Sunday, 7 June 2026
NEWS FEED

เปิดรายละเอียด ฉลองพระองค์ราชินี เสด็จเยือนจีน สง่างามเหนือคำบรรยาย ด้วยความเป็นสากลของผ้าไทย ‘จากไหมเปลือก 6 เส้น’ ผสานงานทอวิจิตร

(17 พ.ย. 68) เพจ “สเตตุ๊ด” ของเจ๊กอล์ฟสเตตุ๊ด ครีเอเตอร์สายวัฒนธรรมไทย เล่ารายละเอียดหนึ่งในฉลองพระองค์ สมเด็จพระราชินีสุทิดา เสด็จเยือนจีน ซึ่งเป็นฉลองพระองค์จากผ้าไหมเปลือก 6 เส้น ที่หลายคนและสำนักข่าวจีนยกให้ “งดงามดุจจันทรา” โดยดีไซเนอร์ชื่อดัง ทิม-พิสิษฐ์ ศิริเหมะรัตน์ 

ฉลองพระองค์ ผ้าไหมเปลือก 6 เส้น เดรสยาวห่มเครปไหมเปลือก ชายครุยธรรมชาติ ดั่งทรงสะพัก ประดับพระเข็มกลัดจันทร์เสี้ยวดั่ง “ราชินีจันทรา”

​เข้าใจความพิเศษของฉลองพระองค์ชุดนี้ ต้องเข้าใจเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ในเส้นใยไหมไทยก่อนค่ะ...​ไหมไทยไม่ได้มีแค่แบบเดียว! ใยไหมจากรังไหมหนึ่งรัง ถูกแบ่งออกเป็น 3 คุณภาพหลัก ซึ่งกำหนดทั้งความหนาและความเงางาม

​ไหมเปลือก / ไหมหลืบ (ไหมสาม): คือเส้นใยที่อยู่ ชั้นนอกสุด ของรังไหม มีความหยาบ เส้นใหญ่ มีปมธร รมชาติ (ขี้ไหม) เป็นเสน่ห์ที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ไหม 1 เส้นจากส่วนนี้ หนาที่สุด

​ไหมเครือ / ไหมสอง: คือเส้นใย ชั้นกลาง และเป็นไหมมาตรฐานที่ใช้กันมากที่สุด มีความยาวสม่ำเสมอและเงางามปานกลาง ทำให้ไหม 1 เส้นจากส่วนนี้ หนาพอดี

​ไหมน้อย / ไหมจุล: คือเส้นใยที่อยู่ ชั้นในสุด ใกล้ตัวดักแด้ที่สุด มีคุณภาพดีที่สุด เล็ก บางเบา และเงางามที่สุด ทำให้ไหม 1 เส้นจากส่วนนี้ เล็กที่สุด
.
​ความหนาบางของเส้นไหมยังขึ้นอยู่กับ จำนวนรังไหมที่นำมาสาว โดยมีหน่วยวัดมาตรฐานคือ เดเนียร์ (Denier) ตามกำหนดของกรมหม่อนไหม

​ดังนั้น “ผ้าไหมเปลือก 6 เส้น” จึงหมายถึงการนำเส้นไหมที่สาวขึ้นมาจากชั้นนอกสุดของรังไหม (ซึ่งมีความหนา มีปม และมีมิติโดดเด่น) จำนวน 6 เส้น มาตีเกลียวควบรวมกันเป็นเส้นด้ายเพียง 1 เส้น ทำให้ได้เส้นไหมที่มี ความหนามากเป็นพิเศษ และ เส้นใหญ่ เพื่อนำมาทอด้วยเทคนิคเฉพาะ เป็นการดึงเอาเอกลักษณ์และเสน่ห์ของไหมหลืบมาไว้บนผืนผ้าได้อย่างงดงาม

ที่มา : https://www.facebook.com/share/p/1Vssvj2mxy/
 

รายงานข่าวเท็จ (Fake News) กล่าวหาเจ้าหน้าที่ไทย ทำร้ายและล่วงละเมิด ผู้ต้องหาหลบหนีเข้าเมือง

(17 พ.ย. 68) กองทัพเรือชี้แจงว่า จากกรณีสื่อ “สนข.เกาะสันติภาพ” ของกัมพูชา รายงานกล่าวหาเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยทำร้ายร่างกาย ข่มขู่รีดทรัพย์ และล่วงละเมิดแรงงานชาวกัมพูชาที่หลบหนีเข้าเมืองผ่านช่องทางธรรมชาติบริเวณ อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี นั้น กองทัพเรือได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดแล้ว ยืนยันว่าเป็นข้อมูลเท็จ ไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่กองทัพเรือเป็นไปตามกฎหมายไทย มาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล นอกจากนี้การปฏิบัติในการจับกุมเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารได้บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงหลายส่วนและปฏิบัติการร่วมกันเป็นชุด ทั้งนี้ยืนยันว่ากำลังพลทุกนายของฝ่ายไทยปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุภาพ โปร่งใส และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้หลบหนีเข้าเมืองทุกคน ตามหลักสากลที่ได้รับการยอมรับ

