Sunday, 14 June 2026
NEWS FEED

‘ศาลทหารชั้นฎีกา’ ตัดสินคดี ‘น้องเมย’ ถูกธำรงวินัยเสียชีวิต จำคุก 4 เดือน 16 วัน รอลงอาญา 2 ปี ให้จำเลยรับใช้ชาติต่อ

ศาลทหารชั้นฎีกา พิพากษาคดี น้องเมย จำคุก 4 เดือน 16 วัน รอลงอาญา 2 ปี ชี้จำเลยไม่เคยได้รับโทษ การลงโทษไปก็ไม่เป็นประโยชน์ ให้จำเลยปรับปรุงตัวรับราชการรับใช้ชาติต่อไปจะเป็นประโยชน์มากกว่า

(22 ก.ค.68) ที่ศาลมณฑลทหารบกที่ 12 จ.ปราจีนบุรี นายพิเชษฐ์ และนางสุกัลยา ตัญกาญจน์ พ่อแม่ของนายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือน้องเมย นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 ซึ่งเสียชีวิตอย่างปริศนา หลังจากถูกธำรงวินัยโดยรุ่นพี่ทหาร 2 นาย ภายในโรงเรียนเตรียมทหาร เมื่อวันที่ 17 ต.ค.2560 โดยในวันนี้ครอบครัวเดินทางมาเพื่อฟังคำพิพากษาของศาลทหารในชั้นฎีกา

นางสุกัลยา กล่าวว่า ผ่านมา 8 ปี ที่ตนต่อสู้เพื่อลูก เพราะต้องการให้สังคมเห็นว่า ลูกชายไม่ได้ทำผิดระบบเกียรติศักดิ์ เขาไม่ได้โกหก แม้จะเสียชีวิตแล้ว ซึ่งไม่มีโอกาสได้พูด แต่ยังถูกใส่ร้าย วันนี้จึงขอฟังผลการตัดสินของศาลก่อน หากผลออกมาดี จะช่วยคืนความยุติธรรมให้กับลูกชาย กู้ศักดิ์ศรีให้กับลูกชายด้วย

ขณะที่ล่าสุด ศาลทหารชั้นฎีกา พิพากษายืนตามศาลชั้นอุทธรณ์ จำเลยมีความผิดทำร้ายร่างกาย ทำโทษโดยฝ่าฝืนคำสั่งกลุ่มนักเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร ส่วนที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทันทีนั้น ศาลเห็นว่าด้วยอายุจำเลยไม่เคยได้รับโทษ การจะลงโทษจำเลยไปก็ไม่เป็นประโยชน์ ให้จำเลยปรับปรุงตัวรับราชการรับใช้ชาติต่อไปจะเป็นประโยชน์มากกว่า

จึงให้ลงโทษจำคุก 4 เดือน 16 วัน ปรับ 15,000 บาท ให้รอลงอาญา 2 ปี

เชียงใหม่-ตำรวจภูธรภาค 5 แถลงผลการจับกุม ขยายผลคดียาเสพติดรายสําคัญของกลางยาบ้าจำนวน 6,900,000 เม็ด

เมื่อวานนี้ (21 ก.ค.68) เวลา 11.00 น. ตามนโยบายของรัฐบาลในการปฏิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด 'SEAL STOP SAFE' ในพื้นที่ ภ.5 ตามมาตรการ Seal พื้นที่ชายแดน Stop หยุดวงจรการค้ายาเสพติด Safe สร้างพื้นที่ปลอดภัย  พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เป็นประธานการแถลงผลการสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสําคัญ ในพื้นที่ของ ภ.จว.เชียงราย  ได้แก่ สภ.แม่สาย จว.เชียงราย จับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 1,200,000 เม็ด สภ.เมืองเชียงราย จว.เชียงราย ตรวจยึดของกลางยาบ้า จำนวน 600,000 เม็ด สภ.บ้านดู่ จว.เชียงราย จับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 600,000 เม็ด สภ.เวียงแก่น จว.เชียงราย ตรวจยึดของกลางยาบ้า จำนวน 4,000,000 เม็ด และสภ.เมืองเชียงราย จว.เชียงราย จับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 500,000 เม็ด รวมของกลางยาบ้าทั้งหมด จำนวน 6,900,000 เม็ด

