Sunday, 7 June 2026
NEWS FEED

‘ฮัดสัน’ กล้าใช้เลือดใหม่–ตัวเก๋านำหน้า เปิดเกมเฉือนสิงคโปร์ 3-2 ก่อนเปิดการบ้านเกมรับไทย แสดงศักยภาพก่อนลุยคัดเอเชียนคัพ 2027

(14 พ.ย. 68) ทีมชาติไทยภายใต้การนำของแอนโธนี ฮัดสัน เปิดตัวด้วยชัยชนะเหนือสิงคโปร์ 3–2 ในเกมอุ่นเครื่องฟีฟ่าเดย์ ที่สนามธรรมศาสตร์ สเตเดียม บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักและความหวังจากแฟนบอลที่มองว่าทีมชาติไทยคือศักดิ์ศรีชาติบนเวทีอาเซียนและเอเชีย

ฮัดสันจัดทีมผสมผสานระหว่างแกนหลักผู้มีประสบการณ์ และผู้เล่นหน้าใหม่ โดยมีชนาธิป สรงกระสินธ์ รับบทกัปตันก่อนจะยิงประตูขึ้นนำ 1-0 ตั้งแต่นาทีที่ 15 ครึ่งหลังธีราทร บุญมาทันและเสกสรรค์ ราตรี แจ้งเกิดยิงประตูเพิ่มเป็น 3-1 แต่เกมรับยังแสดงจุดอ่อน เมื่อสิงคโปร์ตีคืนสองประตู ทำให้แฟนบอลและกุนซือต้องหันมาดูแล

ฮัดสันกล่าวว่า "ถ้าจะไปสู้ชาติระดับญี่ปุ่น–เกาหลี–ซาอุ เกมรับไทยต้องแข็งกว่านี้" พร้อมชี้ว่าศึกคัดเลือกเอเชียนคัพ 2027 ที่ไทยมีคิวบุกเยือนศรีลังกา จะเป็นสนามจริงทดสอบแท็กติกและความพร้อมของทีมชาติไทย

ชัยชนะในครั้งนี้ไม่เพียงเสียงเฮในสนามเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณว่าทีมชาติไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ผสมผสานเกมรุกทรงพลังกับเกมรับที่ต้องปรับปรุง เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของชาติบนเวทีใหญ่ในอนาคต

กลุ่มพันธมิตร AI  อนุรักษ์พลังงาน นวัตกรรม AI Transformer Low Carbon “อนุรักษ์พลังงาน ลดค่าไฟ ลดโลกร้อน” นวัตกรรม NIA หนุน โรงแรมและอาคารพาณิชย์ ยุค Net Zero  

เมื่อวันที่ (8 พ.ย. 68) ที่ผ่านมา สมาคมผู้บริหารงานวิศวกรรมในโรงแรมและอาคารพาณิชย์ ร่วมกับบริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด และ กลุ่มพันธมิตรจัดสัมมนา AI Transformer Green Technology และการลงทุน 0 บาท เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจบริการโรงแรม และอาคารพาณิชย์ สู่ยุค Net Zero ณ โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ สยามสแควร์ โดยมีเป้าหมายเพื่อเผยแพร่แนวทางการจัดการพลังงานยุคใหม่ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในโรงแรมและอาคารพาณิชย์ โดยไม่ต้องมีเงินลงทุนเริ่มต้น

คุณสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าว ธุรกิจโรงแรม พลังงานต้องไปต่อ Net Zero โลกของเรากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและวิกฤตการณ์ด้านสภาพภูมิอากาศ ภาคธุรกิจบริการ โดยเฉพาะโรงแรมและอาคารพาณิชย์ เป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันก็มีบทบาทสำคัญในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมาย Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ จึงไม่ใช่เพียงแค่ "ทางเลือก" แต่เป็น "ความจำเป็น" และเป็น "โอกาส" ครั้งใหญ่ การจัดสัมมนา AI Transformer Green Technology เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจบริการโรงแรมและอาคารพาณิชย์ สู่ยุค Net Zero ถือเป็นสิ่งสำคัญในปัจจุบัน เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลในการแก้ปัญหาด้านการประหยัดพลังงาน เพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ความยั่งยืนนี้จะส่งเสริมการเติบโตสีเขียวในภูมิภาค และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ สังคม และประชาชน ด้านความปลอดภัย, ด้านความมั่นคงระบบไฟฟ้า  

