช่วยเหลือจัดหาอาหารและยาบรรเทาความเจ็บไข้ พร้อมทั้งพระราชทานครูสอนวิชาชีพแก่ผู้อพยพเพิ่มเติมอีกด้วย โดยทรงมีพระราชปณิธานอย่างแน่วแน่ว่าจะช่วยเหลือประชาชนโดยไม่เลือกเชื้อชาติหรือศาสนาใด ๆ ทั้งสิ้น

ร.ล.เจ้าพระยา ยิงสลุต19 นัด คำนับผู้บัญชาการทหารเรือ ในโอกาสตรวจเยี่ยมกองเรือยุทธการ บนเรือหลวงจักรีนฤเบศร

เมื่อวานนี้ (24 ต.ค. 68) พลเรือเอก ไพโรจน์  เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พร้อมด้วยคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพเรือ เดินทางไปตรวจเยี่ยมกองเรือยุทธการ บนเรือหลวงจักรีนฤเบศร โดยมี พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ และนายทหารชั้นผู้ใหญ่จากหน่วยต่าง ๆ ของกองทัพเรือในสังกัดของกองเรือยุทธการ ให้การต้อนรับ พร้อมทั้งเรียนเชิญผู้บัญชาการทหารเรือ ขึ้นแท่นเพื่อรับการยิงสลุตคำนับ โดยเรือหลวงเจ้าพระยา จำนวน 19 นัด ณ ท่าเรือจุกเสม็ด การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี   

ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้มอบโอวาทแก่กำลังพลในสังกัดกองเรือยุทธการ ลงนามในสมุดเยี่ยม พร้อมทั้งเข้ารับฟังบรรยายสรุปเพื่อรับทราบถึงผลการปฏิบัติ ตลอดจนปัญหาอุปสรรคข้อขัดข้องในการปฏิบัติงาน ของหน่วยต่าง ๆ ในกองเรือยุทธการ

กองเรือยุทธการ เป็นหน่วยในส่วนกำลังรบของกองทัพเรือ ถือกำเนิดเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2466 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเดิม เป็นหน่วยในกระทรวงทหารเรือชื่อว่า “กองทัพเรือ” และ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “กองเรือรบ” และเมื่อกระทรวงทหารเรือได้เปลี่ยนชื่อเป็นกองทัพเรือในปี พ.ศ.2476 กองเรือรบ จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “กองเรือยุทธการ” ในปี พ.ศ.2494 กองเรือยุทธการ มีภารกิจ ในการจัดและเตรียมกำลังทางเรือ และกำลังทางอากาศ ให้มีสมรรถภาพและความพร้อมที่จะทำการรบ มีหน่วยขึ้นตรงประกอบด้วย กองเรือตรวจอ่าว กองเรือฟริเกตที่ 1 กองเรือฟริเกตที่ 2 กองเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ กองเรือดำน้ำ กองเรือทุ่นระเบิด กองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธบริการ กองเรือยามฝั่ง กองเรือลำน้ำ กองการบินทหารเรือ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองการฝึก และกองสนับสนุน

พระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล “เมื่อไม่มีใครดู แม่จะดูเอง” สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ทรงมีกระแสพระราชดำรัส หลัง กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงกราบทูล “สมัยนี้ไม่มีคนชมโขนแล้ว”

(25 ต.ค. 68) สำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES ได้เคยนำเสนอข่าวเกี่ยวกับ พระวิสัยทัศน์ใน สมเด็จพระพันปีหลวง ซึ่งพระองค์นั้นคือผู้ที่ผลักดันให้ ‘โขน’ นั้นกลายเป็น มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ในประเภท ‘รายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ’ โดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศขึ้นทะเบียนไว้ เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 61 

เพื่อเป็นการสดุดีในพระวิสัยทัศน์ของพระองค์ วันนี้ THE STATES TIMES จึงขอนำเสนอบทความดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง โดยบทความนั้น มีใจความว่า ...

‘สมเด็จพระเทพฯ’ ทรงกราบทูลพระพันปีหลวงว่า “สมัยนี้ไม่มีคนชมโขนแล้ว” พระองค์จึงมีกระแสรับสั่งตอบว่า “เมื่อไม่มีใครดู แม่จะดูเอง”...

