Sunday, 7 June 2026
NEWS FEED

ลำปาง-ผนึกกำลังเครือข่าย พสบ. จิตอาสา 904 และ กฟผ. (EGAT) ส่งต่อความห่วงใย มอบถุงยังชีพและแพมเพิสถึงบ้านผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง อ.เถิน ลำปาง

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 น. เครือข่ายจิตอาสาจากหลายภาคส่วน นำโดย ผศ.ดร.ธนกร สิริสุคันธา ประธานหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาการจัดการ ม.ราชภัฏลำปาง ในฐานะผู้แทนจาก หลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ผู้บริหารระดับสูง กองทัพภาคที่ 3 รุ่นที่ 5 (พสบ.) พร้อมด้วย จิตอาสา 904 ร.อ.หญิง นันทา หอมแก่นจันทร์ และ จ.ส.อ.พลภัทร … ได้ลงพื้นที่บ้านห้วยเกี๋ยง หมู่ 9 ตำบลนาโป่ง อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง เพื่อมอบถุงยังชีพและเครื่องอุปโภคบริโภคที่ได้รับการสนับสนุนหลักจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง

การส่งมอบครั้งนี้เป็นการนำถุงยังชีพคุณภาพจาก กฟผ. ซึ่งประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง, น้ำมันพืช น้ำดื่ม นม ขนม และสิ่งของจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยคือแพมเพิส ไปมอบให้ถึงที่พักของผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางในพื้นที่รวมจำนวน 4 ราย ได้แก่ นายสวัสดิ์ ชมภู, นางอาวร ปุ้มตะมะ, นายศรียน สุยะพรม และ นายศรีทวน พุทธิหนอย

การดำเนินการได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากผู้นำชุมชนในพื้นที่ อาทิ นางเรือน แก้ววงศ์เครือ กำนันตำบลนาโป่ง, นายประเสริฐ คำแก้ว ผู้ใหญ่บ้านบ้านนาโป่ง, นายวรพงศ์ คำแก้ว สมาชิกสภา อบต.นาโป่ง, นางสาวอรอารีย์ คำแก้ว นักพัฒนาชุมชน อบต.นาโป่ง และ นางอินทิรา ปิมวงศ์ ประธาน อสม.ตำบลนาโป่ง ซึ่งได้ร่วมส่งมอบกำลังใจและความห่วงใยแก่พี่น้องประชาชนอย่างอบอุ่น

กิจกรรมครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่ยังสะท้อนถึงความมีน้ำใจ ความสามัคคี และการแบ่งปันในชุมชน ซึ่งเป็นแก่นสำคัญของการทำงานจิตอาสา การผนึกกำลังกันระหว่างภาคการศึกษา ภาคพลังงาน และเครือข่ายจิตอาสา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือสังคมอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างรอยยิ้ม เติมพลังใจให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างยั่งยืน


 

เปิดมุมมองการเตรียมพอร์ต TCAS69 ชี้หนึ่งนาทีแรกในแฟ้มคือตัวกำหนดชะตา แต่ไม่ใช่เชือกเส้นสุดท้าย คะแนนสอบยังคงเป็นแกนหลัก

(16 พ.ย. 68) รองศาสตราจารย์ ดร.พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว ชื่อ Puntipi Piamsa-nga ถึงประเด็นเรื่องการเตรียม “พอร์ตโฟลิโอ” สำหรับ TCAS69

เห็นนักเรียนเริ่มเตรียมพอร์ตแล้วมีดรามา ผมก็ขอเอาที่ผมเคยเขียนไว้หลาย ๆ ปี มาเล่าใหม่ครับ 
ขออภัยครับ ยาวไปหน่อย เอาหลายตอนมารวม คาดหวังว่า ผู้ปกครอง Gen X, Gen Y คงพอทนอ่านยาว ๆ ได้บ้าง เพื่อประโยชน์สำหรับลูกหลานของท่านนะครับ

พอร์ต: ไม่ใช่เชือกเส้นสุดท้าย แต่เป็นอาวุธของมหาวิทยาลัย
พูดกันตรง ๆ “พอร์ต” ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นทางรอดสุดท้ายของเด็ก แต่เป็น “เครื่องมือเชิงกลยุทธ์” ของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะสาขาดัง ๆ
.
รอบพอร์ตคือช่องทางที่มหาวิทยาลัยใช้ “ชิงตัว” คนที่มีทักษะชัด มีผลงานชัด ก่อนมหาวิทยาลัยคู่แข่ง จะเรียกว่าเป็นรอบที่ไว้ “ล็อกเด็กที่อยากได้ที่สุด” ก่อนปล่อยสนามรอบสามก็ไม่ผิด

และเอาจริง ๆ คนที่ทำพอร์ตได้ดีจนมหาวิทยาลัย “กล้าเสี่ยงรับ” มีไม่เยอะ มหาวิทยาลัยเลยเลือกเฉพาะที่ดูแล้ว “ไม่เสี่ยง” ชัดเจนว่ามีของ ทำงานเป็นชิ้นเป็นอัน น่าจะอยู่รอดในหลักสูตรได้จริง จากนั้นค่อยกระจายน้ำหนักไปใส่รอบคะแนนสอบ TCAS3 เพื่อรับให้เต็มที่นั่ง

ส่วนใหญ่ที่ผมเห็น แทบไม่เคยมีเคส “เกรดต่ำ งานไม่ชัด แล้วหลุดมาได้ด้วยพอร์ต” เลย พูดแบบไม่ฝันกลางวันกันเกินไป เพราะฉะนั้น ถ้ามองในมุมระบบ พอร์ตคือช่องทางเสริมที่มหาวิทยาลัยใช้แย่งเด็กเก่ง มากกว่าจะเป็นเส้นหลักของเด็กส่วนใหญ่ ตรงนี้แหละที่ทำให้ผม ไม่เคย แนะนำใครให้ทุ่มชีวิตทั้งหมดลงไปกับพอร์ตจนลืมคะแนนสอบ

อย่าหลงคิดว่าพอร์ตแทนคะแนนสอบได้
แกนหลักของการเข้ามหาวิทยาลัยไทยตอนนี้ ยังไงก็ยังเป็น “คะแนนสอบ” อยู่ดี พอร์ตคือโบนัส เป็นโอกาสพิเศษสำหรับบางกลุ่มที่ “มีของจริง มีผลงานจริง” มหาวิทยาลัยใหญ่หลายแห่งที่รับรอบพอร์ตจำนวนมาก ก็เขียนเกณฑ์ไว้ชัดอยู่แล้วว่า ต้องมีรางวัลระดับโอลิมปิกวิชาการ เหรียญนู่นนี่ ซึ่งไม่ใช่ของที่ “ใครก็ทำได้ถ้าขยันพอ” ด้วยซ้ำ

ดังนั้น พอร์ตไม่ใช่ของที่ทุกคนต้องมี และยิ่งไม่ใช่ของที่ควรแลกด้วยการปล่อยคะแนนสอบหลุด

สอบยังไงก็ต้องสอบอยู่ดี
หน้าตาพอร์ตที่มหาวิทยาลัย “อยากเห็น”
สิ่งที่ผมเห็นซ้ำ ๆ เวลาอ่านพอร์ตคือ มหาวิทยาลัยไม่ได้อยากเห็น PDF สวยที่สุดในโลก ไม่ได้ตัดสินใครจากกราฟิกหรือจำนวนหน้า

