Sunday, 7 June 2026
NEWS FEED

 Divalux Resort & Spa จัดงาน “Day with Divalux”เปิดวิสัยทัศน์การรีแบรนด์ของโรงแรมสู่ภาพลักษณ์ใหม่ในฐานะ Luxurious airport resort

เมื่อวานนี้ (18 พ.ย.68) ที่ผ่านมา ณ Divalux Resort & Spa นำโดยทายาทรุ่นที่สอง นางสาวปิยาพัชร คเนจร ณ อยุธยา รองประธานกรรมการบริหาร ได้จัดงาน “Day with Divalux” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดวิสัยทัศน์การรีแบรนด์ของโรงแรมสู่ภาพลักษณ์ใหม่ในฐานะ Luxurious airport resort ที่ผสานความสะดวกสบายใกล้สนามบินเข้ากับประสบการณ์พักผ่อนระดับรีสอร์ท งานครั้งนี้จัดขึ้นที่ ห้องเพตราบอลรูม ห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ของรีสอร์ทที่สามารถรองรับผู้เข้าร่วมได้กว่า 300 ท่าน โดยได้รับความสนใจจากแขกผู้มีเกียรติ สื่อมวลชน และอินฟลูเอนเซอร์สายไลฟ์สไตล์ที่มาร่วมงานอย่างคับคั่ง บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคักและสะท้อนพลังใหม่ของแบรนด์ Divalux อย่างชัดเจน

ภายในงาน ทีมผู้บริหารได้พาแขกชมพื้นที่ต่างๆ ของรีสอร์ทที่ผ่านการปรับภาพลักษณ์ใหม่ ตั้งแต่โถงลอบบี้ดีไซน์ร่วมสมัย สระว่ายน้ำสไตล์รีสอร์ท ไปจนถึงห้องพักที่สะท้อนเสน่ห์ไทยในแบบหรูหราทันสมัย หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการเยี่ยมชม PRAAN SPA พร้อมสปา ออนเซ็น และฟิตเนส ซึ่งได้รับการออกแบบให้เป็น “Sanctuary แห่งการพักผ่อน” สำหรับผู้เดินทางทุกไลฟ์สไตล์

ช่วงเย็น ผู้ร่วมงานได้เข้าร่วมกิจกรรม “Diva Art” ณ เรือนการะเกด คาเฟ่ทรงไทยริมคลองจรเข้น้อย ซึ่งถ่ายทอดเสน่ห์ของภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านเวิร์กช็อปศิลปะร่วมสมัย สร้างประสบการณ์เชื่อมโยงระหว่างวัฒนธรรมไทยและการพักผ่อนแบบรีสอร์ทลักชัวรีได้อย่างลงตัว 

นางสาวปิยาพัชรกล่าวว่า การรีแบรนด์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับโฉม แต่คือการสร้าง “คุณค่าที่ลึกกว่า” ให้ผู้เข้าพัก โดยเน้นการมอบความสะดวกสบายใกล้สนามบิน พร้อมประสบการณ์พรีเมียมเทียบเท่ารีสอร์ทระดับลักชัวรี ควบคู่กับบริการ Shuttle Bus รับ–ส่งสนามบินตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญของ Divalux

งาน “Day with Divalux” จึงเป็นอีกก้าวที่ยืนยันว่า Divalux กำลังก้าวสู่การเป็น จุดหมายปลายทางแห่งการพักผ่อนแบบ  Luxurious Airport Resort ที่ผสานการเดินทาง วิถีท้องถิ่น ความผ่อนคลาย และงานบริการในระดับสูงสุดเข้าไว้ด้วยกัน

เมื่อ “ทัวริสต์” กลายเป็น “คอนเทนต์ครีเอเตอร์” ฉายภาพสะท้อนเคส “แจ็กแปปโฮ” ทำไทยเสียชื่อกระทบภาพลักษณ์

ดราม่า “แจ็กแปปโฮ ถอดเสื้อเต้นบนหลังคารถหน้าร้าน Lawson วิวภูเขาไฟฟูจิ” ที่ญี่ปุ่น ไม่ได้สะเทือนแค่ชื่อเสียงของยูทูบเบอร์คนหนึ่ง แต่สะเทือน “ภาพจำคนไทยทั้งชาติ” ว่าพอไปต่างประเทศ เราเคารพกติกาคนอื่นมากน้อยแค่ไหน

แต่ถ้าหันกระจกกลับมาดูฝั่งเราเอง คำถามก็คือ เวลาคนต่างชาติมาเที่ยวประเทศไทย เขาเคารพกติกาเราแค่ไหน? และหลายเคสก็ “ดราม่าไม่แพ้กัน” แถมมีจุดร่วมสำคัญเหมือนกันคือ – เอาคอนเทนต์ เอาความมันส์ เอายอดไลก์ มาก่อน “ความเคารพพื้นที่และวัฒนธรรม”

บทความนี้ชวนดูเคสจริงของคนต่างชาติมาเที่ยวไทยแล้ว #หาทำ จนเป็นข่าว และลองเทียบกับเคสแจ็กแปปโฮ ว่าโลกท่องเที่ยวยุคโซเชียลมันกำลังพาเราไปทางไหนกันแน่

หัวข้อ: เคสต่างชาติในไทย: ดราม่าแบบเดียวกับแจ็กแปปโฮ แค่สลับประเทศ

1) บิกินี่อาบแดดหน้าเขตพระราชวัง – สนามหลวง / เชียงใหม่ / วัดไทย
- นักท่องเที่ยวต่างชาติใส่บิกินี่อาบแดดบนสนามหลวง ด้านหน้าพระบรมมหาราชวัง กลางพื้นที่สาธารณะซึ่งผูกพันกับสถาบันหลักของประเทศและพิธีกรรมสำคัญของรัฐ
- หญิงชาวตะวันตกล้มตัวนอนอาบแดดในบริเวณวัดที่เชียงใหม่ กลายเป็นข่าวในสื่อไทยและสื่อต่างประเทศ เพราะเป็น “วัด” ที่คนไทยมองว่าเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่สระว่ายน้ำหรือชายหาดส่วนตัว

ในมุมของนักท่องเที่ยว อาจคิดว่า “ก็แค่นอนอาบแดด ไม่ได้ทำร้ายใคร”
แต่มุมของคนไทย นี่คือ “การใช้ร่างกายและการแต่งกายที่ไม่เหมาะสมต่อพื้นที่ที่เราถือว่าเป็นเขตเคารพ”

2) ปีนพระ ปีนโบราณสถาน – เพื่อรูปสวยไม่กี่ช็อต
- นักท่องเที่ยวหญิงชาวต่างชาติปีนขึ้นไปบนฐานพระพุทธรูปในวัดใหญ่ชัยมงคล อยุธยา เพื่อเก็บมะม่วง มีเพื่อนยืนถือถุงรออยู่ด้านล่าง คลิปถูกแชร์ใน TikTok จนเป็นข่าวใหญ่ เพราะเข้าข่ายทำลายโบราณสถาน และละเมิดต่อสิ่งที่ชาวพุทธเคารพ
- นักท่องเที่ยวต่างชาติปีนองค์เจดีย์/ปรางค์วัดโบราณ เพื่อถ่ายรูปเท่ ๆ ลงโซเชียล ทั้งที่พื้นที่เหล่านี้ประกาศชัดเจนว่า “ห้ามปีนป่าย”

