Monday, 8 June 2026
NEWS FEED

โฆษก ทบ.อัดกัมพูชา ยังไม่ยอมร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด ชี้ชัด เป็นอาวุธที่ใช้คุกคามทำร้ายฝ่ายไทยอยู่ตลอดเวลา

(17 ส.ค. 68) โฆษก ทบ.อัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขเก็บกู้ทุ่นระเบิดก็ต่อเมื่อหยุดยิงโดยสมบูรณ์ สะท้อนว่ายังคงต้องการใช้ทุ่นระเบิดคุกคามไทย ย้อนถามข้อตกลงหยุดยิงจะสมบูรณ์ได้ยังไง ถ้ายังคุกคามทำร้ายฝ่ายไทยไม่หยุด ซ้ำดูย้อนแย้ง ได้เงินนานาชาติมาเก็บกู้ แต่กลับเพิกเฉยสิ่งที่ควรทำ

จากกรณี พล.ท.(หญิง) มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (RBC) ที่จังหวัดตราด ที่สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 16 ส.ค.โดยที่ฝ่ายกัมพูชายังไม่ตอบรับข้อเสนอของไทยในการร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมตามแนวชายแดน โดยอ้างว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างสมบูรณ์ และจะดำเนินการได้ในพื้นที่ที่มีการปักปันเขตแดนแล้ว หรือในพื้นที่ที่ไม่มีข้อพิพาท ตามที่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ของทั้งสองประเทศเห็นชอบร่วมกัน เนื่องจากคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (RBC) ไม่มีอำนาจตัดสินใจ ควรนำไปหารือในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) นั้น

วันนี้(17 ส.ค.) พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก (ทบ.)กล่าวว่า การที่กัมพูชากล่าวในลักษณะดังกล่าว ย่อมแสดงถึงการยอมรับว่าฝ่ายกัมพูชามีการใช้ทุ่นระเบิดคุกคามทำร้ายฝ่ายไทยจริงอย่างชัดเจน โดยกัมพูชาแสดงท่าทีที่จะมีการดำเนินการในเรื่องทุ่นระเบิดนี้ ก็ต่อเมื่อข้อตกลงหยุดยิงสมบูรณ์แล้ว ซึ่งในสภาพความเป็นจริง หากฝ่ายกัมพูชายังคงใช้ทุ่นระเบิดอยู่ ข้อตกลงหยุดยิงจะมีความสมบูรณ์ได้อย่างไร โดยเฉพาะสิ่งนี้ยังเป็นอาวุธที่กัมพูชาใช้คุกคามทำร้ายฝ่ายไทยอยู่ตลอดเวลาเพียงฝ่ายเดียว มีปรากฏหลักฐานเป็นที่ประจักษ์มากมาย ซึ่งพิจารณาได้จากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเกี่ยวกับทุ่นระเบิดในห้วงที่ผ่านมา

พล.ต.วินธัย กล่าวว่า อีกทั้งยังดูย้อนแย้งกับบทบาทในเวทีนานาชาติที่เข้าใจว่า กัมพูชาเอาจริงเอาจังในการต่อต้านทุ่นระเบิด เพื่อมนุษยธรรม ทั้งที่กัมพูชาเป็นประเทศที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนในการดำเนินการในเรื่องทุ่นระเบิดจากนานาชาติปีละจำนวนมาก แต่กลับเพิกเฉยในสิ่งที่ควรกระทำ แม้จะกระทบภาพลักษณ์กัมพูชาต่อสายตานานาชาติ โดยเฉพาะภาคีสมาชิกอนุสัญญาออตตาวา และผู้ให้เงินทุนสนับสนุนกับกัมพูชา

“ไทย–กัมพูชา” ร่วมถก RBC ชายแดนจันทบุรี - ตราด แต่เขมรยังไม่ให้ความร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิด - ปราบสแกมเมอร์

(17 ส.ค. 68) สำนักงานโฆษก ทร. เผย กองบัญชาการป้องกันจันทบุรีและตราด  จัดการประชุม คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee - RBC ) ร่วมกันระหว่าง ไทย -กัมพูชา เป็นไปตามกรอบ GBC เน้นย้ำ ประเทศไทย มุ่งไปสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ตามกติกาสากล และผลักดันข้อเสนอเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและปราบปรามสแกมเมอร์

