Monday, 8 June 2026
NEWS FEED

ผบ.ทร.เปิดอาคารโรงกรองน้ำที่ 3 เพิ่มกำลังผลิตน้ำประปา แก่หน่วยงาน บ้านพักข้าราชการ และประชาชน

เมื่อวานนี้ (15 ส.ค.68) พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ มาเป็นประธานในพิธีเปิดอาคารโรงกรองน้ำที่3 (2) กองช่างโยธา ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยมี พลเรือเอก ณัฏฐพล เดี่ยววานิช ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ พลเรือโท วัชระ พัฒนรัฐ ผู้บัญชาการฐานทัพเรือสัตหีบ คณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ นาย อนุศักด์ พิริยอมร นายอำเภอสัตหีบ พ.ต.อ.คมสรร คำตุ่นแก้ว ผกก.สภ.สัตหีบ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนราชการ เข้าร่วมในพิธี 

ตามที่กองทัพเรือได้อนุมัติโครงการจ้างปรับประบบบบเพิ่มกำลังผลิตน้ำประปากองทัพเรือ พื้นที่สัตหีบ วงเงิน 59,810,000 บาท เมื่อ 27มีนาคม 2567 ซึ่งในโครงการนี้มีการดำเนินการที่สำคัญได้แก่การก่อสร้างอาคารโรงกรองน้ำที่ 3 หลังที่ 2 การปรับปรุงแนวท่อน้ำดิบ และการปรับปรุงระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำ รวมทั้งในปี 2568 ผู้บัญชาการทหารเรือได้กรุณาอนุมัติโครงการ งานก่อสร้างระบบสูบจ่ายน้ำ จากบ่อพักน้ำดิบและตกตะกอน อ่างเก็บน้ำคลองขลอด วงเงิน39,965,000 บาท  และโครงการปรับปรุงระบบประปากองทัพเรือพื้นที่สัตหีบ  วงเงิน 35,997,400 บาท เพื่อแก้ไขปัญหาการผลิตน้ำประปา และการส่งน้ำให้แก่หน่วยงาน  บ้านพักข้าราชการ และ ประชาชนในพื้นที่สัตหีบ ปัจจุบัน โครงการจ้างปรับปรุงระบบเพิ่มกำลังผลิตน้ำประปากองทัพเรือ พื้นที่สัตหีบ ได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วและพร้อมผลิตน้ำประปา ให้แก่หน่วยงาน บ้านพักข้าราชการ และประชาชน ในพื้นที่สัตหีบ

พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ กล่าว โครงการจ้างปรับปรุงระบบ เพิ่มกำลังผลิตน้ำประปากองทัพเรือพื้นที่สัตหีบนี้ เป็นไปตามแผนงานพื้นฐาน ด้านความมั่นคงของกองทัพเรือ ในการดำรงสภาพความพร้อมในการป้องกันประเทศ  โดยน้ำเป็นหนึ่งในปังในสำคัญ

สำหรับการดำรงชีวิต ทุกคนจำเป็นต้องใช้น้ำ ในชีวิตประจำวัน ความสะอาดของน้ำ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งระบบประปา คือระบบที่ช่วยบำบัดน้ำ จากแหล่งน้ำธรรรมชาติ ให้มีมาตรฐานมากพอ ที่จะนำมาใช้อุปโภค บริโภค ส่งเสริมสุขภาพอนามัยที่ดีของทุกคน ในวันนี้ กองทัพเรือมีอาคารโรงกรองน้ำเพิ่มขึ้นมาอีก 1 อาคาร สำหรับเพิ่มกำลังผลิตน้ำประปา เพื่อแก้ไขปัญหากำลังการผลิต ให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชน ในพื้นที่สัตหีบ

ตำรวจ ปส.2 ขยายผลจับ 2 ตำรวจนอกแถว พัวพันเครือข่ายยาเสพติด

บช.ปส.ได้ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล 'NO DRUGS NO DEALERS' รวมถึงนโยบายหลัก 15 ข้อ ของ ผบ.ตร.ในการดำเนินการกับเจ้าหน้าที่รัฐ ที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น โดย มุ่งเน้นการปราบปรามทั้งขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่และรายย่อย รวมถึงการขยายผลและตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อระบุตัวเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจเข้าไปพัวพัน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือ, อำนวยความสะดวก, หรือมีส่วนร่วมในธุรกิจผิดกฎหมายนี้