3) “คอนเทนต์อนาจาร” ในพื้นที่สาธารณะและโบราณสถาน
- กรณี 2 หนุ่มอเมริกันถ่ายภาพ “โชว์ก้น” ที่พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม แล้วโพสต์ลงโซเชียล จนถูกตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายไทย
- เคสในเมืองท่องเที่ยวอย่างพัทยา ตำรวจดำเนินคดีนักท่องเที่ยวต่างชาติทำอนาจารกับหญิงไทยในที่สาธารณะ จนคลิปไวรัล และกระทบภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว

สิ่งที่ซ่อนอยู่หลังคลิปเหล่านี้ คือ “เศรษฐกิจคอนเทนต์ + อีโก้”
บางคนไม่สนแล้วว่าประเทศเจ้าบ้านมีกฎหมาย วัฒนธรรม หรือเส้นแดงตรงไหน ขอแค่ “แรงพอจะไวรัล” ก็พอ

หัวข้อ: จุดร่วมระหว่าง “แจ็กแปปโฮในญี่ปุ่น” กับ “ทัวริสต์ห่าม ๆ ในไทย”

1. คอนเทนต์มาก่อนกติกา
ทั้งแจ็กแปปโฮ และนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทย ล้วนเอาเฟรมภาพให้สุด เอาคอนเทนต์ให้เดือด ก่อนค่อยคิดถึง “กติกาของเจ้าบ้าน”

2. ไม่อินกับ “ความศักดิ์สิทธิ์” ของเจ้าบ้าน
สำหรับบางคน ภูเขาไฟฟูจิอาจเป็นแค่ “วิวสวย” แต่มันมีมิติทางจิตวิญญาณและสัญลักษณ์ชาติของญี่ปุ่น
วัดไทย สนามหลวง พระปรางค์วัดอรุณ หรือโบราณสถานอยุธยา ก็ไม่ใช่แค่ฉากหลัง แต่คือประวัติศาสตร์และศรัทธาของคนไทย

3. ตรรกะ “เค้าจะรู้เหรอว่าผมเป็นคนไทย / ชาติไหน”
เคสแจ็กแปปโฮตอบคนเตือนว่า “เค้าจะรู้เหรอครับว่าผมเป็นคนไทย” กลายเป็นดราม่า เพราะสังคมมองว่านี่คือการปัดความรับผิดชอบต่อ “ภาพรวมคนไทย”
ในทางกลับกัน เวลาเห็นข่าวฝรั่งทำอะไรในไทย คนไทยก็มักพูดว่า “อย่าทำแบบนี้ คนไทยทั้งประเทศเสียหน้า”

4. แพลตฟอร์มโซเชียลคือเชื้อเพลิง
ถ้าไม่มียอดวิว ไม่มีคอมเมนต์ ไม่มีรายได้จากแพลตฟอร์ม ก็คงไม่มีใครอยากเสี่ยงทำอะไรสุดโต่ง ดราม่าทั้งหลายจึงเป็นผลข้างเคียงของยุคที่คนจำนวนมาก “หาเลี้ยงชีพจากความสนใจของคนดู”

หัวข้อ: ผลกระทบ – ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่กระทบคนทำมาหากินตัวเล็ก ๆ

1. ภาพลักษณ์ประเทศ = ปัจจัยในใจนักท่องเที่ยวรุ่นต่อไป
เมื่อมีข่าวคนไทยทำเรื่องฉาวในญี่ปุ่น หรือฝรั่งทำอะไรแรง ๆ ในไทย สื่อทั้งในและต่างประเทศเอาไปเล่นซ้ำ ย้ำภาพลบให้ฝังในหัวคนทั่วโลก

2. คนไทย / คนท้องถิ่นที่ทำงานสุจริตโดนเหมารวม
คนไทยที่ไปทำงานในญี่ปุ่นกังวลว่าเคสดราม่าจะทำให้เจ้าถิ่นมองแรงขึ้น
คนไทยที่ทำธุรกิจท่องเที่ยวในอยุธยา กรุงเทพ เชียงใหม่ พัทยา ฯลฯ เสี่ยงโดนมองว่า “ประเทศนี้ปล่อยปละละเลย” เมื่อมีข่าวฝรั่งทำอนาจาร ปีนวัด หรือแต่งตัวไม่เหมาะสมในวัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

3. เจ้าหน้าที่ต้องตามเก็บกวาด – ดราม่า = ค่าทำความสะอาดสังคม
ทุกเหตุการณ์ที่เป็นข่าว หมายถึงเวลาและทรัพยากรของตำรวจ กรมศิลป์ ททท. และหน่วยงานท้องถิ่น ที่ต้องตามแก้ปัญหา ออกประกาศชี้แจง ปรับกฎ ทำป้ายภาษาอังกฤษเพิ่ม

หัวข้อ: ไทยควรรับมืออย่างไร? จาก “ดราม่านักท่องเที่ยว” สู่ “มาตรฐานเที่ยวอย่างเคารพ”

1. ตั้งมาตรฐาน “เที่ยวไทยอย่างเคารพ” ให้ชัด และสื่อสารแบบตรงจุด
- ทำคู่มือสั้น ๆ หลายภาษา “DO / DON’T ในวัด โบราณสถาน พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์”
- ใช้รูปภาพง่าย ๆ ให้เข้าใจได้แม้ไม่อ่านภาษาไทย
- ดันให้สายการบิน โรงแรม บริษัททัวร์ เอาคู่มือชุดนี้ไปใส่ในแพ็กเกจ/อินโฟก่อนเข้าเมือง

2. แยก “ไม่รู้จริง ๆ” ออกจาก “รู้แต่ยังทำ” แล้วจัดการต่างกัน
- “ไม่รู้กติกา” -> ใช้การตักเตือน + ให้เซ็นรับทราบ + บันทึกชื่อ
- “จงใจละเมิด / ทำซ้ำ / ทำคอนเทนต์อนาจาร” -> ดำเนินคดีเต็มที่ตามกฎหมายไทย และสื่อสารให้เห็นผลลัพธ์ชัดเจน

3. ทำงานกับแพลตฟอร์มและอินฟลูเอนเซอร์
- ประสานกับแพลตฟอร์มให้ช่วยลดการกระจายคอนเทนต์ที่ละเมิดกฎหมายหรือทำลายโบราณสถาน
- ชวนอินฟลูเอนเซอร์ต่างชาติที่รักเมืองไทย มาทำแคมเปญ #RespectThailand หรือ #TravelWithRespect
- ฝั่งไทยเองควรมี “โค้ดออฟคอนดักต์ของครีเอเตอร์” เวลาไปทำคอนเทนต์ต่างประเทศ