ทั้งนี้ กองทัพเรือขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานของรัฐ และขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข่าวลวงที่อาจสร้างความเข้าใจผิดและสร้างความเสียหายโดยไม่จำเป็น

 

เวที The Asset ESG Corporate Awards 2025 จัดโดย The Asset นิตยสารการเงินการลงทุน สะท้อนความสำเร็จด้านการจัดการ และความยั่งยืนขององค์กรในการดำเนินธุรกิจยั่งยืน

(17 พ.ย. 68) บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower (ชื่อย่อหลักทรัพย์: CKP) หนึ่งในผู้นำในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ต่ำที่สุดรายหนึ่ง คว้า 3 รางวัลเกียรติยศ จากเวที The Asset ESG Corporate Awards 2025 ซึ่งจัดขึ้นโดย The Asset นิตยสารด้านการเงินการลงทุนชั้นนำของภูมิภาคเอเชีย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ครอบคลุมทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สังคม บรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ ซึ่งประกอบไปด้วย 

1.รางวัล Gold Award ในกลุ่ม Benchmark Awards จากการประเมินผลด้าน ESG ที่โดดเด่นและยั่งยืน
2.รางวัล Best Investor Relations Team ในกลุ่ม Individual/Team Awards ที่ตอกย้ำความแข็งแกร่งในการสื่อสารและสร้างความเชื่อมั่นกับผู้ลงทุน 
3.รางวัล Best Initiative in Environmental Responsibility ในกลุ่ม Corporate Initiative Awards จากโครงการ Waste to Value หิ่งห้อยเพื่อการอนุรักษ์ ปกป้อง และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมุ่งเปลี่ยนขยะอินทรีย์จากเศษอาหารในโรงไฟฟ้าให้เป็นวัสดุปรับปรุงคุณภาพดินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

ปัจจุบันโครงการได้ขยายผลสู่การส่งเสริมเกษตร พร้อมถ่ายทอดความรู้ให้แก่เยาวชนและสมาชิกในชุมชน โดยมี CKPower เป็นบริษัทไทยเพียงแห่งเดียวที่ได้รับรางวัลนี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นขององค์กรในการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่อุปทาน
 
รางวัล The Asset ESG Corporate Awards 2025 พิจารณาจากการบูรณาการกลยุทธ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เข้ากับการดำเนินธุรกิจ โดยเน้นเจตนารมณ์ ความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล และผลลัพธ์เชิงรูปธรรม รางวัลทั้ง 3 ที่ CKPower ได้รับ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการต่อยอดศักยภาพบุคลากรสู่การพัฒนาสังคมและชุมชนรอบโรงไฟฟ้า อีกทั้งยังตอกย้ำความเชื่อมั่นและการยอมรับในระดับภูมิภาคเอเชีย
 

สานฝันเด็ก ‘โรงเรียนหมอนทองวิทยา’ สำรวจจุดสร้างสนามฟุตบอลแห่งใหม่ วางโปรเจกต์พัฒนากีฬาแบบจัดเต็ม สนับสนุนเยาวชนบนเส้นทางลูกหนังอย่างจริงจัง

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 น.ส.พิมรดาภรณ์ เบญจวรรณ หรือ “พิมรี่พาย” แม่ค้าออนไลน์และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง เดินทางไปยังโรงเรียนหมอนทองวิทยา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อพบปะพูดคุยกับผู้บริหาร ครูผู้ฝึกสอน และนักฟุตบอลเยาวชนของโรงเรียน ท่ามกลางบรรยากาศเป็นกันเองและเต็มไปด้วยความคาดหวังของเด็กๆ และคนในชุมชน

เมื่อเดินทางถึงโรงเรียน พิมรี่พายได้เข้าพบผู้อำนวยการโรงเรียนหมอนทองวิทยา ทีมงานครู และอาจารย์สกล เกลี้ยงประเสริฐ โค้ชผู้พาทีมคว้ารองแชมป์ฟุตบอลนักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7HD โดยได้ร่วมกันหารือแนวทางพัฒนาศักยภาพด้านกีฬา และโอกาสในการสนับสนุนเยาวชนให้เดินหน้าบนเส้นทางฟุตบอลอย่างจริงจัง ซึ่งมีการพูดคุยทั้งเรื่องการฝึกซ้อม การแข่งขัน และการสร้างโอกาสในอนาคต

