Saturday, 13 June 2026
NEWS FEED

สมุทรปราการ-ชื่นมื่น!! นักการเมือง ข้าราชการระดับสูง ร่วมอวยพรพี่ใหญ่ สส.ยงยุทธ สุวรรณบุตร

(23 ก.ค. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 (ที่ผ่านมา) นักการเมือง ผู้นำท้องถิ่น ข้าราชการระดับสูง ฝ่ายปกครอง นักธุรกิจ ร่วมอวยพรเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิด ครบรอบ 63 ปี ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 สมุทรปราการ สมัยที่ 25 และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา

โดยมี นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา พร้อมด้วย นายเมธากุล สุวรรณบุตร กรรมการผู้จัดการ และประธานมูลนิธิแพรกษาเพื่อการศึกษา คณะผู้บริหาร คณะสมาชิกสภาเทศบาล ร่วมให้การต้อนรับ

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วย นายประทีป นทีทวีวัฒน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ นายสมศักดิ์ แก้วเสนา ปลัดจังหวัดสมุทรปราการ ให้เกียรติเดินทางมาร่วมอวยพรพร้อมทั้งร่วมรับประทานอาหารค่ำ เนื่องในโอกาสครบรอบ 63 ปี วันคล้ายวันเกิด ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร 

นอกจากนี้ ยังมีคณะผู้บริหาร อบจ.สมุทรปราการ คณะสมาชิกสภา อบจ.สมุทรปราการ และทางผู้นำท้องถิ่น อาทิ นายอิม แพหมอ นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษา นาวาเอกอนุศักดิ์ นาคทิม นายกเทศมนตรีตำบลบางเมือง นายธีรพล ชุนเจริญ นายกเทศมนตรีตำบลบางปู ตลอดจนข้าราชการตำรวจ นักธุรกิจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ผู้บริหารสถานศึกษา และแขกผู้ทรงเกียรติจำนวนมากร่วมรับประทานอาหารค่ำ เนื่องในโอกาสครบรอบ 63 ปี วันคล้ายวันเกิด ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร ซึ่งตรงกับวันที่ 22 กรกฎาคม ของทุกปี

โดยก่อนหน้านี้ทางครอบครัวสุวรรณบุตร ได้เลี้ยงอาหารกลางวัน พร้อมทั้งไอศครีม ขนมเค็ก แก่เด็กนักเรียน และน้องๆหนูๆ ทุกคนรวมถึงนักเรียนชั้นอนุบาล จำนวนกว่า 4,000 คน ได้แก่ โรงเรียนวัดแพรกษา โรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา (ชั้นประถม) โรงเรียนมัธยมแพรกษาวิเทศศึกษา และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ระดับเตรียมอนุบาล บ้านเอื้ออาทร 1 บ้านเอื้ออาทร 3 และบ้านเอื้ออาทร 14

โดยบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างชื่นมื่นและอบอุ่น มีซุ้มอาหารจำนวนมากนำมาจัดเลี้ยงแก่แขกที่เดินทางมาร่วมงานในครั้งนี้ พร้อมทั้งรับของที่ระลึกจากทางครอบครัวสุวรรณบุตรที่นำมามอบให้แก่แขกทุกคนที่มาร่วมงาน

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

รวบสาวใหญ่ ‘หลอกระดมทุน’ เพื่อเด็กยากไร้-รพ.สงฆ์ 2.7 ล้าน สุดท้ายเอาเงินไปใช้ส่วนตัว โพสต์กินหรูอยู่สบายลงโซเชียล

(23 ก.ค. 68) ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กก.3 บก.ป. ร่วมกันจับกุม นางสาวเกศรินทร์ (สงวนนามสกุล) ตามหมายจับคดี “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน” ได้ที่บ้านพักใน ต.หนองแก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ หลังพบว่าเคยร่วมจัดงานเลี้ยงอ้างเป็นกิจกรรมระดมทุนเพื่อการกุศลที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี เมื่อเดือนมีนาคม 2567

โดยภายในงานดังกล่าวมีการเชิญข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เข้าร่วมเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ พร้อมนำของที่ระลึกประจำจังหวัดและภาพวาดชื่อดังมาประมูล โดยอ้างว่าจะนำเงินไปช่วยโรงเรียนยากไร้และโรงพยาบาลสงฆ์ กลุ่มนักธุรกิจจำนวนมากจึงหลงเชื่อร่วมประมูล รวมเป็นเงินกว่า 2.7 ล้านบาท 