4. กล้าพูดกับนักท่องเที่ยวแบบตรง ๆ แต่ไม่เหยียด
สร้างวัฒนธรรมว่า การเดินเข้าไปบอกด้วยภาษาอังกฤษง่าย ๆ ว่า “Here it’s not allowed. This place is sacred.” ไม่ใช่การเหยียด แต่คือการปกป้องบ้านของเรา

บทสรุป
เคสแจ็กแปปโฮในญี่ปุ่น และเคสนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทย สุดท้ายสะท้อนว่า เมื่อโลกทั้งใบกลายเป็นฉากหลังให้คอนเทนต์ เราจะยอมให้ “ยอดวิว” สำคัญกว่าความเคารพกันและกันหรือไม่

หากคนไทยอยากให้ชาวโลกมองเราเป็น “นักท่องเที่ยวที่เคารพกติกา” เราก็ควรคาดหวังมาตรฐานเดียวกันกับคนที่มาเยือนบ้านเรา

ดราม่าท่องเที่ยวอาจจบใน 24 ชั่วโมงบนโซเชียล แต่รอยจำในสายตาชาวโลกและในใจคนท้องถิ่น – มันอยู่นานกว่านั้นเสมอ

มุมมอง ‘ดวงฤทธิ์’ ชี้ประเทศติดกับดัก “หนี้เยอะ ทุนน้อย ภาษีอ่วม” โครงสร้างการเมือง–การเงินปิดทาง FDI โต คนไทยแบกหนี้ต่อหัว 2.4 แสนบาทไร้ทางออก ตั้งคำถามรัฐบาลหน้า แก้โจทย์นี้ได้จริงหรือไม่?

(18 พ.ย. 68) นายดวงฤทธิ์ บุนนาค สถาปนิกและนักออกแบบชาวไทย และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Duangrit Bunnag ระบุว่า

เศรษฐกิจของไทย ง่อยเปลี้ยเสียขามาหลายปี ตั้งแต่สมัย 11 ปีก่อน มาจนถึงสมัยปัจจุบัน มีพื้นฐานมาจากเรื่องง่ายๆ สามเรื่อง

หนี้เยอะ ทุนน้อย ภาษีอ่วม
เรื่องหนี้เยอะนี่คุยมาหลายรอบ หนี้สาธารณะเราทั้งระบบน่าจะประมาณ 16 ล้านล้านบาท เท่ากับคนไทยทุกคนเริ่มต้นชีวิตด้วยการลืมตาดูโลกก็แบกหนี้ไว้ประมาณ 240,000 บาท เป็นคนเมือง 10 ล้านคน ก็ยังพอเห็นทางไป แต่กับที่เหลืออีก 50 กว่าล้านคนในท้องที่ห่างไกล ก็ดูเหมือนแต่ละชีวิตที่เกิดมา มันจะไม่ค่อยมีความหวัง 

ช่วงเดียวในประวัติศาสตร์ประเทศที่หนี้สาธารณะต่อ GDP ลดลงคือช่วงสมัยนายกทักษิณ (ค.ศ. 2002-2006) หนี้สาธารณะลดลงจาก 54.9% เหลือ 39.2% ซึ่งรับตัวเลข 54.9% มาจากหลังช่วงที่เข้าสู่ IMF หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ช่วงคุณสมัครและคุณสมชายลดไปได้อีกนิดหน่อย ได้ลงไป 34.9% หลังจากนั้นก็ทยอยขึ้นมาเรื่อยจนถึงปี ค.ศ. 2019 หนี้สาธารณะเราอยู่ที่ 41.1% ของ GDP หนี้สาธารณะเราเพิ่มขึ้นสูงสุดในสมัยรัฐบาลประยุทธ์ ปี 2014 ถึง 2022 บวกรวบไป 20 จุด เพิ่มเป็น 61.5% ทำสถิติสูงสุดในบรรดานายกรัฐมนตรีทุกคน ถ้าไม่นับตอนวิกฤตค่าเงินช่วงนายกชวน ที่ลบรวมกันไปเกือบ 40 จุด 

มาจนถึงวันนี้ก็มีแนวโน้มแต่หนี้จะเพิ่มขึ้นแบบไม่มีทางเยียวยา คนล่าสุดที่ออกมาพูดเรื่องนี้คืออดีตนายกทักษิณคนเดิม ที่ออกมาพูดเรื่องซื้อหนี้ออกจากระบบทั้งหมด 13 ล้านล้านบาทในปีที่แล้ว ขนาดพูดแล้วก็รัฐบาลตอนนั้นยังคิดตามไม่ทัน กว่าจะคิดทันก็มีอันเป็นไปทางการเมืองเสียก่อน คนไทยทุกคนก็ต้องแบกหนี้ 240,000 บาทก้อนนี้กันต่อไป

ทุนน้อย
อันนี้เป็นปัญหาที่ซึมเศร้ามาหลายปี ทุนที่ผมพูดถึงคือ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment-FDI) ตัวเลขค่าเฉลี่ยของ FDI ต่อ GDP ในช่วง 30 ปีคือประมาณ 1.9% ช่วงที่สูงสุดคือสมัยรัฐบาลทักษิณ(อีกละ) อยู่ที่ 4% (ค่าเฉลี่ยโลกปัจจุบันอยู่ที่ 4.56%) ในขณะที่รัฐบาลประยุทธ์ทำสถิติต่ำสุดคือ 0.86% 

โครงสร้างของประเทศไทยทั้งการเมืองและการเงิน ไม่เปิดโอกาสให้ประเทศมี FDI ที่เพิ่มขึ้นเลย ธนาคารแห่งประเทศไทย ยังคุมการไหลเข้าของเงินอย่างเข้มงวด ยังไม่ตื่นจากฝันร้ายสมัยต้มยำกุ้ง และทำทุกอย่างเพื่อเสถียรภาพของธนาคารและไม่ใช่เสถียรภาพของประชาชน ในทางการเมือง รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็กำหนดให้อำนาจปกครองสูงสุดเป็นอำนาจของคณะบุคคลที่เป็นองค์กรอิสระ ที่สามารถสร้างอิทธิพลจากการเลือกสรรเข้าไปได้จากอำนาจทางการเมือง มองมาจากต่างประเทศ ดูยังไงก็ไม่เป็นประชาธิปไตย ทุนใหญ่ที่จะเข้ามาที่เคยคุยกัน เขาก็กังวลเรื่องนี้ทั้งสิ้น โอกาสที่ทุนต่างประเทศจะเข้ามาเติมเงินให้ระบบก็เหลือน้อยมาก เศรษฐกิจเราก็โตยาก

การควบคุมที่เข้มงวดจากธนาคารแห่งประเทศไทยนี่เอง ที่เลยเถิดไปถึงการบริหารค่าเงิน ที่ทำให้เงินบาทแข็งต่อเนื่องมาเป็นสิบปี การท่องเที่ยวและส่งออกที่เคยเป็นความหวังในการนำเงินเข้ามาเติมในระบบก็ยิ่งริบหรี่ลงไปเรื่อยๆ รัฐบาลเข้ามาจะแก้ก็เข้ามาได้ช่วงสั้นๆ เพราะรัฐธรรมนูญแบบที่มี ไม่อนุญาตให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอยู่ได้นาน ประเทศไทยเราก็ต้องอยู่กับวงจรอุบาทว์ทางเศรษฐกิจนี้ต่อไปอย่างไม่เห็นทางแก้

