Saturday, 13 June 2026
NEWS FEED

สำนักงานตำรวจแห่งชาติตีแผ่ 5 พฤติกรรมสายลับ โทษสูงสุดถึงประหารชีวิต ขอความร่วมมือประชาชนช่วยแจ้งเบาะแส

(27 ก.ค. 68) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งขณะนี้อาจมีกลุ่มบุคคลไม่หวังดีลักลอบส่งข้อมูลด้านความมั่นคงและการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่ไทยให้แก่ฝ่ายกัมพูชา อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ประชาชน และความมั่นคงของชาติ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ให้สังเกตลักษณะการกระทำที่อาจเข้าข่ายเป็นการสายลับ ดังนี้

1. การเก็บข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ – ลอบถ่ายภาพหรือวิดีโอที่ตั้งหน่วยทหาร จุดยุทธศาสตร์ เส้นทางลำเลียงเสบียงหรืออาวุธ

2. การติดตามความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ – สอดส่องการเคลื่อนย้ายกำลังพล หรือการจัดวางยุทโธปกรณ์ของหน่วยงานความมั่นคง

3. การกระทำที่ผิดปกติ – เช่น ถ่ายภาพในพื้นที่บ่อยครั้ง เข้าใกล้พื้นที่ปฏิบัติการโดยไม่มีเหตุผล หรือเดินสำรวจพื้นที่โดยไม่มีจุดหมาย

4. การเข้าออกพื้นที่หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต – ปรากฏตัวในพื้นที่ที่มีคำสั่งอพยพ หรือในเวลาที่ผิดปกติ เช่น เวลากลางคืน

5. การครอบครองอุปกรณ์ต้องสงสัย – เช่น กล้องส่องทางไกล แผนที่ยุทธศาสตร์ แผนผังพื้นที่ หรืออุปกรณ์ระบุตำแหน่ง GPS

โดยการกระทำลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายเป็นความผิดร้ายแรง ตามประมวลกฎหมายอาญา หมวด 3 “ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร” ซึ่งอาจต้องระวางโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต

ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นพฤติการณ์ต้องสงสัย หรือบุคคลที่มีลักษณะเป็นสายลับ ลักลอบส่งข้อมูลความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ หรือข้อมูลสำคัญของประเทศไปยังฝ่ายกัมพูชา ขอให้แจ้งเบาะแสดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ทหาร ตำรวจ หรือที่สายด่วน 191 และสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

AI Culture วัฒนธรรมองค์กรยุคใหม่ ในโลกของปัญญาประดิษฐ์ กลยุทธ์ระยะยาว!! การสร้างความได้เปรียบ ในการแข่งขันทางธุรกิจ

(27 ก.ค. 68) ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว องค์กรต่างๆ จำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับความท้าทายและโอกาสที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในปัจจัยการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการผลิต การบริการ การเงิน การแพทย์ รวมไปถึงภาครัฐและภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หากจำเป็นต้องมีวัฒนธรรมองค์กรที่เข้าใจและพร้อมทำงานร่วมกับ AI อย่างเป็นระบบและยั่งยืน วันนี้ OPEN-TEC (Tech Knowledge Sharing Platform) ภายใต้การดูแลของ TCC TECHNOLOGY GROUP จะพาทุกท่านไปสำรวจ “AI Culture” ที่จะกลายเป็นรากฐานสำคัญขององค์กรยุคใหม่

AI Culture คืออะไร?
AI Culture หรือ วัฒนธรรมองค์กรที่พร้อมอยู่ร่วมกับ AI หมายถึงการบูรณาการ AI เข้ากับแนวคิด กระบวนการทำงาน และค่านิยมขององค์กรอย่างสมดุลและมีจริยธรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อให้คนและ AI สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เปิดโอกาสในการสร้างนวัตกรรม และขยายศักยภาพขององค์กรให้กว้างขึ้น ทั้งนี้ จากข้อมูลของสถาบัน Human Technology Institute ระบุว่า องค์กรที่มีวัฒนธรรมองค์กรที่พร้อมอยู่ร่วมกับ AI จะมีความเข้าใจในศักยภาพและข้อจำกัดของ AI พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการฝึกอบรม การทดลองใช้งาน และการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง1 ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญในขับเคลื่อนองค์กรในยุคดิจิทัล

บทบาทของผู้นำในการผลักดัน AI Culture
การเสริมสร้าง AI Culture ให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน เริ่มต้นจาก “ผู้นำ” ที่มีวิสัยทัศน์และเข้าใจบทบาทของ AI อย่างชัดเจน พร้อมสามารถเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากลยุทธ์และแนวคิดด้านจริยธรรมขององค์กร จากรายงานของ World Economic Forum ชี้ให้เห็นว่า 74% ของบุคลากรต้องการเรียนรู้ผ่านผู้นำของตนเอง ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของบทบาทผู้นำในการเสริมสร้างศักยภาพคนในองค์กร2 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ทักษะด้านเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การลงทุนด้านการเรียนรู้จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มพูนทักษะ เสริมสร้างแรงจูงใจ และการเติบโตขององค์กรในระยะยาว

การส่งเสริม AI Literacy ในทุกระดับ
AI Literacy หรือ การรู้เท่าทัน AI ไม่ได้จำกัดเฉพาะฝ่ายงานด้านเทคโนโลยีอีกต่อไป ทุกฝ่ายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการตลาด การเงิน ทรัพยากรบุคคล หรือผู้บริหารระดับสูง ต่างมีบทบาทสำคัญในการเรียนรู้และประยุกต์ใช้ AI ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในบริบทของตนเอง ตามรายงานจาก Microsoft ชี้ให้เห็นว่าบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมด้าน AI อย่างเหมาะสม มีแนวโน้มที่จะมองเห็นคุณค่าของ AI มากกว่าคนทั่วไปถึง 1.9 เท่า โดยเฉพาะในด้านการตัดสินใจและการเพิ่มประสิทธิภาพงาน3 ดังนั้น องค์กรจึงควรเริ่มต้นจากการให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการทำงานของ AI พร้อมปลูกฝังแนวคิดด้านจริยธรรม ความโปร่งใส และความรับผิดชอบในการใช้งาน เพื่อให้บุคลากรมีความมั่นใจในการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม เพราะเมื่อการเรียนรู้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร การเปลี่ยนแปลงก็จะไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว แต่คือโอกาสในการยกระดับความสามารถของคนและองค์กรไปพร้อมกัน

AI Culture ต่อความสามารถในการแข่งขัน
การมี AI Culture อย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการตอบสนองต่อกระแสเทคโนโลยีเท่านั้น หากแต่เป็นกลยุทธ์ระยะยาวในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน องค์กรที่มีวัฒนธรรมการใช้ช้อมูลและ AI อย่างมีระบบจะสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างรวดเร็ว ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น พร้อมทั้งสร้างสิ่งใหม่ๆได้อย่างต่อเนื่อง ตามข้อมูลของ Deloitte ยังระบุว่า องค์กรที่ใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพมีโอกาสบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจสูงถึง 48% ภายในหนึ่งปี ในขณะที่องค์กรที่ขาดวัฒนธรรมดังกล่าวกลับเผชิญปัญหาด้านการปรับตัว4 ทั้งนี้ AI Culture ที่ฝังลึกอยู่ในโครงสร้างและ ความคิดของผู้คนภายในองค์กรยังเป็นจุดแข็งที่ยากจะลอกเลียนแบบ เพราะไม่ใช่แค่การใช้เทคโนโลยีอย่างฉาบฉวย แต่เป็นแนวคิดและพฤติกรรมที่สอดคล้องกันในทุกระดับขององค์กร

สุดท้ายนี้ ในยุคที่ข้อมูลกลายเป็นสินทรัพย์อันล้ำค่า การแปลงข้อมูลให้กลายเป็นการตัดสินใจที่แม่นยำ คือหัวใจของความสำเร็จ และ “AI Culture” คือกลไกสำคัญที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน และเปลี่ยนแปลงองค์กรให้ก้าวเดินไปพร้อมกับ AI อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน

โฆษก กรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ห่วงกรณี สหรัฐอเมริกา ที่นำเรื่องภาษี 36 % , มาเป็นเครื่องมือ บีบ รัฐบาล ให้ ยุติ การ สู้รบ กับ กัมพูชา

(27 ก.ค. 68) นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล เลขานุการและโฆษก คณะกรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิ สภา กล่าวว่า การที่ประธานาธิปดีโดนัล ทรัมป์ ผู้นำ สหรัฐอเมริกา ได้โทรศัพท์ มาเพื่อพูดดุยกับ นายภูมิธรรม เวชยชัย  รักษาการนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ เจรจากับ ผู้นำ กัมพูชา  เพื่อ ยุติการ สู้รบ โดยเร็ว โดย ที่ ทรัมป์ ได้นำเอา เรื่องการ เจรจาต่อรอง ระหว่าง รัฐบาล กับ สหรัฐอเมริกา ในเรื่อง ภาษีการส่งออกสินค้า 36 % มาเป็น ข้อ ต่อรอง ว่า ถ้าการสู้รบ ยังไม่ยุติ สหรัฐอเมริกา จะไม่ เจรจาเรื่องของ อัตราภาษี