จากพระวิสัยทัศน์ใน สมเด็จพระพันปีหลวง สู่ความสำเร็จของโขนพระราชทาน มรดกโลกโดยยูเนสโก

การแสดงโขนของไทย ที่มีประวัติมายาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นการรวมกันระหว่างศิลปะการร่ายรำ วรรณกรรม ดนตรี และศิลปะการออกแบบเครื่องแต่งกายเข้าไว้ในศาสตร์เดียวกัน ซึ่งอาจเปรียบเทียบได้กับการแสดงอุปรากร โอเปราของฝั่งตะวันตก

ถึงแม้ว่าในอดีตการแสดงโขนจะมีไว้เฉพาะสำหรับราชสำนัก และขุนนาง แต่การได้รับการอุปถัมภ์โดยชนชั้นสูงในสมัยนั้น ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้โขนได้รับการพัฒนาจนถึงขีดสุด เนื่องจากการพัฒนาศิลปะนั้นจำเป็นต้องใช้ทรัพยากร และเงินทอง เพื่อการพัฒนาศิลปะเฉพาะทาง

โขนได้รับการพัฒนาจนถึงขีดสุดในสมัยรัชกาลที่ 6 ด้วยพระราชนิยมที่ทรงโปรดศิลปวัฒนธรรม อย่างไรก็ดี ในรัชกาลที่ 7 เกิดเหตุการณ์เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก และสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้การแสดง และศิลปวัฒนธรรมทุกชนิดตกต่ำ หยุดการพัฒนา และแม้ในรัชกาลที่ 8 จะมีความพยายามที่จะฟื้นฟูให้คืนกลับมา แต่ก็ประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรผู้ฝึกสอน ประกอบกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เข้ามาซ้ำเติมให้วงการศิลปะของไทยดำดิ่งลงเหวไป

จนเมื่อมาถึงรัชกาลที่ 9 สภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยได้รับการพัฒนาให้มีความมั่นคง ประกอบกับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ทรงมีพระราชดำริว่าศิลปวัฒนธรรมอันดีงาม ที่ได้รับการสืบทอดมาแต่ครั้งบรรพชน กำลังค่อย ๆ เลือนหายไป 

จึงทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้มีการฟื้นฟูศิลปวิทยาดั้งเดิมของไทย ให้คืนกลับมาดังเดิม ซึ่งการฟื้นฟูดังกล่าว ไม่เพียงเป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมอาชีพให้แก่พสกนิกรชาวบ้าน ให้มีอาชีพ มีงานทำ มีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน และหนึ่งในศาสตร์นั้นก็คือการแสดงโขน นั่นเอง

พระองค์ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปิดสอนหัตถกรรมแทบทุกประเภทแก่บุตรหลานของราษฎรผู้ยากไร้ขึ้น ณ บริเวณสวนจิตรลดา และเปิดสอนสมาชิกในต่างจังหวัดในบริเวณพระราชนิเวศน์ทุกภาค ในเวลาที่พระองค์สมเด็จทรงเยี่ยมราษฎร ทรงรับเด็กยากจนที่มีการศึกษาน้อย รวมทั้งผู้ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการช่างใดๆ เข้าเป็นนักเรียนศิลปาชีพ ทรงเสาะหาครูผู้มีฝีมือที่ยังหลงเหลืออยู่มาถ่ายทอดผลงาน ทรงติดตามผลงานทุกชิ้น พระราชทานกำลังใจแก่สมาชิกทุกคนและโปรดที่จะทรงใช้สอยผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพทุกชนิด เพื่อเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนทั่วไปด้วย

ต่อมาเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2519 ได้ก่อทรงตั้งมูลนิธิขึ้น พระราชทานว่า ‘มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษ ในพระบรมราชินูปถัมภ์’ พระราชทานทุนเริ่มแรก และทรงรับเป็นประธานกรรมการบริหารของมูลนิธิฯ ด้วยพระองค์เอง