ภาษีอ่วม 
คนไทยทำงานในไทย หนักเบาแค่ไหนก็ต้องโดนภาษี ซื้อของก็โดนภาษี ขายของก็โดนภาษี คนไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศ ถ้าจะเอาเงินกลับเข้าไทย ก็ต้องโดนภาษี ก็เลยไม่เอาเงินกลับเข้ามาดีกว่า เอาไปเก็บไว้ข้างนอกประเทศ ธนาคารต่างประเทศก็เล่นเป็น เก็บเงินไว้นานให้ผลตอบแทนดีกว่า คนก็เก็บเงินไว้เมืองนอก บินไปต่างประเทศไปใช้เงินที่อยู่นอกประเทศ ซื้อบ้านซื้อรถอยู่ต่างประเทศ เงินในไทยก็ยิ่งร่อยหรอไปอีก

คนไทยจ่ายภาษีเฉลี่ยแล้วต่อหัวต่อ GDP อยู่ที่ประมาณ 17% ของ GDP ซึ่งนับว่าสูงกว่าสิงคโปร์ที่ตัวเลขอยู่ที่ 13.6% ราวกับว่าเศรษฐกิจเราดีกว่าสิงคโปร์ ตัวเลขของเวียดนามใกล้เคียงกับเราที่ 16.8% ก็จริง แต่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2022 ในขณะที่ไทยนั้นเราจ่ายภาษีกันเฉลี่ยอยู่ที่ 14%-15% สมัยนายกทักษิณ (อีกแล้ว) แล้วก็ขึ้นมาเรื่อยๆ จนค่อนข้างนิ่งที่ 17% ไม่มีแนวโน้มลดลง ที่ต้องเก็บภาษีเยอะ เพราะจำนวนข้าราชการต่อหัวประชากรเราเยอะมาก รัฐบาลต้องใช้เงินเยอะ

หนี้เยอะ ทุนน้อย ภาษีอ่วม เป็นเสาหลักสำคัญที่ทำยังไงก็จะกดหัวคนไทยเอาไว้ไม่ให้โงหัวขึ้นมาได้ เลือกตั้งครั้งหน้าอาสามาเป็นรัฐบาลใหม่ ก็ต้องตอบตรงนี้ให้ได้ว่าจะแก้อย่างไร ไม่ตอบข้อใดข้อหนึ่ง ผมก็ถือว่าปัญหาหลักเศรษฐกิจไม่มีทางแก้ได้ 

หลักฐานตามประวัติศาสตร์มันชี้ชัดว่ามีคนเดียวที่แก้ได้ และตอนนี้แกต้องไปนอนอยู่ในคุกด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ประเทศนี้มันน่าเศร้าแท้ 

#สงสารประเทศไทย

‘สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์’ สืบสานพระราชปณิธาน “พระพันปีหลวง” อนุรักษ์-เผยแพร่ความรู้พรรณพฤกษชาติไทย ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้คุณค่าของพรรณไม้ไทย .

สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ (Queen Sirikit Botanic Garden) ตั้งอยู่ที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่กว่า 6,500 ไร่ ท่ามกลางผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสวนพฤกษศาสตร์ พ.ศ. 2535 โดยมีสถานภาพเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่ในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี

ปี 2537 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานพระราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามเป็นชื่อสวนว่า สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

นับแต่นั้นเป็นต้นมา สวนพฤกษศาสตร์ฯ แห่งนี้ได้ทำหน้าที่ สืบสานพระราชปณิธาน ในการอนุรักษ์และเผยแพร่คุณค่าพรรณพฤกษชาติไทยให้คงอยู่คู่แผ่นดิน งดงามตามธรรมชาติ มีความหลากหลายทางชีวภาพ ในบรรยากาศที่ร่มรื่น

วันที่ 8 เมษายน 2539 เสด็จฯ เปิดสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2540 เสด็จฯ ทอดพระเนตรแปลงพรรณไม้วงศ์กล้วย ปาล์ม บอน เฟิร์น ขิงข่า

วันที่ 29 มกราคม 2541 เสด็จฯ ทอดพระเนตรกล้วยไม้ไทย เส้นทางสวนหิน น้ำตกแม่สาน้อย

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 เสด็จฯ ทอดพระเนตรพรรณไม้ เส้นทางวัลยชาติ

วันที่ 30 มกราคม 2543 เสด็จฯ ทอดพระเนตรพรรณไม้ พืชสมุนไพรไทย เส้นทางวัลยชาติ

วันที่ 30 มกราคม 2544 เสด็จฯ พร้อมด้วย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปลูกต้นเอื้องแซะหลวง พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตัดริบบิ้นเปิดกลุ่มอาคารเรือนกระจกเฉลิมพระเกียรติ

วันที่ 31 มกราคม 2545 เสด็จฯ ทอดพระเนตรพรรณไม้ในเรือนกระจกเฉลิมพระเกียรติ ทรงปลูกต้นต๋าว (ลูกชิด) ในเรือนป่าดิบชื้น

วันที่ 1 มีนาคม 2547 เสด็จฯ ทอดพระเนตรนิทรรศการพันธุ์กล้วยไม้ไทย พืชกินแมลง และเฟิร์นในเรือนกระจกเฉลิมพระเกียรติ

วันที่ 27 มกราคม 2549 เสด็จฯ ทอดพระเนตรการอนุรักษ์กล้วยไม้ไทย ณ เรือนกล้วยไม้

ปัจจุบัน สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ยังคงดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ ค้นคว้า วิจัย และเผยแพร่ความรู้ด้านพฤกษศาสตร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้คุณค่าของพรรณไม้ไทย และเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างยั่งยืน ภายใต้สังกัดองค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

จุดที่น่าสนใจภายในสวนพฤกษศาสตร์ฯ มี 4 จุดหลัก ได้แก่ กลุ่มอาคารเรือนกระจก (Plant Conservatories) / เส้นทางศึกษาธรรมชาติเหนือเรือนยอดไม้ (Canopy walkway) / พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ (Natural Science Museum) / น้ำตกแม่สาน้อย (Mae Sa Noi Waterfall) 

กลุ่มอาคารเรือนกระจก (Plant Conservatories) เป็นกลุ่มอาคารเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย รวบรวมและจัดแสดงพรรณไม้ที่โดดเด่น หายาก ใกล้สูญพันธุ์จากหลากหลายระบบนิเวศ จำลองบรรยากาศให้คล้ายกับที่พืชอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ชมนาฬิกาดอกไม้เรืองแสงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 8 เมตร ปลูกไม้ดอกไม้ประดับตามฤดูกาลในหน้าปัดของนาฬิกา 