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ รองโฆษกกองทัพเรือ  เปิดเผยว่า พลเรือโท อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด และ พลตรี อุย เฮียง  ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 3 ของ กองทัพบก กัมพูชา  ตลอดจนคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ของทั้งสองฝ่ายได้จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย -กัมพูชา สมัยวิสามัญ (Regional Border Committee ) หรือ  RBC ณ ประเทศไทย  ที่บ้านทะเลภูรีสอร์ท อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เพื่อร่วมกันหารือ ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อความสงบเรียบร้อยในพื้นที่และการดำเนินชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศด้วยสันติวิธี และได้ลงนามใน ”บันทึกความตกลงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาครับ(RBC) สมัยวิสามัญระหว่าง กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ราชอาณาจักรไทย กับภูมิภาคที่ 3 ราชอาณาจักรกัมพูชา วันที่ 16 สิงหาคม 2568 ณ จังหวัดตราด ประเทศไทย“

รองโฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นไปตามกรอบ GBC เมื่อ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา เน้นย้ำ ประเทศไทย มุ่งไปสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ตามกติกาสากล โดยฝ่ายไทยได้มีการเพิ่มข้อเสนอเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งก่อนหน้านี้ ไม่ได้รับความร่วมมือใดๆ จากทางกัมพูชาเท่าที่ควร และจากผลการประชุมในวันนี้ ก็ยังไม่ได้การตอบรับใดๆ  จากฝ่ายกัมพูชา โดยยังหวังว่าฝ่ายกัมพูชาจะแสดงความจริงใจในการสนับสนุนภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ยังคงตกค้างอยู่ตลอดแนวชายแดนและการปราบปรามสแกมเมอร์ ในการประชุมครั้งต่อไป

‘หมอสุภัทร’ เผย กำลังจะถูกให้ออกจากราชการ ปมถูกสอบซื้อ ATK ซัด ปลัด สธ. มีธง - ลงมือจัดการทุกทาง

เมื่อวันที่ (16 ส.ค. 68) นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา และ ประธานชมรมแพทย์ชนบท โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ผมกำลังจะถูกให้ออกจากราชการ!!

ข้าราชการไทยอยู่ยาก ต้องเดินกุมเป้า เงียบๆ พูดน้อย นายว่านกเราก็นก เห็นความทุจริต ไร้ประสิทธิภาพ นโยบายเพี้ยน ก็ต้องทำไม่รู้ไม่ชี้ จึงจะมีความเจริญก้าวหน้า

ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังให้ความเห็นแย้งคัดค้านบางเรื่องในกท.สธ.และเรื่องสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด ปลัดกระทรวงคนปัจจุบัน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ มีธงลงมือจัดการผมทุกทาง ในฐานะกรวดในรองเท้าของใครบางคน หวังให้ผมเงียบ อยู่ในโอวาท

สามปีที่ผ่านมา ผมจึงถูกสธ.ตั้งกรรมการสอบวินัยกว่า 10 เรื่อง แต่ได้แค่ตักเตือน ภาคทัณฑ์ จนกระทั่งมีการสั่งย้ายผม โดยมิชอบ ให้พ้นจากโรงพยาบาลจะนะ ให้ไปอยู่ที่โรงพยาบาลสะบ้าย้อย พอสั่งย้ายปุ๊บก็ส่งทีมชุดใหญ่เข้ามาตรวจสอบภายในเพื่อขุดหาความผิด พร้อมทั้งให้ข่าวว่าผมทุจริต และตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงผมเรื่องการจัดซื้อ ATK แพทย์ชนบทบุกกรุง