โดยมี พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5 , พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผบก.ภ.จว.เชียงราย , พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5 , นายสุพจน์ แสนมี ปลัดจังหวัดเชียงราย , น.ส.สุกัญญา ใหญ่วงศ์  ผู้แทน ปปส.ภ.5 , พ.อ.อดุลย์ ลอยฟ้า รอง ผบ.นบ.ยส.35 , พ.อ.ไมตรี ศรีสันเทียะ เสนาธิการ กกล.ผาเมือง และ ผกก.สภ.พื้นที่ ร่วมประชุมและร่วมแถลงผลการจับกุม ณ ลานแถลงข่าว อาคารกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

สรุปผลการจับกุมยาเสพติด ของ ตำรวจภูธรภาค 5 ห้วงตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2567 – 18 กรกฎาคม  2568  จับกุมคดียาเสพติด จำนวน 18,617 คดี คดียาเสพติดรายสำคัญ 202 คดี

ตรวจยึดของกลางยาเสพติด  ยาบ้า 194  ล้านเม็ดเศษ
ไอซ์ 10,400  กิโลกรัมเศษ เฮโรอีน 150  กิโลกรัมเศษ
เคตามีน 1,740  กิโลกรัมเศษ ฝิ่น 119  กิโลกรัมเศษ
ตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับยาเสพติด -มูลค่าทรัพย์สินประมาณ 727 ล้านบาทเศษ

ทั้งนี้ตำรวจภูธรภาค 5 บูรณาการร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และนำบัญชาข้อสั่งการของรัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดไม่ให้เข้าไปสู่พื้นที่ตอนในอย่างเข้มข้นและจริงจัง และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

ทัพเรือภาคที่ 1 จัดกิจกรรมจิตอาสา 'เราทำความดี ด้วยหัวใจ' เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568

เมื่อวานนี้ (21 ก.ค.68) กองทัพเรือ โดยทัพเรือภาคที่ 1 จัดกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เพื่อเทิดพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 โดยมี พลเรือโท อาภา ชพานนท์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม ณ หอประชุม ชั้น 3 โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

ในการนี้ มีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ หน่วยขึ้นตรงกองทัพเรือในพื้นที่สัตหีบ เจ้าหน้าที่จากเทศบาลตำบลบางเสร่ อาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก และนักเรียนจ่าทหารเรือ เข้าร่วมกิจกรรมโดยพร้อมเพรียง

กิจกรรมที่ดำเนินการ ประกอบด้วย
- กิจกรรมบริจาคโลหิต ณ ห้องรับบริจาคโลหิต โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 21 – 25 กรกฎาคม 2568
- กิจกรรมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ทำความสะอาดพื้นที่ชายหาดและบริเวณโดยรอบ ณ ชายหาดบางเสร่ ตำบลบางเสร่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ นับเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี และความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของกำลังพลกองทัพเรือ รวมถึงประชาชนในพื้นที่ ที่พร้อมใจร่วมกันบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวม และเทิดพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างพร้อมเพรียง

ตำรวจสรุปสำนวนคดีตึกสตง. ถล่มแล้ว พร้อมส่งชงอัยการสั่งฟ้อง ‘เปรมชัย-ผู้เกี่ยวข้อง’

ตำรวจ สรุปสำนวนส่งชงอัยการสั่งฟ้อง เปรมชัยและผู้เกี่ยวข้องคดีอาคารก่อสร้าง สตง.ถล่ม ตาม ป.อาญา มาตรา 227 , 230

(22 ก.ค.68) พล.ต.ต.สมควร พึ่งทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)  ตึก สตง.ถล่ม นำสำนวนคดี จำนวน 51 ลัง 233 แฟ้ม เป็นเอกสารกว่า 9 หมื่นแผ่น ส่งให้อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 พิจารณาสั่งฟ้องผู้ต้องหา ทั้งนิติบุคคล