ในเวลาต่อมาทรงสังเกตเห็นว่าสุนทรียะของการแสดงโขนซึ่งเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงประจำชาติไทยนั้น ลดน้อยด้อยลงไปจากเดิม ประกอบกับกรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงกราบทูลพระพันปีหลวงว่า สมัยนี้ไม่มีคนชมโขนแล้ว พระองค์จึงมีกระแสรับสั่งตอบว่า

“เมื่อไม่มีใครดู แม่จะดูเอง” 

ทุกวันนี้ ประชาชนชาวไทยไม่ใคร่มีโอกาสได้ชมโขน เนื่องจากการจัดการแสดงโขนแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประชุมผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโขน และงานหัตถศิลป์แขนงต่างๆ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างเครื่องแต่งกายโขนขึ้นใหม่สำหรับใช้ในการแสดงโขนพระราชทาน โดยทรงกำชับให้ยึดถือรูปแบบเครื่องแต่งกายโขนแบบโบราณ แต่มีความคงทนและสวยงามยิ่งขึ้น มูลนิธิจึงสนองพระราชประสงค์ด้วยการฟื้นฟูพัฒนาโขน บูรณาการศิลปะไทยทุกแขนงเข้าด้วยกัน ผสมผสานกับเทคนิคการแสดงแสง สี เสียงสมัยใหม่ ก่อให้เกิดเป็นการแสดงโขนร่วมสมัย จนนำไปจัดแสดงต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกในปี 2550 ชุดพรหมมาส 

การแสดงโขนพระราชทานในครั้งนั้น ได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี มีการเรียกร้องให้มีการแสดงโขนขึ้นอีก พระพันปีหลวงจึงมีพระราชเสาวนีย์ให้มีการพัฒนาขึ้นอีก ก่อนจะจัดแสดงอีกครั้งในปี 2551 ซึ่งมีคนหนุ่มสาวและเด็ก ๆ จำนวนมากมีความสนใจชมโขนและยังพากันจูงผู้เฒ่าผู้แก่ในครอบครัวไปชมโขนกันอย่างเนืองแน่น จึงทรงโปรดฯ ให้มีการจัดแสดงโขนในทุก ๆ ปี และคนไทยก็เรียกว่า “โขนพระราชทาน” นับแต่นั้นมา

จากพระวิสัยทัศน์ ทำให้โขนไทยได้รับการพัฒนาสู่รูปแบบอื่น ๆ อาทิละคร และภาพยนตร์ จนต่อมาเมื่อวันที่ 29 พ.ย. 61 องค์การยูเนสโก (UNESCO) ประกาศขึ้นทะเบียน ‘โขน’ ประเทศไทย ภายใต้ชื่อภาษาอังกฤษว่า ‘Khon, masked dance drama in Thailand’ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ในประเภท ‘รายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ’

เชียงใหม่- ททท. เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวภาคเหนือ ปี 2569  “Season of North 2026 : สุขทันที...ฤดูนี้ฤดูเหนือ” 

ททท. จัดงานเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวภาคเหนือ ปี 2569 ชู “Season of North 2026 : สุขทันที...ฤดูนี้ฤดูเหนือ” เที่ยวเหนือได้ทั้งปี หวังดันรายได้ 178 ล้านบาท

เมื่อวานนี้ (24 ต.ค. 68) นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และนายขจรเดช อภิชาตตรากุล ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ ททท. ร่วมงาน “เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวภาคเหนือ ประจำปี 2569” ณ ร้านอาหาร Le Coq d'Or Restaurant อำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมจับมือพันธมิตร 17 จังหวัดภาคเหนือ สร้างเครือข่ายในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว หวังกระตุ้นการเดินทางภาคเหนือช่วง High Season และขยายฐานนักท่องเที่ยวช่วงนอกฤดูกาล ดันตัวเลขนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 25 ล้านคน สร้างรายได้สะพัดไม่ต่ำกว่า 178 ล้านบาท

นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่มีความพร้อมและยินดีเป็นอย่างยิ่งในการต้อนรับนักท่องเที่ยวในการเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวภาคเหนือ ประจำปี 2569 โดยปีนี้จังหวัดเชียงใหม่ได้บูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน ส่งเสริมการท่องเที่ยวภายใต้แนวคิด "Value is the New Volume" พัฒนาเชียงใหม่ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพระดับนานาชาติ กระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและฟื้นฟูเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมส่งเสริมเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเมืองเชียงใหม่ผ่านการท่องเที่ยวด้วย “โครงการ 12 เดือน 12 เทศกาล จังหวัดเชียงใหม่เที่ยวได้ทั้ง 365 วัน" เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี 

นอกจากนี้ ยังมุ่งยกระดับการท่องเที่ยวด้วยการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลของผู้ประกอบการ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมท้องถิ่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ความงาม และบริการทางการแพทย์ การท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และการจัดการสิ่งแวดล้อมให้มีคุณภาพ ตั้งเป้ายกระดับเชียงใหม่สู่ "เมืองแห่งชีวิต สุขภาพ และเทศกาล" และผลักดันให้เป็น "The Best Destination" เพื่อให้เชียงใหม่เป็นจุดหมายปลายทางที่ "ทรงคุณค่า" อย่างแท้จริง

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. เปิดเผยว่า ปี 2569 ททท. เตรียมดำเนินการส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคภาคเหนือ โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน ในพื้นที่ 17 จังหวัด เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่น่าจดจำและบอกต่อ (Grand Moment) จากการเดินทางท่องเที่ยวภาคเหนือในแต่ละฤดู และเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวตลอดทั้งปี (Year-round Destination) 

ผ่านแนวคิด Season of North 2026 : สุขทันที...ฤดูนี้ฤดูเหนือ ชวนเที่ยวภาคเหนือในทุกฤดู ภายใต้ 3 ทิศทางหลัก ได้แก่ 1. ฤดูแห่งการให้รางวัลแก่ชีวิต (หลังจากที่ทำงานตลอดทั้งปี)กระตุ้นค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวภาคเหนือและขยายฐานตลาดเฉพาะกลุ่ม 2. ฤดูแห่งการเฉลิมฉลอง ความสุข สนุกสนาน และการฮีลใจ พักผ่อน/ผ่อนคลาย ค้นหาตัวเอง กระตุ้นความถี่ในการเดินทางช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวภาคเหนือ และ 3. ฤดูแห่งการแบ่งปัน บอกเล่าเรื่องราวของความเป็นเหนือ (Northern Stories) 

กระตุ้นการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวสู่พื้นที่เมืองน่าเที่ยว ด้วยการเสนอขายสินค้าและบริการด้านสุขภาพ งานคราฟต์ เทศกาลประเพณี อีเวนต์ กิจกรรมท่องเที่ยวยามค่ำคืน แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ที่พักที่มีสไตล์การออกแบบที่สวยงาม วิถีชีวิตชุมชนน่าเที่ยว อาหารถิ่น รวมถึงสินค้าท่องเที่ยวยั่งยืนที่ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย รางวัล CF Hotel (Carbon Footprint Hotels)และ รางวัล STAR (Sustainable Tourism Acceleration Rating) 

โดยการจัดงาน “เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวภาคเหนือ ประจำปี 2569” ในครั้งนี้ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานภาคเหนือ ทั้ง 11 สำนักงาน ได้เข้าร่วมนำเสนอทิศทางส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในพื้นที่ พร้อมทั้งนำผู้ประกอบการเข้าร่วมเสนอขาย Product Highlight ของทั้ง 17 จังหวัดด้วย

ภูมิภาคภาคเหนือเป็นภูมิภาคที่มีความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อีกทั้งยังมีสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวในทุกรูปแบบ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ทุกฤดูกาล โดย ททท. ได้เตรียมนำเสนอหลากหลายกิจกรรมท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ใน 17 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำปาง ลำพูน แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย กำแพงเพชร ตาก อุทัยธานี นครสวรรค์ และพิจิตร