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 19 ม.ค.68 ที่ผ่านมา ตำรวจ บก.ปส.2 ร่วมกับ บก.ขส.บช.ปส. จับกุมกลุ่มพักยาเสพติดในพื้นที่ชั้นใน โดยลักลอบลำเลียงมาจาก จ.เลย เครือข่าย นายธีรยุทธ หรือ เบียร์ฯ จำนวน 2 คน คือ นาย กตกรฯ และ น.ส.พัตราฯ พร้อมยาบ้า 3,000,000 เม็ด ซุกซ่อนในรถยนต์ ยี่ห้อ SUZU รุ่น MU-X สีขาว ทะเบียน 6798 อุดรธานี ได้ที่บ้านเลขที่ 92/1 หมู่ 9 ต.ลำพยา อ.เมืองนครปฐม จว.นครปฐม

จากการสืบสวนขยายผล สามารถรวมรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับกลุ่มเครือข่ายอีก 5 ราย คือ
1. นายธีรยุทธ หรือ เบียร์ฯ ผู้สั่งการ มีหมายจับ/หลบหนี
2. นายวงคกราฯ  ผู้จัดหายาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านลักลอบเข้าประเทศ มีหมายจับ/หลบหนี
3. นายปัญญาฯ   ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 110/2568 ลง 10 ก.พ. (จับกุมตัว)
4. น.ส.อัญมณีฯ  ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 111/2568 ลง 10 ก.พ.68 (จับกุมตัว)
5. นายภัทรพงศ์ฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 112/2568 ลง 10 ก.พ.68 (จับกุมตัว)

ตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบกลุ่มคนที่ทำหน้าที่ยักย้าย ถ่ายโอนเงินของกลุ่มเครือข่ายดังกล่าวอีกหลายราย โดยสามารถจับกุมตัวได้แล้ว 2 ราย คือ นายกฤษดาฯ และนายสุรศักดิ์ฯ

นอกจากนี้ บก.ปส.2 ได้ตรวจสอบพบว่า มีข้าราชการตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องกับการรับเงินสดที่ ถอนออกจากบัญชียาเสพติดของของนายกฤษดาฯ จึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน ขอศาลอาญาอนุมัติออกหมายจับ จำนวน 2 ราย

ต่อมาวันนี้ (15 ส.ค.68) พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผบช.ปส. พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1 ได้บูรณาการ กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ บช.ปส.และ บช.ภ.1 เข้าควบคุมตัว
1.ร.ต.ท.วีรกานต์ฯ  รอง สว.(สส.) กก.สส.ภ.จว.ปทุมธานี
2.ส.ต.อ.ยุรนันท์ฯ   ผบ.หมู่ กก.สส.ภ.จว.ปทุมธานี

โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน "ร่วมกันฟอกเงินโดยโอน หรือ รับโอนทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด เพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือ เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นไม่ว่าก่อนขณะหรือหลังการกระทำความผิดมูลฐาน"

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สามารถยึดอายัดทรัพย์สินเครือข่ายนี้
ครั้งที่ 1 มูลค่า 11,420,000 บาท
ครั้งที่ 2 มูลค่า 23,789,000 บาท
รวมมูลค่า 35,209,000 บาท   

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มุ่งมั่นตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไข้ปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง และเป็นการแสดงจุดยืนว่า จะไม่มีการประนีประนอมกับเจ้าหน้าที่ ผู้ที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือกระทำผิดเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ระดับใด ดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใส และเด็ดขาด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน ทุกชุมชนเกิดความปลอดภัยจากยาเสพติด และดำเนินการตามนโยบายหลัก 15 ข้อ ของ ผบ.ตร. กรณีความประพฤติไม่ดี ต้องได้รับโทษ