และส่วนตัว รวม 23 ราย รวมถึง นายเปรมชัย กรรณสูต ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาในกลุ่มนี้ด้วย ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้อง ตาม ป.อาญา มาตรา 227 , 230 ที่ สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

ศูนย์ทุ่นระเบิดฯ ย้ำชัดเขมรวางกับระเบิดใหม่ ร่อนแถลงการณ์ถึง 10 องค์กรภาคีเครือข่ายแล้ว

(22 ก.ค. 68) ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ รายงานความคืบหน้าด้านการประชาสัมพันธ์ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีกำลังพลของกองทัพไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 และมีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารจากฝ่ายกัมพูชา ดังนี้

1. ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นสำคัญว่า ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่พบบริเวณพื้นที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ในเขตอธิปไตยไทยนั้น เป็นชนิดที่มิได้มีใช้ ในกองทัพไทย และพิสูจน์ทราบแล้วว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ถูกวางขึ้นใหม่

2. มุ่งเน้นการขยายผลด้านการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางของสื่อที่หน่วยรับผิดชอบ ได้แก่ เพจเฟซบุ๊ก เว็บไซต์ ซึ่งสำนักข่าวต่าง ๆ ได้มีการนำเสนอและขยายผลอย่างต่อเนื่อง

3. ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ได้ดำเนินการส่งแถลงการณ์ฯ ให้กับหน่วยงาน/องค์กรต่าง ๆ ซึ่งเป็นภาคีเครือข่ายด้านการปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม เพื่อรับทราบข้อมูลและสร้างความเข้าใจ ที่ถูกต้อง จำนวน 10 หน่วยงาน ได้แก่ เอกอัครราชทูตนอร์เวย์ ประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิส ประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูตอาร์เซอร์ไบจาน ประจำประเทศไทย, โครงการวิจัยและพัฒนาการเก็บกู้ ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา (The Humanitarian Demining Research and Development: HD R&D), กองกำลังนาวิกโยธินสหรัฐอเมริกาภาคพื้นแปซิฟิก (U.S. Marine Corps Forces, Pacific: MARFORPAC), ศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมแห่งนครเจนีวา (The Geneva International Center for Humanitarian Demining: GICHD), คณะที่ปรึกษาทางการทหารสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย (Joint United States Military Advisory Group Thailand: JUSMAG THAI), มูลนิธิเพื่อมนุษยธรรมโกลเด้นเวสท์ (Golden West Humanitarian Foundation: GWHF), ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Regional Mine Action Center: ARMAC) และคณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา

4. ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 2 เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงตอบโต้ กรณีฝ่ายกัมพูชานำเสนอภาพข่าวและคลิปวิดีโอ กล่าวหาว่าทหารไทยเป็นผู้วางทุ่นระเบิดใหม่เพิ่มเติม บริเวณพื้นที่เกิดเหตุ โดยได้มีการประชาสัมพันธ์ ในเพจเฟซบุ๊ก เว็บไซต์ และสำนักข่าวต่าง ๆ

‘กองทัพบก’ เจออีก 2 ทุ่นระเบิดใหม่ใกล้จุดเกิดเหตุเดิม ซัด เขมรขัดอนุสัญญาออตตาวาจงใจทำร้ายกำลังพลไทย

ทบ. ลุยสแกนละเอียด พบเพิ่ม 2 ทุ่นระเบิดใหม่ ในพื้นที่ช่องบก ใกล้จุดเกิดเหตุเดิม ชี้ชัดขัดอนุสัญญาออตตาวา เตรียมเชิญผู้ช่วยทูตทหารมารับทราบข้อเท็จจริง

(21 ก.ค. 68) – ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์กำลังพลกองร้อยทหารราบที่ 6021 เหยียบกับระเบิดระหว่างการลาดตระเวนในพื้นที่ชายแดนช่องบก จ.อุบลราชธานี จนได้รับบาดเจ็บ 3 นาย เมื่อวันที่ 16 ก.ค.68