อย่างไรก็ตาม หลังงานจบลง ผู้ต้องหาและพวกกลับไม่นำเงินไปบริจาคตามที่กล่าวอ้าง แต่กลับใช้จ่ายส่วนตัวอย่างฟุ่มเฟือยและโพสต์ลงโซเชียล ผู้เสียหายจึงเข้าแจ้งความ ก่อนเจ้าหน้าที่จะสืบจับตัวได้และส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

‘สมเกียรติ อ่อนวิมล’ เชื่อ ‘ทักษิณ’ ดิ้นตอบ ‘อ.วีระ’ ได้ แต่คนถามต่างหากที่จอดไม่ยอมแจวต่อให้คนสิ้นสงสัย

(22 ก.ค. 68) บนโซเชียลฯ แชร์ไฮไลต์รายการโลกยามเช้า ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 96.5 คลื่นความคิด ดำเนินรายการโดย นายสมเกียรติ อ่อนวิมล สื่อมวลชนอาวุโส และอดีตสมาชิกวุฒิสภา เมื่อวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา แสดงความเห็นถึงกรณีที่นายวีระ ธีระภัทร ถามนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บนเวทีปลดล็อกอนาคตประเทศไทยสู้วิกฤตโลก ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 68 ในประเด็นการกลับประเทศไทย มีดีลลับอะไรหรือไม่ ซึ่งคำถามดังกล่าวทำให้นายทักษิณ มีท่าทีอึดอัดที่จะตอบคำถาม หลายคนใช้คำว่า “ถูกต้อนจนไปไม่เป็น”

โดยนายสมเกียรติ ได้แสดงความเห็นว่า จากคำถามที่คุณวีระถามไปนั้น เชื่อว่าคุณทักษิณไปเป็นและไปต่อได้ แจวต่อไม่ยอมจอดแน่นอน เนื่องจากคุณวีระ ถามนำไปแล้ว แต่ไม่ยอมถามตามให้สิ้นกระบวนความ

พร้อมอธิบาย เพิ่มเติมว่า ความผิดของคุณทักษิณนั้นทุกคนล้วนทราบดีอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องรอการตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญและศาลอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเป็นทางการ แต่ในแง่การให้สัมภาษณ์ของคุณทักษิณนั้น ไม่ว่าจะถามอย่างไรก็จะมีทางออกและสามารถตอบต่อไปได้ แต่การชะงักต่อคำถามในบางครั้งนั้น เป็นเพราะตัวคุณทักษิณเองนั้นเป็นคนที่มีลวดลายและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนกลับมาดูในเวลาที่คุณวีระสัมภาษณ์อีกครั้ง อาจกล่าวได้ว่าคุณวีระต่างหากที่ไปไม่เป็น ด้วยการออกตัวไว้ก่อนว่า “ขอถามตรง ๆ ว่ามีดีลลับหรือไม่มี? ว่าอย่างไรก็อย่างนั้น จะไม่ถามต่อ” เมื่อเป็นเช่นนี้ เท่ากับคุณวีระจอดแล้วไม่แจวต่อ เพราะถามนำไปแล้วแต่ไม่ถามต่อให้สิ้นสงสัย เมื่อคุณทักษิณตอบว่า “ไม่มีดีลลับ” แล้วหยุดชั่วครู่ก่อนจะบอกว่า “ทางการเมือง” นั่นหมายความว่า มีดีลอย่างอื่นใช่หรือไม่ 

“หากเป็นคนที่เป็นนักสัมภาษณ์ที่ดุดันต้องเค้นความจริงออกให้ได้เช่นอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทองหรือคุณสุทธิชัย หยุ่น การยิงคำถามก็จะเป็นสไตล์เค้นหาให้ได้ความจริงจากปากผู้ถูกสัมภาษณ์ แต่ผมกับคุณวีระจะมีส่วนคล้ายกันในด้านอารมณ์และสไตล์การถาม หากรุกถามจนผู้ที่ถูกสัมภาษณ์นั่งคุยกับเราทำท่าจะไปไม่ไหว ทางคุณวีระหรือผมจะคล้ายกันในแง่ที่ว่า เราจะหยุดและไปถามต่อ แต่สำหรับผมจะถามให้พอดี ๆ โดยให้ผู้ฟังจับทางได้ว่า ผู้ที่กำลังให้สัมภาษณ์เรานั้นเขาหลบความจริงหรือเขากำลังจะโกหกมากขึ้น ผมก็จะหยุดถาม”