นายอรรณนิตย์ อุตสาหะ นายกสมาคมผู้บริหารงานวิศวกรรมในโรงแรมและอาคารพาณิชย์ กล่าว การสัมมนาครั้งนี้ตอบโจทย์กลุ่มโรงแรมและอาคารพาณิชย์เป็นอย่างมาก ทำให้เห็นถึงเทคโนโลยีนวัตกรรม ที่ทันสมัย AI Transformer Management Platform เป็นการจัดการพลังงานสะอาดสูงสุด ด้วยหม้อแปลง IoT (Low Carbon) และระบบ Platform AI ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านความเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าและความมั่นคงของระบบไฟฟ้า สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการผลักดันนวัตกรรมพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีดิจิทัลสู่ระดับสากลอันเป็นส่วนหนึ่ง ของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นการสนับสนุนแนวนโยบายของกระทรวงพลังงาน ในการรองรับความต้องการใช้พลังงานของไทยที่เพิ่มขึ้น ในอนาคต โดยเฉพาะการคำนึกถึงการลดภาวะโลกร้อน และพลังงานคาร์บอนต่ำ 

คุณประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด กล่าว ขอขอบคุณ กลุ่มพันธมิตรที่ร่วมสนับสนุนการจัดสัมมนาครั้งนี้ สัมมนาครั้งนี้เป็นโครงการที่ช่วยให้ผู้ประกอบการโรงแรมและอาคารพาณิชย์สามารถปรับตัวสู่ยุค Net Zero ด้วยแนวทางการลงทุน 0 บาท  ผ่านการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การอนุรักษ์พลังงาน ลดค่าไฟ ลดคาร์บอน ลดก๊าซเรือนกระจก ลดอุณหภูมิโลก ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสูงสุด และเพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ตอบโจทย์ด้านการประหยัดพลังงาน ลดต้นทุนค่าไฟฟ้า 20% เพิ่มปริมาณการผลิตพลังงาน Solar (เก่า) 30% (Research & Use Case) และลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และมีระยะเวลาคืนทุนภายในเวลา 1 – 5  ปีอีกทั้งยังเป็นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและการลดการพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นก้าวสำคัญสู่การบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของกลุ่มโรงแรมและอาคารพาณิชย์ เพื่อรองรับพลังงานสะอาดอย่างมั่นคง Net Zero, Near Zero, Peak Demand และ Demand Response”

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ชายแดน ตรวจเยี่ยมความพร้อมรบของกำลังพล ในพื้นที่แนวชายแดนไทย–กัมพูชา  เพื่อดำรงความพร้อมสูงสุดทุกสถานการณ์ ปกป้องอธิปไตยของชาติ และดูแลความปลอดภัย ของประชาชนให้มั่นคงอย่างยั่งยืน”

(14 พ.ย. 68) พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 / ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติของกำลังพลในพื้นที่กองกำลังสุรนารี เพื่อประเมินสถานการณ์จริงในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา เน้นย้ำให้หน่วยในพื้นที่เสริมมาตรการรักษาความปลอดภัยทุกมิติ ทั้งการลาดตระเวน การเฝ้าตรวจ การวิเคราะห์ข่าวกรอง และการปฏิบัติตามแผนเฝ้าระวังภัยคุกคามทุกรูปแบบ พร้อมยกระดับความพร้อมรบของกำลังพล เพื่อป้องกันเหตุร้ายและรักษาเสถียรภาพพื้นที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญ ต่อการปกป้องชีวิตกำลังพลและประชาชนในพื้นที่ โดยสั่งการให้ทุกหน่วยปฏิบัติด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และยึดมาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุด

โดยแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บังคับหน่วยในพื้นที่ได้เดินตรวจเยี่ยมการพัฒนาเส้นทางยุทธวิธีในพื้นที่ การปรับปรุงฐานที่มั่นให้มีความมั่นคงแข็งแรง และสอบถามสารทุกข์สุกดิบต่อกำลังพล ช่วยสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนให้มีกำลังใจในการปฏิบัติงานเป็นอย่างมาก ทั้งยังได้ให้แนวทางการปฏิบัติ โดยเน้นย้ำให้ยึดมั่นในอุดมการณ์ของทหาร ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ เสียสละ อดทน มีระเบียบวินัย และให้มีความพร้อมรบอยู่เสมอ สร้างขวัญกำลังใจให้กับกำลังพลผู้ปฏิบัติงานในแนวหน้า เพื่อดำรงความพร้อมสูงสุดทุกสถานการณ์ ปกป้องอธิปไตยของชาติ และดูแลความปลอดภัย ของประชาชนให้มั่นคงอย่างยั่งยืนต่อไป

สมุทรปราการ-เปิดโปงกลางกองเพลิง! โรงงานโลหะบางพลีถูกต่างชาติแอบใช้ผลิตยางรีเคลม “เต็มเหนี่ยว” สั่งดำเนินคดีทันที!