ล่าสุดวานนี้ (20 ก.ค. 68) กองกำลังสุรนารี และหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 (นปท.3) เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยผลจากการตรวจพื้นที่พบการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ชนิด PMN2 ในสภาพใหม่พร้อมทำงาน จำนวน 2 ทุ่น ห่างจากหลุมระเบิดเดิม 30 เซนติเมตร โดยปัจจุบันเจ้าหน้าที่ หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 (นปท.3) ได้ทำการรื้อถอนทุ่นระเบิดที่ตรวจพบใหม่ออกแล้วทั้ง 2 ทุ่น

การกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นการรุกล้ำอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน และแสดงถึงเจตนาในการลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหารไทย ทั้งเป็นการละเมิดต่ออนุสัญญาออตตาวาว่าด้วยการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ที่ทางไทยและกัมพูชาล้วนได้ให้สัตยาบัน เข้าเป็นประเทศภาคีในอนุสัญญาดังกล่าวด้วย กองทัพบกจึงขอเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวนี้ต่อสาธารณะ พร้อมขอความร่วมมือประเทศสมาชิกอาเซียนรวมถึงนานาประเทศ ร่วมประณามการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างร้ายแรงของประเทศกัมพูชา

นอกจากนี้กรมข่าวทหารบกจะได้มีการเชิญผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย มารับทราบข้อเท็จจริงในกรณีเหตุการณ์ดังกล่าวในวันที่ 22 ก.ค. อีกด้วย

จากเหตุการณ์ทหารไทย 3 นายได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิดระหว่างลาดตระเวนที่พื้นที่ชายแดนช่องบก จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2568 ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 ก.ค. หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 (นปท.3) และกองกำลังสุรนารี ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง และพบ “ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN2” ในสภาพใหม่พร้อมทำงาน จำนวน 2 ทุ่น วางห่างจากหลุมระเบิดเดิมเพียง 30 เซนติเมตร เท่านั้น ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเป็นการ วางซ้ำจุดเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยเจตนา เพื่อหวังผลลอบสังหารทหารไทยโดยเฉพาะ

การกระทำดังกล่าวจึงถือเป็นการ รุกล้ำอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน และ ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ที่ห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาต่างก็เป็นภาคีร่วมลงนามไว้ การวางระเบิดซ้ำในจุดเดิมไม่เพียงแต่เป็นการจงใจทำร้ายกำลังพลไทยอย่างเหี้ยมโหด แต่ยังเป็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม

กองทัพบกไทยจึงออกมาเรียกร้องให้นานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศในอาเซียน ร่วมกัน ประณามกัมพูชา ต่อพฤติกรรมอันป่าเถื่อนและไร้มนุษยธรรมนี้ พร้อมทั้งเตรียมเชิญผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารจากนานาชาติเข้ารับทราบข้อเท็จจริงในวันพรุ่งนี้ เพื่อดำเนินการกดดันทางการทูตอย่างเป็นรูปธรรม

‘เก่ง เมธี’ อดีตเสื้อแดง อัปเดตชีวิตในเรือนจำบอกสุขสบายชั้นดีมาก ฝาก FC อีกไม่นานเจอกัน

เมื่อวันที่ (18 ก.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘รอเฮียเมธีกลับมา’ ได้โพสต์ข้อความซึ่งระบุว่าเป็นจดหมายจากในเรือนจำของ ‘เก่ง เมธี อมรวุฒิกุล’ อดีตคนเสื้อแดง ว่า 16-07-68 ( จดหมายจากคุณเมธี )
ในช่วง 1 ปี ที่ผมอยู่ในนี้ 
ผมได้รับความรักจากน้องๆๆที่อยู่ข้างใน 
และได้รับความรักจาก FC ทุกคนจากข้างนอก 
มันเป็นอะไรที่แปลกใหม่มากๆๆ
รายชื่อจากคนที่เคยเป็นคนแปลกหน้า 
กลายเป็นบุคคลที่ฝากเงิน ฝากค่าขนม 
และดูแลผม ทุกๆๆเดือน ผมซาบซึ่งใจ 
น้องๆๆข้างใน ต่าง งง กันเป็นไก่ตาแตก 
FC เฮียเขาดูแลเฮียกันจริงจังนะเนี้ย 
ของกิน ของใช้ และอาหารเมนูพิเศษ 
ของเฮียไม่เคยพร่องเลย... 
"ผมไม่รู้จักเฮียแต่ดูแล้ว FCคงรักเฮียมาก" 