‘นโรดม แพน โมนิก้า’ ชี้หน้าด่าทหารไทย โดนข้อหาหนัก แจ้งเอาผิด ม.116 ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ประสาน กต. เรียกตัวให้ปากคำ

(22 ก.ค. 68) ตำรวจ สภ.พนมดงรักษ์ จ.สุรินทร์ รับแจ้งความดำเนินคดี 'นโรดม แพน โมนิก้า' หลานสาวของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ อดีตกษัตริย์แห่งกัมพูชา ฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานและยุยงปลุกปั่น ตามมาตรา 116 หลังขึ้นไปชี้หน้าด่าทหารไทยที่ประจำการอยู่ที่ปราสาทตาเมือนธม เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา

รายงานเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ทหารและชาวบ้านร่วมกันแจ้งความ พร้อมระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจอย่างมากต่อชาวไทย และคลิปเหตุการณ์ก็ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ จนกลายเป็นประเด็นร้อน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรายงานผู้บังคับการจังหวัดสุรินทร์ เพื่อแต่งตั้งชุดสอบสวนคดีนี้โดยเฉพาะ

เบื้องต้นมีการตั้งทีมสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งพยานบุคคล พยานแวดล้อม และคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ในโซเชียล เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม

พร้อมกันนี้ ตำรวจเตรียมทำหนังสือเรียกตัว 'แพน โมนิก้า' มาให้ปากคำ โดยประสานผ่านกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อดำเนินการในขั้นตอนถัดไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ

รวบ ‘ผศ.ดร’. มหาวิทยาลัยดัง และลูกมือ ค้าไอซ์ในเมืองขอนแก่น หนักรวม 35.8 กรัม!! สารภาพโพสต์ซื้อ-ขาย ผ่านแพลตฟอร์ม X

(22 ก.ค. 68) ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด วางแผนล่อซื้อยาเสพติดที่หอพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ก่อนจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย คือ นายราช (นามสมมุติ) อายุ 27 ปี ชาวอุบลราชธานี และอีก 1 รายเป็น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ (ผศ.ดร.) มหาวิทยาลัยขอนแก่น อายุ 39 ปี ชาวขอนแก่น 

จากการตรวจค้นพบยาไอซ์ซุกซ่อนในกล่องน้ำหอมและทิชชูเปียกรวม 21 รายการ น้ำหนักรวม 34.65 กรัม ภายในห้องพักของนายราช เจ้าหน้าที่ตรวจค้นรถยนต์พบสารเสพติดเพิ่มเติม 1.15 กรัม และโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่องที่ใช้ติดต่อซื้อขายยาเสพติดทางแอปพลิเคชันไลน์และทวิตเตอร์ ผศ.ดร. ยอมรับสารภาพและพาไปตรวจค้นบ้านพักในตำบลศิลา รวมของกลางยาไอซ์ทั้งหมด 35.8 กรัม ตรวจปัสสาวะพบสารเสพติดเฉพาะนายราช 

พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้เกิดจากข้อมูลการล่อซื้อยาไอซ์ผ่านนายประธานพร ผู้เสพในพื้นที่ ได้สั่งซื้อยาไอซ์จากหอพักดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าสังเกตการณ์และจับกุม นายราช ขณะนำถุงยาไอซ์ไปแขวนไว้หน้าหอพัก 

ทั้งนี้ นายราชรับสารภาพว่ายาเสพติดทั้งหมดเป็นของตนเองและของ ผศ.ดร. ที่ฝากให้ขาย โดยใช้แพลตฟอร์ม X ติดต่อซื้อขายยาเสพติดและลบข้อมูลทุกครั้ง ซึ่งยาไอซ์ส่วนใหญ่สั่งมาจากกรุงเทพฯ ล่าสุดสั่ง 20 กรัม ในราคา 10,000 บาท เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์)” และแจ้งข้อหาเสพยาเพิ่มกับนายราช

‘แอร์แคมโบเดีย’ ยันไม่ได้เลียนแบบสายการบินอื่น ชี้เครื่องแบบพนักงานต้อนรับเหมือนกันแค่เรื่องบังเอิญ