แพทย์ชนบทบุกกรุง 3 รอบ ในช่วงก.ค.-ส.ค.64 สิ่งที่ยากที่สุดเป็นจริงอย่างไม่น่าเชื่อ โรงพยาบาลต่างๆอาสาบุกกรุงมาตรวจ ATK 3 รอบ ทีมชุมชนในกทม.แข็งขันจัดการสถานที่จัดคิวอำนวยการทุกอย่าง ความยากที่สุดคือ เราจะต้องจัดซื้อ ATK มาใช้เอง สธ.ไม่มีให้ ในขณะนั้น มาตรฐาน สธ.ยังใช้ RT-PCR แกนนำหลายโรงพยาบาลแบ่งหน้าที่ช่วยกันจัดซื้อ ATK ผมก็จัดซื้อในนามโรงพยาบาลจะนะ จัดซื้อตามสถานการณ์หน้างานที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ว่า คนมารับการตรวจจะมากหรือน้อย เราจะทำไหวที่จำนวนเท่าไหร่ แต่จุดยืนตอนนั้นคือ ทุกคนที่มารอต้องได้ตรวจ เราตรวจไปทั้งหมด 192,905 คน พบผู้ติดเชื้อและได้จ่ายยาไปมากถึง 22,451 คน

การบุกกรุง 3 ครั้ง โรงพยาบาลจะนะทำการจัดซื้อ ATK ไป 5 ครั้ง จึงเปิดช่องให้ผมถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าจัดซื้อผิดระเบียบ แบ่งซื้อแบ่งจ้าง แต่โรงพยาบาลอื่นที่จัดซื้อในคราวนั้นไม่ถูกสอบสวนนะครับ 

การชี้แจงของผมอย่างละเอียดไม่เป็นผล ในเมื่อกรรมการมีธง มีมติให้ผมออกจากราชการ ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญก่อนเกษียณของปลัดโอภาส ให้ทันก่อน 30 ก.ย.68 นี้

ที่ผ่านมาผมพยายามชี้แจงตามระบบ ไม่เปิดเรื่องสู่สาธารณะ คิดว่าระบบราชการยังให้ความเป็นธรรมได้บ้าง แต่วันนี้ผมถูกต้อนจนเข้ามุม  ถึงเวลาที่จะต้องเปิดความจริงให้สาธารณะทราบ ถ้าเชื่อมั่นในความเป็นผม “สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ”  เรามาสู้ด้วยกัน 

ระบบราชการต้องมีความเป็นธรรมให้กับข้าราชการและประชาชนได้ ประเทศจึงจะมีความหวัง

“เอฟเคไอไอ.-สถาบันทิวา“ผนึกหอการค้าไทย-สมาคมเอไอ.เปิดเวทีขับเคลื่อนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI)อัพเกรดประเทศไทยสู่ศักยภาพใหม่เป้าหมายผู้นำอาเซียน 

(17ส.ค. 68) “อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์”แนะรัฐเร่งออกกฎหมายปัญญาประดิษฐ์ ชี้จุดอ่อนประเทศไทยขาดแคลน“คนเอไอ.”

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.และรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์เปิดเผยวันนี้ว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเป็นคานงัดในการพัฒนาประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยซึ่งจากการศึกษาของ “Oxford Insights”ในปี2023ไทยอยู่อันดับ 37 ของโลกด้านความพร้อมใช้ AI ในภาครัฐ (คะแนน 63.03 จาก 193 ประเทศ)  ซึ่งสะท้อนทั้งโอกาสและความท้าทายในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนี้

ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับการพัฒนาเทคโนโลยี AI โดยมีการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดประเทศหนึ่งในภูมิภาคโดยตั้งเป้าหมายก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านAI ของอาเซียนภายในปี พ.ศ. 2580 (ค.ศ. 2037)ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561–2580)โดยมีแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ. 2565 - 2570) ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ 
 1. ด้านจริยธรรมและกฎระเบียบ AI โดยมีเป้าหมายสร้างความเข้าใจและความตระหนักด้านจริยธรรมในการใช้ AI อย่างน้อย 6 แสนคน และมีกฎหมายและข้อบังคับด้าน AI ที่จำเป็น
 2. ด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI เพื่อให้เกิดการลงทุนด้าน AI เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ต่อปี
 3. ด้านกำลังคน AI มีเป้าหมายผลิตกำลังคน AI 3 หมื่นคน 
4. ด้านวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม AI ตั้งเป้าสร้าง 100 นวัตกรรม AI ที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจ 4.8 หมื่นล้าน 
 5. ด้านการส่งเสริมธุรกิจและการใช้ AI โดยมีการใช้นวัตกรรม AI ใน 600 หน่วยงานทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตามได้มีการปรับเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ในการพัฒนาบุคลากรด้าน AI ภายในปี 2570โดยเฉพาะในกลุ่ม AI Professional และ AI Developer ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรม AI ของประเทศไทย ตัวเลขสองกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นจาก 10,000 คน เป็น 140,000 คน หรือสูงขึ้นถึง 14 เท่าซึ่งประเทศไทยขาดแคลนคนเอไอ.อย่างมากและเป็นจุดอ่อนที่สำคัญ

อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์ ประธานเอฟเคไอไอ.กล่าวต่อไปว่า
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI) ได้แทรกซึม ไปในทุกๆ ที่ทั่วโลก ขณะนี้ทุกประเทศและทุกอุตสาหกรรมต่างแข่งขันกันเพื่อมุ่งสู่การใช้ AI
การเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังเป็นไปอย่างก้าวกระโดด “ไอดีซี” คาดการณ์ว่าจากปี 2565 เป็นต้นมาการใช้จ่ายด้าน AI ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จะเติบโตเฉลี่ย 28.9% ต่อปี และเมื่อถึงปี 2570 มูลค่าจะขยับขึ้นไปแตะ 90,700 ล้านดอลลาร์ สัดส่วนมาจาก GenAI 23% และ AI อื่นๆ 77%

การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยAIภายใต้เทคโนโลยีดิจิตอลของไทยมีจุดแข็งจุดอ่อนที่ต้องเสริมเติมเต็มโดยเฉพาะการพัฒนาผู้ใช้ผู้พัฒนาผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพทั้งภาครัฐภาคเอกชนและภาควิชาการรวมถึงร่างกฎหมายปัญญาประดิษฐ์ที่ต้องเร่งบัญญัติออกมาโดยเร็ว”

สถาบันเอฟเคไอไอ.เชื่อว่าAI เป็นเครื่องมือในการอัพเกรดศักยภาพประเทศทั้งด้านเทคโนโลยี การศึกษา การวิจัยและพัฒนา การพัฒนาเมือง การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การพัฒนาภาคเกษตร-อุตสาหกรรม-การท่องเที่ยว-การลงทุน-ธุรกิจการค้า การบริการภาครัฐและการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจเพื่อตอบโจทย์ที่ท้าทายอนาคตของประเทศจึงได้จัดงานเสวนา FKII National Agenda
“AI Thailand อัปเกรดศักยภาพประเทศไทย”
ในวันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 – 11.30 น. ณ สวนเสียงไผ่ สถาบันทิวา ทาวน์อินทาวน์ กรุงเทพมหานคร

จึงขอเชิญชวนทุกภาคส่วนมาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการยกระดับขีดความสามารถและศักยภาพของประเทศไทย โดยมีวิทยากรหลายท่านอาทิ นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII Thailand ,นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา และผู้อำนวยการสถาบัน FKII Thailand รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ประธานคณะกรรมการเอไอและโรบ็อท หอการค้าไทยดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) นายพุทธิพงษ์ สิริโชดก ซีอีโอ.บริษัทแม็กอัพ เอไอ. อินโนเวท นายอาศิสกานต์ ศรีลาธนาตย์ ซีอีโอ.บริษัทซอร์สโค้ด รวมทั้งวิทยากรและผู้เข้าร่วมเสวนาจากภาคส่วนต่างๆ
ท่านที่สนใจสามารถลงทะเบียนที่ LineOA FKII Thailand
หรือติดต่อสอบถาม
นายวรวุฒิ ชิระนุรังสี 091-1805459
นางสาวลิต้า บุญส่ง 093-1252012

เซ็นทรัลพัฒนา ขอเป็นตัวแทนคนไทย ส่งกำลังใจถึงแนวหน้า มอบเสื้อ สกรีนคำขอบคุณจากหัวใจคนไทยถึง “ฮีโร่ของชาติ” 