จากนั้น พิมรี่พายได้ลงพื้นที่สำรวจบริเวณที่จะใช้ก่อสร้างสนามฟุตบอลแห่งใหม่ ซึ่งทางโรงเรียนเสนอให้เป็นโครงการพัฒนาด้านกีฬาในระยะยาว เจ้าหน้าที่โรงเรียนได้อธิบายสภาพพื้นที่ ความต้องการของนักกีฬา และแผนการใช้ประโยชน์หลังสร้างเสร็จ เพื่อให้การออกแบบและก่อสร้างตอบโจทย์การใช้งานของเด็กๆ มากที่สุด โดยพิมรี่พายยังได้นำภาพแบบสนามในฝันมาให้ดู ย้ำว่าจัดเต็มทุกมิติทั้งมาตรฐานและความสวยงาม

ทั้งนี้ บรรยากาศรอบโรงเรียนเต็มไปด้วยความอบอุ่น นักเรียนและชาวบ้านทยอยออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มและเสียงเชียร์ สะท้อนให้เห็นถึงความหวังต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่จะเกิดขึ้นกับโรงเรียนและชุมชน หากสนามฟุตบอลแห่งใหม่นี้สร้างสำเร็จ เด็กๆ จะมีพื้นที่ซ้อมและแข่งขันที่ดีขึ้น ขณะที่คนในพื้นที่ก็มีศูนย์กลางกิจกรรมกีฬาแห่งใหม่ เชื่อมความสามัคคีของชุมชนไปพร้อมกัน



 

สถาบันวิจัยฯ มหาวิทยาลัยนครพนม จับมือกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกบ แปรรูป “ลูกฮวก-กบ” สู่ผลิตภัณฑ์โปรตีนมูลค่าสูง ยกระดับอาชีพ-สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรท้องถิ่น

ม.นครพนม (มนพ.) ส่งเสริมองค์ความรู้และเทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์จาก “ลูกอ๊อดและกบ” ยกระดับอาชีพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกร ภายใต้โครงการ การพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากลูกอ๊อด หรือคนอีสานเรียกว่าลูกฮวก และกบ ครอบคลุมการพัฒนาแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

ทางด้านนางภัทราวดี วงษ์วาศ นักวิจัยสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยนครพนม เปิดเผยว่า โครงการนี้เริ่มจากความต้องการของเกษตรกรกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงกบในพื้นที่อำเภอธาตุพนม ที่ประสบปัญหาผลผลิตลูกอ๊อดล้นตลาดในบางฤดูกาล ส่งผลให้ราคาตกต่ำ จึงเข้ามาปรึกษากับมหาวิทยาลัยนครพนม เพื่อหาทางออกด้วยการ “แปรรูปเพิ่มมูลค่า” ให้กับผลผลิต

“นักวิจัยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้บูรณาการความร่วมมือผ่านแพลตฟอร์มเพิ่มศักยภาพธุรกิจชุมชน (Building Community Enterprise: BCE) ภายใต้คลินิกเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม เพื่อสนับสนุนงบประมาณและองค์ความรู้ให้แก่กลุ่มวิสาหกิจฯ ต่อเนื่องตลอด 3 ปี โดยนอกจากการส่งเสริมด้านการแปรรูปแล้ว ยังครอบคลุมถึงการเลี้ยง การตลาด และการพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้การเพาะเลี้ยงลูกอ๊อดและกบครบวงจร เพื่อเป็นต้นแบบให้กับชุมชนอื่น ๆ” นางภัทราวดี กล่าว

โดยผลิตภัณฑ์แปรรูปจากลูกอ๊อดและกบ ปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากลูกอ๊อด เช่น “ห่อหมกฮวกอบแห้ง” และ “ผงโรยข้าวลูกอ๊อดผสมไข่ผำ” เป็นการผสมผสานวัตถุดิบท้องถิ่นเข้ากับคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งมีโปรตีนสูงจากลูกอ๊อด เหมาะสำหรับผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย

สำหรับผลิตภัณฑ์จากกบ เช่น ไส้กรอกอีสานกบ ไส้อั่วกบ และ น้ำพริกกบ ล้วนได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค โดยล่าสุดยังมีการทดลองพัฒนา น้ำพริกลูกอ๊อด เพื่อขอรับการสนับสนุนในโครงการต่อไป

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยนครพนม ได้ช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับกลุ่มผู้ผลิตในท้องถิ่น เช่น การผลิตห่อหมก ฮวกอบแห้ง ใช้เทคโนโลยีไม่ซับซ้อน แต่มีต้นทุนต่ำ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูง โดยปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของกลุ่มได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP และ อย. แล้ว สามารถเลือกซื้อสินค้าจาก Shoppe/Lazada/TikTok ภายใต้แบรนด์ Baan Hao (บ้านเฮา) และอยู่ระหว่างการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะความร่วมมือกับ มินิบิ๊กซี สปป.ลาว เพื่อรองรับการจำหน่ายสินค้าสู่ตลาดอาเซียน