ทางหนึ่ง เป็นความหวังของ ผู้นำสหรัฐอเมริกา ที่ไม่ต้องการเห็นการ สู้รบ ขยายขอบเขตและยึดเยื้อ เพราะผู้ได้รับผลกระทบหนักหน่วงคือ ประชาชน ที่ต้องมีการ อพยพ ทั้งฝ่ายไทย และ กัมพูชา ในฐานะที่ สหรัฐเป็น พี่ใหญ่ ที่เป็น มหาอำนาจ ถือเป็นการ ปฏิบัติ ที่ถูกต้อง แต่อีกทางหนึ่งการใช้เรื่อง ภาษีส่งออก 36 %  มาเป็นเหมือการบังคับกลายๆว่า ถ้าไทย ไม่มีการ เจรจากับกัมพูชา เพื่อ ยุติ ปัญหาการสู้รบ เพื่อกลับเข้าสู่การ เจรจา ทรัมป์ จะไม่ เจรจากับ ผู้แทนรัฐบาลไทยในเรื่องการ ลดภาษี 36 % คนไทยส่วนใหญ่ หลังการรับรู้ข่าวที่เกิดขึ้น สร้างความไม่สบายใจ และเป็นห่วงกับ สถานการณ์การสู้รบ ที่เกิดขึ้น หาก รัฐบาล ต้องทำตาม ข้อเรียกร้องของ สหรัฐอเมริกา ซึ่งนำเอาการเจรจาเรื่องภาษีมาเป็นข้อ ต่อรอง

คณะกรรมาธิการทหารฯ ซึ่งติดตามสถานการณ์การสู้รบ และการใช้การทูตเพื่อยุติปัญหาที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด มีความเป็นห่วงกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง โดยขอให้ รัฐบาล มีความตระหนัก ในการดำเนินนโยบายต่างๆประเทศ กับ มหาอำนาจ อย่าง สหรัฐอเมริกา และ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นพันธมิตรกับไทย และ กัมพูชา  เพื่อมิให้มีความ เอนเอียง ไปยังมหาอำนาจฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดโดยเด็ดขาด

และ รัฐบาล ต้องไม่ หมกเม็ก นำเรื่อง ภาษี 36%  เพื่อที่จะ ทำตามความต้องการของ สหรัฐอเมริกา เพราะเรื่องภาษี เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ต้องไม่นำมาเกี่ยวข้องกับการ สู้รบ และ ข้อพิพาท ในเรื่องของ ดินแดน ไทย-กัมพูชา รวมทั้ง รัฐบาล ต้อง เปิดเผย ข้อเท็จจริง กับประชาชน โฆษก กรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา กล่าวท้ายสุด

นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

‘มาห์เล’ เดินหน้าเต็มสูบ!! สู่เป้าหมาย ลดคาร์บอน เน้น!! ลดการปล่อย CO₂ และกระตุ้นเศรษฐกิจ

(27 ก.ค. 68) ความหลากหลายทางเทคโนโลยีเป็นกลยุทธ์ที่มาห์เล (MAHLE) ยึดถือมาโดยตลอด และยังเป็นรูปแบบที่มีความหวังมากที่สุดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากระบบขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้า (e-mobility) ยังขยายตัวได้ช้า มาห์เลจึงขอเน้นย้ำว่า นอกจากรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ 100% แล้ว วงการอุตสาหกรรมควรสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงระบบไฮบริดและระบบเปลี่ยนน้ำมันเป็นพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่ (range extender) โดยอาร์นด์ ฟรานซ์ (Arnd Franz) ซีอีโอของมาห์เล ได้เรียกร้องที่งาน MAHLE Tech Day ณ เมืองชตุทท์การ์ท ขอให้ยุโรปแก้กฎหมายควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยเร็ว เพื่อให้กฎหมายมีผลครอบคลุมกับเทคโนโลยีการเผาไหม้ที่ยั่งยืนและเชื้อเพลิงหมุนเวียนด้วย 

“ในฐานะซัพพลายเออร์ เราต้องการให้กฎหมายมีความเป็นกลางทางเทคโนโลยี (technology neutrality) เพื่อที่เราจะได้เดินหน้าอย่างรวดเร็วในการปกป้องสภาพภูมิอากาศ เพื่อที่ความเชี่ยวชาญและจุดแข็งด้านนวัตกรรมของอุตสาหกรรมยานยนต์ยุโรปจะยังคงเติบโตต่อไปในยุโรป รวมทั้งการรักษาอัตราการจ้างงานในยุโรป และช่วยให้เศรษฐกิจของยุโรปสามารถกลับมาเข้มแข็งได้ดังเดิม”

โดยมาห์เลไม่เพียงมุ่งเน้นปรับปรุงประสิทธิภาพในการนำเสนอผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการปรับปรุงการดำเนินงานทั้งหมดด้วย เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างความยืดหยุ่น ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ผันผวนในปัจจุบัน

ความเป็นกลางทางเทคโนโลยี เพื่อลดการปล่อย CO₂ และกระตุ้นเศรษฐกิจ

“เรามีความมุ่งมั่นอย่างชัดเจนในเรื่องการปกป้องสภาพภูมิอากาศ และพร้อมผลักดันระบบขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้า (e-mobility)” อาร์นด์ ฟรานซ์ ซีอีโอของมาห์เล กล่าวกับนักข่าวจากนานาประเทศ นอกจากผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าแบตเตอรี่แล้ว มาห์เลยังลงทุนในระบบไฮบริดและระบบเปลี่ยนน้ำมันเป็นพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่เพื่อที่จะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าใช้งานได้ในสถานการณ์จริงมากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีเหล่านี้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศต่าง ๆ เช่น จีน โดยคาดว่า รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้ระบบเปลี่ยนน้ำมันเป็นพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่จะมีส่วนแบ่งในตลาดโลกเพิ่มขึ้น 15% ต่อปีจนถึงปี 2573 และมาห์เลมุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมในการเติบโตนี้

นอกจากนี้ ฟรานซ์ยังเน้นย้ำถึงศักยภาพของเชื้อเพลิงหมุนเวียน โดยกล่าวว่า “แผนการปกป้องสภาพภูมิอากาศในภาคการจราจรทางถนนอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพจะสมบูรณ์ไปไม่ได้หากปราศจากเชื้อเพลิงหมุนเวียน ซึ่งนอกจากไฮโดรเจนที่ใช้ในภาคการขนส่งแล้ว เชื้อเพลิงชีวภาพสามารถสนับสนุนการเดินทางส่วนบุคคล (individual mobility) ได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน” เขาเน้นย้ำ

ฟรานซ์กล่าวว่า การที่จะบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศนั้น รถยนต์ที่วิ่งบนท้องถนนจะต้องใช้เชื้อเพลิงชีวภาพและเชื้อเพลิงสังเคราะห์ให้ได้ในสัดส่วนถึง 30% ภายในปี 2573 “เทคโนโลยีของมาห์เลสามารถรองรับการใช้เชื้อเพลิงหมุนเวียนได้โดยตรงอย่างไม่มีข้อจำกัด” 

ซีอีโอมาห์เลยังเตือนด้วยว่า สหภาพยุโรป (EU) ได้เดินมาถึงช่วงเวลาที่จะต้องตัดสินใจแล้ว “การปรับปรุงกฎหมาย CO₂ ในยุโรปต้องไม่ล่าช้า เครื่องยนต์สันดาปภายในที่ทำงานโดยใช้เชื้อเพลิงที่เป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศ จะต้องได้รับการยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางแก้ปัญหา” หากไม่มีการสนับสนุนด้านกฎระเบียบ มาห์เลอาจจะระงับการลงทุนในกิจกรรมเกี่ยวกับเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ที่ยั่งยืนในยุโรป

มาห์เลชูกลยุทธ์ MAHLE 2030+ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ระบบส่งกำลังทุกประเภทที่มีส่วนช่วยปกป้องสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นระบบขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้า เครื่องยนต์สันดาปภายในที่ยั่งยืน และการจัดการความร้อนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด 

ประสิทธิภาพขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง มาห์เลยังคงเดินหน้าปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยปรับใช้โครงสร้างองค์กรใหม่ทั่วโลกในระยะเวลา 200 วัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับแต่ละภูมิภาคและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดซื้อ และปัจจุบันกำลังดำเนินโครงการ “Back on Track 2025” ซึ่งรวมมาตรการประหยัดพลังงาน เช่น การปิดอุปกรณ์ และการใช้ระบบความร้อนจากเซลล์แสงอาทิตย์

นอกจากนี้ มาห์เลยังส่งเสริมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยนำแมชชีนเลิร์นนิงมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทั้งการผลิตและการดำเนินงานในสำนักงาน ขณะที่เจเนอเรทีฟ เอไอ ช่วยเร่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะเห็นได้จากพัดลมหมุนเหวี่ยงแบบไบโอนิก (bionic radial blower) ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากปีกของนกเพนกวิน ทั้งนี้สามารถพบกับผลิตภัณฑ์นี้ได้ที่งาน IAA Mobility

มาห์เลเข้าร่วมงาน IAA Mobility 2025 มาห์เลจะจัดแสดงนวัตกรรมในสามด้านหลัก ได้แก่ ระบบเปลี่ยนน้ำมันเป็นพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่เพื่อเพิ่มระยะทางขับขี่ของรถยนต์ไฟฟ้า โมดูลการจัดการความร้อนที่รวมฮีทปั๊มในตัว และชิ้นส่วนเครื่องยนต์ที่รองรับเชื้อเพลิงเอทานอลเพื่อลดการปล่อยมลพิษ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการ “Efficiency” ที่มาห์เลยึดถือ

