Monday, 8 June 2026
NEWS FEED

ขอนแก่น - มข. ขับเคลื่อนงานวิจัยสู่ธุรกิจ จัด 'KKU Enterprise Demo Day #2' นวัตกรรมดิจิทัลและสุขภาวะ Smart Digital & Wellness เปิดเวทีจับคู่ความร่วมมือระหว่างนักวิจัยและผู้ประกอบการ

เมื่อวานนี้ (19 ส.ค.68) เวลา 13.30–16.30 น. ณ ห้องสารสิน ชั้น 2 อาคารสิริคุณากร มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศูนย์เคเคยู เอนเตอร์ไพรส์ (KKU Enterprise) จัดกิจกรรม “KKU Enterprise Demo Day #2: นวัตกรรมดิจิทัลและสุขภาวะ Smart Digital & Wellness” เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคธุรกิจ

โดยพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.เพ็ญศรี เจริญวานิช รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและนวัตวณิชย์ ทำหน้าที่ประธานแทน ท่านอธิการบดึมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวเปิดงานและต้อนรับผู้เข้าร่วม เน้นย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยในการผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและสังคม พร้อมระบุว่ามหาวิทยาลัยตั้งเป้าจัดกิจกรรมลักษณะนี้อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกเดือน เพื่อเป็นเวทีเชื่อมโยงนักวิจัย ผู้ประกอบการ และนักลงทุน ตลอดช่วงการนำเสนอ ได้แสดงผลงานและแพลตฟอร์มสำคัญ ได้แก่ KKU Market ช่องทางอีคอมเมิร์ซ เพื่อผลักดันผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยสู่ผู้บริโภค KKU IntelSphere แพลตฟอร์ม AI เพื่อยกระดับการบริหารจัดการและการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย

การประยุกต์ใช้ AI ด้านสุขภาพ และแชตบ็อตเพื่อการดูแลผู้ป่วย Functional Wellness Directory ระบบฐานข้อมูลสุขภาวะบุคคล Cellular Therapy Service (CTC) รูปแบบการให้บริการรักษาด้วยเซลล์ต้นกำเนิด รศ.ดร.เพ็ญศรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในนามมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยศูนย์เคเคยู เอนเตอร์ไพรส์ (KKU Enterprise) เป็นหน่วยงานที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้จัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการผลิตภัณฑ์ อันได้แก่ องค์ความรู้ สิ่งประดิษฐ์ และผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัย เพื่อผลักดันออกสู่ ตลาดในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายในการดำเนินงานด้านการตลาดแบบครบวงจร และสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจดังนั้น ศูนย์เคเคยู เอนเตอร์ไพรส์ จึงได้จัดงานในครั้งนี้ขึ้น เพื่อสร้างเวทีให้นักวิจัยของเราได้นำเสนอผลงานและนวัตกรรมที่โดดเด่นแก่ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ และนักลงทุนทุกท่าน งานในวันนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการแสดงผลงาน แต่เป็นประตูแห่งโอกาส ในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง เพื่อนำไปสู่การต่อยอด และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด สร้างรายได้ และขยายธรกิจให้เติบโตต่อไปในอนาคต โดยการจัดงาน Demo Day ในวันนี้ ถือเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้น ภายใต้แนวคิด "นวัตกรรมดิจิทัลและสุขภาวะ" 

นอกจากนั้น ยังมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น Brain Booster’s Product, อาหารพร้อมทานเพื่อสุขภาพ และ Functional Food ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในมหาวิทยาลัย (KKU Select)

ช่วงท้ายเป็นกิจกรรม Networking และจับคู่เจรจาความร่วมมือ (Business Matching) ระหว่างหน่วยงานวิจัยกับผู้ประกอบการและนักลงทุนที่มาร่วมงาน เพื่อต่อยอดผลงานสู่การพัฒนาเชิงพาณิชย์ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการทดลองตลาด การร่วมพัฒนาเทคโนโลยี และการเชื่อมโยงช่องทางจัดจำหน่าย