ราคาผลิตภัณฑ์หลังการแปรรูป สามารถเพิ่มมูลค่าอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมลูกอ๊อดสดจำหน่ายกิโลกรัมละไม่เกิน 200 บาท แต่เมื่อนำมาแปรรูปเพิ่มราคาเป็น 1,000-3,000 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับชนิดของผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ลูกอ๊อดสดยังสามารถเก็บรักษาได้นานถึง 2–3 วัน หากแช่น้ำแข็งหรือใส่ในช่องฟรีสจะเก็บได้นานถึง 1 ปี

นายสันติ สุนีย์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกบนานครพนม เจ้าของสันติฟาร์มฮวก เปิดเผยว่าสืบทอดอาชีพเลี้ยงกบจากครอบครัวที่ทำมากว่า 30 ปี และได้พัฒนาเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ตั้งแต่ปี 2563 โดยเน้นการเลี้ยง การแปรรูป และการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อแก้ไขปัญหาการล้นตลาด และราคาตกต่ำของลูกอ๊อดในอดีต

“เมื่อก่อนชาวบ้านไม่มีตลาดรองรับ ราคาลูกอ๊อดตกต่ำ บางช่วงเหลือเพียง 3 กิโลกรัม 100 บาท เราจึงรวมกลุ่มกันตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน เพื่อกำหนดมาตรฐานราคาและหาช่องทางเพิ่มมูลค่า ต่อมา ม.นครพนม เข้ามาช่วยต่อยอดด้านเทคโนโลยีการแปรรูป การตลาด และการพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์ ทำให้เราสามารถขายลูกอ๊อดแปรรูปได้ราคาสูงขึ้นถึง 1 เท่าตัว และยังสร้างงานให้กับผู้สูงอายุในชุมชน” นายสันติ กล่าว

ปัจจุบัน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกบนานครพนม ยกระดับขึ้นเป็นกลุ่มแปลงใหญ่กบนานครพนม มีสมาชิกกว่า 30 ราย และยังมีเครือข่ายกลุ่มแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรอยู่ที่บ้านดอนแดงหมู่ 8 ต.ธาตุพนมเหนือ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม จำนวน 65 ราย ที่ร่วมจ้างงานบีบไส้ลูกอ๊อดและแปรรูปผลิตภัณฑ์ โดยได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยนครพนมครบวงจร

ตั้งแต่การเลี้ยงกบที่ได้มาตรฐาน (ต้นน้ำ) การแปรรูป (กลางน้ำ) จนถึงการตลาดและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน GMP และ อย. (ปลายน้ำ) ผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP 5 ดาว และยังได้ยกระดับเป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูงของจังหวัดนครพนม รวมถึงการนำระบบ Smart Farm และ IoT เข้ามาใช้ในการเพาะเลี้ยง เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมากยิ่งขึ้น

การส่งเสริมดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของ มหาวิทยาลัยนครพนม ที่มุ่งเน้น “การพัฒนางานวิจัยเพื่อชุมชน สร้างอาชีพที่มั่นคง และยกระดับสินค้าเกษตรของท้องถิ่นสู่ตลาดภูมิภาคและสากลได้อย่างยั่งยืน

ข้อมูลด้านโภชนาการ ระบุว่าลูกอ๊อดดิบ 100 กรัม จะมีโปรตีนประมาณ 11.42 กรัม นอกจากโปรตีนแล้วยังมีสารอาหารอื่น ๆ ด้วย เช่น ไขมัน วิตามินเอ และแร่ธาตุต่างๆ ที่สำคัญ เช่น ฟอสฟอรัส ไอโอดีน เป็นต้น



 

สมุทรปราการ-นักเรียน PWS ผงาด!! คว้าเหรียญทองศึกแห่งศักดิ์ศรี การแข่งขันกีฬานักเรียน เตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพ กระสาเกมส์ ปี 2569

นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา พร้อมด้วย ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ เขต 2 สมัยที่ 25 และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา นำคณะผู้บริหาร 

ประธานสภาเทศบาล คณะสมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ คณะครู เดินทางไปร่วมพิธีปิดการแข่งขัน “ตากสินระยองเกมส์” หรือการแข่งขันกีฬา อปท. ครั้งที่ 40 รอบคัดเลือกระดับภาคตะวันออก ณ สนามกีฬากลางจังหวัดระยอง

โดยทางด้าน นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา และ ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 จังหวัดสมุทรปราการ (สมัยที่ 25)
และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา ได้สนับสนุนและให้ความสำคัญด้านการศึกษามาโดยตลอด


รวมถึงการสนับสนุนส่งเสริมนักเรียนในเขตพื้นที่เทศบาลตำบลแพรกษาให้มีความรู้ ความสามารถในด้านต่างๆ นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้นักเรียนได้มีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขัน ตากสินระยองเกมส์ จ.ระยอง เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ซึ่งเป็นการแข่งขันกีฬานักเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย
รอบคัดเลือกระดับภาคตะวันออก ครั้งที่ 40 ตากสินระยองเกมส์ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 15 พฤศจิกายน 2568


