Monday, 8 June 2026
NEWS FEED

สวธ. – วธ. – THACCA สนับสนุนเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพมหานคร 2568 ยกระดับวงการหนังไทย ตั้งเป้ากรุงเทพเป็นเมืองหลวงแห่งภาพยนตร์ของภูมิภาค

เมื่อวานนี้ (18 ส.ค.68) ณ วันแบงค็อก ฟอรัม เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพมหานคร 2568 (Bangkok International Film Festival 2025 /BKKIFF 2025) กลับมาอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง โดยทีมงานชุดใหม่ ภายใต้การสนับสนุนของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และ THACCA (Thailand Creative Culture Agency) จับมือโรงภาพยนตร์ทุกเครือในกรุงเทพมหานคร ฉายภาพยนตร์จากทั่วโลก กว่า 200 เรื่อง ระหว่างวันที่ 27 กันยายน - 15 ตุลาคมนี้ ชูภาพยนตร์ไทย “ธี่หยด 3” เปิดม่านเทศกาล 

ในงานแถลงข่าวได้รับเกียรติจาก นพ. สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองประธานที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ  นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม  นายดรสะรณ โกวิทวณิชชา Festival Director 

นางพิมพกา โตวิระ  Executive Director นายอารักษ์ อมรศุภศิริ ผู้กำกับภาพยนตร์ เรื่อง The Stone พระแท้ คนเก๊ ร่วมงานแถลงข่าว นายแพทย์ สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองประธานที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการ พัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์ ครั้งนี้ กล่าวว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์คือหนึ่งในหัวใจของซอฟต์พาวเวอร์ ที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราว วิถีชีวิต วัฒนธรรม ตลอดจนความคิดสร้างสรรค์ของไทยสู่สายตาชาวโลกได้อย่างทรงพลัง กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และ THACCA จึงร่วมกันผลักดันให้เกิดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพมหานคร 2568 ภายใต้แนวคิด Power in Collaboration เพื่อยกระดับกรุงเทพมหานครสู่การเป็นศูนย์กลางภาพยนตร์และวัฒนธรรมร่วมสมัยของภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้เป็นพื้นที่สำคัญที่จะเชื่อมโยงบุคลากรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์จากทั่วโลก ทั้งผู้สร้างภาพยนตร์และนักลงทุนมาเจอกัน เพื่อสร้างเครือข่ายให้ผู้ประกอบการไทย ได้ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ เข้าถึงตลาดระดับนานาชาติมากขึ้น

สำหรับไฮไลต์ของ BKKIFF 2025 คือ ตลาดหนัง ที่จะเปิดพื้นที่ให้ผู้สร้าง ผู้จัดจำหน่ายและนักลงทุน มาพบปะและต่อยอดโอกาสทางธุรกิจภาพยนตร์และซีรีส์ระดับนานาชาติ โดยกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การออกบูทจากผู้ผลิต และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยกว่า 50 บริษัท เวทีสัมมนาเชิงลึกจากผู้ซื้อ ภาพยนตร์นานาชาติ กิจกรรมมาสเตอร์คลาสจากผู้กำกับและนักแสดงระดับโลก กิจกรรมประกวดภาพยนตร์สั้น รวมถึงกิจกรรม Asian Project Pitching และ Thai Project Pitchingที่ให้ผู้ผลิตคอนเทนต์ได้นำเสนอโปรเจกต์ ต่อผู้ลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปต่อยอดสร้างสรรค์ผลงาน ต่อไป