(18 ส.ค. 68) บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ยืดหยัดเคียงข้างคนไทยและประเทศชาติเสมอ จึงได้อาสาเป็นสื่อกลางเชิญชวนคนไทยทั่วประเทศร่วมเขียนคำขอบคุณถึงเหล่าทหารผู้กล้าผ่าน Social Campaign “To Our Heroes” ซึ่งได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามบนโซเชียลมีเดีย โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ผู้บริหารเซ็นทรัลพัฒนา นำโดย คุณรุจิเรศ นีรปัทมะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานรัฐกิจสัมพันธ์ และสรรหาที่ดิน และคุณพรวดี โรจน์รุ่งสัตย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการการตลาด และสื่อสารองค์กร ได้สานต่อแคมเปญ ด้วยการนำเสื้อ “To Our Heroes” สกรีนคำขอบคุณและกำลังใจจากคนไทยจำนวน 1,000 ตัว มอบให้แก่เหล่าทหารกล้า ณ กองบัญชาการกองทัพบก โดยมี พลโท อนุภาพ ศิริมณฑล รองเสนาธิการทหารบก เป็นผู้รับมอบ เพื่อนำกำลังใจและคำขอบคุณจากคนไทยส่งต่อถึงทหารแนวหน้า

เซ็นทรัลพัฒนา ในฐานะผู้พัฒนาและบริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ เน้นย้ำถึงบทบาทการเป็น “Centre of Life” ที่เป็นทั้งจุดหมายปลายทางและศูนย์กลางการใช้ชีวิต แต่ยังเป็น “พื้นที่” และสื่อกลางในการเชื่อมใจผู้คนจากทุกภูมิภาค ทั้งนี้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศได้พร้อมใจกันแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ แสดงภาพธงไตรรงค์ขึ้นจอยักษ์ที่หน้าศูนย์การค้า อีกทั้งยังได้ตั้งศูนย์รับบริจาคและศูนย์บริจาคโลหิตที่สาขาต่างๆ และล่าสุดกับการส่งข้อความจากใจคนไทย To Our Heroes… ที่สกรีนไว้บนเสื้อ เพื่อให้ทุกครั้งที่เหล่าทหารสวมใส่ พวกเขาจะรับรู้ว่าคนไทยทั้งประเทศซาบซึ้งในความเสียสละอันยิ่งใหญ่ และร่วมส่งกำลังใจให้ทหารทุกท่านปฏิบัติหน้าที่อย่างปลอดภัย

ภายใต้ Brand Purpose “Imagining better futures for all” เซ็นทรัลพัฒนาเชื่อมั่นว่า “พลังใจ” คือพลังขับเคลื่อนสำคัญของประเทศ และจะยืนหยัดเคียงข้างคนไทยเสมอ เพื่อให้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเป็นทั้งหัวใจของชุมชนและศูนย์กลางชีวิตของคนไทยและประเทศไทยอย่างแท้จริง

ตราด -ไทย-กัมพูชา ลงนามร่วมกัน ตามข้อตกลง GBC 

(16 ส.ค.68 ) การประชุม RBC ที่โรงแรมทะเลภูรีสอร์ท อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ทั้งสองประเทศยังคงยึดหลักการประชุมของ GBC โดยมีการประชุมกันนานกว่า 30 นาที มี พล.ร.ท.อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (ฝั่งไทย) เป็นประธาน ขณะที่ฝั่งกัมพูชา มี พล.ต.อุย เฮียง ผู้บัญชาการทหารภูมิภาคที่ 3 พร้อมด้วยผู้ว่าราชการเกาะกง คุณหญิงมิถุนา ภูทอง นำคณะเข้าร่วมประชุม พร้อมด้วยฝ่ายไทยหลายหน่วยงานเข้าร่วม โดยทั้งสองประเทศยังคงวางกรอบข้อตกลงทั้ง 13 ข้อ ที่ได้จากการประชุม GBC ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

การประชุมในวันนี้ได้เพิ่มประเด็น การเก็บทุ่นระเบิด และ ปราบปรามแก๊งสแกนเมอร์ เป็นประเด็นหลักในการหารือในวันนี้ ยังคงไม่พูดถึงเรื่องการเปิดด่าน และการค้าชายแดน การท่องเที่ยว ก่อนที่จะมีการลงนามในบันทึกข้อตกลง และจับมือร่วมกัน ก่อนถ่ายรูปร่วมกัน การประชุมเป็นไปอย่างเรียบร้อยด้วยดีทั้ง 2 ฝ่าย