เรือนป่าดิบชื้น (Tropical Rainforests) เป็นโรงเรือนที่ใหญ่ที่สุด จัดแสดงสภาพป่าและพรรณไม้ในป่าดิบชื้น พืชเฉพาะถิ่น พืชหายากทางภาคใต้ อาทิ เถาใบสีทอง, ปาล์มเจ้าเมืองตรัง ปาล์มเจ้าเมืองถลาง, ปาล์มบังสูรย์, กะทือพิลาส, หมากแดง, กล้วยศรีนรา และดาหลาขาว

บรรยากาศชุ่มชื้นสูงด้วยระบบไอน้ำพ่นฝอยอัตโนมัติ เพื่อให้มีความชื้นทั่วถึงทุกจุด ปรับภูมิทัศน์ด้วยน้ำตกและถ้ำ มีทางเดินยกระดับ สามารถเดินชมเรือนยอดพรรณไม้จากมุมสูงได้อย่างทั่วถึง

เรือนกล้วยไม้และเฟิร์น (Orchids and Ferns) จัดแสดงกล้วยไม้ไทย กล้วยไม้ลูกผสม เช่น ว่านเพชรหึง (ว่านหางช้าง) กล้วยไม้ที่มีลำต้นใหญ่ที่สุดในโลก, วนิลา กล้วยไม้ที่มีลำต้นยาวที่สุดในโลก ฝักมีกลิ่นหอม ใช้ทำขนมหรือไอศกรีม

และกล้วยไม้ลูกผสมหลากหลายสายพันธุ์ อาทิ กล้วยไม้ลูกผสมสกุลหวาย (Dendrobium sp.) สกุลแวนด้า (Vanda sp.) สกุลอิพิเดนดรัม (Epidendrum sp.) ด้านล่างเป็นเฟิร์นนานาชนิด อาทิ เฟิร์นกีบแรด เฟิร์นแม่ลูกอ่อน เฟิร์นก้านดำ เฟิร์นชายผ้าสีดา 

เรือนพืชทนแล้ง (Arid Plants) ความมหัศจรรย์ของพืชที่มีการปรับตัวให้อยู่ในสภาพแห้งแล้งได้ ประกอบด้วยพืชกลุ่มกระบองเพชร พืชอวบน้ำ มีรูปร่างแปลกตา ดอกกระบองเพชรหลากหลายสีสัน พืชอวบน้ำต่าง ๆ อาทิ กุหลาบหิน ว่านหางจระเข้ และป่านศรนารายณ์ ชนิดต่าง ๆ และพืชที่หาดูยากจากเกาะมาดากัสการ์ 

เรือนสับปะรดสี (Bromeliads) รวบรวมพืชกลุ่มสับปะรดสีหลากหลายสายพันธุ์ ที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกา ลักษณะใบมีลวดลายและสีสันสวยงาม นิยมปลูกเป็นพืชประดับตกแต่งสวน

เรือนพฤกษศาสตร์พื้นบ้าน (Ethnobotany) ตัวอย่างภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ใช้ประโยชน์จากพืชพื้นบ้านและสมุนไพร จาก 5 กลุ่มชาติพันธุ์ ได้แก่ ม้ง ไทใหญ่ ลัวะ กะเหรี่ยง ไท-ยวน 

เส้นทางศึกษาธรรมชาติเหนือเรือนยอดไม้ (Canopy walkway) โครงสร้างเหล็กกล้า เส้นทางเดินระยะทาง 500 เมตร สูงเหนือพื้นดินกว่า 20 เมตร ชมธรรมชาติป่าเขาที่มีทัศนียภาพสวยงาม มีป้ายสื่อความหมายของพรรณไม้และสัตว์บางชนิดที่อาจพบเจอระหว่างทางเดิน

สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ตั้งอยู่เลขที่ 100 หมู่ที่ 9 ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ (https://maps.app.goo.gl/aautUhwTEE5mMhsj9) เปิดทุกวัน เวลา 08.30-17.00 น. (ตรวจสอบเวลาเปิด–ปิดล่าสุดจากเว็บไซต์/เฟซบุ๊กก่อนเดินทาง)

ค่าเข้าชม (รวมค่าเข้าเส้นทางศึกษาธรรมชาติเหนือเรือนยอดไม้ :Canopy walkway ไว้แล้ว)
ชาวไทย ผู้ใหญ่ 50 บาท / นักเรียน นักศึกษา 20 บาท / เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี - ผู้สูงอายุ - ผู้พิการ - ภิกษุสงฆ์ ไม่เสียค่าเข้าชม / ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 150 บาท / เด็ก 100 บาท / รถยนต์ คันละ 100 บาท (อัตราค่าเข้าชมอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบจากช่องทางทางการอีกครั้ง)

การเดินทาง
รถยนต์ : ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ ประมาณ 25 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 (เชียงใหม่-แม่ริม) จนถึงสามแยกแม่ริม ให้เลี้ยวซ้ายเข้าใช้ทางหลวงหมายเลข 1096 (แม่ริม-สะเมิง) ตรงไปประมาณ 12 กิโลเมตร จะพบสวนพฤกษศาสตร์ฯ ตั้งอยู่ริมถนนทางซ้ายมือ

รถโดยสารประจำทาง: มีรถสองแถว (สีเหลือง) สายเชียงใหม่-สะเมิง-เชียงใหม่ ให้บริการจากสถานีขนส่งผู้โดยสารช้างเผือก ผ่านสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ สุดสายที่อำเภอสะเมิง รถออกทุก 1 ชั่วโมง เวลา 08.00-17.00 น. ขากลับเข้าเมืองเชียงใหม่ มาโบกรถโดยสารได้ที่ริมถนนฝั่งตรงข้ามทางเข้าสวนพฤกษศาสตร์ฯ

ข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 08 0009 9433 (ในวันและเวลาราชการ)

เว็บไซต์: https://botanic.qsbg.org

เฟซบุ๊ก: สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

อ้างอิง : ข่าวสารท่องเที่ยว ททท.

 

18 พ.ย. ชี้ชะตาตั๋วเอเชียนคัพ 2027 ไทยห้ามสะดุด เสี่ยงหลุดแชมป์กลุ่ม D 'ฮัดสัน' สั่งลุย ขอเก็บชัยกลับบ้าน แนวรับ-ความคมโดนทดสอบเสียงเชียร์เจ้าถิ่น

(18 พ.ย. 68) ศึกเอเชียนคัพ 2027 รอบคัดเลือกกลุ่ม D เดินทางถึงจุดเดือด เมื่อ 'ทีมชาติไทย' ต้องบุกเยือน 'ศรีลังกา' ที่โคลอมโบ เรซคอร์ส สเตเดียม ในเกมที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนชี้ชะตาการลุ้นเข้ารอบสุดท้ายของทั้งสองทีมโดยตรง เกมนี้จะเล่นในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เวลา 17.15 น. ตามเวลาประเทศไทย ที่สนามโคลอมโบ เรซคอร์ส สเตเดียม ใจกลางกรุงโคลอมโบ ประเทศศรีลังกา