เมื่อวันที่ (12 พ.ย. 68) เวลา 04.58 น. ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในอาคารโรงงานของ นางสาวอัจฉรา ศรีศุภชัยทา ซึ่งได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานทำแบบพิมพ์โลหะและชิ้นส่วนอุปกรณ์เกี่ยวกับโลหะ ทะเบียนโรงงานเลขที่ 20110102325498 ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 9/9 ม.12 ถ.ธนสิทธิ์ ต.บางปลา อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ 

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจาก อบต.บางปลา และสถานีดับเพลิงใกล้เคียง ได้นำรถดับเพลิงเข้าระงับเหตุ ขณะนี้ควบคุมเพลิงได้แล้ว ด้านนายฐาปกรณ์ กุลเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่ากากระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าชุดเต็มเหนี่ยว ได้สั่งการให้อุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการ โดย นายธัญญารัตน์ พรหมสุทธิ์ และเจ้าหน้าที่ฯ ภายใต้ชุดปฏิบัติการ “เต็มเหนี่ยว” ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด 

โดย นายฐาปกรณ์ หัวหน้าชุดเต็มเหนี่ยว กล่าวว่า “สาเหตุที่ดับเพลิงใช้เวลาหลายชั่วโมง เนื่องจากภายในบริเวณโรงงานดังกล่าว มีกองเศษยางรีเคลมและวัตถุดิบอื่นๆ เป็นจำนวนมาก และกองเป็นชั้นสูง ต้องใช้รถแบ็คโฮตักแล้วฉีดน้ำดับเพลิงดับตลอดเวลา

ผมได้ให้เจ้าหน้าที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการ ช่วยสนับสนุนให้ข้อมูลพนักงานดับเพลิงว่าวัตถุดิบภายในโรงงานมีอะไรบ้าง และติดต่อเจ้าของโรงงาน เพื่อร่วมดูแลชุมชนที่ได้รับผลกระทบด้วย” 

อย่างไรก็ตาม พนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ และทราบจากผู้ดูแลว่า ได้มีนักลงทุนต่างชาติมาเช่าพื้นที่ เพื่อประกอบกิจการคัดแยก บดสับยางรีเคลม มาผลิตเป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ เข้าข่ายเป็นโรงงานประเภท 106 ซึ่งเป็นการประกอบกิจการโรงงานไม่ตรงกับที่ได้รับอนุญาตถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งจะได้มีการออกคำสั่งฯ และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

“ตรีนุช” สั่ง กรมสวัสดิ์ฯ ออกประกาศให้ลูกจ้าง ที่ไม่สามารถทำงานได้จากเหตุน้ำท่วม หยุดงานได้ “โดยไม่ถือเป็นวันลา” พร้อมปล่อยกู้ซ่อมบ้าน-ฟื้นฟูอาชีพหลังน้ำลด

เมื่อวานนี้ (12 พ.ย. 68) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์อุทกภัยเนื่องจากน้ำไหลหลากและน้ำล้นตลิ่งหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดทางภาคกลาง อาทิ อุทัยธานี สิงห์บุรี ชัยนาท อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี เป็นต้น ทำให้พี่น้องผู้ใช้แรงงาน ลูกจ้าง และประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นวงกว้างว่า ตนมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว เบื้องต้นได้รับรายงานจาก พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ว่าได้กำชับให้ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงแรงงานในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจข้อมูลสถานประกอบการ ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบ และลงพื้นที่สนับสนุนความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบกับหน่วยงานในจังหวัดตามภารกิจกระทรวงแรงงาน เพื่อดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด

“ดิฉันมีความห่วงใยพี่น้องผู้ใช้แรงงานทุกท่านที่โรงงานถูกน้ำท่วม และได้กำชับให้กรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน ขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ให้มีมาตรการช่วยเหลือลูกจ้าง กรณีที่ลูกจ้างไม่สามารถเข้าทำงานได้ เนื่องจากน้ำท่วมสูงหรือเส้นทางถูกตัดขาด ให้ลูกจ้างสามารถหยุดงานได้โดยไม่ถือเป็นวันลาและจ่ายค่าจ้างให้ตามปกติ พร้อมกำชับให้ส่วนราชการสังกัดกระทรวงแรงงาน หรือ 5 เสือแรงงาน ในพื้นน้ำท่วมเฝ้าระวังสถานการณ์ และสนับสนุนความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือตามภารกิจกระทรวงแรงงานอย่างเต็มกำลัง” นางสาวตรีนุช กล่าว