(22 ก.ค. 68) สายการบินแอร์แคมโบเดีย (Air Cambodia) หรือแอร์กัมพูชา สายการบินประจำชาติกัมพูชา ได้ออกคำแถลงเพื่ออธิบายอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับลวดลายบนเครื่องบินและเครื่องแบบของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบิน โดยยืนยันอย่างหนักแน่นว่าการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์แบรนด์ใหม่ของสายการบินครั้งนี้ เป็นผลจากการพัฒนาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกในมรดกอันล้ำค่าและความภาคภูมิใจของชาติกัมพูชา

คำชี้แจงนี้เกิดขึ้นในขณะที่บริษัทแอร์แคมโบเดียเตรียมการรีแบรนด์อย่างเต็มรูปแบบจากสายการบินแคมโบเดียอังกอร์แอร์ (Cambodia Angkor Air) เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 โดยสายการบินยืนยันว่าจะยังคงรักษาโลโก้และสีประจำแบรนด์เดิมไว้ คือสีม่วงรอยัลและสีทอง

สายการบินระบุว่าสีม่วง หมายถึงศักดิ์ศรี ความสงบ และความจงรักภักดี โดยได้แรงบันดาลใจจากสุนทรียศาสตร์เขมรดั้งเดิม และเฉดสีม่วงที่ใช้ในแบรนด์แอร์แคมโบเดียนั้น ได้มาจากการผสมผสาน 3 สีที่พบในธงชาติกัมพูชา คือสีน้ำเงิน สีแดง และสีขาว ในสัดส่วนที่เท่ากัน

สำหรับสีทองนั้นเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรือง ความภาคภูมิใจ และมรดกทางวัฒนธรรมอันยั่งยืนของกัมพูชา

คำแถลงยังระบุว่า องค์ประกอบเชิงสัญลักษณ์เหล่านี้ทำให้ดีไซน์ของสายการบินแอร์แคมโบเดียแตกต่างไปจากสายการบินอื่น ๆ นอกจากนี้ ตราสัญลักษณ์สีทองและเฉดสีม่วงที่มีเอกลักษณ์ยังสะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันน่าภาคภูมิใจ ที่สืบย้อนกลับไปถึงปี 2499 ภายใต้ชื่อเดิมของสายการบินแห่งชาติคือรอยัลแอร์กัมพูชา

องค์ประกอบทั้งหมดของอัตลักษณ์ทางสายตาของแอร์แคมโบเดีย ทั้งลวดลายบนเครื่องบิน เครื่องแบบ และตราสินค้า ได้รับการสร้างสรรค์และพัฒนาอย่างเป็นอิสระตามมาตรฐานของเครื่องหมายการค้าในอุตสาหกรรมการบินและทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งความคล้ายคลึงใดๆ กับสายการบินอื่นเป็นเพียงความบังเอิญ และไม่ได้บ่งชี้ว่าเป็นการเลียนแบบ สายการบินระบุ

แอร์กัมพูชาระบุว่าสายการบินยังคงรักษาจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือเชิงกลยุทธ์และความเคารพซึ่งกันและกันกับสายการบินอื่นๆ ทั่วภูมิภาค บริษัทมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการเติบโตด้านการบินในภูมิภาคผ่านความร่วมมือและแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม

“เรายินดีรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชนและชุมชนการบิน และสนับสนุนการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่านช่องทางที่เป็นมืออาชีพและเหมาะสม การสนทนาอย่างสร้างสรรค์ช่วยส่งเสริมความเข้าใจ ความคิดเห็นที่คาดเดาหรือไวรัลบนสื่อสังคมออนไลน์อาจเสี่ยงต่อการตีความผิดและไม่สะท้อนถึงบริบททั้งหมดของมรดกแบรนด์ของเรา” สายการบินแอร์กัมพูชา ระบุ

พิษณุโลก เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาผู้เชี่ยวชาญระบบ LOGSMIS (Train The Trainer)

(22 ก.ค.68) เวลา 09.00 น. พลตรี สมบัติ บุญกอแก้ว เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาผู้เชี่ยวชาญระบบ LOGSMIS (Train The Trainer) ณ ห้องบันเทิงทัพ 1 สโมสรบันเทิงทัพ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 