"เฉลิมชัย" จับมือสิงคโปร์ ลงนามข้อตกลงซื้อขายคาร์บอนเครดิต หนุนไทยสู่ศูนย์กลางอาเซียน

(20 ส.ค. 68) ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้แทนประเทศไทย ได้ร่วมลงนามในข้อตกลงด้านคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศกับ นายตัน ซี เหล่ง รัฐมนตรีจากประเทศสิงคโปร์ ณ โรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ โดยข้อตกลงนี้มุ่งเน้นการซื้อขายผลการลดก๊าซเรือนกระจก (ITMOs) ที่เกิดจากโครงการต่างๆ ในประเทศไทย โดยสิงคโปร์สามารถนำผลลัพธ์ที่ได้ไปใช้บรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของตนเองได้

การลงนามเมื่อ19 สิงหาคม2568ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำผ่านโครงการที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมได้หลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ด้านป่าไม้ พลังงานสะอาด หรือนวัตกรรม นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะก้าวไปสู่การเป็น ศูนย์กลางคาร์บอนเครดิตในภูมิภาคอาเซียน ได้ในอนาคต

‘กองทัพอากาศไทย’ จ่อซื้อ ‘กริพเพน’ อย่างเป็นทางการ ผบ.ทอ. เตรียมบินไปทำพิธีลงนาม ที่สวีเดน 25 ส.ค. นี้

(20 ส.ค. 68) กองทัพอากาศไทยเผย ครม. เห็นชอบโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตี กริพเพน E/F 12 เครื่อง มูลค่า 6 หมื่นล้านบาท พร้อมรับชดเชยทางเศรษฐกิจ (Defence Offset) ประมาณ 1 แสนล้านบาท ซึ่งหมายถึงไทยจะได้มากกว่าแค่เครื่องบิน แต่ยังได้รับ งาน เทคโนโลยี และการถ่ายทอดความรู้ จากบริษัทผู้ขาย

พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี โฆษกกองทัพอากาศ ระบุว่า การจัดหาเครื่องบินครั้งนี้ไม่เพียงเสริมขีดความสามารถทางทหาร แต่ยังสร้างผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และเทคโนโลยี โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบขั้นตอนตามกฎหมายครบถ้วนเพื่อความโปร่งใส

สำหรับกองทัพอากาศจะบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ เพื่อให้การชดเชยจาก Saab AB เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมและประชาชน โดยมุ่งเน้นทั้งความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน

ด้าน พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ พร้อมคณะ มีกำหนดเดินทางไป ประเทศสวีเดน วันที่ 25 สิงหาคมนี้ เพื่อทำพิธีลงนามจัดซื้อกริพเพน E/F อย่างเป็นทางการ

รองแม่ทัพภาคที่ 2 ตีแผ่ความจริงสถานการณ์ ‘ช่องอานม้า’ หวังไทยจะได้บทเรียนจากคำกล่าวอ้าง “เพื่อมนุษยธรรม”

รองแม่ทัพภาคที่ 2 บอกความจริงมีหนึ่งเดียว ช่องอานม้า เป็นเขตอธิปไตยไทย หลังการสู้รบ ผู้อพยพส่วนหนึ่งปักหลักตั้งถิ่นฐานไม่ยอมกลับ สร้างกาสิโน ขยายชุมชนใหญ่ขึ้น หวังว่าคำกล่าวอ้าง “เพื่อมนุษยธรรม” จะเป็นบทเรียนให้ตระหนัก

(20 ส.ค. 68) พลตรี ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 ให้ความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับช่องอานม้า โดยระบุว่าความจริงมีหนึ่งเดียว ช่องอานม้า ต.โซง อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เป็นช่องเขาลักษณะคล้ายอานม้า เดิมเป็นช่องทางธรรมชาติชักลากไม้นำเข้าจากฝั่งกัมพูชา อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร

ห้วงสงครามกลางเมืองภายในกัมพูชา ชาวกัมพูชาหลบหนีภัยการสู้รบเข้ามาบริเวณชายแดน ไทยได้เอื้อเฟื้อพื้นที่จัดตั้งศูนย์อพยพตามหลักมนุษยธรรมโดยมีหน่วยงานของสหประชาชาติอำนวยการ หลังการสู้รบเราได้ส่งคืนผู้อพยพกลับประเทศแต่มีส่วนหนึ่งปักหลักตั้งถิ่นฐานอยู่ไม่ยอมกลับ ด้วยหลักมนุษยธรรม ที่สากลนำมากล่าวอ้าง และความไม่เด็ดขาดของเรา ทำให้ไม่สามารถผลักดันกลุ่มคนเหล่านี้ออกจากพื้นที่ได้หมดและยืดเยื้อจนเป็นปัญหาถึงปัจจุบัน

ปี 2542 จ.อุบลราชธานี และ จ.พระวิหาร เห็นชอบเปิดช่องอานม้าเป็นจุดผ่อนปรนเพื่อการค้า กำหนดให้ตลาดฝั่งกัมพูชาอยู่บริเวณชุมชนเดิมนี้ ในขณะที่ตลาดฝั่งไทยลึกเข้ามาจากแนวเขตแดนประมาณ 300 เมตร คนกัมพูชาขึ้นมาจับจองพื้นที่ขยายชุมชนจากประมาณ 30 หลัง เป็นกว่า 100 หลังในปัจจุบัน

ปี 2554 ในขณะมีข้อขัดแย้งพื้นที่เขาพระวิหาร กัมพูชาใช้ห้วงเวลาที่เราติดตรึงการรบแอบสร้างอนุสาวรีย์ตาอม และปรับปรุงมาเรื่อย ๆ จากแบบชั่วคราวจนเป็นแบบถาวร ทั้งการขยายบ้านเรือน/การสร้างอนุสาวรีย์ ฝ่ายทหารได้พยายามแก้ไขด้วยการเจรจาและประท้วงผ่านกลไกทางทหารและกระทรวงการต่างประเทศรวม 65 ครั้ง แต่ฝ่ายกัมพูชาเพิกเฉยซึ่งสร้างความอึดอัดแก่ฝ่ายทหารในพื้นที่เป็นอย่างมาก

ปี 2555 รัฐบาลสองฝ่ายเห็นชอบให้ยกระดับเป็นจุดผ่านแดนถาวร มีนักลงทุนมาสร้างกาสิโนรอ แต่หน่วยงานความมั่นคงไม่เห็นด้วยยื่นข้อเสนอให้ย้ายชุมชนลงไปด้านล่าง ฝ่ายกัมพูชาไม่ยินยอม ทำให้การยกระดับไม่สามารถดำเนินการได้ ฝ่ายความมั่นคงเห็นว่าในอนาคตจะเกิดปัญหาจึงเสนอขอให้ปิดจุดผ่อนปรนฯ แต่ จ.อุบลราชธานี คัดค้านเนื่องจากเห็นว่าจะกระทบต่อการค้าและการท่องเที่ยวชายแดน

หวังว่าคำกล่าวอ้าง “เพื่อมนุษยธรรม” และ “กระทบการค้าและการท่องเที่ยวชายแดน” ซึ่งทำให้เราเพิกเฉยต่อประเด็นความมั่นคงแล้วส่งผลให้เกิดปัญหาใหญ่ในระยะยาว จะเป็นบทเรียนให้ทุกภาคส่วนของไทยเราได้ตระหนักและแก้ไขท่าทีทั้งในปัจจุบันและอนาคต