โดยในปี 2569 เทศบาลตำบลแพรกษา เป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬานักเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 41 กระสาเกมส์ 2026 


อย่างไรก็ตาม นักเรียนที่เข้าร่วมการแข่งขัน ทั้งชั้นอนุบาลแพรกษาวิเทศศึกษา โรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา และมัธยมแพรกษาวิเทศศึกษา ก็ได้ประกาศชัยชนะในการแข่งขันระดับภาคตะวันออก นับว่าเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีด้วยการคว้ารางวัลกับมา ประกอบด้วย 7 เหรียญทอง 7 เหรียญเงิน 4 เหรียญทองแดง และเตรียมพร้อมการเป็นเจ้าภาพในปี 2569 ต่อไป “กระสาเกมส์”

 

“พีระพันธุ์” เปิดสำนักงานพรรคสาขาใหม่ หนุน “ชาติชาย” ว่าที่ผู้สมัคร สส.เขต 2 ชูภาพ “พรรคของ DNA คนทำงาน” แก้ค่าครองชีพ พร้อมสานต่อ “โซลาร์เสรี

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ลงพื้นที่ อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี เพื่อทำพิธีเปิดสำนักงานตัวแทนพรรคสาขาจังหวัดอย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดตัว นายชาติชาย ศักดิ์อิสระพงศ์ หรือ “ตั้ม” ในฐานะว่าที่ผู้สมัคร สส.กาญจนบุรี เขต 2 ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของประชาชนในพื้นที่ที่มาร่วมงานหลายร้อยคน

พีระพันธุ์ย้ำว่า รทสช.เป็น “พรรคของคนทำงาน” การเมืองต้องทำเพื่อประชาชน ไม่ใช่เล่นการเมืองเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว พร้อมฝาก “ตั้ม ชาติชาย” ลูกหลานคนกาญจนบุรีซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์การเมือง และตั้งใจลงมาทำงานจริงจัง ขอให้ชาวกาญจนบุรีพิจารณาให้โอกาสเป็นตัวแทนในสภาฯ โดยยืนยันว่าตนเองทำงานการเมืองมากว่า 30 ปี ไม่เคยยึดติดตำแหน่ง แต่มุ่งดูแลปากท้องประชาชนเป็นหลัก

หัวหน้าพรรคยังชูผลงานด้านพลังงานในช่วงที่ผ่านมา ทั้งการลดค่าไฟฟ้าและตรึงราคาแก๊สหุงต้ม พร้อมต่อยอดนโยบายเพื่อเกษตรกรในกาญจนบุรี ผ่าน “เกษตรแปลงใหญ่” ให้รัฐร่วมลงทุนกับกลุ่มเกษตรกร สนับสนุนทุน เทคโนโลยี ปัจจัยการผลิต และตลาด รวมถึงแนวคิดทำปุ๋ยจากแร่โพแทชในประเทศ ลดต้นทุนเกษตร และเดินหน้า “โซลาร์เสรี” พลังงานทดแทน น้ำมันชุมชน และโครงการผลิตไฟฟ้าจากใบอ้อย โดยมี นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค ซึ่งเชี่ยวชาญด้านเกษตร มาช่วยผลักดันให้สำเร็จ

ด้านชาติชาย กล่าวขอบคุณพีระพันธุ์ที่ให้เกียรติมาเปิดสำนักงานพรรคในกาญจนบุรี พร้อมระบุว่าการตัดสินใจเข้าร่วมพรรครวมไทยสร้างชาติ มาจากอุดมการณ์ที่ตรงกัน คืออยากทำงานให้ประชาชน ไม่เน้นเล่นเกมการเมือง โดยตนได้ลงพื้นที่กว่า 200 หมู่บ้านในเขต 2 รับรู้ปัญหาค่าครองชีพและต้นทุนเกษตรที่สูง และหวังจะได้รับโอกาสจากประชาชนเข้าไปแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างจริงจัง



 

ผบ.ตร. ยกย่องชื่นชม “จ.ส.ต.จิรายุ วงษ์บุบผา” คว้าตัวเด็กหญิง รอดจากถูกรถชนบนทางม้าลาย เตรียมมอบรางวัลส่งเสริมตำรวจทำดี

วันนี้ (16 พฤศจิกายน 2568) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีหนังสือยกย่องชื่นชม จ.ส.ต.จิรายุ วงษ์บุบผา อายุ 33 ปี ผบ.หมู่ (ป.) สภ.เมืองสมุทรสงคราม ที่ทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ช่วยนักเรียนหญิงให้ปลอดภัยจากการถูกรถชน ขณะปฏิบัติหน้าที่อำนวยการจราจร จนได้รับเสียงชื่นชมจากประชาชนและสื่อมวลชนยกให้เป็น “ตำรวจฮีโร่” 