นักโทษในนี้ 98% เป็นนักโทษไร้ญาติ 
โดนทอดทิ้ง ไม่มีใครมาเยี่ยม ต้องชนหลวง 
ถ้าเทียบแล้ว ผมก็เหมือนโชคดีกว่าคนอื่นในนี้มาก
 "อยู่ข้างใน เฮียฮ๊อตมากนะ 55" 

วันนี้ผมทราบข่าว ว่ายังมีคนเสื้อแดงหลายคน 📌
ยังติดคุก ถูกจองจำอีกหลายชีวิต 
บางคนโทษตลอดชีวิต บางคนโทษ160 ปี 
คนเสื้อแดงในปี 53 
ต้องแบกวิบากกรรมครั้งนี้ไปด้วยกัน 
บางคนตายในสนามรบ ก็ จบ 
แต่บางคนที่รอด ก็ต้องมาติดคุก 
เหมือนตายทั้งเป็น ไม่ต่างกัน... 
(***โทษหนักๆๆกันทั้งนั้น ) 📌

ผม โชคดีมากๆๆที่มีน้องหนิง และFC คอยดูแล 
และ ให้กำลังใจ ทำให้ผมได้ปลดล๊อคและปล่อยว่าง ทุกอย่างข้างในได้ อย่างสบายใจ 
"อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้ " 
คำนี้ใช้ได้จริง 

ตอนนี้ผมอยู่ "ชั้นดีมาก " 
มีร่วมอบรม และทำกิจกรรมหลายอย่าง 
ทั้งสาธา ทั้งกิจกรรมโคกหนองนา 
ซ้อมมวย สอนมวย ให้ความรู้น้องๆๆ 
ว่างๆๆก็นั่งดูข่าว 
วิเคราะห์ข่าวให้น้องๆๆข้างในฟัง 
ตื่นเช้ามา โต๊ะผม จะเหมือนสภากาแฟ 
มีขนมปัง กาแฟ โอวันติน นั่งคุยกันสนุกสนาน 
แค่เปลี่ยนสถานที่ เป็นในเรือนจำแทน555 
รอผมหน่อยนะคับเดี๋ยวคงได้เจอกันเร็วๆนี้ 
ฝากเอ็นดูน้องหนิงด้วยนะคับ 
ผมกลับมา น้องหนิงคงได้เบาแรงไปเยอะ 
ผมขอบคุณความรักที่เหนี่ยวแน่น ในการดูแลผม
 ตลอดระยะเวลาที่ผม ถูกจองจำ 
ขอบคุณที่ฝากค่าขนม และดูแลมื้ออร่อย 
อาหารอร่อย ให้ผมทุกๆๆมื้อ
 "ผมจะไม่มีวันลืม น้ำใจจากทุกคน "🙏🙏
 ***ช่วงนี้การเมือง วุ่นวายมาก มีรัก มีหักหลัง 
เหมือนซีรีย์ ถ้าผมอยู่ข้างนอกปานนี้ คงได้Live สด มันทุกวัน 
🧡 คิดถึงFC ทุกคน นะคับ 
อีกไม่นานคงได้เจอกัน เร็วๆๆนี้

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติประณาม เหตุลอบวางทุ่นระเบิดชายแดนไทย-กัมพูชา

(21 ก.ค. 68) ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ลักลอบนำทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเข้ามาวางในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่อธิปไตยของประเทศไทย