ด้าน พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้กรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงานออกหนังสือขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้มีมาตรการช่วยเหลือลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบและเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติ กรณีที่ไม่สามารถเข้าทำงานได้ เนื่องจากน้ำท่วมสูงหรือเส้นทางถูกตัดขาด ให้ลูกจ้างสามารถหยุดงานได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และจ่ายค่าจ้างให้ตามปกติ รวมถึงมาตรการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ให้ลูกจ้างสามารถเข้าทำงานได้อย่างปลอดภัยในสถานการณ์ดังกล่าวด้วย 

นอกจากนี้ กระทรวงแรงงาน ยังให้ความสำคัญกับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อนำไปใช้ในการซ่อมแซมความเสียหายของที่อยู่อาศัยหรือการฟื้นฟูอาชีพภายหลังน้ำลดของลูกจ้างที่ได้รับความเดือดร้อน จึงได้ให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จัดทำโครงการเงินกู้เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ เพื่อให้ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบการและรัฐวิสาหกิจได้รับความช่วยเหลือในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหรือฟื้นฟูอาชีพหลังประสบภัย โดยสหกรณ์ออมทรัพย์หรือสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนในสถานประกอบการและรัฐวิสาหกิจในพื้นที่ประสบภัยหรือมีสมาชิกที่มีภูมิลำเนาในพื้นที่ประสบภัย ตามประกาศของจังหวัดที่กำหนดเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย เพื่อให้บริการเงินกู้แก่ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ สูงสุดไม่เกินสหกรณ์ละ 20 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี ระยะเวลาการส่งชำระคืนสูงสุดไม่เกิน 5 ปี

ทั้งนี้ หากลูกจ้าง นายจ้าง และประชาชนที่ประสบอุทกภัยได้รับความเดือดร้อน และต้องการขอรับความช่วยเหลือ สามารถขอรับความช่วยเหลือได้ที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานในพื้นที่ หรือสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506

เชียงใหม่-ท่าอากาศยานเชียงใหม่รับการตรวจประเมินด้านการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนจาก ICAO

(13 พ.ย. 68) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ให้การต้อนรับคณะผู้ตรวจประเมินจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization: ICAO) ในการตรวจประเมินภาคสนาม (On-site Audit) ภายใต้โครงการตรวจสอบการรักษาความปลอดภัยการบินสากล (Universal Security Audit Programme – USAP) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 15 พฤศจิกายน 2568 โดยมีพลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เป็นประธานเปิดการตรวจประเมิน ณ ห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานท่าอากาศยานเชียงใหม่ และมีนายการันต์ ธนกุลจีรพัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ คณะผู้บริหารท่าอากาศยานเชียงใหม่ นาวาอากาศตรี สมชนก เทียมเทียบรัตน์ ที่ปรึกษา 10 รักษาการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (สายงานมาตรฐานท่าอากาศยานและการบิน) ผู้แทนศูนย์ควบคุมการบินเชียงใหม่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ผู้แทนสายการบิน ผู้ให้บริการภาคพื้น และคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

การตรวจประเมินในครั้งนี้ครอบคลุมหัวข้อสำคัญ ได้แก่ การปฏิบัติการท่าอากาศยาน (Airport Operations) การรักษาความปลอดภัยของอากาศยานและในเที่ยวบิน (Aircraft and In-flight Security) การรักษาความปลอดภัยผู้โดยสารและสัมภาระ (Passenger and Baggage Security) รวมถึงการรักษาความปลอดภัยสินค้า อาหารและเครื่องดื่มสำหรับการบริการบนเครื่องบิน และไปรษณียภัณฑ์ (Cargo, Catering and Mail Security) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับเทคโนโลยีและมาตรฐานการตรวจคัดกรอง เพิ่มความเข้มแข็งของมาตรการควบคุมการเข้า–ออก พัฒนาศักยภาพด้านการฝึกอบรม และเสริมประสิทธิภาพการประสานงานระหว่างผู้ปฏิบัติงานทุกหน่วย ให้เป็นไปตามมาตรฐานและข้อพึงปฏิบัติขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO Standards and Recommended Practices)

ทั้งนี้ การตรวจประเมิน ณ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ถือเป็นสถานที่สุดท้ายของกระบวนการตรวจสอบในรอบนี้ หลังจาก ICAO ได้ดำเนินการตรวจประเมินในองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“กรมบัญชีกลาง” ปรับเกณฑ์เบิกจ่ายยา รักษา “มะเร็งปอด” ระยะแพร่กระจาย ใช้ Erlotinib หรือ Gefitinib เป็นยาขนานแรกได้ เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้อย่างเหมาะสม