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ผบ.ตร. ชื่นชม จ.ส.ต.จิรายุ ฯ ว่าเป็นตำรวจจราจรมืออาชีพ มีไหวพริบปฏิภาณ และมีจิตวิญญาณความเป็นตำรวจ เข้าช่วยเหลือเด็กหญิงได้อย่างทันท่วงที “ตำรวจแบบนี้นี่แหละที่สังคมต้องการ” โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เมื่อช่วงเย็นวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ขณะที่ จ.ส.ต.จิรายุ ฯ กำลังอำนวยความสะดวกการจราจรดูแลความปลอดภัยให้กับนักเรียน ผู้ปกครอง รวมทั้งผู้ใช้รถใช้ถนนบริเวณทางม้าลายหน้าโรงเรียนแห่งหนึ่ง ขณะได้ทำสัญญาณมือส่งสัญญาณให้รถจอดบริเวณทางม้าลาย เพื่อให้เด็กนักเรียนข้ามถนน มีรถยนต์เก๋งคันหนึ่งเคลื่อนตัวกะทันหันฝ่าสัญญาณมือ เกือบจะชนเด็กที่วิ่งข้ามทางม้าลาย ตำรวจนายดังกล่าวหันไปคว้าตัวเด็กไว้อย่างรวดเร็วทำให้ไม่ถูกรถชน ก่อนเรียกรถคันดังกล่าวสอบถาม ซึ่งคนขับแจ้งว่าไม่เห็นสัญญาณมือ จึงเคลื่อนรถออกอย่างรวดเร็วเกือบจะชนเด็กนักเรียน โดยได้ตักเตือนคนขับ ที่ได้แสดงความขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยไม่ได้ดำเนินคดีคนขับ หลังทำการตักเตือนก็ได้ปล่อยให้ขับรถออกไป เพื่อกลับไปทำหน้าที่อำนวยการจราจรที่หน้าโรงเรียนต่อ

พล.ต.ท.ชัยต์พจนฯ กล่าวว่า ผบ.ตร. ยกย่องว่า นี่คือตัวอย่างที่ดีของตำรวจ และสั่งการให้ สำนักงานกำลังพลรวบรวมรายชื่อตำรวจทำดี ช่วยเหลือดูแลประชาชนจนเป็นที่ประจักษ์ รวมถึงกรณีนี้ด้วย มารับมอบเกียรติบัตร ยกย่องชมเชยจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเป็นกำลังใจ ส่งเสริมให้ตำรวจทำดี มีจิตวิญญาณความเป็นตำรวจพิทักษ์สันติราษฎร์เพื่อความสงบสุขของสังคมต่อไป

ใส่ใจสุขภาพพนักงาน “บางกอกแอร์เวย์ส” และ “เจแปนแอร์ไลน์” สองสายการบินระดับโลก สั่งปลดล็อก ให้ลูกเรือใส่รองเท้าผ้าใบบนไฟลต์ได้ เพื่อช่วยลดอาการล้าและบาดเจ็บจากคัทชู

(17 พ.ย. 68) สายการบินเจแปนแอร์ไลน์ (JAL) ประกาศอนุญาตให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน และเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน สามารถใส่รองเท้าผ้าใบระหว่างปฏิบัติงานได้อย่างเป็นทางการ เหตุผลสำคัญคือช่วยลดอาการล้าและอาการบาดเจ็บจากการต้องยืนและเดินเป็นเวลานานในสนามบินและบนเครื่องบิน มาตรการนี้ครอบคลุมพนักงานในเครือราว 14,000 คน โดยกำหนดให้เป็นรองเท้าผ้าใบสีดำล้วน ไม่มีลาย และต้องเข้ากับชุดยูนิฟอร์ม ส่วนยี่ห้อหรือรุ่นเปิดให้เลือกได้ตามสะดวก จากเดิมที่อนุญาตเฉพาะรองเท้าหนัง รองเท้าส้นสูง หรือคัทชูเท่านั้น

แนวโน้มนี้สอดคล้องกับการขยับตัวของสายการบินในไทยอย่างบางกอกแอร์เวย์ส ที่จับมือสปอร์ตแบรนด์ระดับโลก PUMA เปิดตัวรองเท้าผ้าใบคอลเลกชันพิเศษ “Bangkok Airways x PUMA” สำหรับพนักงานบริการส่วนหน้า ทั้งนักบิน แอร์โฮสเตส พนักงานภาคพื้นดิน ไปจนถึงพนักงานสำรองที่นั่งและออกบัตรโดยสาร เพื่อให้ยูนิฟอร์มไม่ได้มีดีแค่ดูสวยหรู แต่ใส่สบาย ทันสมัย และสะท้อนตัวตนของแบรนด์ “Asia’s Boutique Airline” ได้ชัดขึ้น