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้กำลังพลกองทัพไทยได้รับบาดเจ็บ 3 นาย โดยหนึ่งในนั้นได้รับบาดเจ็บสาหัสและพิการถาวรจากการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิด พบว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิดใหม่ที่ถูกวางซ้อนกันในลักษณะสนามทุ่นระเบิดและกระจายตัวหลายจุดตามแนวชายแดนในเขตพื้นที่อธิปไตยไทย ทุ่นระเบิดดังกล่าวมีอยู่ในระบบอาวุธปกติของกองทัพไทยและมีลักษณะมุ่งหมายเพื่อก่ออันตรายต่อกำลังพล เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ และส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ

ศทช. ประณามการกระทำดังกล่าวอย่างรุนแรงและขอคัดค้านอย่างเด็ดขาดต่อการกระทำใด ๆ ที่อาจถือเป็นการละเมิดพันธกรณีและบรรทัดฐานของอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต โอน และทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Mine Ban Treaty หรือ Ottawa Convention) ทั้งนี้ เนื่องจากทั้งราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทยต่างเป็นรัฐภาคีของอนุสัญญาฉบับนี้และให้คำมั่นที่จะปฏิบัติตามพันธกรณีอย่างครบถ้วน

ในฐานะหน่วยงานหลักของประเทศไทยในด้านปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม ศทช. เรียกร้องให้ราชอาณาจักรกัมพูชาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเปิดเผยและเป็นรูปธรรม ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน รวมถึงดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้อีกในอนาคต

นอกจากนี้ ศทช. ยังเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาหยุดการขัดขวางการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของฝ่ายไทยตามแนวชายแดน และให้ความร่วมมืออย่างจริงจังในการดำเนินงานเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความปลอดภัย และความมั่นคงให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ ตลอดจนเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบร่วมกันในฐานะรัฐภาคีของอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งมีพันธกรณีในการสนับสนุนสันติภาพ ความมั่นคงของมนุษยชาติ และผลกระทบที่อาจถูกตีความจำแนกต่อพลเรือน

เด็กไทยเจ๋ง คว้า 6 รางวัลเวทีคณิตศาสตร์โอลิมปิก พิชิต 1 ทอง 2 เงิน 2 ทองแดง 1 เกียรติคุณประกาศ

เมื่อวันที่ (20 ก.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก Olympic ipst ปัง ปัง ปัง มาแล้ว..สำหรับวิชาคณิตศาสตร์ กับผลงานของ 6 หนุ่ม จากการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ประจำปี พ.ศ. 2568 (66th IMO 2025) ระหว่างวันที่ 10 – 20 กรกฎาคม 2568 ณ เครือรัฐออสเตรเลีย 

คณะผู้แทนประเทศไทย ประกอบด้วย 
1. นายพัฒนแสง พินิจพิชิตกุล โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา  รางวัลเหรียญทอง 
2. นายดรณ์ สว่างทรัพย์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รางวัลเหรียญเงิน 
3. นายสิรภพ ขาวพลัด โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รางวัลเหรียญเงิน 
4. นายนภนต์ อภินทนาพงศ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รางวัลเหรียญทองแดง 
5. นายเกียรติภูมิ สิเจริญ โรงเรียนเซนต์คาเบรียล รางวัลเหรียญทองแดง 
6. นายกรชวัลร์ ตันติวิเศษศักดิ์ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ รางวัลเกียรติคุณประกาศ

และคณะอาจารย์ผู้ควบคุมทีม ประกอบด้วย
1. ดร.สริตา บุณย์ศุภา บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด หัวหน้าทีม           
2. รศ.ดร.ธีระเดช กิตติภัสสร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองหัวหน้าทีม             
3. ดร.ศุภณัฐ คำตื้อ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ช่วยหัวหน้าทีม               
4. นายวีรชัย นีรนาทวงศ์ นักวิชาการอิสระ ผู้ช่วยหัวหน้าทีม            
5. ดร.ธนวิทย์ จิรุพันธ์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผู้ช่วยหัวหน้าทีม                  
6. นายจเร ปานเมือง สสวท. ผู้จัดการทีม