รฟท. จับมือมาเลเซีย เตรียมเปิดรถไฟสายกรุงเทพ–บัตเตอร์เวอร์ธ ท่องเที่ยวอาเซียน!! นั่งยาวถึงปีนัง โดยไม่ต้องเปลี่ยนขบวน

(16 ส.ค. 68) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ร่วมกับการรถไฟมาเลเซีย (KTMB) จัดประชุมร่วม SRT–KTMB Joint Conference เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านระบบรางระหว่างสองประเทศ ครอบคลุมการเดินรถข้ามแดน การพัฒนาเส้นทางรถไฟทางคู่ การบูรณาการระบบตั๋วโดยสาร และการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางรถไฟ

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรฟท. กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้อยู่ภายใต้แนวคิด 'Railnaissance' หรือการฟื้นคืนพลังระบบราง เป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานความร่วมมือระหว่างไทย–มาเลเซีย ตอกย้ำบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของระบบรางในอาเซียน และมุ่งสู่การเดินทางและขนส่งไร้รอยต่อ

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ การฟื้นฟูเส้นทางรถไฟ กรุงเทพ–บัตเตอร์เวอร์ธ หลังจากที่ต้องยกเลิกตั๋วตั้งแต่ปี 2559 ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายเตรียมความพร้อม คาดว่าจะเปิดให้บริการเที่ยวแรกภายในปีนี้ เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางและส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ ผู้โดยสารที่เดินทางไปรัฐปีนังสามารถซื้อตั๋วจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ โดยขบวนรถไฟที่ 45 ไปยังปาดังเบซาร์ ก่อนลงเพื่อทำพิธีตรวจหนังสือเดินทาง จากนั้นต่อรถ KTM Komuter ไปยังบัตเตอร์เวิร์ธ และต่อเรือเฟอร์รี่ไปเมืองจอร์จทาวน์ การฟื้นเส้นทางนี้ช่วยให้ผู้โดยสารเดินทางต่อเนื่องไม่ต้องเปลี่ยนขบวน เพิ่มความสะดวกเหมือนเส้นทางกรุงเทพ–เวียงจันทน์

‘พีระพันธุ์’ เป็นประธานมอบโล่รางวัลและใบประกาศเกียรติคุณ การประกวดจัดทำภาพยนตร์สั้น โครงการอนุรักษ์ความเป็นไทย

เมื่อวานนี้ (15 ส.ค.68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ เป็นประธานมอบโล่รางวัลและใบประกาศเกียรติคุณแก่เยาวชนที่ชนะการประกวดภาพยนตร์สั้น Short Film Contest หัวข้อ “ความเป็นไทย : Thainess สืบสาน อนุรักษ์ สร้างสรรค์เอกลักษณ์วัฒนธรรมไทย” ณ ห้องศรีอยุธยา หอวชิราวุธานุสรณ์

โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ได้เรียนรู้และตระหนักถึงคุณค่าของเอกลักษณ์ไทย สร้างความรัก ความศรัทธา และความภูมิใจในความเป็นไทย โดยมีผู้สนใจส่งผลงานเข้าประกวดทั้งสิ้น 108 ทีม และมีทีมที่ได้รับรางวัลรวม 13 ทีม

ผลงานที่เข้าประกวดเป็นภาพยนตร์สั้น ความยาวไม่เกิน 10 นาที ถ่ายทอดมุมมองความเป็นไทยผ่านสายตาคนรุ่นใหม่ เพื่อสืบสานและสร้างสรรค์วัฒนธรรมไทยให้เข้ากับยุคสมัย ขณะเดียวกันยังสะท้อนถึงพลังสร้างสรรค์ของเยาวชนไทยที่พร้อมอนุรักษ์รากเหง้าวัฒนธรรมชาติ

ทั้งนี้ ทางสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จะได้เผยแพร่ภาพยนตร์สั้นที่ได้รับรางวัลผ่านช่องทางต่าง ๆ ของโครงการ ซึ่งสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ https://www.facebook.com/thainess.opm/ และ www.youtube.com/@Thainess_opm