สิ่งที่อาจารย์อยากเห็นจริง ๆ คือ
 – “เด็กคนนี้เคยลงมือทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมาบ้างแล้วหรือยัง และทำจนสำเร็จจริงแค่ไหน”
พอร์ตที่ “เสียของ” มักมีหน้าตาแบบนี้
 – ใบประกาศเข้าร่วมกิจกรรมเต็มไปหมด แต่ไม่บอกเลยว่าตัวเองทำอะไรในกิจกรรมนั้น
 – รูปถ่ายกับป้ายงานเยอะมาก แต่ไม่มีงานไหนสะท้อนการลงมือทำของตัวเอง
 – เขียนว่าเป็นโปรเจกต์ที่ทำ แต่พอถามลึก ๆ ตอบไม่ได้ว่าตัวเองทำส่วนไหน แก้ปัญหาอะไร
ในทางตรงกันข้าม เด็กที่พอร์ตบาง แต่ชัด มักเล่าได้แบบนี้
 – “งานนี้เริ่มจากปัญหาอะไร ลองอะไรแล้วเจ๊งกี่รอบ ใช้เวลายังไง แก้บั๊กยังไง ตัวเองรับผิดชอบตรงไหน และสุดท้ายได้อะไรออกมาจริง ๆ”
ถึงงานจะไม่ใช่ระดับโลก แต่นั่นคือ “ของจริง” ที่ทำให้กรรมการกล้าเสี่ยงรับ

จิตอาสา: เข้าร่วม ≠ ริเริ่มและทำจนจบ
เรื่องจิตอาสา ผมใช้เป็นตัวอย่างประจำ
- ไปเข้าค่ายวันเดียว ถ่ายรูปกับป้าย “โครงการจิตอาสา…” กลับบ้าน แบบนี้
ได้แต้มแค่คำว่า “เข้าร่วม”
แต่มหาวิทยาลัยอยากเห็นคือ เด็กที่
- คิดโครงการเอง
- ชวนคน
- วางแผน
- จัดการหน้างาน
- แก้ปัญหาเฉพาะหน้า
- แล้วทำให้มัน “สำเร็จจริง”
ตรงนี้สะท้อนทั้งการคิดเป็นระบบ การจัดการคน การลงมือทำ และความรับผิดชอบ ซึ่งข้อสอบปรนัยรอบสามไม่มีทางวัดให้ เพราะฉะนั้น ถ้าจะทำพอร์ตจริง ๆ ผมอยากให้เปลี่ยนโจทย์จาก
 – “ไปเก็บกิจกรรมอะไรมาใส่พอร์ตดี”
 เป็น
 – “ในช่วง ม.ปลาย เราอยากลงมือทำอะไรให้มันเสร็จจริง ๆ อย่างน้อยสักหนึ่ง–สองเรื่อง”
พอร์ตที่ดี เริ่มจากการใช้ชีวิตแบบ “ลงมือทำจริง”
– ไม่ใช่เริ่มจากการออกแบบหน้าปกกับสารบัญ
.
หนึ่งนาทีแรกของพอร์ต สำคัญกว่าที่คิด
มหาวิทยาลัยไม่สนหน้าแรกสวย ๆ ของผู้สมัคร และเปิดข้ามทันที เด็กมักไม่รู้ แต่คนรับรู้ชัดมาก เวลาคัดรอบพอร์ต เราไม่มีเวลานั่งอ่านทุกบรรทัดในแฟ้มทุกคน พอร์ตแต่ละเล่มมีเวลา “เรียกความสนใจ” จริง ๆ แค่ไม่กี่สิบวินาทีแรก สิ่งที่ผมอยากเห็นในหนึ่งนาทีแรกคือ

เปิดแล้วรู้เลยว่า เด็กคนนี้เด่นเรื่องอะไร ทำอะไรเป็น เคยทำอะไรเสร็จจริงที่เกี่ยวกับสาขาที่สมัคร *
ไม่จำเป็นต้องมีหน้าแรกเป็นรูปเท่ ๆ คำนำ สารบัญหรู ๆ ถ้าหน้าแรกที่ผมเห็นคือใบประกาศเข้าค่าย “ฟังบรรยาย” ที่เด็กไม่ได้ทำอะไรเลย โอกาสที่ผมจะอ่านต่อก็ลดลงทันที สิ่งที่ทำให้เสียโอกาสฟรี ๆ คือ
- รูปหลักฐานแตก อ่านไม่ออก
- กราฟิกเยอะจนกลบเนื้อหา
- ใส่ทุกอย่างเทกระจาด ไม่เรียงลำดับความสำคัญ
ในขณะที่สิ่งที่ควรโผล่มาตั้งแต่ต้น คือ “งานที่ลงมือทำเองจริง ๆ” ที่โยงกับสาขานั้น

สิ่งที่ผมมองหาจริง ๆ ในเด็กที่ยื่นพอร์ต
ประสบการณ์หลายปีในรอบ TCAS1 ทั้งช้างเผือกและโอลิมปิก ผมมองหาเด็กแบบนี้
- เด็กที่งานไม่ใช่ของที่ผู้ใหญ่ทำให้แล้วเอาชื่อเด็กไปแปะ
 - เด็กที่ใฝ่รู้ รู้จักค้นคว้าในระดับสมเหตุสมผล
- เด็กที่เข้าใจบริบทงานตัวเอง เช่น ทำโปรเจกต์คอมด้านเกษตร ก็ควรรู้อะไรเกี่ยวกับเกษตรบ้าง ไม่ใช่สนใจแต่เทคโนโลยีอย่างเดียว
- เด็กที่เล่าเรื่องการเรียนรู้ของตัวเองให้คนอื่นฟังรู้เรื่อง
soft skill สำคัญมาก ฝีมืออย่างเดียวไม่พอ
- เด็กบางคนเก่ง แต่พูดไม่ได้ เชื่อมโยงไม่ได้ ศักยภาพหายไปครึ่งหนึ่งทันที
- ในทางกลับกัน เด็กที่ยังไม่สุด แต่เล่าเส้นทางตัวเองได้ชัด มักไปได้ไกลในระยะยาว
.
ภาษา: แต้มที่มีผลเกินกว่ารอบรับเข้า
ภาษาอังกฤษ (รวมถึงจีน ญี่ปุ่น เยอรมัน ฯลฯ) เป็นอีกตัวแปรที่โผล่มาชัดในพอร์ตและสัมภาษณ์ มันสะท้อนทั้งความพร้อมของเด็กและครอบครัว พูดแบบไม่แต่ง เด็กที่ภาษาดี จะมี “อิสระในการเลือก” สูงกว่ามาก
- เลือกคณะได้กว้างกว่า
- เลือกประเทศเรียนต่อได้มากกว่า
- เลือกงานและเส้นทางชีวิตได้มากกว่า
มันสำคัญกว่า TCAS ด้วยซ้ำ เพราะต่อให้ระบบรับเข้าเปลี่ยนอีกกี่รอบ ภาษาและทักษะการสื่อสารก็ยังตามเขาไปทั้งชีวิต
.
สรุป
พอร์ต คือช่องทางที่มหาวิทยาลัยใช้ดึงเด็กที่มั่นใจที่สุดมาก่อน
ส่วนที่เหลือ ยังไงก็ต้องกลับมาดูกันที่คะแนนสอบอยู่ดี
อย่าทุ่มทุกอย่างลงไปในพอร์ตจนลืมแกนหลัก
 แต่ถ้าจะทำพอร์ต ก็ทำให้สะท้อนว่า
- “เราทำอะไรเป็น”
 ไม่ใช่แค่
– “เราเคยไปอยู่ตรงไหนมา”
จะเล่นรอบพอร์ตก็ไม่ผิด จะเน้นรอบคะแนนสอบก็ไม่ผิดเหมือนกัน
* แต่อย่าเข้าใจผิดว่าพอร์ตคือทางรอดของทุกคน
สิ่งที่ควรลงทุนจริง ๆ คือ
- ความสามารถจริง
- ภาษา
- และทักษะการลงมือทำงานให้เสร็จและสื่อสารมันออกมาได้
สามอย่างนี้ จะอยู่กับเราไกลกว่าระบบรับเข้ามหาวิทยาลัยทุกรุ่นแน่นอนครับ