อ.ปวิน วอนไทยอย่าตัดงบการศึกษาเด็กกัมพูชา หวั่นทำให้ภาพลักษณ์ไทยตกต่ำในเวทีโลก

(16 ส.ค. 68) รัฐบาลไทยถูกกระแสวิจารณ์ หลังมีแนวโน้มตัดงบช่วยเหลือการศึกษาเด็กกัมพูชา ตามข้อเสนอของสมาชิกวุฒิสภาบางส่วน ล่าสุด อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ออกมาโพสต์คัดค้านอย่างชัดเจน เหตุการณ์กระทำนี้อาจขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนสากล และทำให้ภาพลักษณ์ของไทยตกต่ำในเวทีโลก

อ.ปวินระบุว่า อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กกำหนดให้ต้องคุ้มครองเด็กทุกคนโดยไม่คำนึงถึงสัญชาติ การตัดความช่วยเหลือแม้อ้างว่าเฉพาะกลุ่มที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย ก็ยังถูกมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ นอกจากนี้ การตัดงบไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งชายแดน แต่อาจยิ่งสร้างความตึงเครียดระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ อ.ปวินย้ำว่า การลงทุนด้านการศึกษาให้เยาวชนกัมพูชาเป็นการวางรากฐานสันติภาพและความสัมพันธ์ที่ดีในอนาคต เด็กที่ได้รับโอกาสจะกลายเป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างสองประเทศ ซึ่งเป็นแนวทาง soft power แบบที่ญี่ปุ่นใช้สำเร็จมานาน ต่างจากการตัดงบที่เสี่ยงสร้างปัญหาซับซ้อนยิ่งขึ้นในระยะยาว

ตำรวจท่องเที่ยวอิสานร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวภาคเหนือจับเจ้าของบัญชีธนาคารที่ใช้หลอกลวงจองที่พัก Maldivesbeachresort เชียงใหม่

ตามสั่งการของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. ให้หน่วยงานในสังกัด บช.ทท. กวดขันจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับค้างเก่า และปราบปรามจับกุมคดีที่มีการหลอกลวงจองโรงแรม ที่พัก ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมีมาตรฐานในแหล่งท่องเที่ยว

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.เอกภพ อินทวิวัฒน์ ผบก.ทท.2 ว่าที่ พ.ต.อ.ปิยะพงษ์  เอนสาร ผกก.1 บก.ทท.2 พ.ต.ท.วโรดม ใบเรือ รอง ผกก.1 บก.ทท.2 สั่งการให้ พ.ต.ท.วัชรธร ธีรเมทถิรชญาภา สว.กก.1 บก.ทท.2 และ พ.ต.ท.อวิรุทธ สุขแย้ม สว.กก.2 บก.ทท.2 เพื่อนร่วมรุ่น นรต.67 ออกสืบสวนหาข่าวในพื้นที่รับผิดชอบ จากการสืบสวนพบว่า เพจที่พักชื่อ Maldivesbeachresort เชียงใหม่ ได้หลอกลวงผู้เสียหายหลายรายโอนเงินจองที่พักสูญเงินกว่าหมื่นบาท และจากการสืบสวนพบว่า บัญชีที่ใช้หลอกลวงชื่อบัญชี กรุงศรีอยุธยา  เลขที่บัญชี “132-163595-9” ชื่อบัญชี “กฤติมา นามสมมุติ” ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ จ.1276/2568 ลง 1 ก.ค.68 ต้องหาว่ากระทำผิดฐาน " เป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์บิดเบือนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน "    

จึงทำการสืบสวนหาข่าวทราบว่า น.ส.กฤติมาฯ หลบหนีมาอยู่ที่บ้านเลขที่ 90/1 ต.ท่าตูม อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ จึงทำการจับกุมนำส่ง พงส.สภ.เมืองเชียงใหม่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าบัญชีผู้ต้องหาดังกล่าวยังถูกใช้ไปหลอกลวงผู้เสียหายอีกหลายราย รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 1 แสนบาท