BKKIFF 2025 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กันยายน - 15 ตุลาคม 2568 ณ โรงภาพยนตร์ทั่วประเทศทั้งในเครือ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์, เอส เอฟ ซีเนม่า, เฮ้าส์ สามย่าน และลิโด้ คอนเน็คท์ โดยพิธีเปิดเทศกาลจะมีขึ้นในวันที่ 29 กันยายน 2568 ณ พินาเคิล ฮอลล์ ไอคอนสยาม พร้อมจัดฉายรอบปฐมทัศน์ของภาพยนตร์ “ธี่หยด 3” ซึ่งได้รับเลือกให้เป็น ภาพยนตร์เปิดม่านเทศกาล ถ่ายทอดเรื่องราวใหม่ ๆ กับการเผชิญหน้าดงผีแห่งใหม่ “บ่องสะโหนดเบียง” ที่จะพาผู้ชมสัมผัสบรรยากาศสยองขวัญบทใหม่อย่างเข้มข้น สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ BKKIFFofficial ทั้ง Facebook, Instagram, TikTok และ X

แถลงการณ์ฉบับที่ 5 จากสำนักพระราชวัง พระอาการ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ” ยังคงต้องเฝ้ารักษาอย่างใกล้ชิด

(19 ส.ค. 68) สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ฉบับที่ 5 เรื่องพระอาการประชวรของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยระบุว่าพระองค์ทรงพระประชวรหมดพระสติจากพระอาการทางพระหทัย ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2565 และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ต่อมาเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2568 คณะแพทย์รายงานว่าพระองค์มีพระอาการแทรกซ้อน ติดเชื้อรุนแรงในพระกระแสโลหิต ซึ่งได้มีการถวายพระโอสถและการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมอาการ

ล่าสุด คณะแพทย์เผยว่า แม้มีการรักษาอย่างเต็มที่ แต่พระองค์ยังคงมีความดันพระโลหิตต่ำ จำเป็นต้องถวายพระโอสถกระตุ้นความดัน ร่วมกับพระโอสถปฏิชีวนะ อีกทั้งต้องใช้อุปกรณ์ช่วยทดแทนการทำงานของพระวักกะ (ไต) และการช่วยหายพระทัย

สำนักพระราชวังย้ำว่า คณะแพทย์ยังคงต้องเฝ้าติดตามพระอาการอย่างใกล้ชิด พร้อมถวายการรักษาอย่างต่อเนื่อง และจึงได้ออกแถลงการณ์ครั้งนี้เพื่อให้ประชาชนทราบโดยทั่วกัน

กองทัพไทย ผนึกกำลังนานาชาติ จัดประชุม Thailand Security Dialogue 2025 ถกประเด็นความมั่นคงโลก

ในโลกที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ความท้าทายด้านความมั่นคงได้ทวีความซับซ้อนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวและแสดงบทบาทเชิงรุกในการสร้างสันติภาพในภูมิภาค กองทัพไทย โดย สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ จึงได้ริเริ่มจัดงานประชุมสัมมนาความมั่นคงนานาชาติครั้งยิ่งใหญ่ ภายใต้ชื่องาน Thailand Security Dialogue 2025 หรือ TSD 2025 ในหัวข้อ “ความมั่นคงและสันติภาพท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วระดับโลก” (Peace and Security in a Global Disruption) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30-31 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรม ดิ แอทธินี ถนนวิทยุ กรุงเทพมหานคร
พลเอก พงศ์เทพ แก้วไชโย ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กล่าวว่า เวทีดังกล่าวจะส่งเสริมให้ผู้นำทั้งจากระดับโลกและระดับภูมิภาค ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง และนักวิชาการ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแบ่งปันข้อมูลเชิงลึก เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือและนวัตกรรมใหม่ ๆ ในการจัดการกับประเด็นความมั่นคงที่มีผลกระทบต่อทั้งโลก ภูมิภาค และประเทศไทย

การประชุม TSD 2025 จึงมีเป้าหมายหลักในการสร้างพื้นที่แห่งการพูดคุยที่สร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือพหุภาคี และระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาทางออกต่อภัยคุกคามด้านความมั่นคงในปัจจุบัน โดยเฉพาะการสร้างโอกาสให้ผู้เข้าร่วมจากนานาชาติได้พบปะกันอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน อันเป็นรากฐานสำคัญของการทำงานร่วมกันในระดับสากล