สถานการณ์ล่าสุด 'ไทย' กับ 'เติร์กเมนิสถาน' มีแต้มเท่ากันที่ 9 คะแนนหลัง 4 นัด ขณะที่เจ้าถิ่นศรีลังกามี 6 แต้ม หากหวังไต่ขึ้นมาเท่าไทยต้องชนะเท่านั้น โดยศรีลังกาต้องการสกอร์มากกว่า 1-0 เพราะเลกแรกเคยแพ้ที่ราชมังคลาฯ ส่วนไทยจำเป็นต้องคว้าชัยเพื่อกุมความได้เปรียบก่อนลุยนัดสุดท้าย หากเสมอหรือแพ้แชมป์กลุ่มอาจหลุดมือและยังกระทบคะแนนแรงกิ้งฟีฟ่าอีกด้วย

ด้าน 'แอนโธนี ฮัดสัน' กุนซือ 'ช้างศึก' เผยเป้าหมายชัด: “ง่ายมาก คือเก็บชัยชนะกลับบ้านให้ได้” แม้ศุภชัย ใจเด็ดและเควิน ดีรมรัมย์จะเจ็บจนต้องถอนตัว แต่มั่นใจพลังลูกทีมจะสู้ศรีลังกาได้ ผลงานอุ่นเครื่องชนะ 'สิงคโปร์' 3-2 ยังชี้ว่าระบบรุกไทยเริ่มลงตัวแม้แนวรับยังต้องจูน

ศรีลังกาเดินเกมปลุกกระแสเต็มที่ แจกตั๋วฟรีหวังให้ความจุ 10,000 คนในสนามเต็ม เสียงเชียร์และแรงกดดันนี้จะเป็นบททดสอบจิตใจแข้งไทย พร้อมจุดเปลี่ยนเกม เฉพาะเมื่อไทยยังจบสกอร์ไม่เฉียบและยังมีจุดเปราะบางหลังบ้าน หากต้านแรงกดดัน-เกมสวนกลับเจ้าถิ่นไม่ได้อาจเสี่ยงผลลัพธ์ไม่คาดคิด

แมตช์นี้จึงถือเป็น “เกมชีวิต” ของศรีลังกาและศึกเดิมพันอนาคต 'ช้างศึก' ในเส้นทางสู่เอเชียนคัพปี 2027 ที่ยังเปิดกว้างสำหรับทุกความเป็นไปได้

ผู้ว่าฯ กปน. ลงพื้นที่นนทบุรี มอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ย้ำ!! คุณภาพน้ำในพื้นที่ยังใช้งานได้ปกติ พร้อมจัด จนท.ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

(11 พ.ย.68) นางสาวสุวรา ทวิชศรี ผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) พร้อมด้วยนายสุเทพ เอื้อปกรณ์ รองผู้ว่าการ กปน. นำคณะผู้บริหาร และพนักงาน กปน. ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ให้บริการของ กปน. โดยได้ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยในชุมชนบ้านตลาดขวัญ (ซอยนนทบุรี 7) ชุมชนซอยสงวนเงิน และชุมชนมัสยิดบ้านตลาดขวัญ (ซอยนนทบุรี 11)

ทั้งนี้ กปน. ได้ตรวจสอบระบบประปาในพื้นที่ และยืนยันว่ายังคงใช้งานได้ตามปกติ ทั้งคุณภาพและแรงดันน้ำ พร้อมให้คำแนะนำในการดูแลระบบประปาภายในบ้าน และจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อให้บริการน้ำประปาแก่ประชาชนได้อย่างปลอดภัย และทั่วถึงอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบาย “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ของกระทรวงมหาดไทย และความห่วงใยจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ทุกครอบครัวสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

ศาลแขวงระยอง อัพสกิล เปิดอบรมผู้ประนีประนอม เสริมทักษะไกล่เกลี่ย – การสื่อสาร สานนโยบาย “คุณธรรมนำทาง สร้างศรัทธา” พร้อมเผยสถิติปีนี้ไกล่เกลี่ยสำเร็จกว่า 90%

ศาลแขวงระยอง เชิญ “สุริยัณห์”โฆษกศาลบรรยายเพิ่มเทคนิคไกล่เกลี่ยผู้ประนีประนอม ชื่นชมทีมงานคุณภาพไกล่เกลี่ยสำเร็จเกิน 90% คู่พิพาทเดินเคียงคู่กันได้ในสังคม

(18 พ.ย. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวงศนันท์ วิวัฒน์วานิช ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเเขวงระยอง เป็นประธานเปิดโครงการ “เพิ่มศักยภาพผู้ประนีประนอมประจำศาลแขวงระยอง” เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ที่โรงแรมโกลเด้น ซิตี้ ระยอง จังหวัดระยอง โดยมีผู้ร่วมอบรมเป็นผู้ประนีประนอม47คนและ เจ้าหน้าที่ศาล 12 คนรวมเป็น 69 คน ซึ่งเป็นไป ตามนโยบาย “คุณธรรมนําทาง สร้างศรัทธา พัฒนาคุณภาพ ” ของนายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ที่ส่งถึงศาลทั่วประเทศเมื่อครั้งขึ้นรับตำแหน่ง เพื่อเป็นการสนองนโยบายด้านการพัฒนาคุณภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการระงับข้อพิพาททางเลือกอย่างมีประสิทธิภาพ การไกล่เกลี่ย ด้วยความรวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย และพึงพอใจทุกฝ่าย ซึ่งผู้ประนีประนอมเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทร่วมกับศาลยุติธรรม ต้องใช้ศาสตร์และศิลป์

โดยมีการเชิญ นายสุริยัณห์ หงษ์วิไลหรือ ‘โฆษกกุ้ง’ โฆษกศาลยุติธรรม เเละทีมวิทยากรคุณภาพมาให้ความรู้หัวข้อ ”เทคนิคการสื่อสารเพื่อการทำงานร่วมกัน“ เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประนีประนอมประจำศาลแขวงระยอง

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรมกล่าวว่า ผู้ประนีประนอมคือคนทําหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาททั้งก่อนฟ้องและหลังฟ้อง ที่ขึ้นทะเบียนกับศาลยุติธรรม ท่านเหล่านี้ถือเป็นผู้เสียสละที่ผ่านกระบวนการอบรมคัดเลือกจนได้รับการแต่งตั้ง ทำหน้าที่ค้นหาความต้องการที่แท้จริงทั้ง 2 ฝ่ายแล้วตกลงให้ได้ข้อยุติด้วยตัวเขาเอง การจัดอบรมหลักสูตร นี้ถือเป็นดําริที่ยอดเยี่ยมของ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงระยอง

เพราะนอกเหนือในแง่ความรู้ ทักษะการสื่อสารคือหัวใจสําคัญการทําหน้าที่ไกล่เกลี่ย ถ้าท่านมีทักษะไกล่เกลี่ยที่ดี จะสามารถเข้าใจเรื่องการพูดคุยหาทางออกกับคู่พิพาท ทำให้การระงับข้อพิพาทเป็นไปได้ดีขึ้น ประโยชน์จะตกกับประชาชนที่มีข้อพิพาทเป็นไปอย่างราบรื่น ด้านประสิทธิภาพ