กิจกรรมท่องเที่ยวที่น่าสนใจช่วงฤดูหนาว เช่น ประเพณีตักบาตรเป็งปุ๊ด จังหวัดน่าน, เทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพนครสวรรค์จังหวัดนครสวรรค์, งานเปิดเมิงไต จังหวัดแม่ฮ่องสอน, งานสีสันดอยตุงและงานเทศกาลเชียงรายดอกไม้งาม จังหวัดเชียงราย, งานแพร่คราฟท์จังหวัดแพร่, Balloon Festival Huppatat จังหวัดอุทัยธานี, งานเทศกาลหุ่นโคมไฟนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์,  Ultra Trail Doi Soi Malaiจังหวัดตาก, Chalawan Running จังหวัดพิจิตร ฯลฯ

กิจกรรมท่องเที่ยวที่น่าสนใจช่วงฤดูร้อน เช่น ประเพณีปอยส่างลองจังหวัดแม่ฮ่องสอน, เย็นทั่วหล้ามหาสงกรานต์ ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่, งานสลุงหลวง กลองใหญ่ ปีใหม่เมืองนครลำปาง จังหวัดลำปาง, งานประเพณีเวียนเทียนทางน้ำ กลางกว๊านพะเยาจังหวัดพะเยา, Chiang Mai Design Week และ Amazing Chiang Mai Pride จังหวัดเชียงใหม่, เทศกาลทุเรียน จังหวัดอุตรดิตถ์, เทศกาลวันวานอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี, เทศกาลดอกเสี้ยวบาน จังหวัดลำปาง, เทศกาลพายเรือเที่ยวป่า ตามหาแมงกะพรุนน้ำจืด จังหวัดเพชรบูรณ์, กิจกรรมล่องห่วงยางแม่น้ำปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ฯลฯ
กิจกรรมท่องเที่ยวที่น่าสนใจช่วงฤดูฝน เช่น ประเพณีสลากภัตรหรือสลากย้อม จังหวัดลำพูน, กิจกรรมเวียนเทียนตะคัน เมืองโบราณสุโขทัยจังหวัดสุโขทัย, เทศกาลเชียงใหม่คเณศจตุรถี จังหวัดเชียงใหม่, ดอยช้างเทรล จังหวัดเชียงราย, Pai Jazz and Blues Fest 2026 จังหวัดแม่ฮ่องสอน, Mae La Noi Craft Camp จังหวัดแม่ฮ่องสอน, เทศกาลทุเรียนอุทัยจังหวัดอุทัยธานี, กิจกรรมล่องแก่งลำน้ำเข็ก จังหวัดพิษณุโลก ฯลฯ

สำหรับเดือนพฤศจิกายนที่กำลังจะมาถึงนี้ ททท. ภูมิภาคภาคเหนือ ขอเชิญชวนเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลลอยกระทง ซึ่งมีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา ไม่ว่าจะเป็นประเพณียี่เป็งเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่, ประเพณีล่องสะเปาจาวละกอน จังหวัดลำปาง, เทศกาลโคมแสนดวงที่เมืองลำพูน จังหวัดลำพูน, งานนมัสการพระธาตุดอยกองมูและลอยกระทงสวรรค์ จังหวัดแม่ฮ่องสอน, งานประเพณีลอยกระทง “จุดผางปะตี๊ปตี๋นก๋า ปูจาแม่ก๋าเผือก” จังหวัดแพร่, ประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย, งานประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีป 1,000 ดวง จังหวัดตาก, งานลอยกระทงลาวา สายธาราดงกลาง จังหวัดพิจิตร ฯลฯ 

ทั้งนี้ ททท. คาดหวังว่าการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเดินทางตลอดทั้งปีจะมีส่วนช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในภาคเหนือเพิ่มมากขึ้น โดยตั้งเป้าให้มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 25 ล้านคน-ครั้ง ในปี 2569 เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.37 จากปี 2568พร้อมคาดว่าจะสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 178 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 3.38 เมื่อเทียบกับปี 2568

ผบ.ตร.สั่งขยายผลจับกุม 3 ชาวจีนแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลางกรุง และยกระดับมาตรการปฏิบัติการเชิงรุกให้มีเขี้ยวเล็บสกัดสแกมเมอร์