เชียงใหม่-สโมสรไลออนส์ จัดแข่งขันสารานุกรมไทยฯ ครั้งที่ 29 พื้นที่ เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน

สโมสรไลออนส์จัดแข่งขันสารานุกรมไทยฯ ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีประจำปี 2568

ไลออน พรหมภัสรณ์ นิมมากุลวิรัตน์ ประธานฝ่ายสารานุกรมไทยฯ พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดแม่ฮ่องสอน ปีบริหาร 2568-2569 เผยถึง การแข่งขันสารานุกรมไทยสำหรับเขาวชนฯ ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2568 ว่า สโมสรไลออนส์ มีความภูมิใจ ที่ได้สนองพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนการิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ส่งเสริมให้ประชาชนได้อ่านหนังสือ แสวงหาความรู้ ซึ่งหนังสือสารานุกรมไทยฯ นั้นเป็นหนังสือที่รวบรวมองค์ความรู้ทุกแขนงวิชา สามารถอ่านโดยเข้าใจง่าย มีรูปภาพประกอบเหมาะกับทุกวัยที่จะศึกษาหาความรู้ จึงได้จัดทำโครงการการแข่งขันสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เป็นประจำ ทุกปี นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวสโมสรไลออนส์ มาโดยตลอด

การแข่งขันในปี 2568 นี้ ได้จัดการแข่งขันในระดับจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในวันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงเรียนยุพราชววิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขัน พร้อมด้วย นางสาว สุปราณี ปัญญานะ ผู้อำนวยการโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ไลออน วิสุทธิ์ นิมมากุลวิรัตน์ ผู้ว่าการไลอนส์สากลภาค 310 เอ1 ปีบริหาร 2565-2566 
ไลออน พรหมภัสรณ์ นิมมากุลวิรัตน์ ประธานจัดการแข่งขันฯ ร่วมด้วย คณะไลออนส์ ผู้มีเกียรติรับเชิญ นักเรียน ครู ที่เข้าร่วมการแข่งขัน

ซึ่งเป็นการแข่งขัน ตอบคำถามแบบปรนัย ระดับประถมศึกษาตอนปลายจำนวน 80 ข้อ และสำหรับมัธยมศึกษาตอนต้นจำนวน 100 ข้อ โรงเรียนที่ได้คะแนนสูงสุด 5 โรงเรียน ของแต่ละระดับ มีคะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม จึงจะได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนของจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อไปแข่งขันในระดับภาคต่อไป 

สำหรับโรงเรียนที่ เข้าร่วมการแข่งขัน ระดับประถมศึกษาตอนปลาย จำนวน 40 โรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 40 โรงเรียนนักเรียนที่เข้าแข่งขัน และครูผู้ควบคุมทีม จะได้รับเกียรติบัตรจาก สโมสรไลออนส์สากลภาค 310 เอ1 ทุกท่าน ณ สนามแข่งขันแห่งนี้

และจะได้ส่งผู้ชนะเลิศเข้าแข่งขันในระดับภาค และระดับประเทศ ต่อไป ซึ่งในระดับภาคได้จัดให้มีการประกวดโครงงานการศึกษา การแข่งขันตอบคำถาม การแข่งขันแต่งบทกวี การแข่งขันวาดภาพ โดยจะกำหนดโจทย์จากเนื้อหาหนังสือสารานุกรมฯ ทำการแข่งขันพร้อม กันในวันเดียวกันทั่วประเทศ มีคณะศึกษานิเทศก์ กระทรวงศึกษาธิการ ให้ความร่วมมือในการออกแบบคำถามสำหรับรางวัลของผู้ชนะระดับประเทศ จะได้รับ ถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ

สวธ. เปิดกิจกรรมสืบสานศิลป์ไทย ร่วมใจน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ภายใต้โครงการเปิดศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม

วันเสาร์ที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ เวลา ๑๑.๐๐ น. นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมสืบสานศิลป์ไทย ร่วมใจน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ภายใต้โครงการเปิดศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม พร้อมด้วย นางสาวลิปิการ์ กำลังชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นางสาววราพรรณ  ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นายปรารพ เหล่าวานิช นายกสมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร้อยเอกสมนึก แสงอรุณ ศิลปินศิลปาธร สาขาดนตรี ประจำปี พ.ศ.๒๕๖๗ นางณัฐภา  จีรพรบัณฑิต ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย นางวราพร พาทยกุล ผู้จัดการโรงเรียนพาทยกุลการดนตรีและนาฏศิลป์ นายชานนท์ บุตรพุ่ม ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมการแสดง โรงเรียนสาธิต มศว. (ฝ่ายประถม) นายพิชวัตร ธนสมบัติไพศาล ผู้จัดการวงดุริยางค์เยาวชนไทยในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (TYO) นายณภัทร เอี่ยมศรี ผู้จัดการคณะนักร้องประสานเสียงเยาวชนไทย (TYC) และนางวิไลวรรณ พานิชย์ อาจารย์ผู้สาธิตการทำโบว์ไว้ทุกข์ เครือข่ายทางวัฒนธรรม และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงาน ณ อาคารเอนกประสงค์ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม

นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า กิจกรรมสืบสานศิลป์ไทย ร่วมใจน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ภายใต้โครงการเปิดศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม เป็นการใช้พื้นที่ให้ศูนย์วัฒนธรรมให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด เป็นการเปิดโอกาสให้เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป ได้มีพื้นที่แสดงออกและถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์ และโครงการนี้จัดขึ้นในห้วงเวลาของการจัดแสดงโขนมูลนิธิศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตอน “สัตยาพาลี” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและสืบสานพระปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะศิลปะการแสดง ให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยอย่างสง่างาม กรมส่งเสริมวัฒนธรรมขอขอบคุณศิลปินแห่งชาติ ศิลปินศิลปาธร คณะนักแสดง และเครือข่ายด้านศิลปวัฒนธรรมทุกแห่ง ที่ทำให้กิจกรรมการแสดงในโครงการนี้มีความหลากหลาย ทั้งการแสดงเชิงอนุรักษ์ พื้นบ้าน สร้างสรรค์ การขับร้องประสานเสียง การบรรเลงดนตรีสากล และการแสดงร่วมสมัย ซึ่งทุกท่านมีความตั้งใจร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และร่วมกันเป็นกำลังสำคัญในการสืบสาน มรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่สืบไป