(13 พ.ย. 68) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าเพื่อยกระดับการรักษาผู้ป่วยมะเร็งปอด ให้เข้าถึงการรักษาด้วยยาราคาแพง และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา รัฐบาล โดยกรมบัญชีกลาง ได้ออกหนังสือปรับปรุงหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งและโลหิตวิทยาที่ต้องใช้ยาราคาแพง โดยขยายสิทธิให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดระยะแพร่กระจาย สามารถใช้ยา Erlotinib หรือ Gefitinib เป็นยาขนานแรกได้ มีผลสำหรับค่ารักษาที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายยาค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งและโลหิตวิทยาซึ่งจำเป็นต้องใช้ยาที่มีค่าใช้จ่ายสูง กรณีการใช้ยา Erlotinib และยา Gefitinib ในโรคมะเร็งปอดระยะแพร่กระจาย มีสาระสำคัญ ดังนี้ 

ตามที่กรมบัญชีกลางได้ดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งและโลหิตวิทยาซึ่งจำเป็นต้องใช้ยาที่มีค่าใช้จ่ายสูง ตามโครงการเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งและโลหิตวิทยา (ระบบ OCPA) มาอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดให้รายการยา Erlotinib/Gefitinib สามารถเบิกจ่ายในระบบ OCPA สำหรับการรักษาโรคมะเร็งปอดชนิด Non-small cell lung cancer ระยะแพร่กระจาย ซึ่งมี EGFR mutation ชนิดที่มีความไวต่อการตอบสนองต่อยากลุ่มนี้ โดยให้ใช้ยา Erlotinib เป็นยาขนานแรก และกำหนดข้อบ่งใช้ยา Gefitinib สำหรับผู้ป่วยที่มีเงื่อนไขทางการแพทย์ที่ไม่สามารถใช้ยา Erlotinib ได้ หรือเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงจากการใช้ยา Erlotinib

ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาได้อย่างเหมาะสมตามความจำเป็นเพิ่มขึ้น จึงเห็นควรกำหนดให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดระยะแพร่กระจาย สามารถใช้ยา Erlotinib หรือยา Gefitinib เป็นยาขนานแรกได้ โดยให้ดำเนินการ คือ 

1. ยกเลิกแนวทางกำกับการเบิกจ่ายค่ายา Erlotinib/Gefitinib ในโรคมะเร็งปอดระยะแพร่กระจาย (ปรับปรุงครั้งที่ 1) ตามหนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่ กค 1416.2/ว 1287 ลงวันที่ 28 ธ.ค. 2564 และกำหนดแนวทางกำกับการเบิกจ่ายค่ายา Erlotinib/Gefitinib ข้อบ่งใช้ โรคมะเร็งปอดระยะแพร่กระจายขึ้นใหม่ 

2. ให้ใช้ข้อความ “กรณียา Erlotinib/Gefitinib ให้ปริมาณการเบิกจ่ายต่อครั้ง ไม่เกินจำนวนยาที่ใช้ใน 1 เดือน ใน 3 เดือนแรก และไม่เกินจำนวนยาที่ใช้ใน 3 เดือน ในเดือนต่อๆ ไป” แทนข้อความเดิมในข้อ 3.2 ของหนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่ กค 1416.2/ว 1287 ลงวันที่ 28 ธ.ค. 2564

“นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล ให้ความสำคัญกับสุขภาพและการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับผู้ป่วย ผ่านการดำเนินการต่าง ๆ โดยเฉพาะนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ จะไม่มีการยกเลิก แต่จะมีการยกระดับคุณภาพและเพิ่มงบประมาณ โดยได้จัดสรรงบประมาณปี 2569 ให้ สปสช. เป็นจำนวนที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ง่ายขึ้น“ นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำชับตำรวจทุกหน่วย ดูแลช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนจากเหตุน้ำท่วมในหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และเข้มป้องกันเหตุอาชญากรรมซ้ำเติม

(13 พ.ย. 68) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ 14 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก นครสวรรค์สุโขทัย กำแพงเพชร อุทัยธานี สิงห์บุรี ชัยนาท อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม และอุบลราชธานี ซึ่งบางจังหวัดมีน้ำท่วมสูงอย่างรวดเร็วจากเหตุพนังกั้นน้ำเสียหาย ทำให้น้ำหลากเข้าท่วมพื้นที่บ้านเรือนประชาชน บางจุดมีน้ำทะเลหนุน และฝนที่ตกต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนเดือดร้อนเป็นวงกว้าง  