ดร. มาร์โก วาร์ธ (Dr. Marco Warth) รองประธานฝ่ายวิจัยองค์กรและวิศวกรรมขั้นสูงของมาห์เล กล่าวว่า “ที่มาห์เล คำว่าประสิทธิภาพไม่เพียงนิยามความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยมระหว่างความพยายามกับผลลัพธ์เท่านั้น แต่เรายังทำให้หลักการนี้เป็นไปได้ด้วยโซลูชันนวัตกรรมที่ช่วยอนุรักษ์ทรัพยากร ประหยัดพลังงาน และส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่การขับเคลื่อนที่ยั่งยืน” ระบบเปลี่ยนน้ำมันเป็นพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่ช่วยส่งเสริมความก้าวหน้าของรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ 

ความกังวลเรื่องระยะทางวิ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อยานยนต์ไฟฟ้า มาห์เลตระหนักถึงความกังวลนี้ จึงได้นำเสนอระบบเปลี่ยนน้ำมันเป็นพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่เพื่อให้พลังงานสำรองแก่รถยนต์ไฟฟ้าเมื่อแบตเตอรี่หมด ทำให้สามารถใช้แบตเตอรี่ที่มีขนาดเล็กลงและลดต้นทุน ในขณะที่ให้ระยะทางวิ่งไกลขึ้น
ระบบ 800 V มาพร้อมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงกว่า 97% และเครื่องยนต์สันดาปภายในขนาดกะทัดรัดและไฮเทค ที่ใช้เทคโนโลยี Jet Ignition เทอร์โบชาร์จเจอร์ ระบบหัวฉีดไดเรกต์อินเจกชัน และวาล์วควบคุมแบบ Miller cycle ผลลัพธ์ที่ได้คือ ประสิทธิภาพมากกว่า 42% และมีเสียงรบกวนน้อยที่สุด

“ระบบเปลี่ยนน้ำมันเป็นพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่ของมาห์เลมีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ติดตั้งง่าย และช่วยประหยัดทรัพยากร จึงเป็นชุดแบตเตอรี่พกพาที่กะทัดรัดและมีประสิทธิภาพเชื่อถือได้สำหรับระบบขับเคลื่อน” มาร์โก วาร์ธ รองประธานฝ่ายวิจัยองค์กรและวิศวกรรมขั้นสูง กล่าว ชิ้นส่วนยานยนต์ที่มาห์เลพัฒนาขึ้นเองนี้ช่วยให้ระบบขับเคลื่อนมีขนาดกะทัดรัด นอกจากนี้ในการทดสอบ WLTP รถยนต์ยังสามารถทำระยะทางได้สูงสุดถึง 1,350 กม.

โมดูลการจัดการความร้อนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและระยะทาง
โมดูลการจัดการความร้อนของมาห์เลประกอบด้วยปั๊มความร้อนประสิทธิภาพสูงที่ช่วยเพิ่มระยะทางของรถยนต์ไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 20% การออกแบบที่ครบเครื่องและขนาดที่กะทัดรัดช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพและลดต้นทุนของระบบ โมดูลนี้สามารถใช้สารทำความเย็นได้หลากหลาย และจะเริ่มเข้าสู่สายการผลิตได้ภายในสองปี

“ข้อได้เปรียบของมาห์เลในสภาพแวดล้อมการแข่งขันของเราคือ ความเชี่ยวชาญด้านชิ้นส่วนและระบบที่ครอบคลุม ซึ่งเราสั่งสมประสบการณ์เหล่านี้จากการพัฒนาและการผลิตภายในองค์กร ด้วยเหตุนี้ เราจึงสามารถนำเสนอโซลูชันแบบองค์รวมที่ประสานการทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ” วาร์ธกล่าว

พัดลมหมุนเหวี่ยงแบบไบโอนิก – แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ พัดลมหมุนเหวี่ยงรุ่นใหม่ของมาห์เลได้รับแรงบันดาลใจมาจากปีกของนกเพนกวิน และถูกพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วโดยใช้เครื่องมือ AI ภายในองค์กร พัดลมหมุนเหวี่ยงแบบไบโอนิกให้เสียงที่เงียบลง 60% และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น 15% เมื่อเทียบกับพัดลมแบบดั้งเดิม เหมาะสำหรับพื้นที่ขนาดเล็กในรถยนต์ทุกประเภท 

เครื่องยนต์เอทานอล – มาห์เลพร้อมแล้วสำหรับเชื้อเพลิงที่ยั่งยืน

มาห์เลยังได้นำเสนอผลิตภัณฑ์เซลล์พลังงานสำหรับเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้เอทานอลเป็นเชื้อเพลิง โดยรถยนต์สามารถลดการปล่อย CO₂ ได้สูงสุดถึง 70% เมื่อใช้เอทานอล E100 

พร้อมกันนี้ มาห์เลขอแนะนำชิ้นส่วนเครื่องยนต์ที่รองรับเอทานอล ซึ่งช่วยลดการปล่อย CO₂ ได้สูงสุดถึง 70% และประหยัดเชื้อเพลิงได้ 1.5% ดีไซน์ของชิ้นส่วนนี้ให้ความมั่นใจในเรื่องของความทนทานและกินน้ำมันน้อยภายใต้ความเค้นจำเพาะ (specific stress) ของเอทานอล

กระทรวงเกษตรฯ ปั้นผู้นำเกษตรอัจฉริยะ มอบเข็มวิทยฐานะ วกส. รุ่น 6 สู่ขุนพลเกษตร 4.0สานเครือข่ายผู้นำ 110 คนทั่วประเทศ ยกระดับเกษตรไทยสู่ความมั่นคงระดับโลก

(25 ก.ค. 68) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับมูลนิธิเกษตราธิการ และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA จัดพิธีมอบเข็มวิทยฐานะแก่ผู้สำเร็จหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 6 โดยได้รับเกียรติจากนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีฯ พร้อมมอบเข็มวิทยฐานะแก่ผู้เข้ารับการอบรมที่สำเร็จหลักสูตรฯ จำนวน 110 คน ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร โดยมี นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการหลักสูตรฯ นายชวลิต ชูขจร ประธานกรรมการ ARDA และ ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้อำนวยการ ARDA เข้าร่วมเป็นเกียรติและเป็นสักขีพยานในพิธี ณ ห้องแคทลียา โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ  

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวแสดงความยินดีแก่ผู้สำเร็จการอบรมว่า “ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่สำเร็จการอบรมหลักสูตรวกส.รุ่นที่ 6 ผมเชื่อมั่นว่าประสบการณ์ ความรู้ และเครือข่ายที่ทุกท่านได้รับ จะเป็นพลังสำคัญในการรับใช้พี่น้องเกษตรกร รับใช้แผ่นดินได้ดียิ่งขึ้น เพื่อยกระดับศักยภาพภาคเกษตรไทย โดยเฉพาะในยุคที่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมกลายเป็นเครื่องมือหลักในการแข่งขัน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของผม และท่านอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กำหนดเป็นนโยบายการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ”  

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า หลักสูตร วกส. ถือเป็น “หลักสูตรเกษตรระดับสูงอันดับ 1 ของประเทศ” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างผู้นำเกษตรยุคใหม่ ที่มีวิสัยทัศน์ เข้าใจเทคโนโลยี เข้าใจบริบทโลก และเข้าใจเกษตรกร โดยเน้นการพัฒนาองค์ความรู้ด้าน เกษตรสมัยใหม่ เทคโนโลยีดิจิทัล การตลาด
การบริหารจัดการ และนวัตกรรม ที่สามารถนำไปต่อยอดเชิงนโยบาย และขยายผลสู่ภาคปฏิบัติได้จริง สำหรับวกส. รุ่นที่ 6 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 กุมภาพันธ์ – 25 กรกฎาคม 2568 โดยมีเนื้อหาการอบรมที่เข้มข้นครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ อาทิ การสัมมนาวิชาการ การดูงานเทคโนโลยีเกษตรระดับสากล และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้นำจากทุกภาคส่วน เพื่อเตรียมพร้อมสู่การเป็น “Change Agent” ในการพลิกโฉมภาคเกษตรไทย
ภาคการเกษตรในศตวรรษที่ 21 ต้องการผู้นำที่พร้อมรับมือกับความท้าทายรอบด้าน

ทั้งด้านการผลิตการแข่งขัน และความมั่นคงทางอาหารในระดับโลก... หลักสูตรนี้จึงไม่ใช่แค่ห้องเรียน แต่คือเวทีสร้างขุนพลเกษตรไทยในโลกเกษตรวิถีใหม่ และตลอด 6 รุ่นที่ผ่านมา วกส. ได้สร้างเครือข่ายผู้นำเกษตรไทยแล้วกว่า 600 คน ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเชื่อมโยงภาครัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม โดยยึดหลัก “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เพื่อสร้างผลผลิตเกษตรที่มีคุณภาพด้วยการใช้งานวิจัย ควบคู่

ไปกับหลักปรัชญาศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างความ สมดุล มั่นคง และยั่งยืนของระบบเกษตรไทย นอกจากนี้เครือข่ายวกส. ยังได้พัฒนาข้อเสนอในการขอทุนสนับสนุนงานวิจัยเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาด้านการเกษตร โดยจัดทำโครงการวิจัยพัฒนาการเกษตรได้มากกว่า 40 โครงการ สามารถแก้ไขปัญหาในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร รวมถึงการต่อยอดสินค้าเกษตรมูลค่าโครงการได้ไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท

‘มาสด้า’ ตอกย้ำ!! เอกลักษณ์ยนตรกรรม ที่สร้างความสำเร็จไปทั่วโลก ด้วยสมรรถนะจาก ‘SKYACTIV’ และความงามจาก ‘โคโดะ ดีไซน์’

(27 ก.ค. 68) เมื่อเอ่ยถึงแบรนด์รถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นที่มีเรื่องราวความเป็นมามากกว่า 100 ปี ผ่านร้อน ผ่านหนาว และฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการ แต่ยังคงยืนหยัดอย่างสง่างามท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ของโลก นั่นคือแบรนด์ “มาสด้า” มาเจาะรายละเอียดว่ากว่าจะเดินทางมาไกลจนถึงวันนี้ มีอะไรที่มาสด้าได้รังสรรให้กับมวลมนุษยชาติไว้อย่างน่าสนใจ 

มาสด้า เป็นแบรนด์รถยนต์ที่สร้างตำนานและถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ไว้มากมาย สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์นอกเหนือจากปรัชญาที่มุ่งเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาแล้ว ยังคงมีองค์ประกอบอื่น ๆ อีกมากที่ทำให้รถมาสด้าได้รับการยอมรับจากลูกค้าทั่วโลก กลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ที่ประสบความสำเร็จและเป็นแบรนด์ที่ดำรงอยู่มากกว่า 100 ปี องค์ประกอบหลายสิ่ง ได้ถูกถ่ายทอดลงในรถยนต์ของมาสด้าทุกเจเนอเรชั่น แต่สิ่งที่มาสด้าแตกต่างอย่างชัดเจนเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง คือการมาพร้อมเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ด้วยภาพลักษณ์ใหม่กับรถยนต์มาสด้าเจเนอเรชั่นใหม่ ด้วยแนวทางการออกแบบที่เสริมให้รถยนต์โดดเด่นยิ่งขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่ช่วยให้การขับขี่เป็นไปอย่างง่ายดายและปลอดภัย โดยเฉพาะการขับขี่เป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างรถกับผู้ขับขี่ ตามปรัชญา Jinba-ittai โดยให้รถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพตามความตั้งใจของผู้ขับขี่ เพิ่มความปลอดภัยและความมั่นใจมากขึ้น 

มาสด้าพัฒนารถยนต์เจเนอเรชั่นใหม่เพื่อให้เป็น “สิ่งที่เป็นปรารถนาในระดับสากล” การสร้างรถยนต์ที่ทำให้เกิดความปรารถนาของผู้คนนั้น ต้องสร้างคุณค่าใหม่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน มาสด้ามุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ โดยใช้หลักปรัชญามนุษย์เป็นศูนย์กลางในการยกระดับคุณค่าผลิตภัณฑ์ในทุกด้าน ได้แก่ การออกแบบ สมรรถนะการขับขี่ การลดแรงสั่นสะเทือนจากพื้นถนน ความนุ่มนวลในการขับขี่ เป็นมิตต่อสิ่งแวดล้อม และความรู้สึกถึงคุณภาพอันประณีต เพื่อให้การขับขี่เป็นธรรมชาติมากที่สุดสำหรับทุกคน มาสด้าได้ออกแบบและเชื่อมโยงองค์ประกอบทุกอย่างเข้าด้วยกัน เพื่อดึงความสามารถโดยธรรมชาติของมนุษย์ในการรักษาสมดุล ผลลัพธ์ที่ได้คือ SKYACTIV-Vehicle Architecture เป็นเทคโนโลยีโครงสร้างตัวถังชุดใหม่ที่ทำให้การขับขี่เป็นธรรมชาติมากขึ้น 

สมรรถนะอันทรงพลังจากเทคโนโลยี SKYACTIV สร้างชื่อเสียงกระหึ่มไปทั่วโลก
รถยนต์มาสด้าได้รับการพัฒนาขุมพลังด้วยเครื่องยนต์สกายแอคทีฟ โดยมอบสมรรถนะอันทรงพลังที่มาจากโครงสร้างตัวถังใหม่ SKYACTIV-Vehicle Architecture และปรับให้เข้ากับการรับความรู้สึกของมนุษย์ เพื่อมอบความรู้สึกในการขับขี่ที่เป็นธรรมชาติ และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างรถยนต์และผู้ขับขี่ พร้อมผสานทุกฟังก์ชันตามปรัชญา Human Centric ทำให้ผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง องค์ประกอบเหล่านี้คือเหตุผลที่ทำให้รถยนต์มาสด้าให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากรถยนต์คันอื่น โดยเทคโนโลยีสกายแอคทีฟของมาสด้า มีดังต่อไปนี้
• เครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน SKTYACTIV-G ให้สมรรถนะความแรงและประหยัดน้ำมัน โดยฉีดเชื้อเพลิงโดยตรงเข้าสู่ห้องเผาไหม้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้มีอัตราส่วนการอัดสูงที่สุดในโลก คืออัตรา 14.0:1 ช่วยให้ประหยัดนํ้ามัน มีแรงบิดดีขึ้น และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 
• เครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล SKYACTIV-D พัฒนาให้สามารถทำงานตอบสนองผู้ขับได้ดียิ่งขึ้น จากอัตราส่วนกำลังการบีบอัดที่สมบูรณ์ ทำให้ได้เครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูง แรง รอบจัด และยังสะอาด จึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 
• เกียร์อัตโนมัติสกายแอคทีฟ-ไดร์ฟ (Skyactiv-Drive)  เกียร์อัตโนมัติที่ตอบสนองอย่างรวดเร็วทันใจ มอบความสนุกสนานในการขับขี่ ออกตัวแรง เปลี่ยนเกียร์ได้ราบรื่น และเร่งแซงได้อย่างนุ่มนวล พร้อมทั้งประหยัดนํ้ามันเชื้อเพลิง 
• สกายแอคทีฟ-บอดี้ (Skyactiv-Body) โครงสร้างตัวถังสกายแอคทีฟ ที่ผลิตจากเหล็กกล้าคุณภาพสูง High Tensile Steel น้ำหนักเบาและแข็งแกร่ง ให้การควบคุมรถที่มั่นคง ช่วยลดแรงสะเทือนจากถนน และกระจายแรงปะทะที่เข้าสู่ห้องโดยสารในกรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน
• สกายแอคทีฟ-แชสซี (Skyactiv-Chassis) ช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยวสกายแอคทีฟ ระบบช่วงล่างที่เกาะถนนมั่นคงและให้ความนุ่มนวลแก่ห้องโดยสาร พร้อมระบบบังคับเลี้ยวที่ช่วยให้เข้าโค้งได้อย่างแม่นยำ ปลอดภัยและประหยัดน้ำมัน

สมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะ ทรงพลัง ทั้งแรงและประหยัดน้ำมัน
เพื่อมอบความปลอดภัยให้ครอบคลุม เครื่องยนต์ SKYACTIV-G รุ่นล่าสุดยังสามารถควบคุมความเร็วได้อย่างทันท่วงทีในทุกสถานการณ์การขับขี่ รวมถึงยังมีระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง G-Vectoring Control Plus สร้างความมั่นใจให้กับการขับขี่ในทุกสภาพถนน ด้วยการเพิ่มเสถียรภาพในการควบคุมรถ ลดแรงเหวี่ยงในขณะเข้าโค้ง ทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างราบรื่น นอกจากนี้ ห้องโดยสารยังมีความเงียบสงบผ่านการพัฒนาเรื่องการลดเสียงรบกวน การสั่นสะเทือน และความกระด้าง ให้ความเพลิดเพลินและความสบาย จากคุณสมบัติที่ครบถ้วนเหล่านี้สามารถมอบความอุ่นใจให้ผู้โดยสารทุกคนได้ผ่อนคลายและสุนทรียภาพในการขับขี่

เทคโนโลยีความปลอดภัยเหนือระดับ เพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่รื่นรมย์
รถยนต์มาสด้าทุกรุ่น มาพร้อมระบบความปลอดภัยครบครัน เพื่อช่วยผู้ขับขี่และช่วยลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน จุดประสงค์พื้นฐานความปลอดภัยเชิงป้องกันของมาสด้า คือการสร้างความมั่นใจในการขับขี่และการขับขี่ที่สนุกสนานให้กับผู้โดยสารทุกคน ตั้งแต่ตำแหน่งคนขับ รูปแบบแป้นเหยียบและทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ดี เทคโนโลยี i-Activsense รวมถึงเทคโนโลยีความปลอดภัยเชิงป้องกันที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องผู้โดยสารในกรณีที่เกิดการชนปะทะ นอกจากนี้ รถยนต์มาสด้าเจเนอเรชั่นใหม่ ยังมาพร้อมไฟหน้าแอลอีดีแบบปรับได้ (ALH) เพิ่มทัศนวิสัยให้กับกับผู้ขับขี่ในเวลากลางคืน
ในส่วนของความปลอดภัยเชิงปกป้อง เป้าหมายคือเพื่อปกป้องผู้โดยสารและคนเดินเท้าในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ  ด้วยการใช้เหล็กกล้าทนแรงดึงสูงพิเศษที่มีความแข็งแรงสูง และโครงสร้างสร้างตัวถังที่สามารถดูดซับแรงจากการกระแทกได้ดีขึ้น ไม่เพียงเท่านี้ การตกแต่งภายในยังใช้โครงสร้างป้องกันที่พัฒนาขึ้นตามลักษณะทางกายภาพของมนุษย์เพื่อลดการบาดเจ็บ พร้อมปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ด้วยถุงลมนิรภัยครบทุกจุด ไม่ว่าจะเป็น ด้านหน้า ม่านนิรภัย ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และถุงลมนิรภัยที่หัวเข่า* (ในบางรุ่น*)