ด้าน นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เป็นศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมการแสดงด้านศิลปวัฒนธรรมทั้งระดับชาติ และนานาชาติ โดยการนำศิลปวัฒนธรรมในหลายด้านมาจัดแสดงในรูปแบบกิจกรรมและการแสดง ที่มาจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาพื้นบ้าน ตลอดจนการที่ได้อนุรักษ์ สืบสาน ต่อยอดเพื่อฟื้นฟู ส่งเสริม และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทย รวมทั้งการแสดงจากนานาชาติ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม โดยศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย สถาบันวัฒนธรรมศึกษา จึงได้จัดกิจกรรมสืบสานศิลป์ไทย ร่วมใจน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ภายใต้โครงการเปิดศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ การถ่ายทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม และการนันทนาการทางวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชน เกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้อง การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ การเรียนรู้ศิลปะอย่างสร้างสรรค์ เข้าใจถึงคุณค่า ซาบซึ้งในสุนทรียภาพของวัฒนธรรมและศิลปะต่าง ๆ และเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยกิจกรรมดังกล่าว เป็นการแสดงทางวัฒนธรรม ซึ่งจัดขึ้นในวันเสาร์และวันอาทิตย์ ระหว่างวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ถึง ๗ ธันวาคม ๒๕๖๘ ณ อาคารอเนกประสงค์ ทั้งนี้ การแสดงต่าง ๆ ได้บูรณาการร่วมกับเครือข่ายของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม อาทิ ศิลปินแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรม สมาคม สถาบันการศึกษา เป็นต้น

🔹 ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย (Thailand Cultural Centre) เป็นหน่วยงานหนึ่งภายใต้การกำกับดูแลของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และมีสถานที่ที่สามารถใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ ได้แก่ หอประชุมใหญ่ หอประชุมเล็กและอาคารอเนกประสงค์ ซึ่งสามารถรองรับการเปิดพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ฉะนั้น จึงได้จัดทำโครงการเปิดศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม กิจกรรมสืบสานศิลป์ไทย ร่วมใจน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยการตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ การถ่ายทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมและการนันทนาการทางวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชน เกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้อง การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เปิดพื้นที่ทางวัฒนธรรมให้แก่เด็ก เยาวชนและประชาชนทั่วไป ได้เรียนรู้ด้านมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม และเป็นการเปิดพื้นที่/เวที ทางวัฒนธรรม (Open Spaces & Stages) และเป็นสังคมที่เปิดกว้าง (Open Society) ที่ส่งเสริมสังคมพหุวัฒนธรรมและการยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรม ส่งเสริมการเรียนรู้ศิลปะอย่างสร้างสรรค์ เข้าใจถึงคุณค่า ซาบซึ้งในสุนทรียภาพ (Aesthetics) ของวัฒนธรรมและศิลปะด้านต่าง ๆ อีกทั้งการดำเนินการดังกล่าว สามารถบูรณาการร่วมกับเครือข่ายของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม อาทิ ศิลปินแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรม สภาวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร ครูภูมิปัญญา ปราชญ์ชาวบ้าน เป็นต้น

🔸 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม โดยศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย สถาบันวัฒนธรรมศึกษา ขอเชิญเข้าร่วมรับชมกิจกรรมสืบสานศิลป์ไทย ร่วมใจน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รายการแสดงดังต่อไปนี้

💠 วันเสาร์ที่ ๑๕ พ.ย.๒๕๖๘
รอบเวลา ๑๑.๓๐ - ๑๓.๓๐ น.                                                                                         การแสดงดนตรีไทยและนาฏศิลป์ไทยชุด “งามศิลป์แผ่นดินไทย น้อมรำลึกในพระเมตตาพระพันปีหลวง” 
โดย สมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
รอบเวลา ๑๖.๓๐ - ๑๘.๓๐ น.
การขับร้องเพลงไทยสากลชุด “ในดวงใจนิรันดร์” 
โดย คุณสุดาชื่นบาน ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย - ขับร้อง) ประจำปี พ.ศ.๑๕๖๓ 

💠 วันอาทิตย์ที่ ๑๖ พ.ย.๒๕๖๘
รอบเวลา ๑๑.๓๐ - ๑๓.๓๐ น.
การแสดงดนตรีไทยร่วมสมัย ชุด “จากรากแห่งรัก” วงโจงกระเบน 
โดย ร้อยเอกสมนึก แสงอรุณ ศิลปินศิลปาธร สาขาดนตรี ประจำปี พ.ศ.๒๕๖๗
รอบเวลา ๑๖.๓๐ - ๑๘.๓๐ น.
การแสดงดนตรีไทยและนาฏศิลป์ไทย ชุด “ศิลปะไทยใต้ร่มพระบารมี พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” 
โดย สมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม 

💠 วันเสาร์ที่ ๒๒ พ.ย.๒๕๖๘ 
รอบเวลา ๑๑.๓๐ - ๑๓.๓๐ น.
การแสดงดนตรีไทยและนาฏศิลป์ไทย ชุด “ฟื้นศิลป์สืบสาน ร้อยรักภักดี แด่พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” 
โดยสมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
รอบเวลา ๑๖.๓๐ - ๑๘.๓๐ น.
การแสดงดนตรีไทยและนาฏศิลป์ไทย ชุด “สรรพศิลป์แผ่นดินไทย น้อมถวายอาลัยนิรันดร์” 
โดย โรงเรียนสาธิต มศว.(ฝ่ายประถม)

💠 วันอาทิตย์ที่ ๒๓ พ.ย.๒๕๖๘
รอบเวลา ๑๑.๓๐ - ๑๓.๓๐ น.
การแสดงวงดนตรีไทยเครื่องสายผสมปี่พาทย์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ ชุด “มศว.น้อมใจ ดนตรีไทยน้อมรำลึก”               
โดย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
รอบเวลา ๑๖.๓๐ - ๑๘.๓๐ น.
การแสดงตรีสากล ชุด “ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์” โดย วงดุริยางค์เครื่องลมเยาวชนไทย

💠 วันเสาร์ที่ ๒๙ พ.ย.๒๕๖๘
รอบเวลา ๑๑.๓๐ - ๑๓.๓๐ น.
การแสดงดนตรีไทยและนาฏศิลป์ไทย ชุด “หัวใจไทยสายศิลป์ น้อมรำลึกพระพันปีหลวง” 
โดยสมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
รอบเวลา ๑๖.๓๐ - ๑๘.๓๐ น.
การแสดง ชุด หุ่นกระบอกไทย เรื่อง “พระสุธนมโนห์รา” และ การแสดง “รามเกียรติ์” 
ตอน พระรามตามกวาง โดย บ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทย

💠 วันอาทิตย์ที่ ๓๐ พ.ย.๒๕๖๘
รอบเวลา ๑๑.๓๐ - ๑๓.๓๐ น.
การแสดงดนตรีสากล ชุด “ร้อยทำนอง ถวายรักนิรันดร์” โดยวงดุริยางค์เยาวชนไทย ในพระอุปถัมภ์
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
รอบเวลา ๑๖.๓๐ - ๑๘.๓๐ น.
การแสดงดนตรีและนาฏศิลป์ไทย ชุด “พาทยกุลร้อยใจภักดี สานศิลป์ไทยถวายพระพันปีหลวง”
โดย โรงเรียนพาทยกุลการดนตรีและนาฏศิลป์ 

💠 วันศุกร์ที่ ๕ ธ.ค.๒๕๖๘
รอบเวลา ๑๖.๓๐ - ๑๘.๓๐ น.
การแสดงดนตรีและนาฏศิลป์ไทย ชุด “งามวิจิตรถิ่นสยาม สืบสานวัฒนธรรม เทิดไท้องค์ราชัน” 
โดย โรงเรียนสอนศิลปะการแสดงเชิงบวก

💠 วันเสาร์ที่ ๖ ธ.ค.๒๕๖๘
รอบเวลา ๑๖.๓๐ - ๑๘.๓๐ น.
การแสดงชุด “The Eternal Grace – แม่แห่งแผ่นดินนิรันดร์ บทเพลงถวายความอาลัยแด่พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” โดย คณะนักร้องประสานเสียงเยาวชนไทย

💠 วันอาทิตย์ที่ ๗ ธ.ค.๒๕๖๘
รอบเวลา ๑๖.๓๐ - ๑๘.๓๐ น.
การแสดงชุด “พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย” โขน ชุด นารายณ์ปราบนนทก โดย โรงเรียนสาธิต มศว. (ฝ่ายมัธยม)

📍ทั้งนี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fanpage : กรมส่งเสริมวัฒนธรรมและศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

สสส. สานพลัง 100 องค์กร จัดงาน “ฟังด้วยหู ดูด้วยใจ Conference” สู้วิกฤต ‘คนไทย’ เหงา-โดดเดี่ยวสูง 83% พร้อมเปิดพื้นที่รับฟังตลอดเดือนพฤศจิกายน

เมื่อวานนี้ (14 พ.ย. 68) ญาณี รัชต์บริรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา สสส. เผยถึงสาเหตุส่วนหนึ่งของภาวะเครียด กังวล จนถึงซึมเศร้า มาจากการขาดพื้นที่รับฟังที่มีคุณภาพ เมื่อวิเคราะห์ตามกลุ่มอาชีพก็พบว่า พนักงานออฟฟิศเป็นกลุ่มที่มีความเหงาสูงที่สุด

ข้อมูลยังชี้ให้เห็นการขาดการเชื่อมโยงทางสังคมและจิตใจ เมื่อพบว่าคนไทย 1 ใน 5 รู้สึกว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีความเห็นอกเห็นใจ และสามารถให้คำปรึกษาได้ดีกว่าคนในครอบครัวหรือเพื่อน สะท้อนถึงผู้คนกำลังขาดพื้นที่ปลอดภัยในการระบายความรู้สึก และขาดความสัมพันธ์ทางสังคมที่ลึกซึ้ง

ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ ผู้อำนวยการร่วมธนาคารจิตอาสา เน้นย้ำว่า ปัญหาต่าง ๆ ในสังคมมีรากฐานมาจากการที่ผู้คนไม่ได้ฟังกันอย่างแท้จริง ทั้งการฟังตัวเองและฟังผู้อื่น จึงเป็นที่มาของแคมเปญ “#ทุกปัญหาดีขึ้นได้ด้วยการฟัง” ซึ่งเชื่ออย่างจริงใจว่าไม่มีปัญหาเดียวในชีวิตที่จะไม่ดีขึ้นด้วยการฟัง

ในงาน “ฟังด้วยหู ดูด้วยใจ Conference” มีการจัดกิจกรรมเสวนาที่เชื่อมโยงภาคีเครือข่ายและสร้างความตระหนักรู้ โดยได้รับเกียรติจาก วิเรขา สันตะพันธุ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวต้อนรับ ซึ่งได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการฟัง โดยเฉพาะการ “ฟังให้เยอะ” ตามหลักการ “มี 2 หู 1 ปาก ควรเลือกใช้สิ่งที่มีให้เกิดประโยชน์” พร้อมทั้งเล่าว่า การฟังทำให้คนมีสติและฝึกจิตใจได้ โดย ธปท. ให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของพนักงานและผู้มาเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาองค์กร

และกิจกรรมสำคัญคือเวทีเสวนา “เปลี่ยนโลกทั้งใบด้วยการฟังด้วยใจ” โดยภาคีเครือข่ายสุขภาวะทางปัญญา ซึ่งรวมถึงตัวแทนเยาวชนอย่าง น้องนีน่า-นภัทชพร ก้อนกลีบ ประธานกลุ่ม Listen Hearts โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ ที่มาเล่าประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงในครอบครัวเมื่อเธอหันมา “ทำความรู้จักกับการฟัง” อย่างลึกซึ้ง ทำให้เข้าใจสิ่งที่บิดาพูดมากขึ้น และเกิดความสุขทุกครั้งที่ได้ฟังเรื่องราวของผู้อื่นจนจบ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของเธอในการเป็นนักจิตวิทยาที่ดีในอนาคต

มีการสรุปสั้นๆ ว่า การฟังที่มีคุณภาพ หรือ “การฟังอย่างลึกซึ้ง” ที่สามารถคลี่คลายปัญหาได้ทุกระดับนั้น เป็นสิ่งที่ต้องผ่านการฝึกฝน และอาศัยองค์ประกอบหลัก 3 ประการ ได้แก่ อยู่กับคนตรงหน้า 100%: ใส่ใจกับคนตรงหน้า ไม่เล่นมือถือ ไม่ทำงานไปด้วย เพื่อแสดงความเคารพและความตั้งใจอย่างเต็มที่, เท่าทันกับเสียงความคิดในหัวของตัวเอง: รับรู้เสียงความคิดภายใน ไม่ตัดสิน ไม่คุยกับเสียงในหัวจนลืมใส่ใจกับผู้พูด, ให้ความสำคัญกับความรู้สึก: ไม่ใช่แค่ฟังเนื้อหาถ้อยคำ แต่ต้องรับรู้และใส่ใจว่าคนพูดรู้สึกอย่างไร เขาอยากสื่อสารอะไร และสามารถฟังระหว่างบรรทัดได้

วาระเดือนการฟังแห่งชาติปี 2568 นี้ นับเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ เมื่อ สสส. และธนาคารจิตอาสา สามารถสานพลังกับภาคีเครือข่ายและองค์กรกว่า 100 องค์กร เกินจากเป้าหมายเดิมที่ 75 องค์กร อาทิ กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน มูลนิธิเครือข่ายพุทธิกา สังคมเปลี่ยนสุข มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม กลุ่มโรงเรียน กลุ่มโรงพยาบาล  กลุ่มสถาบันระดับอุดมศึกษา และหน่วยงานภาครัฐอย่างเช่น กลุ่มขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศฯ (ป.ย.ป.) เป็นต้น เพื่อร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ “ร่วมสร้างพื้นที่แห่งการรับฟัง” ในสังคม