ทั้งนี้ คณะผู้แทนประเทศไทยมีกำหนดเดินทางถึงประเทศไทย ในวันจันทร์ที่ 21 ก.ค. 2568 โดย สสวท. กำหนดจัดพิธีแสดงความยินดี ในเวลา 07.00 น. บริเวณประตู 1 ชั้น 2 อาคารผู้โดยสารขาเข้า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 

พล.ต.อ.วิระชัย ก่อเหตุ!! เปิดศึกสายเลือด ชิงอำนาจบริษัทหมื่นล้าน บุก!! ขโมยเอกสารบริษัทขณะบวช ชี้!! ร้ายแรงเท่ากับ การเสพเมถุน

(20 ก.ค. 68) พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา อดีตรองผบ.ตร. งานเข้าอีกแล้ว โดนบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานหมุนเวียน 2 แห่ง ส่งฝ่ายกฎหมายแจ้งความ สน.บางรัก ข้อหาลักทรัพย์ สัญญาซื้อขาย และเอกสารสำคัญอื่นๆ ของบริษัท

ที่พีคมากก็คือ หลักฐานภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิด ของบริษัท เผยให้เห็นว่า พล.ต.อ.วิระชัย ลงมือก่อเหตุ ในขณะบวชเป็นพระ เลยทีเดียว ตามหลักพุทธศาสนา เท่ากับว่าในขณะนั้น พระวิระชัย ต้องปาราชิก ขาดจากความเป็นพระไปเรียบร้อยแล้ว เพราะการลักทรัพย์ ถือเป็นโทษที่ ร้ายแรงเท่ากับการเสพเมถุน

ท่ามกลาง กระแสข่าวพระราคะครองเมือง ก่อเรื่องเสพสีกา โกงเงินวัด เต็มไปหมด ไปๆมาๆ ดันมีอดีต บิ๊กตำรวจที่ไปบวชเป็นพระ ส่อว่าไปกระทำผิดวินัยสงฆ์อย่างร้ายแรงไม่แพ้กัน แล้วอะไรคือแรงจูงใจ ให้พระภิกษุ ต้องบุกไป ฉกเอกสาร สำคัญของบริษัทดังกล่าว?
เรื่องของเรื่องก็คือ พล.ต.อ.วิระชัย ก็เป็นหนึ่งในเจ้าของบริษัททั้งสอง โดยถือหุ้นอยู่ ประมาณ 22%

อันส่งผลให้เขาเคยมีฉายาว่า ตำรวจหมื่นล้าน มีทรัพย์สมบัติ ติด 50 อันดับ เศรษฐีเมืองไทย
พออกหักจากชีวิตราชการ ไม่สามารถขึ้นเป็น ผบ.ตร. อย่างที่หวัง อันเนื่องจาก ดันไปเดินทางผิดกับบิ๊กโจ๊ก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล จนจูงมือลงเหวไปด้วยกัน

พล.ต.อ.วิระชัย ก็เป็นกระแสข่าวฮือฮา เมื่อลาบวช พร้อมประกาศว่า จะเป็นการบวชตลอดชีวิต หลังจากที่เคย บวชๆ สึกๆ มาแล้วหลายครั้งกลายเป็นชายหลายโบสถ์ เวลามีสื่อไปสัมภาษณ์ ก็บอกว่า ชีวิตได้พบความสุขแท้จริงแล้ว ใต้ร่มกาสาวพัสตร์ สามารถปล่อยวางธุรกิจ 10,000 ล้านให้ลูกๆ ดูแล
จากวัดในกรุงเทพฯ พระวิระชัย ย้ายไปจำวัดที่วัดพุทธเมตตาบุญญานุภาพ อ.เถิน จ.ลำปาง เพราะที่นั่นมีพระอาจารย์กิตติเชษฐ์ ซึ่งเป็นตำรวจเก่าเหมือนกัน เป็นเจ้าอาวาส โดยพระอาจารย์กิตติเชษฐ์ จบ นรต.รุ่น 38 เป็นรุ่นน้องของ พระวิระชัย 1 รุ่น