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้สั่งกำชับตำรวจทุกพื้นที่ ออกมาตรการดูแลช่วยเหลือ รักษาความปลอดภัย และอำนวยการจราจร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบภัยมาอย่างต่อเนื่อง 

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. สั่งการให้ทุกหน่วยออกตรวจตราในพื้นที่อย่างเข้มงวด เพื่อเป็นการป้องกันการก่อเหตุอาชญากรรมซ้ำเติมประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน โดยให้เพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความสงบเรียบร้อย ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และเพิ่มกำลังสายตรวจ, ปรับแผนการตรวจจัดกำลังให้เหมาะสมกับพื้นที่และห้วงเวลา โดยบูรณาการความร่วมมือทั้งด้านข้อมูล และการปฏิบัติกับฝ่ายปกครององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และอาสาสมัคร ออกตรวจตั้งจุดตรวจจุดสกัดในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงพิจารณาเปิดพื้นที่สถานีตำรวจ จุดตรวจ ตู้ยาม เป็นสถานที่พักพิงของผู้ประสบภัยชั่วคราว

ด้าน พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ตำรวจจราจรทุกพื้นที่เตรียมความพร้อมทั้งกำลังพลและอุปกรณ์ เพื่อปฏิบัติหน้าที่อย่างทันท่วงทีในทุกสถานการณ์ รวมทั้งจัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามสภาพการจราจรในจุดวิกฤต และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรุงเทพมหานคร กรมทางหลวง และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและอำนวยความปลอดภัยให้แก่ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วน พร้อมเตรียมแผนเผชิญเหตุรองรับกรณีที่มีฝนตกต่อเนื่อง เพื่อให้การสัญจรของประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด พร้อมขอความร่วมมือประชาชนขับขี่ด้วยความระมัดระวัง และหมั่นตรวจสอบสภาพรถก่อนออกเดินทาง เพื่อความปลอดภัยของทุกคนบนท้องถนน

พล.ต.ท.ชัยต์พจนฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมในหลายจังหวัด ตำรวจหน่วยต่างๆ ระดมกำลังออกช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ ทั้งการช่วยเหลืออพยพและขนย้ายสิ่งของไปอยู่ที่ปลอดภัย การดูแลความปลอดภัย การอำนวยการจราจร และการช่วยฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด ในทุกมิติ โดยเน้นการปรากฏกายชัดเจนเพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถขอความช่วยเหลือได้โดยสะดวก รวดเร็ว

ทั้งนี้ ประชาชนผู้ประสบภัยสามารถขอความช่วยเหลือ หรือแจ้งเหตุ แจ้งเบาะแสอาชญากรรม ได้ทางสายด่วน 191 หรือ 1599 หรือช่องทางการสื่อสารกับสถานีตำรวจในพื้นที่ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และขอให้ติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติครั้งนี้ จากการแจ้งเตือนของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวกับอุทกภัยในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

‘พีระพันธุ์' เปิดโปงวาระซ่อนเร้น! เชื่อเขมรจ้องขยับ 'หลักเขต 73' เพื่อเปลี่ยนเขตแดนทางทะเล หวังฮุบทรัพยากรพลังงานมหาศาล ชี้ไทยสูญโอกาส 52 ปี เพราะไร้ ‘คำสั่งเด็ดขาด!’ จี้กองทัพทวงคืนเขตแดนของชาติ

(13 พ.ย. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊ก พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โดยชี้ถึงประเด็นน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่า  ขณะที่สังคมกำลังมุ่งความสนใจไปที่สถานการณ์ชายแดนบนบก แต่เป้าหมายที่แท้จริงของกัมพูชาก็คือการอ้างสิทธิในเขตแดนทางทะเล ซึ่งเกี่ยวข้องกับทรัพยากรพลังงานมหาศาลที่ไทยสูญเสียโอกาสใช้ประโยชน์มานานกว่า 52 ปี โดยนายพีระพันธุ์ ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับเป้าหมายที่แท้จริงของกัมพูชาและปัญหาการรับมือของฝ่ายไทยอย่างตรงไปตรงมาในเพจส่วนตัว โดยมีใจความว่า

“เป้าหมายที่แท้จริงของเขมรไม่ใช่แค่เขตแดนบนบก สถานการณ์ระหว่างไทย-เขมร วันนี้ถูกจดจ่อไปที่ชายแดนบนบกทางภาคอีสาน แต่ความเป็นจริงเขตแดนที่ต้องเป็นห่วงและต้องทวงคืนไปพร้อมๆกันนอกจากปราสาทตาควายแล้ว คือเขตแดนในทะเลที่พิพาทกันมาตั้งแต่ พ.ศ. 2516 ที่อยู่ ๆ เขมรก็อ้างการลากเส้นเขตแดนในทะเลตามอำเภอใจไม่สนใจหลักสากล ทำให้เกิดพื้นที่อ้างสิทธิทางทะเลมาจนทุกวันนี้ 