กองทัพภาคที่ 3 จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาผู้เชี่ยวชาญระบบ LOGSMIS (Train The Trainer) ประจำปีงบประมาณ 2568 ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 เพื่อสนับสนุนงานส่งกำลังบำรุงของกองทัพบก โดยมีเป้าหมายหลักคือ การสร้างความยั่งยืนของสายงานส่งกำลังบำรุง โดยการนำระบบสารสนเทศ LOGSMIS มาใช้ และมีการฝึกอบรม 'Train the Trainer' เพื่อให้บุคลากรภายในองค์กรมีความรู้ความสามารถ และนำไปขยายผลในการใช้งานระบบสารสนเทศสายงานส่งกำลังบำรุง ให้ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง 

มทภ. 2 รับมอบโดรนฯจากมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เสริมภารกิจลาดตระเวนป้องกันชายแดนไทย - กัมพูชา

มทภ.2 รับมอบโดรนลาดตระเวน จำนวน 10 ล้านบาท จากมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เสริมภารกิจป้องกันชายแดนไทย-กัมพูชา

พล.ท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้รับมอบอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน (Drone) สำหรับลาดตระเวน มูลค่า 10,190,160 บาท จาก อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน พร้อมด้วย ทนายนิติธร ล้ำเหลือ, คุณจตุพร พรหมพันธุ์ และคุณสมชาย แสวงการ จากกลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย  เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการลาดตระเวนของหน่วยทหาร ให้สามารถเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และตอบโต้ภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมความปลอดภัยของกำลังพลและสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่เสี่ยงอย่างยั่งยืนต่อไป

โดยงบประมาณดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งที่ประชาชนได้ร่วมสนับสนุนให้กับกลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปจัดหาสิ่งอุปกรณ์ที่จำเป็นตามความต้องการของกองทัพภาคที่ 2 ในภารกิจปกป้องอธิปไตย จากสถานการณ์แนวชายแดนไทย-กัมพูชา และในส่วนของสิ่งอุปกรณ์สาธารณูปโภคต่างๆ อาทิ ห้องน้ำสําเร็จรูปเครื่องปั่นไฟ, แบตเตอรี่, โซลาร์เซลล์ , เสื้อรองในทหารและถุงเท้า เป็นต้น ทางมูลนิธิฯ อยู่ระหว่างเตรียมการจัดหา เพื่อให้ได้มาซึ่งอุปกรณ์ที่มีคุณภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดและตรงตามความต้องการในการปฏิบัติภารกิจอย่างแท้จริงต่อไป โดยจะนำมามอบในห้วงต่อไป 

ในโอกาสนี้ มทภ.2 ได้กล่าวขอบคุณ มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน และกลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย รวมถึงพี่น้องประชาชนคนไทย ที่แสดงออกถึงจุดยืนเดียวกันในการปกป้องแผ่นดิน สิ่งอุปกรณ์ที่นำมามอบให้นี้ เป็นสิ่งที่ทหารในพื้นที่ต้องการและจำเป็นในภารกิจปกป้องอธิปไตยของไทย พร้อมยืนยันจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุด

สบส. เดินหน้ายกระดับ ศสมช.ทั่วไทย สู่ศูนย์ปฏิบัติการ NCDs 

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข เดินหน้ายกระดับศูนย์สาธารณสุข มูลฐานชุมชน (ศสมช.) ทั่วประเทศ สู่ศูนย์ปฏิบัติการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (ศูนย์ NCDs ประจำหมู่บ้าน)  เป็นศูนย์กลางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ สรรสร้างนวัตกรรมการจัดการ NCDs ชุมชนเข้มแข็ง ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดี

เมื่อวันที่ (17 ก.ค.68) ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร ดร.นายแพทย์อดิสรณ์ วรรธนะศักดิ์ รองอธิบดีกรม สบส. เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนาศูนย์สาธารณสุขมูลฐานชุมชน ในการขับเคลื่อนนโยบายสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมีผู้รับผิดชอบงานสุขภาพภาคประชาชนจากศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพที่ 1-12 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และแกนนำ อสม.ในพื้นที่ต้นแบบ กว่า 145 คน เข้าร่วมประชุม 