ความพิเศษของปีนี้คือการเปิดตัว “การ์ดฟังสร้างสุข (Listenian Card)” นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นโดยธนาคารจิตอาสาร่วมกับ สสส. ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการนำเครื่องมือนี้มาใช้ในการฝึกทักษะการฟังเบื้องต้น การรู้เท่าทันความคิด และการใส่ใจความรู้สึกอย่างเป็นระบบ เพื่อส่งเสริมให้องค์กรและประชาชนทั่วไปสามารถนำไปใช้ในการพัฒนากิจกรรมสร้างพื้นที่รับฟังภายในหน่วยงานและชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพ

นอกจากนี้ ยังมีการเชิญชวนประชาชนให้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์เดือนการฟังแห่งชาติ เพื่อทำแบบทดสอบสังเกตพฤติกรรมการรับฟังของตัวเอง และเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นผ่านเนื้อหาในรูปแบบ e-Learning และ เกมฝึกฟัง (Listenian Game) ตลอดจนเข้าร่วมกิจกรรมเสวนาตลอดเดือนพฤศจิกายน เช่น งานเสวนา “ฟังด้วยหู ดูด้วยใจ Dialogue” ที่มีผู้มีชื่อเสียงเข้าร่วม อาทิ เอ๋ นิ้วกลม, โจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ และงาน “ฟังด้วยหู ดูด้วยใจ Summit” เพื่อแลกเปลี่ยนความสำเร็จและขยายผลการสร้างสังคมแห่งการรับฟังให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในสังคมไทย

ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ จัดพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 3/68 "จุดเริ่มต้นของความพร้อมในการสร้างทหารกองประจำการที่มีคุณค่าต่อกองทัพเรือ และประเทศชาติ" 

น.อ.ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 3/68 ณ ลานสวนสนาม ศฝท.ยศ.ทร. ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

ทหารใหม่ ผลัดที่ 3/68 จำนวน 2,933 นาย ที่เข้ารายงานตัว ระหว่างวันที่ 1 - 2 พ.ย.68 ที่ผ่านมา ได้ผ่านขั้นตอนทางธุรการ การคัดกรองสุขภาพด้านร่างกายและจิตใจ เรียบร้อยแล้ว มีความพร้อมในการรับการฝึกอบรมฯ เป็นเวลา 8 สัปดาห์ เพื่อหล่อหลอมจากสถานะพลเรือนให้เป็น “สุภาพบุรุษทหารเรือ” ที่เข้มแข็ง องอาจ ก่อนเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของกองทัพเรือ โดยมีหัวข้อการฝึก ประกอบด้วย
- การฝึกบุคคลท่ามือเปล่า และบุคคลท่าอาวุธ
- การฝึกสวนสนาม
- การทดสอบสมรรถภาพร่างกาย
- การอบรมวิชาการเรือ  วิชาการอาวุธ วิชาข้อบังคับ วิชาสังคมและมนุษยศาสตร์ และวิชาการป้องกันความเสียหาย

โอกาสนี้ ผบ.ศฝท.ยศ.ทร. ได้มอบธงอันเป็นสัญลักษณ์ประจำหลักสูตร และให้โอวาท เพื่อเป็นแนวทางในการฝึกอบรมฯ ความว่า “...การที่ท่านได้เข้ามารับราชการทหารเรือ นั้น นอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ของลูกผู้ชาย ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ประการหนึ่งแล้ว ยังถือว่าท่านเป็นผู้ที่มีความเสียสละอย่างยิ่ง ที่ต้องห่างจากบ้าน และครอบครัวอันเป็นที่รัก เพื่อมารับใช้ประเทศชาติ ในห้วงการฝึกหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา 2 เดือน นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับสถานะ จากพลเรือนให้เป็นทหารเรือ ที่เข้มแข็ง องอาจ สง่างาม มีเกียรติ และศักดิ์ศรี มีความพร้อมที่การปฏิบัติหน้าที่ของทหาร ตลอดระยะเวลาการฝึกจะมีความเข้มงวด จริงจัง แต่จะอยู่ภายใต้กรอบของความเมตตา ความปรารถนาดี โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย ดังนั้น จึงขอให้ท่านอุทิศตน อดทน ตั้งใจฝึกหัดศึกษาหาความรู้ ในส่วนของครูที่ทำหน้าที่ฝึก ก็จะเป็นผู้ที่สร้างความเชื่อมั่นดูแลทุกท่านด้วยความมุ่งมั่นเเละตั้งใจเป็นอย่างดี ดังนั้น ขอให้ทุกท่านแจ้งกับครอบครัวได้เลยว่า ไม่ต้องห่วงกังวล ตราบใดที่ท่านอยู่ในรั้วของ “ศูนย์ฝึกทหารใหม่ ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง” และเราจะดูแลท่านอย่างดีที่สุด ผมขอยืนยันว่า ศูนย์ฝึกทหารใหม่ จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ เเละคุ้มค่ามากที่สุด เพื่อสร้างทหารกองประจำการ ผลัดที่ 3/68 ที่มีคุณค่าต่อประเทศชาติ และกองทัพเรือ"

ทั้งนี้ ศฝท.ยศ.ทร. ได้เตรียมพร้อมทั้งครูฝึก สิ่งอำนวยความสะดวก และมาตรการด้านต่างๆ โดยอยู่ภายใต้กรอบความปลอดภัยสูงสุด 

ชวนรู้จัก “พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์” อธิบดีกรมศุลกากรคนใหม่ คีย์แมนผู้ขับเคลื่อนงานศุลกากร ให้ก้าวกระโดดในยุคเทคโนโลยีมาแรง

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 ในมติ ครม. ได้มีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการคลังจำนวน 7 ตำแหน่ง รวมถึงการแต่งตั้ง นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ จากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ที่เพิ่งเข้าทำงานได้เพียง 7 วัน ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมศุลกากรคนใหม่

ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งอธิบดีกรมศุลกากร ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงการคลัง ด้วยอายุ 47 ปี ถือว่าน้อยที่สุด และนับได้ว่าเป็นการเติบโตในเส้นทางรับราชการแบบ “ก้าวกระโดด” อย่างมาก แต่หากดูจากประวัติการทำงานของ “พันธ์ทอง” แล้ว ก็ต้องเรียกว่า “อายุน้อย แต่แก่ประสบการณ์”

สำหรับประวัติของพันธ์ทอง มีชื่อเล่นว่า "ขร" ปัจจุบันอายุ 47 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโท  Master of Accounting and ManagementScience University of Southampton, UK นอกจากนี้ยังผ่านการอบรมอีกหลายหลักสูตร ได้แก่ 

-2566 นักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง (นยปส.) รุ่น 14
-2565 หลักสูตร Director Accreditation Program (DAP) รุ่นที่ 189/2022
-2565 หลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่น 1
-2563 หลักสูตรการพัฒนาผู้บริหารระดับสูงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รุ่น 2563
-2562 นักบริหารระดับสูง ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และคุณธรรม (นบส.) รุ่น 89
-2562 โครงการฝึกอบรมเพื่อสนับสนุนการบรรยายขยายผลของวิทยากรจิตอาสาในหัวข้อเรื่อง สถาบันพระมหากษัตริย์กับประเทศไทย รุ่น 1
-2560 สัมมนาเชิงปฏิบัติการหลักสูตร Change Leader ภายใต้โครงการเสริมสร้างกลไกสามเหลี่ยมแห่งการเปลี่ยนแปลง