ผมขอย้ำว่าที่ถูกต้อง ต้องเรียกว่าพื้นที่อ้างสิทธินะครับ ไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อน เพราะพื้นดินมันมีหนึ่งเดียวมาทับซ้อนกันไม่ได้ แต่เป็นการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่เดียวกัน 

ผมเชื่อว่าเขาต้องการขยับเส้นเขตแดนบนบกตามแนวชายแดนภาคอีสานเพื่อให้กระทบไปถึงหลักเขตสุดท้ายก่อนลงทะเล คือ หลักเขตที่ 73 เพราะหากขยับหลักเขตนี้ได้ก็เท่ากับเส้นเขตแดนในทะเลจะเปลี่ยนตาม 

เขตแดนทางทะเลตรงนี้มีความสำคัญมากเพราะไม่ใช่เป็นแค่เขตแดนเท่านั้น แต่หมายถึงทรัพยากรทางพลังงานใต้พื้นทะเลตรงบริเวณนั้นด้วย และน่าจะเป็นเป้าหมายสำคัญต่อไปของเขา เราจึงควรป้องกันและเอาจริงกับเรื่องนี้ได้แล้ว

ข้อพิพาทจากเขตแดนในทะเลนี้ทำให้ไทยเราไม่สามารถพัฒนาหรือนำทรัพยากรทางพลังงานมาใช้ประโยชน์ได้เป็นเวลากว่า 52 ปีแล้ว ทั้ง ๆ ที่เป็นพื้นที่ของเราเองแท้ๆ 

เสียเวลาไปกับความเกเร เพราะเขมรอ้างสิทธิทับซ้อนลากเส้นเขตแดนทางทะเลตามหลักเกณฑ์ของตนเองไม่ใช่หลักสากล 

พอมาปี 2540 ก็เกเรเพิ่มขึ้นอีกโดยการถมทะเลให้แผ่นดินต่อยื่นเข้าไปในทะเลอีกหลายร้อยเมตรอ้างว่าเป็นเขื่อนกันคลื่นแต่ตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศอาจใช้เป็นข้ออ้างว่าเป็นเขตต่อเนื่องจากแผ่นดินที่จะมีผลต่อการลากเส้นแบ่งเขตแดนในทะเลเพิ่มขึ้นจากเดิมได้อีก ซึ่งจะกระทบถึงทรัพยากรทางพลังงานของชาติในทะเลยิ่งขึ้นไปอีกเช่นกัน ผมเชื่อแน่ว่าเจตนาที่แท้จริงของเขาคือเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นห่วงคลื่นเป็นห่วงทะเลอะไรหรอกครับ 

กองทัพเรือรู้เรื่องนี้ดีแต่ทำอะไรไม่ได้เพราะไม่เคยมีคำสั่ง 
รัฐบาลไทยก็ได้แต่ประท้วงตามฟอร์ม ทำได้เท่านั้น…น่าอนาถจริงๆ 

ประท้วงไป 3 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2541 และอีกครั้งล่าสุดคือเมื่อปี 2564 นี่เอง เป็นไงครับ 24 ปี ตั้งแต่ปี 2540 ทำได้แค่ประท้วง และประท้วงแค่ 3 ครั้ง ปีนี้ 2568 เพิ่มเป็น 28 ปี แล้ว ก็ยังเงียบอยู่ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น และไม่มีการพูดถึง คงต้องรอการประท้วงครั้งต่อๆไปจนกว่าจะถูกยึดไปอีกมั้งครับ

รัฐบาลไทย กองทัพไทย ทำได้แค่นี้จริงๆหรือ???
เราน่าจะใช้โอกาสนี้จัดการแก้ไขเรื่องนี้ด้วย ถ้าไม่ทำลายทิ้ง ก็ทำบ้าง เขาทำได้ เราก็ทำได้ เมื่อเขาไม่ยอมรื้อเราก็ต้องทำบ้าง เอาให้ยาวกว่า ดูสิว่าจะว่าอย่างไร เรื่องประโยชน์ชาติเป็นสุภาพบุรุษไม่ได้นะครับ” 

นายพีระพันธุ์ ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังได้กล่าวถึงประสบการณ์ของตนในช่วงเกิดการปะทะเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 โดยระบุว่า แม้กองทัพเรือจะมีความพร้อม แต่กลับได้รับแจ้งว่าไม่มีคำสั่งให้ดำเนินการทวงคืนเขตแดนทางทะเล

“ช่วงที่เกิดปะทะกันเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ตอนนั้นผมอยู่ใน ครม. ในฐานะรัฐมนตรีพลังงานที่ต้องทวงคืนทรัพยากรพลังงานให้ประเทศ ผมเห็นกองทัพเรือเตรียมความพร้อมแล้วแต่เขาบอกว่า…ไม่มีคำสั่ง!!! 