การออกแบบตามหลักปรัชญาของมาสด้า
จาก นากาเร่ ดีไซน์ (Nagare’) สู่ โคโดะ ดีไซน์ ที่ถูกรังสรรขึ้นจากเส้นสายความพลิ้วไหวตามธรรมชาติ การเคลื่อนที่อย่างคล่องแคล่ว แข็งแรง ดั่งนักกีฬา การพัฒนาปรัชญาการออกแบบ นากาเร่ มีความหมายว่า ความต่อเนื่อง ไหลลื่น เป็นธรรมชาติ โดยนำเอาความสวยงามของธรรมชาติที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของสรรพสิ่งในธรรมชาติในหลากหลายลักษณะ ความพิถีพิถันการออกแบบเส้นสายที่ลื่นไหลต่อเนื่องของธรรมชาติผสมผสานเข้ากับการขึ้นรูปของตัวรถ การไหลอย่างต่อเนื่องของสรรพสิ่งในธรรมชาติ อาทิ กระแสลม น้ำ การเปลี่ยนรูปของทรายบนเนินทรายที่เกิดจากกระแสลม สายธาร ลาวา เป็นต้น มาสด้าได้นำเอาความสวยงามจากภาพของความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องไหลลื่น เหล่านั้น มาประยุกต์ใช้เป็นการยกระดับของงานดีไซน์ ภายใต้แนวทางการออกแบบ นากาเร่ มาสด้าได้ออกแบบรถต้นแบบทั้งสิ้น 7 คัน หลังจากนั้นได้นำมาใช้กับการออกแบบรถมาสด้าและเป็นรถที่ผลิตเพื่อการจำหน่ายจริง

ความคิดสร้างสรรค์และแนวทางของมาสด้าได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง มาสด้าได้นำปรัชญาการออกแบบสำหรับยนตรกรรมและถูกถ่ายทอดมาถึงยุคปัจจุบัน คือการผสมผสานความสวยงามและพลังเข้าไว้ด้วยกัน เป็นสิ่งที่มองเห็นและสัมผัสได้ในการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิต ทั้งมนุษย์และสัตว์ เป็นช่วงจังหวะของการเคลื่อนไหวที่กำลังจะเริ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น ช่วงจังหวะที่เสือซีต้าห์กำลังกระโจนเข้าตะครุบเหยื่อ หรือศิลปะการป้องกันตัวในอดีตของญี่ปุ่น ในจังหวะที่ดาบ “เคนโด้” กำลังจะถูกฟาดเพื่อเข้าจู่โจม ทั้งหมดคือช่วงเวลาขณะที่พละกำลังถูกรวบรวมเอาไว้เพื่อใช้งาน ได้ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างรวดเร็ว เป็นการแสดงออกถึงความสมดุลของความแข็งแกร่ง และความปราดเปรียว ในจังหวะเข้าจู่โจมนั้นต้องใช้สมาธิและการช่วงชิงจังหวะ ทำให้รับรู้ได้ถึง พละกำลัง ความเร็ว กล้ามเนื้อ และรูปทรงที่มีความแข็งแรง ทั้งหมดเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เป็นความสวยงามอย่างประณีต มีเสน่ห์อย่างไม่น่าเชื่อ

มาสด้าได้ผสมผสานคุณสมบัติทั้งสามอย่างเพื่อเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขึ้นรูปของ โคโดะ ดีไซน์ จิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหวที่งดงาม ‘KODO – Soul of Motion’ ประกอบด้วย
• ความรวดเร็ว (Speed): การขึ้นรูปที่บ่งบอกถึงความรวดเร็ว ให้ภาพของรถยนต์ที่มีการปลุกเร้าสัญชาตญาณของสรรพสิ่งที่มีชีวิตให้เกิดความต้องการในการควบคุมเครื่องจักรอันนี้ เป็นเครื่องจักรที่มีความเร็วและทรงพลัง
• ทรงพลัง (Tense): การขึ้นรูปที่ก่อให้เกิดความพิถีพิถันของความแข็งแกร่งมีพละกำลัง ในจังหวะการเริ่มต้นของการเคลื่อนที่เข้าจู่โจม เป็นการขึ้นรูปที่ประณีต ที่มีรากฐานของความเรียบง่ายด้วยสปิริตของชาวญี่ปุ่น
• ความงดงาม (Alluring): คุณภาพที่สามารถสัมผัสได้ ถ่ายทอดอย่างลึกซึ้ง เหนือระดับ ด้วยความประณีต และการเลือกสรรอย่างมีคุณค่า  รู้สึกได้ถึงศิลปะของผลิตภัณฑ์ที่ทำจากมือของมนุษย์อย่างประณีต

มาสด้าได้กำหนดการเคลื่อนไหวโดยฉับพลันแบบนี้ ที่เต็มเปี่ยมด้วยพละกำลัง ความรวดเร็ว แสดงออกอย่างน่าเกรงขาม ให้เป็นแนวทางของการขึ้นรูปงานดีไซน์ และเป็นการให้คำนิยามของ โคโดะ ‘KODO’ ที่มาสด้าใช้ในการออกแบบรถยนต์มาสด้าให้มีภาพลักษณ์ของความเร็ว ความทรงพลัง รวมถึงองค์ประกอบต่าง ๆ ทำให้ดูมีชีวิตชีวา แสดงออกถึงจิตวิญญาณ ‘KODO – Soul of Motion’ เป็นภาษาการออกแบบใหม่ที่เป็นตัวแทนของรถมาสด้าเจนเนอเรชั่นใหม่ มาสด้า ชินาริ (Shinari) คือรถต้นแบบที่ออกแบบด้วยความบริสุทธิ์งดงาม เป็นต้นแบบของรถ 4 ประตู และรถสปอร์ต 2 ประตู 4 ที่นั่ง ในภาษาญี่ปุ่น ชินาริ หมายถึงรูปลักษณ์ที่อ่อนโยนสวยงามแต่เต็มเปี่ยมด้วยพลัง พร้อมกับคุณสมบัติของความยืดหยุ่น สามารถรักษารูปทรงของตัวเองได้ถึงแม้จะได้รับแรงดึง ยืด หรือบิดตัวอย่างรุนแรง คล้ายกับคุณสมบัติธรรมชาติในเหล็กและไม้ไผ่ ชินาริ ยังหมายถึงตัวตนของบุคคลหรือสิ่งมีชีวิตที่พร้อมจะเคลื่อนไหวอย่างอิสระได้ด้วยความรวดเร็วฉับไว ภายใต้การเคลื่อนไหวดังกล่าว นักออกแบบมาสด้าจึงได้ค้นพบศักยภาพที่แท้จริง

เพื่อนำแนวคิดมาพัฒนาต่อยอดให้กลายเป็นจริง รถยนต์มาสด้าทุกคันถูกพัฒนาขึ้นอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่การขึ้นรูปโมเดลจากดินเหนียว ก่อนเติมความโฉบเฉี่ยวผสมผสานเส้นสายที่เรียบง่ายด้วยแนวคิดการออกแบบ KODO Design ที่เรียบง่ายแต่งดงาม ช่วยสร้างความสมบูรณ์แบบให้กับรถยนต์ ด้วยสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่น ที่พัฒนายนตรกรรมให้มีความสง่างามเสมือนงานศิลปะชิ้นเอก ดึงดูดใจผู้พบเห็น ทีมออกแบบและวิศวกรได้ทำงานร่วมกันเพื่อเนรมิตรถยนต์ที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลายหลาย ด้วยห้องโดยสารและพื้นที่เก็บสัมภาระที่กว้างขวาง ในขณะที่ยังคงไว้ซึ่งรูปลักษณ์ที่สวยงามทั้งภายนอกและภายใน

ความสำเร็จจากการออกแบบภายใต้ โคโดะ ดีไซน์ ไม่ได้ถูกจำกัดในบางประเทศเท่านั้น แต่ยังได้รับรางวัลการันตีความสำเร็จมากมายมาแล้วทั่วโลก รางวัล 2020 World Car Design of the Year, 2021 Canadian Car of the Year, 2010 Red Dot "Best of the Best" จากประเทศเยอรมนี ในรถยนต์ All New Mazda3 และ รางวัลอีกมาย อาทิ รางวัล 2020 Red Dot award ประเภท Product design จากประเทศเยอรมนี รางวัล 2020 Design trophy ประเภท SUV และประเภท Champion of all classes จากประเทศเยอรมนี และยังเป็นรถยนต์ญี่ปุ่นเพียงแบรนด์เดียวที่เข้ารอบ 3 คันสุดท้ายเพื่อชิงรางวัล 2020 World Car of the Year และ World car design of the Year ในรถยนต์ All-New Mazda CX-30 