‘พลเอกประวิตร’ รุดให้กำลังใจ ทหารบาดเจ็บจากการสู้รบ ไทย - กัมพูชา ณ รพ.พระมงกุฎฯ

(20 ส.ค. 68) เวลา 8.30 น พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ อดีต ผบ.ทบ  เข้าเยี่ยมให้กำลังใจ นายทหาร 8 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บ จากสถานการณ์การสู้รบ ชายแดนไทย กัมพูชา ที่ได้เข้ามาพักรักษาตัว ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ โดยพลเอกประวิตร ได้สอบถามถึงอาการบาดเจ็บ และกล่าวให้กำลังใจ กับ ทหารที่ได้รับบาดเจ็บทั้ง 8 นาย ความว่า “วันนี้ผมมาในฐานะพี่คนหนึ่ง ที่เคยทำงานกับน้อง ๆ ทหารทุกคน ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องหัวใจของคนเคยร่วมรบ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ผมเสียใจที่น้อง ๆ ต้องบาดเจ็บแต่ก็ภูมิใจที่ทุกคนยังยืนหยัดปกป้องประเทศชาติอย่างกล้าหาญ อยากให้กำลังใจ ขอให้หายไว ๆ  อยากบอกว่าชาติบ้านเมืองยังยืนอยู่ได้เพราะความเสียสละของน้อง ๆ ทุกคน ไม่ต้องห่วงเรื่องอื่น ห่วงสุขภาพให้มาก ๆ พี่จะยืนอยู่ข้าง ๆ เสมอ เห็นน้อง ๆ เจ็บ ผมก็เจ็บด้วย เพราะผมเองก็เคยผ่านสนามรบ ผมรู้ดีว่าการเสียสละทุกครั้ง มันมีราคาที่ต้องจ่าย แต่สิ่งที่น้อง ๆ ทำให้ชาติ มันมีค่ามากกว่าคำพูดใดๆ อยากฝากถึงครอบครัวทหาร ว่า ลูกหลานของท่านไม่ได้เจ็บฟรี ทุกหยดเลือดคือเกียรติยศของกองทัพและของชาติ ผมจะอยู่เคียงข้าง ให้เกียรติ และไม่ลืมความเสียสละนี้

โดย พลเอกประวิตร ได้มอบกระเช้าของเยี่ยม และ เงินจำนวนหนึ่ง ให้กับทหารที่ได้รับบาดเจ็บ และครอบครัว เพื่อไว้รักษาตัว และถูกส่งมารักษาต่อที่โรงพยาบาลพระมงกุฎ

แม่ฮ่องสอน-ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพแกนนำชมรมเครือข่ายเพื่อผู้บกพร่องทางจิต จังหวัดแม่ฮ่องสอน

เมื่อวานนี้ (19 ส.ค.68) นายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ให้เกียรติเป็นประธานเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพแกนนำชมรมเครือข่ายเพื่อผู้บกพร่องทางจิต จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมี นางสาวระพีพรรณ ศรีทองอ่อน ประธานชมรมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตอำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวรายงาน พร้อมด้วย นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ที่ปรึกษาชมรมฯ คณะกรรมการชมรมฯเพื่อผู้บกพร่องทางจิต แกนนำชมรมเครือข่ายทุกอำเภอ ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน วิทยากร
ผู้มีเกียรติ คณะทำงาน และผู้ร่วมกิจกรรมโครงการฯ ณ ห้องประชุมกาสะลอง สิบล้านบุรีรีสอร์ท ตำบลปางหมู อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

นายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพแกนนำชมรมเครือข่ายเพื่อผู้บกพร่องทางจิตจังหวัดแม่ฮ่องสอน จัดขึ้นมีวัตถุประสงค์ เพื่อต้องการให้ แกนนำชมรมเครือข่ายเพื่อผู้บกพร่องทางจิต จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่เข้าร่วมกิจกรรมทุกคน ได้รู้ทิศทางการดำเนินงาน และการขับเคลื่อนงานด้านจิตเวชของชมรมฯในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อให้ทุกคนสามารถจัดทำแผนการดำเนินงานของชมรมระดับอำเภอ และ จังหวัด และการพัฒนาศักยภาพแกนนำชมรมเครือข่าย ชมรม เพื่อผู้บกพร่องทางจิต จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

อีกทั้งเพื่อให้มีความรู้ความสามารถ เข้าใจถึงเรื่องสิทธิต่างๆตามกฎหมายของความพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม เพื่อจะได้คอยช่วยกันปกป้องสิทธิของคนพิการ รวมทั้งเน้นให้เห็นความสำคัญ และให้ได้แนวทางการทำงาน รวมถึงขั้นตอนการให้ความช่วยเหลือคนพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรมอย่างถูกวิธี ตามพระราชบัญญัติสุขภาพจิต และพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ รวมถึงการดำเนินงานร่วมกับภาคีเครือข่าย ทุกภาคส่วน เพื่อให้การขับเคลื่อนงานเกิดความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพต่อไป