ส่วนประวัติการรับราชการก็โชกโชนไม่น้อย

-ปัจจุบัน อธิบดีกรมศุลกากร
-ต.ค. 68 ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง
-พ.ย.65-ต.ค. 68 ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี กรมศุลกากร
-ธ.ค. 62-พ.ย. 65 รองอธิบดีกรมศุลกากร
-ธ.ค. 62-พ.ย.63 ผู้บริหารเทคโนโลยีระดับสูง กรมศุลกากร (CIO)
-มิ.ย. 62-ธ.ค. 62 ผู้อำนวยการกองบริหารจัดการและพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลการนำเข้าส่งออกและโลจิสติกส์
-ส.ค. 60-พ.ย. 62 ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรตรวจสินค้า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

-2559-2560 นายด่านศุลกากรแม่กลอง
-2557-2562 ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
-2554-2559 ผู้อำนวยการส่วนประมวลข่าว สำนักสืบสวนและปราบปราม
-2548-2550 เลขานุการเอก สำนักงานที่ปรึกษาการศุลกากร ณ กรุงบรัสเซลล์

นอกจากนี้ “พันธ์ทอง” ยังเป็นคีย์แมนผลักดันผลงานสำคัญหลายเรื่องด้วยกัน เช่น

-ผลักดันการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการทางศุลกากร สำหรับการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce)

-ผลักดันการพัฒนา National Single Window (NSW) ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและสามารถให้บริการทางศุลกากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

-ผลักดันการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้กับกระบวนงานทางศุลกากร อาทิ Blockchain และ Artificial Intelligence (AI) เป็นต้น

-ผลักดันการปรับเปลี่ยนระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของกรมศุลกากร (e-Customs) ให้มีความทันสมัยและสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการในปัจจุบัน

สมุทรปราการ-ต้อนรับผู้ว่าสมุทรปราการ “ศุภมิตร ชิณศรี” ข้าราชการจังหวัดสมุทรปราการร่วมแสดงความยินดี

เมื่อวานนี้ (15 พ.ย. 68) ที่ศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ นายศุภมิตร ชิณศรี อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ พร้อมด้วย นางอรวรรณ ชิณศรี นายกเหล่ากาชาด ได้เดินทางกลับมายังจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ 

หลังจากที่มีหนังสือคำสั่งโปรดเกล้าแต่งตั้ง เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากที่ได้เดินทางมาถึงยังจังหวัดสมุทรปราการ นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ และ นางอรวรรณ ชิณศรี นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรปราการ ได้เข้ากราบสักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเพื่อความเป็นสิริมงคล ณ ตลาดปากน้ำ  

ก่อนจะเดินทางไปกราบสักการะพระพุทธชินราชมงคลปราการ ภายในวิหาร ใกล้ศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการและเข้ากราบสักการะพระอนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 5 บริเวณริมเขื่อนหน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ 

จากนั้น นายศุภมิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ได้เดินทางไปยังจวนบ้านพักผู้ว่าราชการจังหวัด โดยมี นายสุนทร ปานแสงทอง นายก อบจ.สมุทรปราการ พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราขการ ข้าราชการคณะผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และประชาชนจำนวนมากร่วมให้การต้อนรับและร่วมแสดงความยินดี

ด้าน นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ และ นางอรวรรณ ชิณศรี นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรปราการ ได้กล่าวขอบคุณผู้ที่เดินทางมาให้การต้อนรับ อีกทั้งยังกล่าวอีกว่า การเดินทางกลับมารับตำแหน่งในครั้งนี้ ตนเองจะดำเนินการบริหารงานทุกภาคส่วนที่เป็นประโยชน์กับพีืน้องประชาขน พร้อมสานงานเก่าเพื่อความเจริญของจังหวัดสมุทรปราการ โดยเฉพาะในช่วงนี้พื้นที่จังหวัดสมุทรปราการอยู่ในระหว่างประสบปัญหาน้ำเหนือไหลบ่า ประกอบกับน้ำทะเลหนุนสํง ทำให้พื้นที่เกิดน้ำท่วมขังในที่ราบต่ำ  

โดยตนจะสานงานต่อจาก นายสยาม ศิริมงคล อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ที่เดินทางกลับไปรับตำแหน่งอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนดังเดิม

ไขกระจ่าง “หวยเกษียณ” หรือ “สลาก กอช.” เตรียมขายงวดแรก ม.ค.69 ซื้อได้เดือนละไม่เกิน 3,000 บาท ลุ้นเงินล้านทุกวันศุกร์ 17.00 น.

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 7 พ.ย. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 เปิดทางให้กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ดำเนินการออกสลากออมทรัพย์เพื่อการดำรงชีพในยามชราภาพ หรือ  “สลาก กอช.” ซึ่งเป็นสลากขูดแบบดิจิทัล ภายใต้แนวคิด “ลุ้นโชคเงินไม่หาย กลายเป็นเงินออม” โดยกฎหมายฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้น 60 วันนับจากวันที่ประกาศ โดยคาดว่าจะเริ่มขายงวดแรกในเดือน ม.ค.2569

หลายคนที่ไม่ได้ตามข่าวอาจจะสงสัยว่า “หวยเกษียณ” หรือ “สลาก กอช.” คืออะไร? วันนี้ THE STATES TIMES มีคำตอบ…

>>หวยเกษียณ คืออะไร
‘หวยเกษียณ’ หรือ ‘สลาก กอช.’ เป็นสลากขูดแบบดิจิทัล ภายใต้แนวคิด “ลุ้นโชคเงินไม่หาย กลายเป็นเงินออม” ไม่ว่าผู้ซื้อจะถูกรางวัลหรือไม่ เงินต้นที่ซื้อหวยทุกบาท จะส่งเข้าบัญชีเงินออมรายบุคคลกับกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ซึ่ง กอช.จะนำเงินนั้นไปลงทุนโดยคุ้มครองเงินต้น แล้วจะคืนให้ทั้งเงินต้นและผลตอบแทนจากการลงทุนเมื่อครบกำหนด  

>>หวยเกษียณมีรางวัล ดังนี้ 
-รางวัลที่ 1 มูลค่า 1,000,000 บาท จำนวน 5 รางวัล 
-รางวัลที่ 2 เลขหน้า 3 ตัว และเลขท้าย 3 ตัว มูลค่า 1,000 บาท จำนวน 10,000 รางวัล
-รางวัลพิเศษ (แจ็กพอต) จำนวน 1 รางวัล (ถ้ามี) มูลค่าเงินรางวัลสะสมจากรางวัลที่ออกไม่หมดทบไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีคนถูกรางวัล  

>>คนที่มีสิทธิซื้อ 
คนที่มีสิทธิซื้อหวยเกษียณ คือ บุคคลที่มีสัญชาติไทย อายุ 15 ปีขึ้นไป