เวทีนี้ได้เชิญผู้เข้าร่วมที่มาจากหลากหลายภาคส่วนและนานาชาติ ได้แก่ เอกอัครราชทูตของมิตรประเทศ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดชาติสมาชิกอาเซียน ผู้ช่วยทูตทหาร 24 ประเทศในประเทศไทย องค์กรระหว่างประเทศ 4 องค์กร ได้แก่ UNHCR, TBC, ICRC และ FCCT รวมถึงเครือข่ายหน่วยงานวิชาการด้านความมั่นคงแห่งอาเซียน หรือ Track II Network of ASEAN Defense and Security Institution (NADI) จาก 10 ประเทศ และหน่วยงานคลังสมอง (Think Tank) ชั้นนำจากต่างประเทศ เช่น IISS สิงคโปร์ และ Synergia Foundation จากอินเดีย นอกจากนี้ยังมีผู้แทนจากหน่วยงานของกระทรวงกลาโหม เหล่าทัพ หน่วยงานอื่นของรัฐ สถาบันการศึกษา องค์กรภาคเอกชน และสื่อมวลชนในประเทศไทย

หัวใจสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือการทำความเข้าใจผลกระทบของ “Global Disruption” หรือเหตุการณ์ขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นสงครามเศรษฐกิจ หรือการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คน แต่ในมุมมองของกองทัพไทย การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ใช่แค่ภัยคุกคาม หากแต่เป็น โอกาส ที่จะผลักดันให้เกิดการปรับตัวและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ หากเราเตรียมตัวและปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเป็นเจ้าภาพจัดงานในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงบทบาทนำของกองทัพไทยในการเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลกในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงและสันติภาพ โดยการนำผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมารวมตัวกันและส่งเสริมการสนทนาที่มีความหมาย ซึ่งจะนำไปสู่แนวทางแก้ไขที่แปลกใหม่และการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ความสำเร็จของงานจะมาจากแผนงานที่ชัดเจนและเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่ง

การจัดงาน TSD 2025 เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของกองทัพไทยในการสร้างสภาวะแวดล้อมแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจและสันติภาพในภูมิภาค ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก บทบาทของกองทัพไทยในฐานะเจ้าภาพจึงมิใช่เพียงการจัดงาน แต่เป็นการเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ในการร่วมมือกับนานาชาติ เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงและสันติสุขร่วมกัน

จึงขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนผู้สนใจร่วมติดตามข่าวสาร และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนความมั่นคงในระดับสากลไปพร้อมกับกองทัพไทย เพื่อสันติภาพที่ยั่งยืนในยุคแห่งความผันผวนของโลกใบนี้

‘กระทรวงวัฒนธรรม’ เห็นชอบเอกสารสมบูรณ์ ชง ‘แหล่งอนุสรณ์สถานเชียงใหม่ฯ’ ขึ้นทะเบียนมรดกโลก

(19 ส.ค. 68) กระทรวงวัฒนธรรมเผย ที่ประชุมคณะอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรม มีมติเห็นชอบเอกสารฉบับสมบูรณ์การขึ้นทะเบียน “แหล่งอนุสรณ์สถานและภูมิทัศน์วัฒนธรรมเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา” เพื่อเสนอต่อศูนย์มรดกโลกภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 8 พื้นที่ เช่น คูเมืองและกำแพงเมือง วัดพระสิงห์ วัดเจดีย์หลวง และวัดพระธาตุดอยสุเทพ

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบเอกสารการประเมินขั้นต้น (Preliminary Assessment) สำหรับการขึ้นทะเบียนพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นขั้นตอนใหม่ที่ศูนย์มรดกโลกกำหนดก่อนจะจัดทำเอกสารเสนอฉบับสมบูรณ์ โดยจะส่งต่อให้คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกพิจารณาภายใน 15 กันยายน 2568

นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ระบุว่า จังหวัดเชียงใหม่ได้มอบหมายให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดทำเอกสาร เพื่อผลักดันมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองให้ได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ และหากผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี จะเป็นการยกระดับคุณค่าเชียงใหม่ในฐานะนครหลวงล้านนาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังติดตามประเด็นการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลกอื่น ๆ ของไทย เช่น ความคืบหน้าปรับแบบสถานีรถไฟความเร็วสูงอยุธยาเพื่อลดผลกระทบ การตรวจประเมินวัดพระมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช และการบรรจุพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามในบัญชีชั่วคราวของศูนย์มรดกโลก ซึ่งล้วนเป็นก้าวสำคัญต่อการผลักดันมรดกทางวัฒนธรรมไทยสู่การรับรองในระดับนานาชาติ

‘ดร.สุวินัย’ ชี้ ไทยเสี่ยงมากต่อการเป็นรัฐล้มเหลว เหตุสถาบันการเมือง – ศก. เสื่อมถอยปล่อย "ทุนเทา" ครอบงำ

เมื่อวันที่ (18 ส.ค. 68) รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า ไทยเสี่ยงมากต่อการเป็นรัฐล้มเหลว: มุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง

1. นิยามและสัญญาณของ “รัฐล้มเหลว”
รัฐล้มเหลว (failed state) มิได้หมายถึงการพังทลายของดินแดน หากหมายถึง ความไร้สมรรถภาพของรัฐ ในการทำหน้าที่หลัก 3 ประการคือ
1) รักษาความมั่นคงและกฎหมาย
2) จัดบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน
3) บริหารเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ
เมื่อรัฐไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ สังคมย่อมเข้าสู่ “ดุลยภาพต่ำ” ที่ทุนดีถอยออกไป เหลือเพียงทุนเทาและทุนผิดกฎหมายที่ครองอำนาจ

2. จุดพลิกผันเชิงเศรษฐกิจหลังปี 2562
> ระหว่างปี 2559–62 เศรษฐกิจไทยเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว:
การลงทุนต่างประเทศโดยเฉพาะในเขต EEC
การส่งออกและภาคเกษตรเริ่มฟื้น
มีการรื้อระบบกองทุนและสัมปทานที่เคยเป็นช่องทางทุจริต
> แต่หลังปี 2563 เป็นต้นมาบริบทกลับพลิกผัน:
นักลงทุนต่างชาติชะลอการลงทุน ขณะที่ทุนเทา (จีนเทา, เขมรเทา) เข้ามาแทน
โครงสร้างการอนุญาตและบอร์ดรัฐวิสาหกิจถูกยึดครองโดยกลุ่มผลประโยชน์
โครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) ถูกเบี่ยงไปตอบสนองเครือข่ายทางการเมือง
นี่คือ การเสื่อมถอยของทุนทางสถาบัน (institutional capital) ที่ทำให้ประเทศไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตาโลก

3. วงจรคอร์รัปชันกับทุนเทา
ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมือง เมื่อรัฐถูกครอบงำโดย “กลุ่มผลประโยชน์” จะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า state capture
คือ กฎหมายและนโยบายถูกออกแบบเพื่อเอื้อทุนเทามากกว่าทุนขาว

ผลที่ตามมา:
> รายได้รัฐรั่วไหลไปยังธุรกิจผิดกฎหมาย (พนันออนไลน์ ยาเสพติด โรงงานผิดกฎหมาย)
> ต้นทุนธุรกิจขาวเพิ่มขึ้นจากการถูกรีดไถ ทำให้ผู้ประกอบการที่มีประสิทธิภาพถอยออก
> ระบบราชการสูญเสียความสามารถในการบังคับใช้กฎหมาย
นี่คือกลไกที่ผลักประเทศเข้าสู่วงจรของ “รัฐล้มเหลวแบบเงียบ” (silent state failure) ... 
ฟังให้ดีนะ ประเทศไทยเริ่มก้าวแรกของการเป็นรัฐล้มเหลวแบบเงียบ (หรือแบบ "ต้มกบ") ตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งบัดนี้ผ่านมา 5 ปีเต็มแล้ว หลายคนจึงเริ่มตระหนักได้ชัดเจนว่า ทิศทางของประเทศไทยขณะนี้กำลังดิ่งลงเหว