สิ่งเหล่านี้ เป็นเพียงปัจจัยบางส่วนที่ทำให้มาสด้าประสบความสำเร็จมาแล้วทั่วโลก มาสด้าเป็นแบรนด์รถยนต์เล็กๆ ที่มีต้นกำเนิดจากการเป็นผู้ผลิตจุกไม้ค็อกจากเมืองฮิโรชิม่า ได้ก้าวผ่านความท้าทายในหลายยุคหลายสมัยจนสามารถครองใจผู้คนในระดับโลก และมีฐานแฟนคลับอย่างแน่นหนาในหลายประเทศ มาสด้าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อเป็นแบรนด์รถยนต์ที่ส่งมอบประสบการณ์ความสุขในการขับขี่ และการใช้ชีวิตในทุกด้านให้กับลูกค้า ควบคู่กับการสร้างความยั่งยืนให้กับ โลก สังคม และผู้คน อันเป็นพันธกิจของเราตลอดไป

‘เคทีซี – เซ็นทรัลชิดลม’ ผนึกกำลัง!! จัดกิจกรรม มอบประสบการณ์ช้อปปิ้ง ระดับเวิลด์คลาส

(27 ก.ค. 68) บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “เคทีซี” โดยนายสรชัช ศรีลมูล ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต ร่วมกับ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยนางสาวกนกกาญจน์ ฉันทวิทย์  ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส Segmentation ร่วมกับห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลชิดลม ในเครือเซ็นทรัล รีเทล โดยนายณัฐกร ชุณหชา ผู้อำนวยการฝ่ายลูกค้ากลุ่ม Wealth และแบรนด์ลักชัวรีชั้นนำระดับโลก จัดกิจกรรม “The Prestige Experience” เพื่อส่งมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งสุดเอ็กซ์คลูซีฟแก่ลูกค้ากรุงไทย ไพรเวท แบงก์กิ้ง ภายใต้เป้าหมายการยกระดับบริการสู่ระดับโลกและกระตุ้นเศรษฐกิจภาคค้าปลีกในกลุ่มลูกค้าศักยภาพสูง

งาน “The Prestige Experience” จัดขึ้นที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลชิดลม ชั้น 1 เมื่อเร็วๆนี้ โดยมีการออกแบบประสบการณ์อภิสิทธิ์เหนือระดับในทุกขั้นตอน ตั้งแต่บริการจอดรถพิเศษ การต้อนรับด้วยเครื่องดื่มจาก ร้านกาแฟสัญชาติญี่ปุ่น % Arabica ในแก้วเซรามิก ไปจนถึงบริการผู้ช่วยช้อปส่วนตัว (Personal Shopper) และผู้เชี่ยวชาญจากแบรนด์ลักชัวรีระดับโลกภายในห้องรับรองส่วนตัว (Personal Shopping Suite) ที่ตกแต่งโดยจิม ทอมป์สัน พร้อมระบบเสียง Devialet และโปรโมชันสุดพิเศษ อาทิ ส่วนลดแทนเงินสดมูลค่ารวมสูงสุด 6,000 บาท สำหรับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี - กรุงไทย ไพรเวท แบงก์กิ้ง (KTC-KRUNGTHAI PRIVATE BANKING)

ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ KTC PHONE 02 123 5000 หรือติดตามโปรโมชันของเคทีซีได้ที่ https://www.ktc.co.th สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถคลิกดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์  www.ktc.today/apply-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจตำรวจใน จ.อุบลราชธานี และศรีสะเกษ รวมทั้งทหารที่บาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ที่ชายแดน

พร้อมร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยและพระราชทานความช่วยเหลือแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

วันนี้ (27 ก.ค 68) เวลา 09:30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อตรวจเยี่ยมเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหาร ที่รักษาตัวในโรงพยาบาลจากเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดน เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ รวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ พร้อมทั้งร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยและพระราชทานความช่วยเหลือแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

ผบ.ตร.ได้เยี่ยมเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหาร ที่ได้รับบาดเจ็บ รักษาตัวที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิ์ประสงค์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี และเยี่ยมเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนที่ได้รับบาดเจ็บ รักษาตัวที่โรงพยาบาลศรีสะเกษ จากนั้นได้ตรวจเยี่ยมศูนย์อพยพ วัดพยุห์ อ.พยุห์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งมีจำนวนผู้อพยพประมาณ 400 คน และศูนย์อพยพจุดวัดสำโรง อ.พยุห์ ผู้อพยพประมาณ 430 คน 

ในการนี้ ผบ.ตร.ได้มอบเงินช่วยเหลือเพื่อสนับสนุนกิจกรรมด้านการแพทย์และการรักษาพยาบาล พร้อมกล่าวยกย่องความเสียสละของเจ้าหน้าที่ทหารในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และขอส่งกำลังใจให้หายเป็นปกติโดยเร็ววัน เพื่อกลับมาปฏิบัติหน้าที่อันทรงเกียรติเพื่อประเทศชาติอีกครั้ง

ต่อมา ผบ.ตร.และคณะได้เข้าประชุมติดตามสถานการณ์ โดยมี พล.ต.ต.พิษณุ วัตถุ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วยผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ และอุบลราชธานี เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ โดยรับฟังปัญหาข้อขัดข้อง พร้อมได้ให้กำลังใจ และขอให้พร้อมสนับสนุนการปฏิบัติกับฝ่ายทหารเต็มกำลังความสามารถ โดยให้ตำรวจภูธรในทุกพื้นที่มีหน้าที่ตามแผนพิทักษ์ส่วนหลัง ดูแล ตรวจตราบ้านเรือน ทรัพย์สินของประชาชนที่ได้ย้ายไปอยู่ในศูนย์พักพิงให้มีความปลอดภัย และต้องสืบสวนหาข่าว ตั้งจุดตรวจจุดสกัด เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้ใดกระทำการที่มีผลกระทบกับความมั่นคง หรือก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่โดยเด็ดขาด ยกระดับการสืบสวนเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทบกระทั่ง หรือมีเหตุการทำร้ายร่างกายระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ส่วนตำรวจตระเวนชายแดนที่อยู่แนวหน้า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะได้สั่งการให้สำนักงานส่งกำลังบำรุงสนับสนุนการปฏิบัติในสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนต่อไป

ผบ.ตร. กล่าวว่า ขอส่งกำลังใจและขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกนาย ที่ได้เสียสละในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน และขอให้เจ้าหน้าที่ทุกนายมีความปลอดภัย ปฏิบัติภารกิจสำเร็จลุล่วงเพื่อประเทศชาติต่อไป

รองนายกฯ "ภูมิธรรม" ลงพื้นที่ตราด – ผบช.ภ.2 ร่วมต้อนรับ ตรวจเยี่ยมศูนย์พักพิงให้กำลังใจประชาชนและเจ้าหน้าที่

เมื่อวันที่ (27 ก.ค. 67)  เวลา 10.30 น. พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผบช.ภ.2 ร่วมให้การต้อนรับ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดตราด ปฏิบัติภารกิจตรวจเยี่ยมและรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ในพื้นที่ พร้อมให้กำลังใจประชาชนและเจ้าหน้าที่ 

ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราวพื้นที่จังหวัดตราด โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่นและเรียบร้อย

ศูนย์ราชการุณย์ สภากาชาดไทย เขาล้าน พระเมตตาคุณอันยิ่งใหญ่ ที่ชายแดน ‘ตราด’

(27 ก.ค. 68) นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตรัฐมนตรีส่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ ได้เล่าถึง ความประทับใจที่มีต่อ  ศูนย์ราชการุณย์ สภากาชาดไทย และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีใจความว่า ...

ในคราวที่ผมได้รับเชิญไปร่วมกิจกรรมปั่นร้อยใจไทย-เกาะกง เชื่อมสัมพันธ์2แผ่นดิน ซึ่งตั้งต้นปั่นจักรยานจากจังหวัดตราด ข้ามเส้นเขตแดนไปสู่เกาะกงในประเทศกัมพูชานั้น

นับเป็นครั้งแรกที่ผมได้นั่งรถผ่านส่วนที่แคบที่สุดของแผนที่ประเทศไทย

ผมนึกว่า จุดแคบสุดของไทยอาจจะอยู่แถวประจวบคีรีขันธ์ ที่คลองวาฬ เพราะเวลาเราฝึกวาดแผนที่ประเทศไทยตอนเด็ก เราจะจำได้ว่าต้องวาดให้ช่วงหนึ่งในแถวๆประจวบคีรีขันธ์ซึ่งเป็นกลางด้ามจับของขวานให้แคบที่สุด

ที่จริงแล้ว ส่วนแคบที่เราวาดนั้น คือความกว้างประมาณไม่เต็ม 12 กิโลเมตร ซึ่งนับว่าแคบมาก

แต่พอนำไปเทียบกับ บริเวณของแผ่นดินไทยที่ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 81กับ82 ของถนนสายตราด-คลองใหญ่ นั้น มีจุดที่ทั้งแคบและคอดตามเส้นแบ่งระหว่างไทยกับกัมพูชาอยู่ และเป็นจุดที่แคบที่สุดของแท้ของประเทศไทย