นางสาวระพีพรรณ ศรีทองอ่อน ประธานชมรมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตอำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพแกนนำชมรมเครือข่ายเพื่อผู้บกพร่องทางจิตจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้แกนนำชมรมเครือข่ายเพื่อผู้บกพร่องทางจิตจังหวัดแม่ฮ่องสอน สามารถขับเคลื่อนการดำเนินงานระดับอำเภอ /จังหวัด และสามารถจัดทำแผนการดำเนินงานร่วมกันได้อย่างมีคุณภาพ รวมทั้งสามารถเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ เพื่อให้แกนนำชมรมเครือข่ายเพื่อผู้บกพร่องทางจิต จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีองค์ความรู้ในการส่งเสริม ให้ผู้ดูแลคนพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรมเข้าใจเรื่องสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย ปกป้องสิทธิ์ของคนพิการ ในสถานการณ์วิกฤต

การจัดโครงการฯในครั้งนี้ ดำเนินการระหว่างวันที่ 18 – 20 สิงหาคม 2568 กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการฯ ประกอบด้วย คณะกรรมการบริหารชมรมฯ,ที่ปรึกษา, คนพิการ, ผู้ดูแลคนพิการ, แกนนำเครือข่ายชมรมฯจังหวัดแม่ฮ่องสอน วิทยากร และคณะทำงาน รวมทั้งสิ้น 60 คน

จากภาพทหารสาวสุดสมาร์ต ชี้นิ้วไล่ทหารกัมพูชา การเปิดตัว ‘ผู้กองอะตอม’ ร้อยเอกหญิงแกร่งแห่งกองทัพไทย

(20 ส.ค. 68) จากเหตุชุลมุนเล็กน้อยระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชาที่ช่องอานม้า จ.สระแก้ว ปรากฏภาพทหารหญิงไทยยืนชี้นิ้วและปัดมือไล่ทหารกัมพูชาที่เข้ามาโวยวายในพื้นที่ จนกลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ ต่อมาทราบว่าเธอคือ ร้อยเอกหญิง ปวิชญา วลีสุขสันต์ หรือที่รู้จักในชื่อ ‘ผู้กองอะตอม’

‘ผู้กองอะตอม’ วัย 28 ปี จบการศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผ่านหลักสูตรนายทหารสัญญาบัตร ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย และนายทหารล่าม กรมข่าวทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย โดยเพิ่งได้รับโอกาสทำหน้าที่โฆษกภาษาอังกฤษเมื่อปลายปี 2567

นอกจากงานในกองทัพ เธอยังรับบทบาทพิธีกร ล่าม และติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษ โดยสอบ TOEIC ได้คะแนน 895 คะแนน และมีสไตล์การสอนที่เข้าถึงง่าย ชอบพบปะผู้คนใหม่ ๆ พร้อมมุมมองที่การสื่อสารช่วยเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น ทั้งยังเคยย้ำว่าชอบงานที่ท้าทายและไม่หยุดพัฒนาตัวเอง

ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่ช่องอานม้าทำให้ชื่อ ‘ผู้กองอะตอม’ ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ทั้งในมุมความกล้าแสดงออกในการปฏิบัติหน้าที่ และบทบาททหารหญิงยุคใหม่ที่สมาร์ต รอบด้าน และทำงานเพื่อกองทัพ ประเทศชาติ และประชาชนไทย

ศาลทุจริตฯ พิพากษา จำคุก 'ประชัย เลี่ยวไพรัตน์' คดี ปลอมโฉนดที่ดินสระบุรี - รุกป่าทำเหมืองปูน

'ประชัย เลี่ยวไพรัตน์' คอตกนอนเรือนจำ หลังศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 1 พิพากษาจำคุก 8 ปี คดีออกเอกสารปลอมที่ดินสระบุรี เจ้าตัวยื่นประกันตัว ส่งศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