>>เงื่อนไขการซื้อ
สลากราคาใบละ 50 บาท ให้ซื้อได้ไม่เกิน 3,000 บาท หรือ 60 ใบ ต่อเดือน

>>การขายและการออกรางวัล 
-ซื้อได้ทุกวัน เวลา 06.00 - 23.00 น. 
-ออกรางวัลทุกวันศุกร์ เวลา 17.00 น. 
-หากถูกรางวัล เงินรางวัลจะโอนเข้าบัญชีพร้อมเพย์ทันที 

>>การรับเงินคืน
ผู้ออมจะได้รับเงินคืนเมื่อเข้าเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่ง ดังนี้ 
1. อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์
2. คนที่อายุมากกว่า 60 ปี ได้รับเงินคืนเมื่อครบ 5 ปี นับจากวันที่ซื้อครั้งแรก และสามารถเริ่มออมรอบใหม่ได้คราวละ 5 ปี
3. เสียสัญชาติไทย หรือทุพพลภาพ 
4. เสียชีวิต เงินทั้งหมดจะตกเป็นของทายาท หรือผู้รับผลประโยชน์ที่ระบุไว้

>>ช่องทางและวิธีซื้อ 
สมัครและซื้อผ่านแอปพลิเคชัน กอช. เพียงใช้เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก และเลขหลังบัตรประชาชน นอกจากนั้น ยังสามารถซื้อได้ผ่านช่องทางพันธมิตรโครงการ ทั้ง ทรูมันนี่, เอไอเอส, ชอปปี้เพย์, ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB), สำนักงานรัฐบาลดิจิทัล (DGA) เคาน์เตอร์เซอร์วิส, บิ๊กซี, โลตัส และบุญเติม

“ผบช.ภ.7”สั่งกำชับตำรวจพื้นที่ ภ.7 ต้องวางมาตราการเข้ม ทั้งงานบริการ-ป้องกันปราบปราม-ดูแลกำลังพล เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

(15 พ.ย.68) พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 7 (ผบช.ภ.7) เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายข้อสั่งการสถานีตำรวจในพื้นที่ ดังนี้
1. งานบริการประชาชนและภาพลักษณ์ตำรวจ• การเอาใจใส่ประชาชน: กำชับให้ข้าราชการตำรวจทุกคน แสดงกิริยาวาจาสุภาพ และให้การบริการที่ดีแก่ประชาชน โดยถือว่าสถานีตำรวจคือ ที่พึ่งสุดท้าย ของประชาชน
• การอำนวยความสะดวก: เน้นย้ำให้มีการปรับปรุงภูมิทัศน์สถานี ให้สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย และมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้เพียงพอต่อการบริการประชาชน One Stop Service 
• การรับแจ้งความ: ต้องเน้นย้ำให้พนักงานสอบสวน เข้าเวรปฏิบัติหน้าที่ด้วยตนเอง และให้การรับแจ้งความทุกคดีเป็นไปตามระเบียบที่กำหนด เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพนักงานสอบสวนและการบริการล่าช้า 
• งานมวลชนสัมพันธ์ : การเข้าไป Stop Walk&Talk เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนด้วยความจริงใจ และสร้างเครือข่ายกับประชาชน

2. งานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม• การปราบปรามอาชญากรรมทุกมิติ: กำชับให้เร่งรัดและเข้มงวดในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง เช่น:
-ยาเสพติด : ให้สกัดกั้นและปราบปรามอย่างเข้มแข็ง
-อาวุธปืน : เมื่อเกิดเหตุต้องจับให้ได้เร็วที่สุด
-อาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ออนไลน์) เป็นวาระแห่งชาติ : โดยให้เพิ่มความรู้ ประชาสัมพันธ์มาตรการป้องกันแก่ประชาชน
• มาตรการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน: เน้นย้ำมาตรการรักษาความปลอดภัยในช่วงเทศกาลสำคัญ หรือพื้นที่ที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ เช่น พื้นที่ท่องเที่ยว สถานที่สำคัญ เขตชุมชน ร้านทอง สถานบริการ ห้างร้านในพื้นที่

3. การบริหารจัดการภายในและกำลังพล• สวัสดิการ : ผู้บังคับบัญชาต้องให้ความสำคัญกับการดูแลสวัสดิการและขวัญกำลังใจของตำรวจในระดับปฏิบัติงาน
• การปฏิบัติหน้าที่: เน้นย้ำให้ข้าราชการตำรวจทุกคนปฏิบัติหน้าที่อย่างมีวินัย ไม่ประพฤติตนเป็นผู้บกพร่อง ต่อหน้าที่ หรือกระทำผิดทางวินัยหรืออาญา 
• การทำงานร่วมกับฝ่ายอื่น: กำชับให้มีการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ
• การสร้างระเบียบวินัย : การแต่งกาย เครื่องแบบ ทรงผมต้องเป็นไปตามระเบียบที่กำหนด

นอกจากนี้ ยังมีข้อสั่งการเพิ่มเติมสำหรับ สภ.หัวหิน ให้เจ้าหน้าที่ไปกำกับดูแลสถานบริการและสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในพื้นที่ เช่น ร้านอาหาร / บาร์ / ผับ / สถานบันเทิง ให้เป็นไปตามกฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509.  การตรวจสอบใบอนุญาตสถานบริการ, เปิด-ปิดเวลา, ไม่มีการขายสุราให้เด็ก / เยาวชน ต้องบูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ในพื้นที่เพื่อควบคุมให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย และเป็นระบบ

พร้อมทั้งต้องประชาสัมพันธ์ช่องทางให้บริการและช่วยเหลือนักท่องเที่ยว เช่น สายด่วน, จุดบริการ, เจ้าหน้าที่ที่สามารถพูดภาษาต่างประเทศ สร้างปลอดภัย, เหมาะสม, โปร่งใส ไม่ให้มีการร้องเรียนว่าถูกเจ้าหน้าที่เอาเปรียบหรือถูกละเมิดสิทธิ หรือเรียกรับผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม

นอกจากนี้ ยังมีข้อสั่งการเพิ่มเติมสำหรับ สภ.หัวหิน ได้แก่
1.กำชับให้เจ้าหน้าที่ไปกำกับดูแลสถานบริการและสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในพื้นที่ เช่น ร้านอาหาร / บาร์ / ผับ / สถานบันเทิง ให้เป็นไปตามกฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509.  การตรวจสอบใบอนุญาตสถานบริการ, เปิด-ปิดเวลา, ไม่มีการขายสุราให้เด็ก / เยาวชน เป็นต้น
2.ต้องบูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ในพื้นที่เพื่อควบคุมให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย และเป็นระบบ

3.ประชาสัมพันธ์ช่องทางให้บริการและช่วยเหลือนักท่องเที่ยว เช่น สายด่วน, จุดบริการ, เจ้าหน้าที่ที่สามารถพูดภาษาต่างประเทศ สร้างปลอดภัย, เหมาะสม, โปร่งใส ไม่ให้มีการร้องเรียนว่าถูกเจ้าหน้าที่เอาเปรียบหรือถูกละเมิดสิทธิ หรือเรียกรับผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ”“ผบช.ภ.7 กล่าว“


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top