‘แม่ทัพภาค 2’ เล็งสร้างรั้วกั้นไทย-กัมพูชา หวังใช้เทคโนโลยีเฝ้าตรวจแทนกำลังพล

(16 ส.ค. 68) พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถึงกระแสในโซเชียลที่เปรียบเทียบรั้วลวดหนามแข็งแรงของเวียดนามที่กั้นแดนกับกัมพูชา พร้อมระบุว่า ไทยเองก็มีแนวคิดสร้างรั้วกั้นแดนเช่นเดียวกัน แต่จะทำได้ก็ต่อเมื่อกัมพูชาให้ความยินยอม และต้องพิจารณาตามจุดที่มีการปักปันเขตแดนชัดเจนแล้วเท่านั้น

แม่ทัพภาคที่ 2 ย้ำว่า หากสามารถเริ่มสร้างได้ในบางพื้นที่ ก็จะทำไปเรื่อย ๆ ตามงบประมาณที่มี โดยไม่จำเป็นต้องสร้างทั้งหมดในคราวเดียว และถือเป็นการดำเนินการเชิงปฏิบัติที่สามารถทยอยทำได้ทีละส่วน

ทั้งนี้ เส้นชายแดนไทย-กัมพูชามีความยาวเกือบ 1,000 กิโลเมตร การสร้างรั้วตลอดแนวจำเป็นต้องใช้งบประมาณสูง แต่หากทำได้จริงก็จะช่วยแก้ปัญหาความมั่นคง ลดภาระการลาดตระเวนของกำลังพลลงอย่างมาก

พลโท บุญสิน ยังชี้ว่า การมีรั้วกั้นแดนที่มั่นคงจะช่วยให้สามารถนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น กล้องวงจรปิด มาใช้เฝ้าตรวจแทนกำลังคน ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลพื้นที่ชายแดนและลดความเสี่ยงจากปัญหาการลักลอบเข้าเมืองหรือกิจกรรมผิดกฎหมายได้ดียิ่งขึ้น

‘พงศ์กวิน’ รับฟังข้อเสนอจากกลุ่มไรเดอร์-วินมอเตอร์ไซค์ พร้อมเดินหน้าแก้ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ

เมื่อวานนี้ (15 ส.ค.68) นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมคณะผู้บริหาร รับฟังข้อเสนอจากกลุ่มแรงงานนอกระบบ ทั้งไรเดอร์ วินมอเตอร์ไซค์ และตัวแทนองค์กรแรงงาน ที่เข้าพบเพื่อสะท้อนปัญหาสภาพการทำงาน รวมถึงหารือร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ พ.ศ. ... ณ กระทรวงแรงงาน

นายพงศ์กวิน เปิดเผยว่า ปัญหาหลักของไรเดอร์คือค่ารอบวิ่งที่ตกต่ำ ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ จึงจำเป็นต้องมีมาตรการคุ้มครองทางกฎหมาย โดยการร่าง พ.ร.บ.แรงงานอิสระ ได้เปิดให้ทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและฝ่ายที่กังวลต่อผลกระทบเข้ามาแสดงความคิดเห็น กระทรวงฯ จึงทำหน้าที่เป็นคนกลางไกล่เกลี่ย

ทั้งนี้ เดิมร่างกฎหมายกำหนดให้แรงงานอิสระทุกคนต้องเข้าร่วม แต่รัฐมนตรีเสนอให้ปรับแก้เป็น 'สมัครใจ' เพื่อไม่เป็นการบังคับ และตั้งกรอบเวลาในการปรับปรุงร่างกฎหมายให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนสิงหาคม ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาต่อไป

รัฐมนตรีแรงงานย้ำว่า กระทรวงให้ความสำคัญต่อการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม โดยจะเร่งผลักดันให้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ครอบคลุมเรื่องสภาพการจ้าง การทำงาน และความปลอดภัย เพื่อเป็นหลักประกันให้แรงงานอิสระได้รับความคุ้มครอง พร้อมยืนยันว่าจะปรับแก้ร่างกฎหมายให้ตอบโจทย์ทุกฝ่ายมากที่สุด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top