เพราะจุดนี้แคบเพียง 450 เมตรเท่านั้นเอง

ความตกลงแบ่งเขตแดนระหว่างสยามกับฝรั่งเศสกำหนดใช้สันปันน้ำของเทือกเขาบรรทัดเป็นเส้นแบ่ง และเผอิญมีจุดนี้ที่เส้นสันเขาเว้าเข้ามาอยู่ใกล้ชายหาดทะเลฝั่งไทยอยู่มาก

ที่นี่จึงแคบจริงๆ

เดี๋ยวนี้จุดนี้กลายเป็นจุดเช็คอินแวะถ่ายภาพกับป้ายว่าจุดแคบสุดของไทย กลายเป็นที่แวะเที่ยวอีกอย่างของจังหวัดตราด

ไม่ไกลนักจากจุดที่แคบที่สุดของประเทศไทยนี้  เป็นบริเวณที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เคยเสด็จพระราชดำเนินมาทางเฮลิคอปเตอร์เมื่อปีพศ. 2522 ในช่วงที่ยังมีเสียงปืนดังและการต่อสู้ตึงเครียดในคาบสมุทรอินโดจีนอยู่

ผู้บริหารรัฐบาลในเวลานั้นไม่อยากให้เสด็จพระราชดำเนินไปเลย เพราะนั่นคือช่วงที่สงครามภายในกัมพูชาระหว่างกองกำลังเขมรแดงกับกลุ่มต่อต้านฝ่ายต่างๆยังรุนแรงอยู่มาก

และเหตุที่ยังไล่ล่าฆ่ากันแหลกราญในห้วงนั้นยาวนานจึงทำให้ราษฏรกัมพูชาก็ดี กำลังติดอาวุธของฝ่ายต่างๆในกัมพูชาก็ดี ล้วนแต่อดอยาก ลำบากไปทุกฝ่าย

อาหารหยูกยาเป็นของหายากยิ่ง ผู้ลี้ภัยจำนวนมหาศาลจึงบ่ายโฉมเดินเท้าอพยพหลบหนีทั้งความยากแค้นและการไล่ล่าฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุมาสู่ชายแดนไทยแทบทุกจุด

ในเมื่อ จุดข้ามสันเขาที่อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เป็นแนวยาวที่มียอดสันปันน้ำไม่สูงชัน จึงเป็นอีกบริเวณที่มีผู้อพยพจำนวนมากจูงลูกอุ้มหลานพยายามเดินทางข้ามพรมแดนเข้ามาหนีภัยในไทย

หลายคนรอนแรมอดโซจนผอมเหลือแต่กระดูก ติดโรคไข้จากป่าสารพัน ขาดน้ำดื่ม ขาดสารอาหาร  ความยากแค้นเหล่านี้ได้คร่าชีวิตผู้คนมากมายก่อนจะมาถึงชายแดนไทยด้วยซ้ำ มีเรื่องเล่าว่าแม่ที่อุ้มลูกเล็กกับจูงลูกโตหน่อยเดินทางรอนแรมหลบหนีจากการถูกเขมรแดงตามจับมาเรื่อยๆจนหลงทาง น้ำและอาหารก็ไม่มี แม่ผู้พยายามสู้ถึงที่สุดต้องตัดใจลุกออกเดินทั้งน้ำตาในขณะลูกคนที่โตกว่ายังผล๊อยหลับอยู่ใต้ร่มไม้ ด้วยหวังว่าเด็กโตคล่องตัวอาจพอมีทางรอดได้เพราะการกระเตงไปด้วยกันแบบนั้นจะยิ่งถ่วงกันเองแล้วอาจอดตายหรือถูกจับได้ทั้งหมด  แม่ผู้ใจสลายตัดสินใจอุ้มลูกเล็กแล้วเดาทางไปหาทางรอดดาบหน้า

เรื่องนี้น่าสะเทือนใจมาก

ที่เล่ามานี้เพื่อจะบอกว่า มีผู้อพยพเข้ามาทั้งชายหญิง เด็กและผู้สูงอายุซมซานเข้ามาพึ่งแผ่นดินไทยนับหมื่นนับแสนผ่านพรมแดนด้านนี้

เรื่องราวหลายเรื่องยังถูกบันทึกบอกเล่าด้วยนายทหารสหรัฐ ที่โตมาจากเด็กน้อยผอมโซชาวกัมพูชาที่รอดชีวิตผ่านพระหัตถ์อันอ่อนโยนของพระราชินีของประเทศไทย ที่ศูนย์กาชาด ที่เขาล้านนี่เอง

ร้อยโท ดนัย  คมคาย คือเด็กชายคนนั้น

เมื่อความทุกข์ทรมานจากภัยสงครามทราบถึงพระเนตรพระกัณฑ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถในขณะนั้น พระองค์รับสั่งให้เตรียมการเดินทาง แล้วเสด็จพระราชดำเนินด้วยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งไปยังบริเวณชายแดนอำเภอคลองใหญ่ทันที

เครื่องเฮลิคอปเตอร์ยกตัวผ่านแนวยอดไม้สุดท้ายที่ชายทะเลของเขาล้าน ทุกคนจึงเห็นคนนั่งนอนกันอยู่เต็มไปหมดราวฝูงมดตลอดแนวหาด

พระองค์ทรงรับสั่งให้นำเครื่องลง  แล้วเสด็จพระดำเนินไปบนหาด  ผู้ตามเสด็จในเหตุการณ์เล่าว่าคนเจ็บคนป่วย แม้แต่คนตายนอนนั่งเรียงรายไปมากมาย แน่นอนว่าห้องสุขาไม่มีและหลายคนเป็นโรคท้องร่วง มีกองขับถ่ายจำนวนมากตามดินทรายในบริเวณนั้น

แต่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถก็ไม่สะทกสะท้าน ทรงยังพระดำเนินเข้าไปตรวจเยี่ยม แตะตัวเด็กๆเพื่อดูสภาพร่างกาย ตรวจอาการไข้และรับสั่งให้หมอหลวง และผู้ตามเสด็จฯรีบเข้าช่วยเหลือผู้อพยพเหล่านั้นในทันที ใครพกอะไรติดมาก็หยิบยื่นช่วยบรรเทาทุกข์ตรงหน้า เท่าที่แต่ละท่านจะมีติดตัว

แม้แต่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถก็ทรงให้นำกระติกน้ำดื่มส่วนพระองค์ออกมาส่งให้ผู้อพยพที่นอนเจ็บป่วยได้จิบดื่ม เพราะมีอาการขาดน้ำรุนแรง

ด้วยทรงมีพระประสบการณ์เลี้ยงดูเด็กและผู้ป่วยเจ็บมาก่อน พระองค์ยังพระราชทานคำแนะนำให้เจ้าหน้าที่ว่าเนื่องจากคนส่วนใหญ่โดยเฉพาะเด็กทารกไม่ได้ดื่มนมมานาน จุลินทรีย์ที่จะใช้ย่อยนมจึงไม่น่าจะมีเหลือในลำไส้แล้ว จึงไม่ควรให้ดื่มนมจนกว่าจะได้รับการฟื้นฟูสภาพร่างกายด้วยน้ำสะอาดไประยะหนึ่งก่อน มิฉะนั้นจะเป็นอันตรายถึงชีวิตต่อทารกได้

จากนั้นทรงให้จัดตั้งหน่วยบรรเทาทุกข์ในนามสภากาชาดไทยขึ้น  โดยใช้อุปกรณ์และวัสดุที่พอจัดหามาได้ในพื้นที่ก่อน

ทรงให้หาผ้ามาผูกบนหลังคาเต้นท์แล้วทากากบาทสีแดงขนาดใหญ่ให้เห็นได้ง่ายจากที่ไกลๆ เพื่อประกาศให้ทุกฝ่ายรู้ว่าจุดนี้เป็นพื้นที่กาชาด ที่ควรปลอดจากการถูกโจมตี จากนั้นยังทรงกำหนดประทับแรมในพื้นที่เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ทั้งผู้อพยพและบรรดาเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆตลอดจนอาสาสมัครชาวบ้านในพื้นที่ที่เข้ามาช่วยงานกาชาดดูแลเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

เสียงกระสุนเสียงระเบิดจากทั้งปืนครกและปืนกลดังอยู่ไม่ไกลเป็นระยะๆ

การเดินทางมาปั่นจักรยานสัมพันธ์2แผ่นดินของผมและนาวาตรี วรวิทย์ เตชะสุภากูร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีท่องเที่ยวคราวนี้ จึงทำให้ผมมีโอกาสแวะเยี่ยมศูนย์ราชการุณย์ สภากาชาดไทยที่เขาล้านแห่งนี้

ที่นี่ยังมีสภาพร่มครึ้ม ต้นไม้ขึ้นหนาตา มีอาคารพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเรื่องราวที่ผมเล่ามาข้างต้นพร้อมภาพถ่าย สิ่งของและหุ่นจำลองในแต่ละช่วงเหตุการณ์ให้ผู้สนใจได้ชม มีชาวบ้านที่เติบโตทันเหตุการณ์มาช่วยนำชม และสามารถอธิบายเรื่องราวให้ผู้มาเยี่ยมเยือนได้รับรู้อย่างคล่องแคล่ว

แม้จะได้ชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นครั้งแรก  แต่ผมกลับรู้สึกภูมิใจมาก เรื่องราวส่วนใหญ่ข้างต้นนี้ ผมเองเคยได้รับฟังรับรู้มาก่อนนานแล้วตั้งแต่คราวเป็นรองประธานกรรมการหาทุนสร้างอาคารศูนย์การแพทย์ด้านเด็ก ของสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี หรือที่คนทั่วไปรู้จักในชื่อ โรงพยาบาลเด็ก ซึ่งตั้งอยู่ใกล้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