เมื่อวานนี้ (19 ส.ค.68) ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อท98/2567 คดีหมายเลขแดงที่ อท.84/2568 ระหว่างพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 1 โจทก์ นายณรงค์พล แก้วสาร จำเลยที่ 1 นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 2 บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 3

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุนายจรูญศักดิ์ เอกสวัสดิ์ นายช่างรังวัด 6 สำนักงานมาตรฐานการออกหนังสือสำคัญ กรมที่ดิน ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดสระบุรี-ลพบุรี ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริตทำโฉนดที่ดินปลอมเลขที่ 41925, 41926, 41339,41909, 41910, 41913, 41914, 41918, 41918, 41919, 41920 รวม 11 ฉบับ ในบริเวณที่เป็นพื้นที่ป่า ภูเขา ซึ่งโดยสภาพไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยได้รับเงินจากนายจักราวุธ นิตยสุทธิ ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ 3 จำนวนทั้งสิ้น 1,050,000 บาท เป็นการตอบแทนและเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ทำให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงที่ระบุไว้ในโฉนดที่ดินนั้น จำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 และนายประหยัด เลี่ยวไพรัตน์ กรรมการผู้มีอำนาจได้ลงนามในหนังสือมอบอำนาจให้นายไวพจน์ คดบัว และหรือนายสุนทร ดิษยนันท์ นำส่งเอกสาร รับเอกสารต่าง ๆ กรณีที่หัวหน้าสายตรวจปราบปรามการกระทำความผิดว่าด้วยการป่าไม้ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 5 (สระบุรี) กรมป่าไม้ แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ดำเนินคดีต่อจำเลยที่ 3 ในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484

นายไวพจน์ได้แสดงสำเนาโฉนดที่ดินทั้ง 11 ฉบับต่อพนักงานสอบสวน เหตุเกิดที่ตำบลปากเพรียว อำเภอเมืองสระบุรี และตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรีและแขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 151,268
จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ทางไต่สวนได้ความว่า ขณะเกิดเหตุนายจรูญศักดิ์ เอกสวัสดิ์ นายช่างรังวัด 6 สำนักงานมาตรฐานการออกหนังสือสำคัญ กรมที่ดิน ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดสระบุรี-ลพบุรี เมื่อปี 2557 คณะพนักงานเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ประกอบกิจการของจำเลยที่ 3 พบว่าประกอบกิจการนอกเขตที่ได้รับประทานบัตรในการทำเหมืองแร่จึงดำเนินคดีต่อจำเลยที่ 3 ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 54, 72 ตรี พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 รวม 5 คดี เป็นผลให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 3 นำเอาหินแร่อุตสาหกรรมชนิดหินปูนและหินดินดานเพื่ออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์รวมจำนวนหลายสิบล้านเมตริกตันไปถมคืนพื้นที่เดิมที่จำเลยที่ 3 ทำเหมืองแร่โดยมิชอบ หากจำเลยที่ 3 ไม่ดำเนินการให้ชำระค่าเสียหายรวมทั้งสิ้นเป็นเงินหลายพันล้านบาท 

ในระหว่างการตรวจสอบที่ดินดังกล่าวจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 กับนายประหยัด เลี่ยวไพรัตน์ มอบอำนาจให้นายไวพจน์ คดบัวและหรือนายสุนทร ดิษยนันท์ เป็นผู้นำส่งเอกสารต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายไวพจน์นำสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 41339, 41909, 41910, 41918, 41919, 41920, 41925, 41913, 41914, 41917 และ 41926 รวม 11 ฉบับ ซึ่งเป็นพื้นที่ต่อเนื่องเขตประทานบัตรในการทำเหมืองแร่ของจำเลยที่ 3 ส่งมอบให้แก่พนักงานสอบสวน โฉนดทั้ง 11 ฉบับดังกล่าวออกตามนโยบายการแปลงทรัพย์สินเป็นทุนของรัฐบาล