ดร.นายแพทย์อดิสรณ์ กล่าวว่า ในปี 2568 กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านสาธารณสุข ยกระดับการสาธารณสุขไทย สุขภาพแข็งแรงทุกวัย เศรษฐกิจสุขภาพไทยมั่นคง โดยเฉพาะนโยบายคนไทยห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs มุ่งลดจำนวนผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อาทิ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ ฯลฯ และลดความรุนแรงจากการเจ็บป่วยของผู้ป่วยรายเดิม ผ่านการปรับพฤติกรรมสุขภาพ ซึ่งกรม สบส.เล็งเห็นถึงความสำคัญในการนำพลังของภาคประชาชนมาร่วมจัดการสุขภาพ จึงดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพการจัดการสาธารณสุขมูลฐานชุมชน เพื่อสนับสนุนระบบสุขภาพภาคประชาชน ยกระดับ ศสมช. ในชุมชนทั่วประเทศ ให้เป็นศูนย์ NCDs ประจำหมู่บ้าน และเพื่อให้การดำเนินงานของ ศสมช. ประสบผลสำเร็จและมีประสิทธิภาพสูงสุด 

กรม สบส. จึงได้จัดการประชุมในครั้งนี้ขึ้น เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการพัฒนา ศสมช. ในการขับเคลื่อนนโยบายสร้างเสริมสุขภาพ และป้องกัน NCDs พร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่ชุมชนเป้าหมายขับเคลื่อนสาธารณสุขมูลฐาน เพื่อเสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานในการส่งเสริมสุขภาพประชาชน 

ด้านนายจรัส รัชกุล ผู้อำนวยการกองสนับสนุนสุขภาพภาคประชาชน กล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์ NCDs ประจำหมู่บ้าน จะมีบทบาทในการคัดกรอง NCDs เบื้องต้น และให้บริการสุขภาพปฐมภูมิขั้นพื้นฐานแก่ประชาชน รวมทั้ง ส่งเสริมให้มีการจัดกิจกรรมเสริมสร้างสุขภาพเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ และมีการนำนวัตกรรมสุขภาพที่เกิดขึ้นไปใช้ในการจัดการ NCDs ช่วยลดเวลาและความแออัดของประชาชนที่ไปรับบริการจากสถานบริการสาธารณสุข เกิดการลดป่วย ลดโรค ลดรายจ่าย ป้องกันมิให้เกิดผู้ป่วยรายใหม่ สร้างความเข้มแข็งของชุมชน มุ่งสู่เป้าหมายการมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน นำไปสู่ชุมชนขับเคลื่อนสาธารณสุขมูลฐานอย่างยั่งยืน

วธ. จัดงานแถลงข่าวการจัดงานวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๘ ร่วมสืบสานภาษาไทย ภาษาของชาติ ปลูกปัญญาด้านภาษาอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ (16 ก.ค.68) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มอบหมายให้นางสาวพลอย ธนิกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในงานแถลงข่าวการจัดงานวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๘ ณ หอประชุมเล็กศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยมีนายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นางสาวลิปิการ์ กำลังชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เครือข่ายทางวัฒนธรรม สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงาน

นางสาวพลอย ธนิกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า การใช้ภาษาไทยในชีวิตประจำวัน ควรใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม เพราะไม่เพียงแต่เป็นการแสดงถึงอัตลักษณ์ของชาติไทยที่ถูกที่ควรแล้ว ยังสะท้อนถึงความภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมได้ให้ความสำคัญกับภาษาไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันภาษาไทยแห่งชาติได้ถูกจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนเห็นคุณค่าและร่วมกันสืบสานการใช้ภาษาไทยอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน

นางสาวพลอย ธนิกุล กล่าวต่อว่า ปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ นี้ กระทรวงวัฒนธรรมได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดกิจกรรมวันภาษาไทยแห่งชาติ ในวันอังคารที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยภายในงานจะมีการมอบเข็มและโล่เชิดชูเกียรติแก่ผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่นในหลากหลายสาขา การมอบรางวัลเพชรในเพลง การมอบรางวัลการประกวดสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ การมอบเกียรติบัตรผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยที่ส่งเสริมการใช้ภาษาไทย ตลอดจนการจัดแสดงนิทรรศการ และการแสดงศิลปวัฒนธรรม ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาไทย และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป ก่อให้เกิดการอนุรักษ์และใช้ภาษาไทยอย่างภาคภูมิใจต่อไปในอนาคต

ด้านนางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวเสริมว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้ดำเนินการคัดเลือกบุคคลและองค์กรที่มีบทบาทโดดเด่นด้านภาษาไทยอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยในปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ นี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้พิจารณาคัดเลือกบุคคลและองค์กรเพื่อรับเข็มและโล่เชิดชูเกียรติทางด้านภาษาไทย แบ่งเป็น ๔ ประเภท จำนวน ๑๖ รางวัล ดังนี้