PUMA มองว่าความร่วมมือนี้เป็นตัวอย่างของเทรนด์ “Collaboration” ที่มากกว่าแค่เอาโลโก้มาวางคู่กัน แต่เป็นการหลอมรวมจุดแข็งของทั้งสองฝั่ง ทั้งเรื่องแฟชั่น กีฬา นวัตกรรม และภาพลักษณ์การบริการระดับบูทีค เพื่อสร้างบทสนทนาทางวัฒนธรรมใหม่ๆ ขยายฐานคนรู้จักแบรนด์ไปยังกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น ทั้งในวงการการบินและสายแฟชั่นสตรีทแวร์

ในภาพรวม นโยบายให้พนักงานบริการส่วนหน้าสวมรองเท้าผ้าใบได้ ทั้งของ JAL และบางกอกแอร์เวย์ส สะท้อนการเปลี่ยนมุมมองของอุตสาหกรรมการบิน ที่หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพและสวัสดิภาพของพนักงานมากขึ้น เมื่อพนักงานรู้สึกสบายตัวและมั่นใจในยูนิฟอร์ม ก็มีแนวโน้มจะส่งต่อพลังบวกและการบริการที่ดีขึ้นให้ผู้โดยสาร นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องรองเท้าหนึ่งคู่ แต่คือสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงยุคใหม่ในรันเวย์การบินไทยและต่างประเทศที่น่าจับตาอย่างยิ่ง
 

“ณัฐพงษ์ สงวนจิตร” ผู้ว่าฯ สุพรรณบุรี คนใหม่ พ่อเมืองสายลงพื้นที่-คิดเป็นระบบ ผู้นำที่ชาวสุพรรณบุรีไว้ใจได้

จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นหนึ่งในหัวใจเศรษฐกิจภาคกลางของไทย เมืองเก่าแก่ที่ผสมทั้งประวัติศาสตร์ สมรภูมิดอนเจดีย์ ตำนาน “ขุนช้าง–ขุนแผน” วัดสำคัญหลายแห่ง และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ใกล้กรุงเทพฯ ให้คนมาเที่ยวแบบไป–กลับได้สบาย ๆ

 

ขณะเดียวกันสุพรรณบุรีก็ยังเป็น “เมืองเกษตร” เต็มตัว ประชากรส่วนใหญ่กว่า 80% มีอาชีพทำไร่ ทำนา ทำสวน อยู่บนพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะกับทั้งเกษตรและอุตสาหกรรมแปรรูปที่กระจายตัวทั่วจังหวัด เมืองที่ต้องประคองทั้งเกษตร–อุตสาหกรรม–ท่องเที่ยวแบบนี้ จึงต้องการผู้นำที่เข้าใจภาพใหญ่ของประเทศ และลงลึกถึงชีวิตคนในพื้นที่ได้จริง

 

การที่ “ณัฐพงษ์ สงวนจิตร” ได้รับการแต่งตั้งให้ย้ายจากผู้ว่าราชการจังหวัดตราด มาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี จึงถูกจับตาอย่างมากว่าเขาจะเป็น “พ่อเมืองที่ชาวสุพรรณบุรีไว้ใจได้” คนต่อไป

.

เส้นทางชีวิตของ ณัฐพงษ์ วางอยู่บนพื้นฐานด้านการเมืองการปกครองและการบริหารรัฐกิจที่แข็งแรง เขาสำเร็จการศึกษา รัฐศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และต่อด้วย พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งเป็นสายวิชาที่เน้นการวางนโยบายและบริหารภาครัฐโดยตรง ก่อนจะเติบโตในสายงานกระทรวงมหาดไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านบทบาทสำคัญหลายตำแหน่งในระดับจังหวัด

 

ในแง่ประสบการณ์ทำงาน “ณัฐพงษ์ สงวนจิตร” ผ่านสมรภูมิการบริหารพื้นที่ที่หลากหลาย ทั้งเคยเป็น **รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ในพื้นที่เกษตรกรรมและชนบท เคยเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด จังหวัดชายแดน–เมืองเกาะท่องเที่ยว และต่อมาเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดปริมณฑลที่เป็นทั้งเมืองอุตสาหกรรมและเมืองรองของกรุงเทพฯ ประสบการณ์จากจังหวัดชายแดน จังหวัดเกษตร และจังหวัดอุตสาหกรรม ทำให้เขาเข้าใจโจทย์ของพื้นที่ที่ต่างกันมาก ก่อนจะได้รับความไว้วางใจจาก ครม. เมื่อปลายปี 2566 ให้ขึ้นเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด คนที่ 49

 