ซึ่งนายจักราวุธ นิตยสุทธิ ที่ปรึกษาในการสำรวจที่ดินของจำเลยที่ 3 ได้ขอเบิกเงินค่าใช้จ่ายในการออกโฉนดที่ดินจากจำเลยที่ 2 โดยขั้นตอนในการขอเบิกเมื่อเริ่มดำเนินการขอเบิก 1,500,000 บาท เมื่อเข้ารังวัดขอเบิกอีก 1,500,000 บาท และเมื่อทยอยออกเอกสารสิทธิ์ประมาณการขอเบิกไว้ 6,000,000 บาท จำเลยที่ 2 พิจารณาแล้ว อนุมัติให้นายจักราวุธเบิกเงินได้ตามที่เสนอ นายจักราวุธติดต่อประสานงานในการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 1 ได้นำเอารูปแผนที่ที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รังวัดของจำเลยที่ 3 เป็นผู้เขียนส่งมอบให้นายจรูญศักดิ์เขียนลงในแบบพิมพ์โฉนดที่ดิน

โดยนายจักราวุธตกลงจะให้ค่าใช้จ่ายเบื้องต้น 700,000 บาท ในการทำชุดแรกประมาณ 10 แปลง เมื่อขึ้นรูปแผนที่และลงรายละเอียดในแบบพิมพ์โฉนดที่ดินเสร็จสิ้นแล้วจะให้อีก 500,000 บาท หากสามารถนำคู่ฉบับพร้อมสารบบส่งให้สำนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี สาขาแก่งคอยได้จะให้อีก 3,000,000 บาท 

นายจรูญศักดิ์จึงนำเอาแบบพิมพ์โฉนดที่ดินที่ต้องส่งทำลายมาขูดลบรายละเอียดเดิมออกและ ปลอมลายมือชื่อในช่องผู้เขียน ผู้ทาน ผู้เขียนแผนที่และผู้ตรวจทานแผนที่ในโฉนดที่ดิน นายจรูญศักดิ์ทยอยส่งมอบโฉนดที่ดินและรับเงินจากนายจักราวุธแล้ว 

จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น 
จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมแต่การที่นายไวพจน์อ้างสำเนาโฉนดที่ดินเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2557 รวม 7 ฉบับกับวันที่ 25 กันยายน 2557 อีก 4 ฉบับนั้นเป็นการกระทำโดยมีเจตนาที่จะอ้างสิทธิในการใช้พื้นที่ประกอบกิจการของจำเลยที่ 3 ต่อพนักงานสอบสวนเนื่องจากถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในคดีเดียวกัน จึงเป็นความผิดกรรมเดียว

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86
จำเลยที่ 2 กับที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 266 มาตรา 83

พฤติการณ์แห่งคดีในการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งเป็นทรัพยากรของชาติเพื่อใช้ประโยชน์ในกิจการทำเหมืองแร่ของจำเลยที่ 3 อันเป็นผลประโยชน์ส่วนตน เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งศาลมีคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งให้จำเลยที่ 3 นำเอาหินแร่อุตสาหกรรม ชนิดหินปูนและหินดินดานเพื่ออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์รวมจำนวนหลายสิบล้านเมตริกตันไปถมคืนพื้นที่เดิมที่จำเลยที่ 3ทำเหมืองแร่โดยมิชอบ หากจำเลยที่ 3 ไม่ดำเนินการให้ชำระค่าเสียหายรวมทั้งสิ้นเป็นเงินหลายพันล้านบาท อันเป็นผลสืบเนื่องจากการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก

จึงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 8 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 8 ปี และลงโทษจำเลยที่ 3 ปรับ 160,000 บาท ถ้าจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29.

ภายหลังศาลมีคำพิพากษาจำคุกจำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ศาลพิจารณาแล้วเห็นควรส่งให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยจากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัวจำเลยไปคุมขังยังเรือนจำระหว่างรอคำสั่งประกาศระหว่างอุทธรณ์ ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 1-3 วัน

สถานการณ์ยังไม่นิ่ง!! แม่ทัพภาค 2 ชี้เขมรไว้ใจไม่ได้ หากเจรจาไม่ลงตัว ‘กองทัพไทย’ ก็พร้อมปะทะเสมอ