เนื่องจากอาชญากรรมทางสื่อโซเชียลมีหลอกหลายรูปแบบ โดยเฉพาะเรื่องการหลอกลวงให้จองที่พัก มีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ตำรวจท่องเที่ยวขอประชาสัมพันธ์เรื่องการจองที่พักผ่านเพจต่างๆ ควรปฏิบัติดังนี้
1. เช็ก “ข้อมูลเพจ” ตรงแถบ ‘เกี่ยวกับ’ และกดคำว่า ‘ความโปร่งใสของเพจ’ จะเจอประวัติการเปลี่ยนชื่อเพจบ่อยครั้ง และมีผู้จัดการเพจอยู่ต่างประเทศ ให้สงสัยว่าปลอม
2. เช็ก “ผู้ติดตาม” เพจปลอมมักมีการสร้างยอดผู้ติดตามปลอมไว้ที่รายละเอียดของเพจ
3. เช็ก “การตอบโต้” ถ้ามีการกดโกรธในโพสต์ ให้สงสัยได้เลยว่าเป็นเพจปลอม
4. เช็ก “บัญชีก่อนโอน” ให้ดูชื่อบัญชีว่าตรงกับชื่อเจ้าของที่พัก หรือเป็นบัญชีชื่อของที่พักหรือไม่ โปรดระวังบัญชีส่วนบุคคล สามารถตรวจสอบได้ที่ blacklistseller.com / fake-check.ncsa.or.th / checkgon.go.th
5. ตรวจสอบก่อนการโอนเงิน หากเป็นที่พักจริงที่ได้มาตรฐาน และน่าเชื่อถือ ส่วนมากจะเป็นบัญชีที่เป็นชื่อเดียวกันกับที่พัก

‘แม่ทัพภาคที่ 2’ ฝากถึงคนไทยมองธงชาติ!! รวมพลังภายใต้สี ‘แดง-ขาว-น้ำเงิน’ หัวใจของความเป็นหนึ่งเดียว

(16 ส.ค. 68) พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ขอให้คนไทยทุกเพศทุกวัยหันมามอง 'ธงชาติไทย' และตระหนักถึงความหมายของสามสีบนผืนผ้า โดยเน้นให้ทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้กรอบของการเสียสละ ความสามัคคี และความเมตตา พร้อมเตือนอย่าทะเลาะกันหรือทุจริต เพราะหากคนไทยรวมใจเป็นหนึ่ง บ้านเมืองจะเข้มแข็งและไม่มีใครเอาชนะได้

แม่ทัพภาคที่ 2 อธิบายว่า สีแดงในธงชาติแทนเลือดเนื้อและความเสียสละของบรรพบุรุษที่ปกป้องแผ่นดิน สีขาวแทนศาสนาที่สอนให้คนเป็นคนดี ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด และสีน้ำเงินแทนสถาบันพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงก่อร่างสร้างบ้านเมืองมาตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน ทั้งสามสีนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทยที่ต้องช่วยกันรักษาไว้

พร้อมย้ำว่า คนไทยต้องเป็น “คนยุคใหม่” ที่มีความเสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และซื่อสัตย์ต่อกัน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศชาติ ฝากข้อคิดว่าหากคนไทยยืนหยัดร่วมกันอย่างมั่นคง ก็จะไม่มีชาติใดสามารถมาทำลายความมั่นคงของประเทศไทยได้

สืบ ตม.3 ระดมหมายจับทั้งคนไทยและโจรต่างชาติ สนองนโยบาย ตร.ลุยวันเดียว 4 หมายจับ 

สืบเนื่องจากคำสั่งระดมกวาดล้างอาชญากรรมของ ตร.ให้จับกุมการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน และบุคคลตามหมายจับ ในระหว่างวันที่ 15-24 ส.ค.68 นั้น ทาง พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม.(สส.) ได้เล็งเห็นความสำคัญในการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวจึงได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพะยอม และ พ.ต.อ.คธาธร คำเที่ยง รอง ผบก.ตม.3 สั่งการให้หน่วยในสังกัดดำเนินการปราบปรามอย่างจริง

ต่อมาในวันที่ 15 ส.ค.2568 กองกำกับการสืบสวนสอบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 โดย พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงค์ชัย ผกก.สส.บก.ตม.3 พร้อมชุดสืบสวน กก.สส.บก.ตม.3 จึงได้วางแผนการกำหนดเป้าหมายและระดมจับกุม ผู้ต้องหาตามหมายจับตามแนวนโยบาย ตร.ข้างต้น โดยในแบ่งชุดปฏิบัติการออกเป็นสี่ชุดปฏิบัติ ทำให้สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้วันเดียว 4 หมายจับ ปรากฏรายละเอียดดังต่อไปนี้