๑.ปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย จำนวน ๑ ราย ได้แก่ รองศาสตราจารย์จุไรรัตน์ ลักษณะศิริ
๒.ผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น จำนวน ๗ ราย ได้แก่ (๑) นายกิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน (๒) นายเผด็จ บุญหนุน (๓) รองศาสตราจารย์วิภาส โพธิแพทย์ (๔) นายสมพล เข็มกำเหนิด (๕) นายเอกรัตน์ จิตรมั่นเพียร (๖) นายอนุสรณ์ ติปยานนท์ และ (๗) รองศาสตราจารย์อรชุมา ยุทธวงศ์
๓.ผู้ใช้ภาษาไทยถิ่นดีเด่น จำนวน ๖ ราย ได้แก่ (๑) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประภาศ ปานเจี้ยง (๒) ผู้ช่วยศาสตราจารย์พวงผกา ธรรมธิ (๓) นายยุทธพงศ์ มาตย์วิเศษ (๔) นายวิเชียร รัตนบุญโน (๕) นางสำรวม ดีสม และ (๖) นายอรุณศิลป์ ดวงมูล
๔.ผู้มีคุณูปการต่อการใช้ภาษาไทย จำนวน ๑ ราย และ ๑ องค์กร ดังนี้ (๑) ประเภทบุคคล ได้แก่ นางสุรีย์ พันเจริญ และ (๒) ประเภทองค์กร ได้แก่ สมาคมกวีร่วมสมัย

นอกจากนี้ นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมศิลปากรในฐานะหน่วยงานหลักด้านมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ ได้จัดกิจกรรมเนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลากว่า ๒ ทศวรรษ โดยในปี พ.ศ. ๒๕๖๘ กรมศิลปากรได้ดำเนินกิจกรรมที่สำคัญ ๓ กิจกรรม ดังนี้
๑. การประกวดเพลง “เพชรในเพลง” เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๘ จัดขึ้นเพื่อยกย่องบุคคลในวงการเพลงที่มีผลงานดีเด่นด้านภาษาไทย ได้แก่ นักประพันธ์เพลงที่มีความสามารถผสมผสานความรู้ทางภาษา วรรณศิลป์ คีตศิลป์ และจินตนาการได้อย่างเหมาะสม และนักร้องที่ขับร้องเพลงได้ชัดเจนและถูกต้องตามหลักภาษาไทย มีศิลปะการใช้เสียง และถ่ายทอดจังหวะอารมณ์ในการขับร้องได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งยังเชิดชูเกียรติบุคคล องค์กร หรือโครงการที่มีผลงานดีเด่นด้านการส่งเสริมภาษาไทยและมีคุณูปการต่อวงการเพลง โดยผลการประกวดเพลง “เพชรในเพลง” เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๘

มีทั้งสิ้น ๒๐ รางวัล ได้แก่
รางวัลการประพันธ์เพลงดีเด่นด้านภาษาไทย จำนวน ๖ รางวัล
๑.รางวัลชนะเลิศ ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงไทยสากล ได้แก่ นายศุภชัย  เจียรวนนท์ จากเพลงกตัญญู
๒.รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงไทยสากล ได้แก่ นายกฤตศิลป์  ฉลองขวัญ จากเพลงฟ้าหลังฝน
๓.รางวัลชนะเลิศ ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงไทยลูกทุ่ง ได้แก่ นายสลา  คุณวุฒิ จากเพลงผู้หญิงหัวใจอีสาน
๔.รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงไทยลูกทุ่ง ได้แก่ นายพีรพัฒน์  คงเพ็ชร จากเพลงไอดินกลิ่นหญ้า
๕.รางวัลชนะเลิศ ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงเพื่อชีวิต ได้แก่ นายพยัพ  คำพันธุ์
จากเพลงสู้ชีวิต
๖.รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงเพื่อชีวิต ได้แก่นายสุรศักดิ์  ตันน้อย (กฤช  เกรียงไกร) และ นายประเสริฐ  พงษ์ธนานิกร (ราชันย์  วังทอง) จากเพลงชีวิต คือ อนัตตา