ผมเลยบอกกับทางกลาโหมให้ใช้โอกาสนี้ทวงคืนเขตแดนทางทะเลด้วยเลยไม่ใช่ทวงคืนแต่บนบก เพราะมีทรัพยากรพลังงานที่มีค่ามหาศาลสำหรับคนไทยและประเทศไทยและเป็นของเราอย่างถูกต้องด้วย แต่จนวันนี้ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

วันก่อนผมถามกองทัพโดยรวมว่าพร้อมที่จะเด็ดขาดหรือยัง ถ้าพร้อมมัวรออะไรอยู่ วันนี้ขอถามกองทัพเรือว่าพร้อมที่จะเด็ดขาดทวงเขตแดนทางทะเลของเราคืนหรือยัง 

ถ้าพร้อม…รออะไรครับ?”

ในหลวง - พระราชินี เสด็จฯ เยือนจีนครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โปรดเกล้าฯ ให้ ‘อนุทิน - สีหศักดิ์’ ตามเสด็จฯ ในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ ย้ำสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน 50 ปี

นายกฯ เผย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการ เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ไทย ย้ำสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี และโปรดเกล้าฯ นายกฯ ตามเสด็จฯ ในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ

(13 พ.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินเยือน สาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 13 - 17 พฤศจิกายน 2568 ว่า ทุกครั้งที่องค์พระประมุขของชาติเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ รัฐบาลจะต้องมีรัฐมนตรีเกียรติยศตามเสด็จพระราชดำเนิน ซึ่งในครั้งนี้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ตนและนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ตามเสด็จในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ ยืนยันว่าไม่มีภารกิจเพิ่มเติม แต่เป็นเพียงองค์ประกอบของขบวนเสด็จเท่านั้น การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนในครั้งนี้ ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทยเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ อันเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่ความทรงจำ และเป็นการเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ ในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - จีน โดยแท้จริงแล้ว ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศได้ดำเนินมาอย่างยาวนานหลายร้อยปี

นายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์บริเวณชายแดน ขณะนี้ได้มีการเปิดช่องทางการสื่อสารกับผู้ที่เกี่ยวข้องตลอด 24 ชั่วโมง ยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างดีที่สุด โดยไม่มีความประสงค์ที่จะรุกรานหรือสร้างความขัดแย้งกับประเทศใด แต่ในขณะเดียวกันก็จะไม่ยอมให้ผู้ใดมาคุกคามอธิปไตยของชาติ รวมถึงจะไม่ยอมให้พี่น้องประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ทหารต้องประสบภัยอันตราย ทั้งนี้ กองทัพมียุทธวิธีและแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ขณะที่รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งด้านการปฏิบัติการและการเยียวยาประชาชน โดยได้เตรียมความพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว

“แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อม เป็นคำสอนจากบรรพบุรุษที่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ยืนยันว่าตั้งแต่วันที่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้มอบอำนาจการตัดสินใจทางยุทธวิธีให้กับกองทัพอย่างเต็มที่ โดยมีการสั่งการผ่านสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งจะประชุมเพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์ การเตรียมความพร้อม และพิจารณาการสนับสนุนตามที่กองทัพร้องขอ รวมถึงการปรับแผนปฏิบัติการให้เหมาะสมตามสถานการณ์ ขอยืนยันว่ากองทัพมีความพร้อมเต็มที่ในการรับมือกับทุกสถานการณ์ เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินและอธิปไตยของชาติ รวมทั้งดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายอนุทิน กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างฝ่ายรัฐบาลและรัฐสภา ซึ่งขณะนี้รัฐสภาได้เตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดประชุมวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่สองและวาระที่สามให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ ทั้งนี้ เป็นไปตามเงื่อนไขในบันทึกความเข้าใจ (MOA) ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ซึ่งถือเป็นข้อผูกพันที่ทั้งสองพรรคต้องดำเนินการให้เป็นไปตามข้อตกลงดังกล่าว โดยยืนยันว่าไม่มีสิ่งใดต้องกังวล ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมขอให้สอบถามนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top