1) นายเดชา (สงวนนามสกุล) อายุ 58 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดนนทบุรี ในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นฯ และความผิดตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ (บัญชีม้า)“ อายุความ 10 ปี ความเสียหายกว่า 400,000 บาท
2) นายเจี้ยนเหิง (Mr.Jianheng Xia) อายุ 29 ปี สัญชาติจีน ตามหมายจับศาลแขวงพัทยา ในความผิดฐาน “ยักยอกทรัพย์”  อายุความ 10 ปี ความเสียหายกว่า 400,000 บาท
3) นายสุนทร (สงวนนามสกุล) อายุ 53 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดไชยา ในความผิดฐาน  “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นฯ และความผิดตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ (บัญชีม้า)” อายุความ 10 ปี ความเสียหายกว่า 200,000 บาท
4) นายวัน เหงียน ลูเยน (MR.NGUYEN VAN LUYEN) อายุ 30 ปี สัญชาติเวียดนาม ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลแขวงสมุทรปราการ ในความผิดฐาน “หลบหนีๆ ในระหว่างควบคุมตัว” ความผิดตาม พรบ.คนเข้าเมือง อายุความ 10 ปี

พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ เปิดเผยว่า การระดมจับกุมในครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สอดคล้องกับนโยบายระดมปราบปรามอาชญากรรม ที่ต้องการให้ทุกหน่วยร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาทุกหมายจับสร้างความอบอุ่นใจให้ประชาชน โดยในครั้งนี้ได้กำชับให้มุ่งเน้นโจรที่เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี บัญชีม้าทั้งคนไทยและต่างชาติ ซึ่งผู้ต้องหาในส่วนบัญชีม้านี้มักจะกระทำความผิดหลายท้องที่และมีผู้เสียหายหลายคดี ซึ่งจะได้ประสานงานกับหน่วยที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการอายัดตัวต่อไป ทั้งนี้ ผลการปฏิบัติของงานสืบสวน บก.ตม.3 ดังกล่าวในวันแรกก็สามารถจับกุมได้ถึง 4 หมายจับแล้ว คาดว่าเมื่อรวมกับผลงานของหน่วย ตม.จังหวัด ในสังกัดกับห้วงเวลาตลอดการระดม 10 วันนี้ จะมีผลการปฏิบัติเป็นที่น่าพึงพอใจ ซึ่งนอกจากจะเป็นการทำงานตามนโยบายของ ตร.แล้ว ยังได้กำชับให้มุ่งเน้นคดีที่เกี่ยวข้องกับประชาชนและปกป้องความสงบเรียบร้อยในสังคม ตลอดจนเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานานาชาติอีกด้วย

รัฐบาล นำคณะทูตประเทศภาคีฯ ลงพื้นที่ 16 ส.ค. นี้ ประจานเขมรวางทุ่นระเบิดละเมิดอนุสัญญาออตตาวา

รัฐบาล เผย กต.เตรียมนำ คณะทูตผู้แทน ประเทศภาคีอนุสัญญาออตตาวา ลงพื้นที่ติดตามเก็บกู้ทุ่นระเบิดชายแดนไทย-กัมพูชา 16 ส.ค.

(15 ส.ค. 68) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่าในวันพรุ่งนี้ (วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม 2568 ) รัฐบาล โดยกระทรวงการต่างประเทศจะนำคณะทูตที่เป็นผู้แทนจากสถานทูตประเทศภาคีของ Ottawa Convention ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี และศรีสะเกษ  ที่บริเวณผามออีแดง จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อรับฟังการบรรยายสรุป และการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 2 ในพื้นที่ ภูมะเขือ ก่อนเดินทางไปตรวจพื้นที่ความเสียหายพลเรือน ที่บ้านหนองเม็ก ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ โรงเรียนภูมิซรอลวิทยา จ.ศรีสะเกษ พร้อมรับฟังบรรยายสรุปจากผู้แทน

นายจิรายุ กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลไทยยึดมั่นในการรักษากฎหมายระหว่างประเทศ เคารพในหลักมนุษยธรรม และพร้อมเปิดเผยข้อเท็จจริงต่อสายตาประชาคมโลก เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขสถานการณ์อย่างสันติและเป็นธรรม ทั้งนี้ รัฐบาลจะดำเนินการทุกช่องทางเพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทยอย่างเต็มกำลัง 