4. ทางรอดที่เป็นไปได้
หากเราไม่ต้องการให้ประเทศไทยตกลงไปในหุบเหวแห่งรัฐล้มเหลวแบบสิ้นหวังสุด ๆ  เราจำเป็นต้องทำการ “ผ่าตัดโครงสร้าง” อย่างน้อยสามด้าน
1. จัดการกับกลุ่มการเมือง–ทุนเทาที่ครอบงำรัฐ
ใช้กลไกทางกฎหมายและเศรษฐกิจ ยึดทรัพย์และตัดวงจรเงินผิดกฎหมายที่เลี้ยงการเมือง
2. ฟื้นฟูสถาบันตรวจสอบ
องค์กรอิสระต้องกลับมาทำหน้าที่แท้จริง ทั้งการปราบคอร์รัปชัน ตรวจสอบงบประมาณ และการเลือกตั้ง
3. สร้างแรงจูงใจเชิงบวกต่อทุนขาว
ออกแบบระบบภาษี ใบอนุญาต และกฎระเบียบให้โปร่งใสและแข่งขันได้ เพื่อดึงดูดนักลงทุนที่สร้างนวัตกรรม ไม่ใช่ทุนที่ทำลายโครงสร้างเศรษฐกิจ

5. บทสรุปเชิงวิชาการ
หากมองด้วยสายตาเศรษฐศาสตร์การเมือง ปัญหาของไทยไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่คือ ความเสื่อมถอยของสถาบันการเมือง–เศรษฐกิจ ที่เปิดช่องให้ "ทุนเทา"เข้าครอบงำ

คำตอบจึงไม่ใช่การเปลี่ยนผู้นำเพียงหน้าเดียว แต่คือการ "ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง" เพื่อสร้างแรงจูงใจใหม่ให้ระบบหันกลับไปสู่ความโปร่งใสและประสิทธิภาพ ... ซึ่งผู้เขียนก็ไม่เห็นทางเหมือนกันว่าจะทำได้อย่างไรในสภาพการเมืองแบบนี้ พรรคการเมืองแบบนี้ ทั้งพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน 

เพราะฉะนั้น ไทยจะเดินเข้าสู่ “รัฐล้มเหลว” เป็นแน่แท้ภายใน 10 ปีต่อจากนี้ โดยการยอมจำนนต่อมะเร็งที่กัดกินอยู่ภายใน

‘พะยูน’ ลดลง สัญญาณเตือนจากท้องทะเลไทย สะท้อนระบบนิเวศชายฝั่งและทะเลไทยเสื่อมโทรมหนัก

(19 ส.ค.68) สืบเนื่องจาก ‘วันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ’ (17 สิงหาคม) พวงผกา ขาวกระโทก นักวิจัย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเผยว่า “พะยูน” หรือที่หลายคนเรียกอย่างเอ็นดูว่า “น้องหมูน้ำ” หรือ “วัวทะเล” คือสัตว์ทะเลสงวน ที่เป็นดัชนีชี้วัดสุขภาพของระบบนิเวศหญ้าทะเลในประเทศไทย ปัจจุบันสถานะของพะยูนกำลังส่งสัญญาณเตือนภัยอย่างชัดเจน ปี 2566 เหลือเพียง 282 ตัวในฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, 2567) การลดลงของประชากรพะยูนไม่ใช่แค่ปัญหาสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ แต่สะท้อนถึงความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศชายฝั่งและทะเลไทยโดยตรง

ข้อมูลสถิติพบว่า...
• ปี 2564: พบพะยูน 261 ตัว (อันดามัน 229 ตัว / อ่าวไทย 32 ตัว)
• ปี 2565: เพิ่มเป็น 273 ตัว (อันดามัน 242 ตัว / อ่าวไทย 31 ตัว)
• ปี 2566: เพิ่มเป็น 282 ตัว (อันดามัน 250 ตัว / อ่าวไทย 32 ตัว)