เมื่อพระอาจารย์กิตติเชษฐ์ ย้ายมาเปิดที่พักสงฆ์ ธรรมสถานมูลนิธิพุทธมหาเมตตา อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา พระวิระชัยก็ติดตามมาด้วย
ภายใต้บุคลิกที่ดูเคร่งน่าเลื่อมใส แต่มีคนน้อยมาก ที่จะรู้ความจริงว่า แท้จริงแล้ว พระวิระชัย อยู่ในสภาพ ผ้าเหลืองร้อนรุ่มอยู่เนืองๆ โดยคนหนึ่งที่รู้เรื่องนี้ดีที่สุดก็คือ

น.ส.จิรฐา ดำเนินชาญวนิชย์ ภรรยาเก่าของพระวิระชัยนั่นเอง อดีตเธอเป็น ลูกสาวของเสี่ยกิตติ ดำเนินชาญวนิชย์ เจ้าของ สวนป่ากิตติ และผู้ก่อตั้งบริษัทกระดาษดับเบิลเอ

ส่วนผู้เป็นสามีอย่าง พล.ต.อ.วิระชัย ก็เหมือนหนูตกถังข้าวสาร ฉายาตำรวจหมื่นล้าน ได้มา จากฐานะของฝ่ายภรรยาล้วนๆ ปัจจุบัน น.ส.จิรฐา นั่งเป็นประธานบริษัท ช่วยกันบริหารบริษัท ร่วมกับ ลูกชายที่เกิดกับพล.ต.อ.วิระชัย รวม 3 คน

ช่วงที่บวชอยู่ พระวิระชัย ก็เคลื่อนไหวเงียบๆ ตลอดมา จะขอมาคุมบริษัทเอง แต่ถูกต่อต้านจากภรรยาเก่า ขณะที่ลูกๆ ของเขา ก็เลือก ยืนข้างแม่กันทุกคน เพื่อกล่อมให้พระวิระชัย เลิกล้ม ความตั้งใจที่จะมายุ่งกับบริษัท ภรรยาเก่าถึงกับสั่งให้จ่ายเงินเดือนให้ถึงเดือนละ 1 ล้านบาทฟรีๆ โดยไม่ต้องทำงานใดๆ แต่เงินเดือน 1 ล้าน ไม่พอซื้อใจพระวิระชัย ซึ่งเขาลงมือก่อเหตุบุกเข้าไปในบริษัท ใจกลางกรุง ทั้งที่ยังมีจีวรคลุมร่าง ไปนำเอกสารสำคัญของบริษัทออกมา คงเป็นเพราะต้องการมีอำนาจในบริษัท

ขณะที่ทางบริษัทก็ทราบดี แต่เก็บหลักฐานคลิปภาพเหตุการณ์ไว้นาน เพิ่งจะมาปล่อยออกสื่อเป็นหมัดน็อก เมื่อส่งฝ่ายกฎหมาย เอาผิดคดีอาญา พระวิระชัย สึกราวเดือนเมษายนปีนี้ แต่ระหว่างที่ พระวิระชัยยังห่มเหลืองอยู่นั้น อดีตภรรยาซึ่งรู้จักกับ พระผู้ใหญ่มากมาย ก็ได้ร้องเรียน พฤติกรรมของพระวิระชัย ที่ยังไม่ยอมอยู่สงบๆ เพื่อให้พระผู้ใหญ่ กล่อม ให้พระวิระชัย สึกไป เมื่อยอมสึกออกมา พล.ต.อ.วิระชัย ก็ลุยร้องเรียนต่อคณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ กลต. จนบริษัทถูกสอบสวน เกิดความปั่นป่วนวุ่นวาย นำมาสู่การแตกหัก แจ้งจับและเปิดโปงกันแบบ ไม่ไว้หน้าอีกต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top