ทั้งนี้ กองทัพไทย ยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 พื้นที่  7 จังหวัด และวางรั้วลวดหนาม อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาอธิปไตยของไทยไม่ให้ใครล่วงล้ำเข้ามา แม้แต่ตารางนิ้วเดียว และพร้อมตอบโต้ทันทีหากถูกรุกล้ำอธิปไตยของไทย ขณะที่หน่วยเก็บกู้ระเบิดยังตรวจพบกับระเบิดที่ลักลอบเข้ามาวางในพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง หลังจากทหารไทยเหยียบกับระเบิดที่กัมพูชานำมาวางไว้  ซึ่งเป็นการผิดข้อตกลงหยุดยิงและขัดต่อสนธิสัญญาออตตาวา ที่ห้ามใช้กับระเบิดบุคคล ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎกติกา ระดับโลกอย่างร้ายแรง

‘กองทัพบก’ ยันไม่มีทหารเขมรปลดธง-รื้อลวดหนาม เชื่อ กัมพูชาสร้างข่าวเท็จเบี่ยงเบนกระแส

โฆษก ทบ.ยันทหารไทยในพื้นที่รายงานไม่มีเหตุการณ์ทหารเขมรปลดธงชาติไทย-รื้อถอนลวดหนามที่ช่องจุ๊บตาโมก เสาธงในภาพไม่มีอยู่จริงในพื้นที่ คาดฝ่ายกัมพูชาสร้างข่าวปลอม เบี่ยงเบนกระแสภายในประเทศ หากทำจริงฝ่ายไทยต้องตอบโต้เพราะอยู่ในเขตแดนไทย

(15 ส.ค.68) พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีสื่อสังคมออนไลน์เผยแพร่ภาพอ้างว่า เป็นการรื้อถอนลวดหนามในพื้นที่จุ๊บตะโมก บริเวณปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ โดยจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยทหารในพื้นที่ประจำปราสาทตาเมือนธม ยืนยันว่าไม่ปรากฏเหตุการณ์ หรือการปฏิบัติใด ๆ ของทหารกัมพูชาตามที่มีการกล่าวอ้าง

ทั้งนี้ หากมีการรื้อถอนลวดหนามในพื้นที่จริงจะต้องมีการเข้าดำเนินการตอบโต้จากฝ่ายไทย เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตแดนไทย ภายใต้มาตรการรักษาความมั่นคงอย่างเข้มงวด

อีกทั้งจากการตรวจสอบยังพบว่า เสาธงที่ปรากฏในภาพไม่ได้มีอยู่จริงในพื้นที่ที่กล่าวอ้าง

จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ กองทัพบกประเมินว่า เป็นการจัดทำข่าวปลอมโดยฝ่ายกัมพูชา เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและลดกระแสกดดันจากสังคมภายในประเทศ จากการที่ฝ่ายไทยสามารถยึดพื้นที่คืนจากทหารกัมพูชาได้จำนวน 11 พื้นที่ หลังการสู้รบที่ผ่านมา

วุฒิสภาลงพื้นที่ระยอง–เกาะเสม็ด ยกเครื่องมาตรการความปลอดภัยท่องเที่ยว ครอบคลุมบก–น้ำ เสริมเครือข่ายกู้ชีพ 1669 รับมือเหตุฉุกเฉิน

วันที่ 14-15 สิงหาคม 2568 คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา นำโดย พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ประธานคณะอนุกรรมาธิการความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่ศึกษาดูงานด้านความปลอดภัยในจังหวัดระยอง พร้อมอนุกรรมาธิการและที่ปรึกษา โดยมีนายกัฬชัย เทพวรชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง และนายประสานต์ พฤกษชาติ รองนายก อบจ.ระยอง รวมถึงหน่วยงานรัฐ–เอกชน ร่วมให้การต้อนรับ

ที่ประชุมได้บรรยายสรุปมาตรการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ การสร้างเครือข่ายแพทย์ฉุกเฉินระหว่าง อบจ.ระยอง กับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (1669) ครอบคลุมทั้งการเดินทางทางบกและทางน้ำ พร้อมพัฒนาระบบประสานงานให้การช่วยเหลือรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