เพราะคณะกรรมการหาทุนฯนี้มีศาสตราจารย์ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยเป็นประธาน มีท่านองคมนตรี ดร.จรัลธาดา กรรณสูตรเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการ พวกเราเคยได้ทำการบ้านเสาะแสวงข้อมูลจากข้าราชบริพารผู้เคยตามเสด็จฯเพื่อทำความเข้าใจถึงความผูกพันและพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าฯที่เกี่ยวกับกิจการแม่และเด็ก เนื่องจากเราต้องเตรียมจัดทำสาระในป้ายนิทรรศการที่จะถวายเพื่อทอดพระเนตรและเตรียมคำกราบบังคมทูลของดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานกรรมการหาทุนฯในโอกาสที่พระองค์ท่านจะเสด็จพระราชดำเนินมาวางศิลาฤกษ์อาคารศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านเด็กด้วยพระองค์เอง ในคำกราบบังคมทูลที่ดร.สุรเกียรติ์อ่านถวายในวันนั้น มีข้อความตอนหนึ่งที่ระบุถึง’’พระมหาราชการุณยธรรม’’ที่ทรงมีต่อเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ สัญชาติหรือความแตกต่างทางศาสนา

ดังนั้นจากเรื่องเล่าที่เคยเฝ้าฟังมา

และจากประสบการณ์ที่ได้ร่วมเฝ้ารับเสด็จพระราชดำเนินที่โรงพยาบาลเด็ก ผมได้เห็นร้อยโท ดนัย คมคาย คลานเข้าไปกราบพระบาท ถวายรายงานให้ทรงทราบว่าเขาคือเด็กชายชาวกัมพูชาที่รอดชีวิตด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่เคยช่วยเขาและชาวกัมพูชาอพยพหลายหมื่นคนในอดีตกว่า40ปีที่แล้วนั้น บัดนี้ได้เติบใหญ่กลายเป็นคนมีอนาคต ได้เข้ารับราชกาเป็นนายรทหารของกองทัพบกสหรัฐ

ทันทีที่พระองค์ท่านรับฟังแล้ว ผมเห็นสายพระเนตรอันอ่อนโยนระคนแปลกพระทัยเสมือนเป็นเซอร์ไพรส์ เพราะเมื่อคณะกรรมการหาทุนฯโรงพยาบาลเด็กทราบว่ามีเรื่องราวอันงดงามนี้ และได้ทราบว่ายังมีเด็กที่้เคยผ่านพระหัตถ์นี้มีชีวิตอยู่ในต่างประเทศ  และยังมีคนพอจะติดต่อได้คณะกรรมการหาทุนฯจึงให้สืบเสาะและเชื้อเชิญให้ร้อยโท ดนัยบินเข้ามากราบพระบาทฯ   คุณดนัยตอบรับทันที

ในระหว่างคุณดนับก้มกราบพระบาทนั้น ผมอยู่ห่างมาไม่ถึงสองเมตร จึงพอจะได้ยินพระรับสั่งออกมาเบาพอให้ผู้เข้าเฝ้าฯอยู่ในที่นั้นได้ยินว่า ‘’…ฉันจำได้…ตอนนั้นเขายังเล็กๆอยู่เลย …ปลื้มใจจริงๆ…’’แล้วทรงเอื้อมพระหัตถ์ไปแตะที่บ่าของร้อยโท ดนัยอย่างเมตตายิ่ง

…เราทุกคนในที่นั้นอดน้ำตารื้นขึ้นมาไม่ได้

ปัจจุบัน ร้อยโท ดนัยลาออกจากราชการทหารในสหรัฐแล้วย้ายมาใช้ชีวิตกับครอบครัวที่จังหวัดตราด อุทิศตัวช่วยเหลือผู้คนในละแวกเพื่อสืบสาน รักษาต่อยอดความดีงามด้วยรำลึกคุณที่สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเคยมีให้ในวัยเยาว์

เมื่อผมได้เยือนพื้นที่ประวัติศาสตร์ในจุดที่ทรงเคยเสด็จมาประทับอยู่อย่างกล้าหาญ พระราชทานความช่วยเหลือแก่เพื่อนมนุษย์ที่แม้มิใช่ราษฏรไทยอย่างเมตตาแน่วแน่ จึงเป็นความสุขใจของผมอย่างยิ่งที่จะพยายามจดจำนำภาพจากสถานที่จริงมาเผยแพร่ต่อให้สาธารณะได้ร่วมรับรู้

เมื่อท่านผู้อำนวยการศูนย์ฯกาชาดเขาล้าน พาชมศาลาพิพิธภัณฑ์เสร็จ ท่านเอ่ยชวนว่าอยากพาไปชมจุดที่เป็นสถานที่ตั้งของที่ประทับแรมซึ่งอยู่ติดต่อกับบริเวณที่เคยเป็นเต้นท์โรงพยาบาลสนาม เคยใช้ผ่าตัดคนไข้สนามในเหตุการณ์ช่วงนั้น

ผมรีบรับคำชวนโดยไม่ลังเล หลังลงนามในสมุดเยี่ยมของพิพิธภัณฑ์ฯแล้ว ผมโดดขึ้นท้ายรถกระบะโดยขอให้รถของผู้อำนวยการกาชาดนำไปจอดข้างป่า ณ จุดซึ่งเคยประทับแรม ทั้งของสมเด็จพระนางเจ้าฯและอีกจุดห่างไปไม่ไกลเป็นที่เคยประทับแรมของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมารในเวลานั้น

ทุกคนที่ไปจึงเห็นได้ชัด ว่าทรงเสียสละความปลอดภัยส่วนพระองค์ขนาดไหนที่ไปประทับอยู่เป็นมิ่งขวัญให้ทุกฝ่ายในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวาน ท่ามกลางภัยชุลมุนของสงคราม

อนึ่ง ผู้ที่หลบลี้หนีภัยได้พึ่งพระบรมโพธิสมภารในเวลานั้น ไม่ได้มีเฉพาะราษฏรกัมพูชาเท่านั้น แต่มีทั้งผู้บาดเจ็บที่เป็นเขมรแดงบ้าง ฝ่ายกำลังเขมรเสรีบ้าง ดังนั้น การระแวงกันไปมาตามโอกาสและจังหวะจึงยังมีอยู่

แม้จุดที่ตั้งที่ประทับแรมอยู่ใกล้ขอบชายแดนส่วนแคบสุด  มีจุดสูงข่มบนเขาใกล้ๆที่ใครๆก็สามารถมองลงมาเห็นทุกความเคลื่อนไหวอย่างง่ายดาย เสียงปืนจากแนวชายแดนยังดังอยู่เป็นช่วงๆ

แต่พระองค์ก็ทรงแน่วแน่ที่จะประทับอยู่เพื่อช่วยเหลือ

จุดที่ประเทศไทยแคบที่สุด กลับกลายเป็นพื้นที่แสดงน้ำพระราชหฤทัยที่กว้างใหญ่ไพศาลอย่างที่สุด สะท้อนพลังความมีเมตตาธรรมตามวัฒนธรรมไทยอย่างชัดแจ้ง จนองค์กรองค์การนานาชาติใหญ่น้อย ต่างเทอดทูนสดุดีถวายรางวัลต่างๆมากมาย

กิจกรรมที่ศูนย์บริการสภากาชาดไทยที่เขาล้านนี้ทำภารกิจด้านมนุษยธรรมอย่างไม่เลือกฝ่าย ไม่เลือกข้าง ช่วยเหลือทุกชีวิตที่หนีร้อนเข้ามาพึ่งเย็นต่ออีกหลายปี จนสงครามในกัมพูชาผ่อนคลายลง และผู้อพยพทยอยเดินทางกลับมาตุภูมิหรือได้รับการช่วยเหลือให้เดินทางไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม

ศูนย์บริการภาคสนามแห่งนี้จึงได้ปิดตัวลง

เวลาและฝนฟ้าอากาศอันชุ่มฉ่ำของภาคตะวันออกของไทยก็ค่อยๆทำหน้าที่ของตัวเอง สิ่งปลูกสร้างชั่วคราวต่างๆในศูนย์บริการกาชาดในพื้นที่นี้จึงค่อยๆเสื่อมสภาพสลายไปตามกาลเวลา

เหลือไว้แต่ตำนาน

และ’’ศาลาราชการุณย์ ‘’

พิพิธภัณฑ์ที่ยังบอกเล่าข้อมูลอันทรงคุณค่าที่โลกยกย่องในความมีน้ำพระราชหฤทัยที่หยิบยื่นให้แก่เพื่อนมนุษย์อย่างไม่เลือกฝ่าย

สมดังพระราชสวณีย์ที่ทรงเอ่ยไว้ในช่วงเวลานั้นว่า ‘’…ฉันตัดสินใจจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เหล่านี้เท่าที่กำลังความสามารถฉันจะมี…’’

นับเป็นพระมหาการุณยธรรมที่แผ่บุญกุศลแก่หลากชีวิตยิ่งแล้วพระพุทธเจ้าค่า

ขอกราบถวายพระพรให้พระองค์ทรงพระเจริญ…ยิ่งยืนนาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top