รางวัลการขับร้องเพลงดีเด่นด้านภาษาไทย จำนวน ๑๒ รางวัล
๑.รางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลชาย ได้แก่ นายทชภณ  พลกองเส็ง (พลพล  พลกองเส็ง) จากเพลงอยากให้รู้ว่าห่วงใย
๒.รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลชาย ได้แก่ นายรัชเมศฐ์  สุวโชคพิบูลย์ (เล็ก รัชเมศฐ์) จากเพลงใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว
๓.รางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลหญิง ได้แก่ นางสาวสรวีย์  ธนพูนหิรัญ (ผิงผิง) จากเพลงฟ้าหลังฝน
๔.รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลหญิง ได้แก่ นางสาวกวิสรา  คงบุญศิริคุณ (กอกี้ กวิสรา)
จากเพลงLife of อีหล่า
๕.รางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งชาย ได้แก่ นายอนันต์  อาศัยไพรพนา (นัน อนันต์) จากเพลงจีบเธอได้ไหม
๖.รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งชาย ได้แก่ นายกิตติคุน  บุญค้ำจุน (มนต์แคน  แก่นคูน) จากเพลงแฟนบ่ว่าบ้อ
๗.รางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งหญิง ได้แก่ นางสาวสุทธิยา  รอดภัย (ใบเฟิร์น สุทธิยา) จากเพลงเสียงหวานจากหลานย่าโม
๘.รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งหญิง ได้แก่ นางสาวกาญจนา  มาศิริ จากเพลงแฟนเก่าที่เรายังรัก
๙.รางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงเพื่อชีวิตชาย ได้แก่ นายวรพล  นวลผกา (น๊อตตี้ freedom) จากเพลงสู้ชีวิต
๑๐.รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงเพื่อชีวิตชาย ได้แก่ นายอิชณน์กร  พึ่งเกียรติรัศมี (จ๋าย ไททศมิตร) จากเพลงแอบเก็บความในใจไว้ภายในแว่นเรย์แบนสีดำ
๑๑.รางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงเพื่อชีวิตหญิง ได้แก่ นางสาวชนาภรณ์  ทวีชาติ (แพร ชนา) จากเพลงคลื่น
๑๒.รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงเพื่อชีวิตหญิง ได้แก่ นางสาวชฎาพร  เถาบุญ (บักฟ้า ชฎาพร) จากเพลงพรหนึ่งข้อ

รางวัลเชิดชูเกียรติพิเศษ จำนวน ๒ รางวัล
๑.รางวัลเชิดชูเกียรติ นัจจกรผู้สร้างสรรค์บทเพลงและบทละครเวที
ได้แก่ นางดารกา  วงศ์ศิริ
๒.รางวัลเชิดชูเกียรติ ผู้มีคุณูปการต่อวงการเพลงและดนตรี ได้แก่ นายอานันท์  นาคคง
๒.การจัดพิมพ์หนังสือหายาก โดยกรมศิลปากรได้จัดพิมพ์หนังสือหายากเรื่อง “จินดามณี ฉบับสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ” ซึ่งเป็นแบบเรียนภาษาไทยในสมัยอยุธยา สอนเรื่องอักขรวิธี การประสมอักษร และการผันวรรณยุกต์อย่างละเอียด มีคุณค่าต่อการศึกษาพัฒนาการด้านอักษรศาสตร์และการเรียนการสอนภาษาไทยในอดีต
๓.การสัมมนาทางวิชาการด้านภาษาและวรรณคดีไทย ในหัวข้อ “วรรณคดีบทละครไทย” ที่มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ด้านภาษาและวรรณคดีไทยให้เข้าถึงประชาชนอย่างกว้างขวาง เพื่อธำรงไว้ซึ่งมรดก ทางวัฒนธรรมของชาติอย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๘ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๓๐ น. โดยมีการถ่ายทอดสดให้ผู้สนใจรับชมได้ทางเฟสบุ๊กกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม

สุดท้ายนี้ นางสาวพลอย ธนิกุล กล่าวเชิญชวนผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๘ ในวันอังคารที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ตั้งแต่เวลา ๐๙.๓๐ น. เป็นต้นไป ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง ร่วมเรียนรู้ และร่วมสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง สร้างสรรค์ และภาคภูมิใจต่อชาติอย่างแท้จริง ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (www.culture.go.th) หรือ Facebook Fanpage : กรมส่งเสริมวัฒนธรรม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top