(19 ส.ค. 68) ‘แม่ทัพกุ้ง’ พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 นำกำลังพลร่วมพิธีรับมอบสิ่งของช่วยเหลือแก่ทหารที่บาดเจ็บจากเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา จากคณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 52–67 โดยมีพลเอกอุกฤษฏ์ บุญตานนท์ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และพลเอกมนัส จันดี เสนาธิการทหาร เข้าร่วมงานด้วย

แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวชื่นชมการไม่ทอดทิ้งกันของคนไทย พร้อมย้ำว่ากองทัพป้องกันแนวชายแดนอย่างเข้มงวด แม้บางครั้งการปฏิบัติรุกอาจมีทหารได้รับบาดเจ็บบ้าง แต่ทุกนายอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใย และรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ทั้งหมด

แม่ทัพกุ้งระบุด้วยว่า สิ่งของที่ได้รับในครั้งนี้จะถูกนำไปใช้ช่วยเหลือกำลังพลแนวหน้าโดยเร็ว เพราะบางรายการเร่งด่วนไม่สามารถรอการจัดหาของทางราชการได้ทัน พร้อมย้ำว่าสถานการณ์ชายแดนยังมีความตึงเครียด 50–50 จึงไม่อาจวางใจได้ แต่กองทัพภาค 2 ยังคงมีความพร้อมทั้งในการพูดคุยอย่างมิตร และหากจำเป็นต้องปะทะก็พร้อมเช่นกัน

นอกจากนี้ พลโทบุญสินยังเผยว่า ปลายเดือนสิงหาคมนี้จะมีการประชุม RBC กับแม่ทัพกัมพูชา เพื่อหาทางพูดคุยทำความเข้าใจ ก่อนเข้าสู่การประชุม GBC อีกครั้ง โดยยืนยันว่ากองทัพไทยพร้อมทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยตามที่ประชาชนฝากความหวัง และหวังว่าสถานการณ์จะยุติโดยเร็วที่สุด

ก.ต. ฟันโทษ ‘บิ๊กศาล’ ลวนลามหญิงบนรถไฟ เรียกเงินแกนนำ กปปส. 175 ล้าน ช่วยวิ่งเต้นคดี

(19 ส.ค. 68) คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) มีมติไล่ออกผู้พิพากษาระดับสูง หลังถูกร้องเรียนหลายคดี ทั้งคุกคามหญิงสาวบนรถไฟ และเรียกรับเงินจากแกนนำ กปปส. อดีต รมต. จำนวน 175 ล้านบาท เพื่อช่วยคดีในชั้นอุทธรณ์ พร้อมส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อ

การประชุม ก.ต. ครั้งที่ 20/2568 มีนางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล ประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ได้พิจารณาคดีวินัยร้ายแรงของผู้พิพากษาหลายราย โดยหนึ่งในนั้นคืออธิบดีผู้พิพากษาศาลขนาดใหญ่ ซึ่งถูกกล่าวหาพยายามลวนลามหญิงสาวบนรถไฟสายกรุงเทพฯ–เชียงใหม่ ทำให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตุลาการอย่างหนัก

อีกคดีคือผู้พิพากษาถูกกล่าวหาว่าเรียกเงินจากแกนนำ กปปส. อดีตรัฐมนตรีรายหนึ่ง เป็นเงินสูงถึง 175 ล้านบาท (ภายหลังลดลงเหลือหลักสิบล้าน) เพื่อแลกกับการช่วยเหลือคดีในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งเข้าข่ายทุจริตอย่างชัดเจน ก.ต.จึงมีมติไล่ออกและส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.สอบสวนเชิงลึก

นอกจากนี้ ยังมีกรณีสั่งปล่อยประกันผู้ต้องหา ทั้งที่ศาลอุทธรณ์เคยสั่งยกคำร้องไปแล้ว ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าต้องสอบสวนเส้นทางการเงินของผู้พิพากษาและคนใกล้ชิด ว่ามีการรับผลประโยชน์แอบแฝงหรือไม่ โดยทั้งหมดชี้ให้เห็นปัญหาจริยธรรมร้ายแรงในวงการตุลาการ ที่สังคมกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top