ดูได้จากสถิติของศาลเเขวงระยองที่ปีนี้มีคดี 1.8 -2 หมื่นเรื่อง เเบ่งเป็นเเพ่งเเละอาญา ในส่วนคดีแพ่งเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยประมาณ 2 พันกว่าคดี เราไกล่เกลี่ยสําเร็จถึง 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นการทํางานที่มีประสิทธิภาพของผู้ประนีประนอมของศาลแขวงระยองที่ช่วยระงับข้อพิพาท ทําให้คดีเข้าสู่กระบวนพิจารณาของศาลลดลงไป ซึ่งหัวใจสําคัญคือคู่พิพาทจะสามารถเดินเคียงคู่กันได้ในสังคม สอดคล้องกับนโยบายประธานศาลฎีกาก็คือการสร้างกระบวนการระงับข้อพิพาททางเลือก โดยเฉพาะการไกล่เกลี่ยเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ผู้ขับเคลื่อนงานกำกับโรงงานไทย ยกระดับระบบมาตรฐาน-ความปลอดภัย วางรากฐานอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เป็นหน่วยงานระดับกรมในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม มีภารกิจสำคัญในการ “บริหาร จัดการ และกำกับดูแลธุรกิจอุตสาหกรรม” ให้เดินหน้าไปพร้อมกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย สุขอนามัย และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศด้วย

ในบริบทที่ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องเผชิญความท้าทายทั้งด้านมลพิษ กากของเสียอันตราย และการแข่งขันระดับโลก การได้ “พรยศ กลั่นกรอง” มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม จึงถือเป็นจังหวะสำคัญของการยกระดับการกำกับดูแลอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวไปสู่ความยั่งยืนอย่างจริงจัง

พื้นฐานด้านการศึกษาของพรยศ กลั่นกรอง สะท้อนภาพ “นักเทคนิคที่เข้าใจทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม” เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาอุตสาหการ จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อด้วยวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรภาษาอังกฤษ) ด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับอนุปริญญา (Diploma) ด้าน Risk Assessment for Environmental Chemicals in Factory จาก University of Kobe ประเทศญี่ปุ่น 

นอกจากนี้ เขายังผ่านหลักสูตรสำคัญระดับสูง เช่น วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 67 และหลักสูตรนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง (นยปส.) รุ่นที่ 15 ของสำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนงานเชิงยุทธศาสตร์ และการบริหารด้วยหลักธรรมาภิบาลในตำแหน่งอธิบดี

ตลอดเส้นทางราชการในกรมโรงงานอุตสาหกรรม พรยศเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายด้าน ทั้งสายเทคนิคและสายกำกับดูแล เช่น ผู้อำนวยการสำนักงานทะเบียนเครื่องจักรกลาง และผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบมาตรฐานงานกำกับโรงงาน ซึ่งเป็นหน่วยงานหัวใจในการกำหนดมาตรฐานการกำกับโรงงานและงานทะเบียนเครื่องจักรของประเทศ 

ไม่เพียงเท่านั้น เขายังมีบทบาทในคณะกรรมการระดับชาติหลายชุด เช่น การกำกับโครงการบริหารจัดการท่าเทียบเรือสาธารณะสำหรับสินค้าเหลว และการกำหนดแนวทางจัดตั้งองค์การมหาชนรองรับศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ สะท้อนความเชี่ยวชาญทั้งด้านนโยบายอุตสาหกรรม มาตรฐาน ความปลอดภัย และระบบโลจิสติกส์ของภาคการผลิต 

ล่าสุดเขายังได้รับเกียรติเป็น “ศิษย์เก่าดีเด่น ผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ตอกย้ำภาพผู้นำภาครัฐรุ่นใหม่ที่มีผลงานเป็นรูปธรรมต่อสังคมและประเทศ

เมื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเป็นทางการในปี 2567 ภายใต้มติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบให้เลื่อนจากรองอธิบดีขึ้นมานั่งเก้าอี้อธิบดี พรยศต้องรับ “ภารกิจร้อน” ทันที คือการปราบปรามขบวนการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม และจัดการ “โรงงานเถื่อน” ที่สร้างผลกระทบต่อชุมชน เขาผลักดันแนวนโยบาย “ตรวจสุดซอย” เพื่อลงไปตรวจโรงงานเชิงลึกทั้งเรื่องเครื่องจักร สิ่งแวดล้อม การจัดการสารเคมีและกากอุตสาหกรรม โดยย้ำหลักว่า “ไม่ปลอดภัย ไม่อนุญาต” และประกาศชัดว่าจะดำเนินการอย่างเฉียบขาดกับผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการทำผิดกฎหมาย ไม่เกรงกลัวต่อผู้มีอิทธิพลใด ๆ

แนวทางนี้เชื่อมโยงกับนโยบาย “สู้ เซฟ สร้าง” ของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งสู้กับผู้ทำผิดกฎหมาย คุ้มครองผู้ประกอบการที่ดี และสร้างอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกไปพร้อมกัน 

ในด้านการบริหารเชิงระบบ พรยศเป็นอธิบดีที่ให้ความสำคัญกับ “ดิจิทัล–โปร่งใส–ทำงานเป็นทีม” เขามอบนโยบายให้กรมโรงงานฯ และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) ทำงานอย่างเป็นเอกภาพ ทั้งในเรื่องการอนุญาตและกำกับดูแลโรงงาน โดยผลักดันการใช้ระบบ E-License ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน ให้งานอนุญาตโรงงานรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้ พร้อมจัดสรรงบประมาณกว่า 300 ล้านบาทเพื่อจัดการกากอุตสาหกรรมตกค้างในพื้นที่เสี่ยง และฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน 

ในขณะเดียวกันเขายังเดินหน้าพัฒนาระบบดิจิทัลติดตามการเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรมแบบ Real Time ร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ผ่านระบบอนุมัติ–อนุญาต กอ.1 ที่เชื่อมโยงข้อมูลกันแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ เพื่อลดช่องว่างการลักลอบทิ้งของเสียและอำนวยความสะดวกผู้ประกอบการในเวลาเดียวกัน 

นอกจากนี้ในฝั่ง “เซฟผู้ประกอบการ” เขายังสนับสนุนโครงการเร่งรัดจดทะเบียนเครื่องจักรให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่กว่า 1,300 เครื่อง ช่วยเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และยกระดับความปลอดภัยของโรงงานขนาดกลางและขนาดเล็กทั่วประเทศ

อีกด้านหนึ่ง พรยศยังผลักดันประเด็นเศรษฐกิจสีเขียวและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในภาคอุตสาหกรรม ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น การยกระดับการใช้หม้อน้ำในโรงงานสู่ “หม้อน้ำสีเขียว (Green Boiler)” เพื่อลดการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอนสุทธิ รวมถึงการนำแนวคิด BCG Model มาใช้ในโรงงานต้นแบบ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเติบโตอย่างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และชุมชนรอบข้าง