เมื่อวานนี้ (24 ตุลาคม 2568) พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการไปยัง กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ให้เร่งสืบสวนขยายผลจับกุมทั้งขบวนการทั้งคนไทย และชาวต่างประเทศ กรณีวานนี้ (23 ตุลาคม 2568) เจ้าหน้าที่ตำรวจงานสายตรวจ 2 กองกำกับการสายตรวจ กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (191) ร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ กสทช. นำหมายค้นศาลอาญาเข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งในซอยลาดพร้าว 3 แยก 6 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้ทำการสืบสวนจนทราบว่าเป็นฐานลับแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงเอาเงินจากชาวต่างชาติ โดยพบว่าคอมพิวเตอร์ถูกเปิดใช้งานโดยมีการตั้งค่า IP ปลอม (Fake IP) และพบใช้ลักษณะคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง (scam) เจ้าหน้าที่ตรวจพบการยิงโฆษณาผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยแอบอ้างเป็นสำนักงานกฎหมายหรือทนายความ เพื่อล่อลวงเหยื่อว่าจะช่วยทวงเงินคืน ก่อนดำเนินการหลอกเอาทรัพย์ซ้ำ ซึ่งจากการสืบสวนเบื้องต้น พบกลุ่มเป้าหมายเป็นชาวต่างชาติในทวีปยุโรป ยังไม่พบรายงานผู้เสียหายเป็นคนไทย 

ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมชาวจีนทั้งหมด 3 ราย ได้แก่ นายจาง (นามสมมุติ) อายุ 38 ปี, นายหลิว (นามสมมุติ) อายุ 29 ปี และนายอู่ (นามสมมุติ)อายุ 32 ปี พร้อมของกลางได้แก่ เครื่อง SIMBOX / GSM Gateway สำหรับใส่ซิมโทรศัพท์ 20 ช่อง จำนวน 4 เครื่อง, คอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊ค 10 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ 40 เครื่อง พร้อมเครื่องกระจายสัญญาณและอุปกรณ์อื่น ๆ โดยจับกุมในข้อหา “ช่วยซ้อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560” และ “นำเข้า มี หรือทำ ซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ตาม พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498” นำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นอกจากนี้ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยังได้สั่งการให้ทุกหน่วยยกระดับในการปฏิบัติการเชิงรุก ในการดำเนินการกับชาวต่างชาติที่เข้ามากระทำผิดในไทย โดยเฉพาะแก๊งสแกมเมอร์ จะไม่ยอมให้มาตั้งฐานหลอกลวงในประเทศไทยอย่างเด็ดขาด โดยสั่งการให้
1. สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ต้องตรวจสอบและคัดแยกข้อมูลคนต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรที่มีลักษณะผิดสังเกต เช่น เข้ามาในลักษณะนักท่องเที่ยวทั้งระยะสั้นและระยะยาว และเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรบ่อยครั้ง โดยให้แยกเป็นกลุ่มประเทศ สถิติการเข้าออก 

2. ให้ทีมสืบสวน บช.น. และตำรวจภูธรภาค 1, 2, 7 ประสานกับทีมสืบสวน สตม. โดยบูรณาการร่วมกับกองการต่างประเทศ, กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) และ ให้ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) เป็น Center ในการตรวจสอบบุคคลต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรอย่างเข้มข้น โดยการปฎิบัติจะต้องออกภาพการปฏิบัติเชิงรุกแบบ Realtime 

3. การปฏิบัติในการปราบปรามแก๊งมิจฉาชีพ Scammer ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐเอกชนและประชาชนทั่วไป โดยประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนพลเมืองดี ที่พบเห็นความผิดปกติในการพักอาศัยรวมตัวของบุคคลต่างชาติที่เข้ามาในราชอาณาจักร ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้าน/อพาร์ทเม้นท์/คอนโด/ห้องเช่า และสำหรับผู้ที่บอกว่ามีข้อมูลของกลุ่มมิจฉาชีพ Scammer  

นอกจากนี้ พล.ต.ต.ธีรเดชฯ กล่าวว่า ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจ 191 และเจ้าหน้าที่ กสทช. สำหรับการปฏิบัติการในครั้งนี้ และขอประชาสัมพันธ์ไปยังพี่น้องประชาชนไม่ว่าจะในกรุงเทพมหานคร หรือต่างจังหวัด หากพบเห็นชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมผิดแผกไปจากนักท่องเที่ยวต่อไป ดูแล้วมีพิรุธน่าสงสัย สามารถแจ้งเบาะแสเข้ามาได้ที่สายด่วน 191 ตลอด 24 ชั่วโมง

หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน มอบนโยบายดูแลทหารใหม่ทั่วประเทศ เน้นความปลอดภัยสูงสุด การฝึกมีประสิทธิภาพ หากพบการละเมิดพร้อมดำเนินวินัยเข้มงวด

หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน ประชุมหน่วยปกครองทหารทั่วประเทศ ถ่ายทอดเจตนารมณ์ผู้บัญชาการทหารอากาศ และมอบนโยบายดูแลทหารใหม่ เน้นย้ำความปลอดภัยสูงสุดและการฝึกที่มีประสิทธิภาพ สร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับผู้บังคับบัญชาและผู้ปกครอง หากพบการละเมิดจะดำเนินการทางวินัยอย่างเข้มงวด

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ณ ห้องประชุมเจริญจรัมพร หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน พลอากาศโท ขจรฤทธิ์ แก้วอำไพ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการอากาศโยธิน เป็นประธานการประชุมผู้บังคับบัญชาและครูฝึกของหน่วยปกครองทหารในสังกัดกองทัพอากาศทั่วประเทศ โดยจัดประชุมแบบผสมผสาน ทั้งหน่วยในที่ตั้งดอนเมืองและผ่านระบบ VTC สำหรับหน่วยต่างจังหวัด เพื่อเน้นย้ำแนวทางการปกครองบังคับบัญชาและการดูแลทหารกองประจำการ รุ่นปี 2568 ผลัดที่ 2 ซึ่งจะเริ่มรายงานตัวเข้ารับการฝึกในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568

ในการประชุมครั้งนี้ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการอากาศโยธิน ได้ถ่ายทอดเจตนารมณ์ของ พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ ที่มุ่งหวังให้ทหารกองประจำการมีอุดมการณ์อันมั่นคงในความรักและเทิดทูน สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ภาคภูมิใจในเกียรติภูมิความเป็นไทย มีความรู้ความชำนาญในหน้าที่ ยึดมั่นในวินัยและการปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงสมบูรณ์

ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการอากาศโยธิน ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยดูแลทหารกองประจำการอย่างเหมาะสม ตามมาตรฐานการฝึกของกองทัพอากาศ โดยให้ยึดมั่นในระเบียบวินัย คำนึงถึงเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นทหาร พร้อมกำชับอย่างชัดเจนว่า ห้ามมิให้มีการกระทำใด ๆ ที่เป็นการละเมิดหรือทำร้ายร่างกายระหว่างการฝึก หากพบการกระทำที่ไม่เหมาะสม จะดำเนินการทางวินัยตามระเบียบของกองทัพอากาศอย่างเข้มงวด

ทั้งนี้ หน่วยบัญชาการอากาศโยธินได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านสถานที่ บุคลากร และระบบการฝึก เพื่อให้การรับทหารใหม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยให้ทหารใหม่ทุกนายได้รับการดูแลอย่างดี ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และการปรับตัวให้เข้ากับชีวิตในกองทัพ รวมถึงการจัดตั้งช่องทางสื่อสารกับญาติของทหารใหม่ เพื่อสร้างความอุ่นใจและความเชื่อมั่นให้แก่ครอบครัว

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของทหารกองประจำการ เช่น การส่งเสริมการศึกษาต่อ การแนะแนวและอบรมวิชาชีพเพื่อประโยชน์ในการประกอบอาชีพหลังปลดประจำการ ตลอดจนการส่งเสริมให้สมัครเข้ารับราชการในกองทัพอากาศ

กองทัพอากาศยืนยันความมุ่งมั่นในการดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตของทหารกองประจำการทุกนายด้วยความเอาใจใส่ เพื่อให้ทหารใหม่ได้เรียนรู้ ฝึกฝน และเติบโตอย่างภาคภูมิใจ ภายใต้หลัก “วินัย ความรู้ ความรับผิดชอบ และความเป็นพี่น้องในครอบครัวกองทัพอากาศ”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top