ช่วงที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดตราดคือช่วงที่ทำให้ชื่อของ “ณัฐพงษ์” ถูกมองว่าเป็นคนทำงานที่ “คิดเป็นระบบ และฟังคนหน้างาน” เขาเป็นประธานเปิดเวทีจัดทำและทบทวน แผนพัฒนาจังหวัดตราด พ.ศ. 2566–2570 และร่วมขับเคลื่อนการจัดทำเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดตราด 20 ปี (พ.ศ. 2566–2585) โดยย้ำการใช้ “ข้อมูลและสถิติ” มาเป็นฐานในการวางทิศทางเมืองเกาะท่องเที่ยวชายแดนให้เติบโตอย่างสมดุล ทั้งในมิติการท่องเที่ยว เศรษฐกิจฐานราก โครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งแวดล้อม สไตล์การทำงานแบบนี้คือจุดแข็งสำคัญที่จะต่อยอดมาสู่การออกแบบอนาคตสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดเกษตร–อุตสาหกรรมที่ต้องการวิสัยทัศน์ระยะยาวไม่แพ้กัน

 

อีกภาพหนึ่งที่ชัดเจนในสมัยเป็นผู้ว่าฯ ตราด คือการเลือก “ลงพื้นที่จริง มากกว่าดูแค่รายงาน” เขาเคยลงพื้นที่เกาะกูด หลังมีกระแสข่าวว่านักท่องเที่ยวลดลงจากประเด็นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย–กัมพูชา เพื่อคุยตรงกับชาวบ้านและผู้ประกอบการ ฟังข้อเท็จจริง และช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าการท่องเที่ยวยังเดินหน้าต่อได้อย่างปลอดภัยและสงบสุข ควบคู่กับการประชุมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งจังหวัด เพื่อเชื่อมโยงนโยบายจังหวัดกับการทำงานของเทศบาลและ อบต. ให้ลดช่องว่างระหว่าง “เกาะกับฝั่ง” ให้ได้มากที่สุด

 

วิธีคิดที่มองทั้งเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และความมั่นคงชายแดนพร้อมกันแบบนี้ เป็นประสบการณ์ตรงที่สามารถนำมาปรับใช้กับสุพรรณบุรี ซึ่งต้องบาลานซ์ทั้งเกษตร ท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมในจังหวัดเดียวกัน

 

ในด้าน “คนและสังคม” ณัฐพงษ์ก็ไม่ได้ทำงานอยู่แค่ในห้องประชุม เขาเคยลงพื้นที่ โรงเรียนบ้านโป่ง อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด เพื่อให้กำลังใจครู–นักเรียน และบรรยายพิเศษหัวข้อ “ประวัติศาสตร์ชาติไทย” เพื่อปลูกฝังความรู้ ความเข้าใจ และอุดมการณ์รักชาติให้กับเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลชายแดน นอกจากนี้ยังรับบทเป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดตราด ขับเคลื่อนงานจิตอาสา 904 และกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาในหลายวาระสำคัญของชาติ ด้วยการประชุมกำหนดทิศทางงานอาสา และลงพื้นที่ร่วมกับประชาชนด้วยตัวเอง

 

บทบาทเหล่านี้สะท้อนว่าเขาให้ความสำคัญกับ “ทุนมนุษย์” และ “จิตสำนึกสาธารณะ” ไม่แพ้งานโครงสร้างพื้นฐานหรือเศรษฐกิจ

 

และเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติ แต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทย 45 ราย หนึ่งในนั้นคือ “ณัฐพงษ์ สงวนจิตร” พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดตราด และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีอย่างเป็นทางการ

 

การย้ายครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนพื้นที่ปฏิบัติงาน แต่คือการนำ “ประสบการณ์จากเมืองชายแดน–เมืองเกาะท่องเที่ยว” มาต่อยอดใน “เมืองเกษตร–เมืองประวัติศาสตร์” ที่มีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่อาหารและเศรษฐกิจภาคกลางของประเทศ

 

เมื่อมองย้อนจากผลงานที่ผ่านมา ภาพที่ชัดเจนของ “ณัฐพงษ์ สงวนจิตร” คือผู้นำที่วางแผนเป็นระบบ ใช้ข้อมูลจริง ลงหน้างานจริง และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม เขาเคยทำงานกับจังหวัดเกษตร จังหวัดชายแดน จังหวัดอุตสาหกรรม รวมถึงจังหวัดท่องเที่ยว ทำให้เข้าใจดีว่า “ตัวเลขเศรษฐกิจ” จะยั่งยืนไม่ได้ หากไม่ผูกโยงกับคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ และการดูแลทรัพยากรให้สมดุลกัน

 

สำหรับชาวสุพรรณบุรีแล้ว การได้พ่อเมืองที่ผ่านสมรภูมิการบริหารหลากหลาย และมีผลงานชัดบนเวทีจังหวัดตราดเช่นนี้ นับเป็นทั้งโอกาสและความหวังสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนสุพรรณบุรีให้เป็น เมืองเกษตรเข้มแข็ง เมืองท่องเที่ยวมีเสน่ห์ และเมืองที่คนอยู่แล้ว “ภูมิใจและไว้ใจ” ผู้นำของตัวเองได้อย่างแท้จริง

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top