คณะอนุกรรมาธิการฯ ได้เยี่ยมชมศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 ณ สนามกีฬากลางจังหวัดระยอง รวมถึงการฝึกอบรมหลักสูตรผู้ช่วยครูผู้สอนด้านปฐมพยาบาลและกู้ชีพขั้นพื้นฐาน ณ โรงแรมคามิโอ แกรนด์ เพื่อเสริมทักษะและสร้างเครือข่ายความปลอดภัยในพื้นที่ท่องเที่ยว

จากนั้น ลงพื้นที่ท่าเรือ อบจ.ระยอง และเกาะเสม็ด เพื่อตรวจมาตรการความปลอดภัยทางน้ำ การจัดระเบียบเรือโดยสาร และการทำงานของตำรวจท่องเที่ยว พร้อมประชุมกับหน่วยแพทย์ฉุกเฉินและหน่วยสาธารณสุข เสนอเพิ่มอุปกรณ์–บุคลากร จัดซ้อมแผนกู้ชีพร่วมทุกหน่วยงาน และพัฒนาระบบส่งต่อผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ คณะอนุกรรมาธิการฯ ยังหารือกับอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า–หมู่เกาะเสม็ด เรื่องการติดตั้งธงแดงเตือนภัยคลื่นลมแรง และประชาสัมพันธ์นักท่องเที่ยว พร้อมตรวจเยี่ยมสำนักงานท่าเรือนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและหอควบคุมการเดินเรือ

พล.ต.ต.อังกูร ระบุว่า ความปลอดภัยคือปัจจัยสำคัญที่นักท่องเที่ยวใช้ตัดสินใจเลือกจุดหมาย จึงต้องมีมาตรการชัดเจน รับมือสถานการณ์ฉุกเฉินได้จริง พร้อมย้ำบทเรียนจากเหตุเรือล่มภูเก็ตว่าการวางแผน ซ้อมแผน และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ–เอกชน เป็นหัวใจในการป้องกันเหตุซ้ำรอย และสร้างความเชื่อมั่นให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

‘เสธ.เบิร์ด’ ท้า!! ‘ฮุน เซน’ ถอนทัพชายแดน แลกปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชา 18 คน

(15 ส.ค. 68) พลตรี วันชนะ สวัสดี หรือ 'เสธ.เบิร์ด' ผู้อำนวยการสำนักงานประสานภารกิจด้านความมั่นคง กรมยุทธการทหาร โพสต์เฟซบุ๊กท้าทายสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้พิสูจน์ความจริงใจ ด้วยการถอนกำลังทหารออกจากแนวชายแดนไทยก่อน แลกกับการปล่อยเชลยศึกชาวกัมพูชา 18 คน

เสธ.เบิร์ด ระบุว่า หากฮุน เซน ห่วงชีวิตกำลังพลจริง ควรกล้าถอนกำลังเผชิญหน้าทั้งหมด เพื่อแลกกับการได้ตัวเชลยกลับไป พร้อมย้ำว่า หากเป็นฝ่ายไทยมีทหารถูกจับแม้เพียง 1 คน ก็พร้อมถอนกำลังเพื่อแลกอิสรภาพเช่นกัน แต่หากฮุน เซน เงียบหรือไม่ตกลง ก็สะท้อนว่าเป็นเพียง 'ละครลวงโลก'

เหตุผลที่ไทยยังไม่ปล่อยตัวเชลยศึก 18 คน เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนยังคงมีการเผชิญหน้าของกองกำลังทั้งสองฝ่าย เสี่ยงเกิดการปะทะซ้ำ อีกทั้งผู้ถูกปล่อยตัวอาจกลับมาจับอาวุธสู้รบได้อีก

ทั้งนี้ เสธ.เบิร์ด เสนอว่า หากกัมพูชาถอนกำลังทั้งหมด ไทยก็พร้อมถอนเช่นกัน โดยจะเริ่มถอนหลังจากกัมพูชาถอนแล้ว 5 ชั่วโมง เพื่อยุติความตึงเครียด และลดโอกาสปะทะทางทหารให้หมดสิ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top