ภาพของกรมโรงงานอุตสาหกรรมในยุคอธิบดีพรยศจึงไม่ใช่แค่ “หน่วยงานอนุญาตโรงงาน” แต่เป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไทยไปสู่มาตรฐานสากลและความยั่งยืนอย่างจริงจัง

เมื่อมองภาพรวมทั้งประวัติการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และผลงานเชิงนโยบาย จะเห็นได้ว่า “พรยศ กลั่นกรอง” คือผู้นำภาครัฐรุ่นใหม่ที่ผสมผสานความรู้ด้านวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาลเข้าด้วยกันอย่างลงตัว 

เขาไม่เพียงทำหน้าที่ “ผู้กำกับดูแลโรงงาน” แต่ยังทำหน้าที่ “ผู้ออกแบบอนาคตอุตสาหกรรมไทย” ให้เติบโตภายใต้กรอบกฎหมายที่เข้มแข็ง โปร่งใส และคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อุตสาหกรรมเป็นศูนย์กลาง การเดินหน้าปราบลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม การใช้ดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพงานกำกับ และการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว คือผลงานที่ทำให้ชื่อของพรยศ กลั่นกรอง ถูกมองว่าเป็นอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมที่มีทั้งวิสัยทัศน์ ความกล้า และความน่าเชื่อถือ เป็นผู้นำที่ประชาชนสามารถฝากความหวังในการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยให้ “เติบโตได้–ปลอดภัยได้–อยู่ร่วมกับสังคมได้” ในระยะยาวอย่างแท้จริง
 

อย. x E-Marketplace ปิดช่องขายผลิตภัณฑ์สุขภาพผิด กม. ในออนไลน์ ดึง “เทคโนโลยี-เอไอ” คุมเข้มโฆษณา-ร้านค้าฝ่าฝืน พร้อมขยายตลาดผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนไทยสู่สากล ยกระดับมาตรฐานควบคู่เศรษฐกิจสุขภาพเติบโตยั่งยืน

เมื่อวานนี้ (17 พ.ย. 68) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการ อย. และ คณะผู้บริหารจาก 4 แพลตฟอร์มอี-มาร์เก็ตเพลส ได้แก่ LAZADA, SHOPEE, LINE MAN และ GRAB เปิดงาน "อย. Connect Marketplace"

พร้อม MOU ร่วมขับเคลื่อนด้านการป้องกันการโฆษณาและการลักลอบขายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตในแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพคนไทยทุกมิติ และด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจสุขภาพ ขยายโอกาสทางการตลาดให้แก่ผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนที่ผลิตโดยคนไทย ผ่านช่องทางการจำหน่ายบนแพลตฟอร์ม E-Marketplace สู่ตลาดโลก ภายใต้แนวคิด "From Local to Global"

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซ ใน 2 ด้านหลัก คือ ด้านการป้องกันการโฆษณาและการลักลอบขายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตในแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพคนไทยทุกมิติ และด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจสุขภาพ

พร้อมขยายโอกาสทางการตลาดให้แก่ผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนที่ผลิตโดยคนไทยโดยนำเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมาแก้ไขปัญหาสินค้าที่ละเมิดกฎหมายและสนับสนุนผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากชุมชนด้วยโดยความร่วมมือครั้งนี้ทำได้ทันทีเนื่องจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่มีความพร้อมอยู่แล้ว

ด้าน ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า นอกจากการขยายช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนบนแพลตฟอร์มอี-มาร์เก็ตเพลส แล้ว อย.ได้จัดทำเว็บไซต์รวมข้อมูลผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนทั่วประเทศ พร้อมระบบส่งต่อข้อมูลไปยังแพลตฟอร์ม อี-มาร์เก็ตเพลสต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้จัดหมวดหมู่สินค้าให้ง่ายต่อการค้นหามากยิ่งขึ้น รวมถึงประสานแพลตฟอร์มจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายด้วย 

สำหรับการยกระดับความปลอดภัยให้ผู้บริโภคนั้น อย.ร่วมกับแพลตฟอร์มดิจิทัลจัดทำระบบรับ-ส่ง ข้อมูลการอนุญาตผลิตภัณฑ์สุขภาพด้วยส่วนต่อประสานโปรแกรมประยุกต์ เช่น ชื่อผลิตภัณฑ์ เลข อย. สถานะของผลิตภัณฑ์ เพื่อใช้ในการจัดทำระบบป้องกันมิให้ร้านค้าลักลอบวางขายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ได้รับอนุญาต และจัดส่งบัญชีดำรายการสินค้าและข้อความโฆษณาผิดกฎหมายให้แก่แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อนำไปใช้พัฒนาระบบเอไอให้สามารถตรวจจับและปิดกั้นการขายผลิตภัณฑ์และการโฆษณาที่ผิดกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ บรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ของความร่วมมือ

ทั้งนี้ สำหรับความร่วมมือระหว่างอย.และ 4 มาร์เก็ตเพลสนั้นส่งผลให้เกิดความปลอดภัยกับผู้บริโภค อาทิ มาตรการด้านการป้องกันการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมาย โดยมีการห้ามร้านค้าออนไลน์ขายผลิตภัณฑ์สุขภาพต้องห้าม เช่น ยา ยาเสพติด วัตถุออกฤทธิ์ ผลิตภัณฑ์หรือโฆษณาที่ไม่ได้รับอนุญาต

นอกจากนี้ยังมาตรการลงโทษร้านค้าเมื่อทำผิดกฎและชดเชยให้ผู้บริโภค มีการระงับสินค้าผิดกฎหมาย และมีมาตรการด้านการส่งเสริมผู้ประกอบการ ทั้ง 4 แพลตฟอร์มในการให้ความรู้กับผู้ขายเพื่อปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย เป็นต้น

‘อ.เจษฎา’ ตั้งคำถามกรณีดราม่า ‘แจ็กแปปโฮ’ ปีนหลังคารถ–ถอดเสื้อเต้นหน้าร้านลอว์สัน จุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิ 10 ล้านวิว คิดเป็นเงินหลายหมื่นบาท แต่แลกกับชื่อเสียงคนไทยคุ้มกันมั้ย?

จากกรณี “แจ็กแปปโฮ” อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง เจ้าของเฟซบุ๊ก ‘สวัสดีครับผมแจ็กแปปโฮ’ โพสต์คลิปวิดีโอถอดเสื้อขึ้นไปเต้นบนหลังคารถ บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อ ลอว์สัน สาขา จ.ยามานาชิ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมที่มีภูเขาไฟฟูจิ สัญลักษณ์สำคัญของญี่ปุ่นเป็นฉากหลัง จนเกิดดราม่ากระแสโซเชียวทัวร์ลงอย่างหนักนั้น..

ล่าสุด รศ.ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ตอนนี้ มีคนดูโพสต์เต้น 10 กว่าล้านวิวแล้ว คิดเป็นเงินก็หลายหมื่นบาทอยู่ แต่แลกกับชื่อเสียงคนไทยทั้งประเทศ คุ้มกันมั้ยครับ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top