แม้จำนวนดูเหมือนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ตัวเลขการตายกลับน่าตกใจ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ระบุว่า ปี 2562–2567 พะยูนมีการตายเฉลี่ยอยู่ที่ 25 ตัวต่อปี เพิ่มจากปี 2548–2561 ที่เฉลี่ยปีละ 13 ตัว และยังมากกว่าอัตราการเกิดใหม่ที่มีเพียง 17.5 ตัวต่อปีเท่านั้น ช่วงต้นปี 2568 สูญเสียไปแล้วมากกว่า 13 ตัว (ข้อมูล ณ เดือนเมษายน 2568) ขณะที่ปี 2567, 2566, 2565, 2564, 2563 มีพะยูนเสียชีวิต 42, 40, 19, 25 และ 16 ตัวตามลำดับ สะท้อนว่าช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พะยูนไทยตายแล้วกว่า 142 ตัว

ผลการชันสูตรพบว่า ส่วนใหญ่พะยูนตายเพราะผอมแห้งจากการขาดอาหาร อันมีสาเหตุมาจาก การลดลงของหญ้าทะเล ซึ่งเป็นอาหารหลัก โดยหญ้าทะเลลดลงจากหลายปัจจัย เช่น
• คลื่นลม อุณหภูมิน้ำทะเล
• การเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ
• ปริมาณน้ำจืด และการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่
• การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมชายฝั่ง เช่น ตะกอนจากการถมทะเล เกษตรกรรม การท่องเที่ยว
• กิจกรรมมนุษย์ที่ทำลายถิ่นอาศัยและแหล่งอาหาร เช่น การปล่อยน้ำเสีย การสร้างท่าเรือ การขุดร่องน้ำ การก่อสร้างที่ทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่ง และขยะจากเรือประมงและเรือท่องเที่ยว รวมทั้งการลักลอบขุดหญ้าทะเลจำหน่าย

นอกจากนี้ พะยูนยังตายจากการป่วย การติดเครื่องมือประมง การชนเรือ และการกินขยะทะเลโดยไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะพลาสติก ซึ่งอุดตันทางเดินอาหารจนขาดสารอาหารและเสียชีวิตในที่สุด

ในระดับโลก พะยูน (Dugong dugon) ถูกจัดอยู่ในบัญชีแดง IUCN ให้มีสถานะ “ใกล้สูญพันธุ์” (Vulnerable) โดยมีการกระจายพันธุ์ในกว่า 37 ประเทศ ตั้งแต่ชายฝั่งตะวันออกของแอฟริกา ผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงหมู่เกาะแปซิฟิกตะวันตก อย่างไรก็ตาม ประชากรโลกได้ลดลงราวร้อยละ 20 ในช่วง 90 ปีที่ผ่านมา และบางพื้นที่ เช่น แอฟริกาตะวันออกและนิวแคลิโดเนีย ถูกจัดให้อยู่ในภาวะ “ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง” (Critically Endangered) สาเหตุหลักมาจากการสูญเสียแหล่งหญ้าทะเล การติดเครื่องมือประมง การชนเรือ มลภาวะชายฝั่ง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หลายประเทศได้นำมาตรการอนุรักษ์เข้มงวดมาใช้ เช่น ออสเตรเลียจัดตั้งเขตอนุรักษ์ทางทะเลขนาดใหญ่ (Marine Protected Areas) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรนห้ามใช้เครื่องมือประมงที่คุกคามพะยูน ขณะที่อียิปต์กำหนดเขตอนุรักษ์เฉพาะในทะเลแดง นอกจากนี้ ยังมีข้อตกลงความร่วมมือระดับนานาชาติภายใต้ Dugong MoU ของอนุสัญญาว่าด้วยการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์อพยพ (CMS) เพื่อผลักดันการฟื้นฟูและติดตามประชากรพะยูนในทุกภูมิภาค ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมตั้งแต่ ปี 2554 และมีพื้นที่คุ้มครองทางทะเล 28 แห่ง แต่ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาและฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลอย่างยั่งยืน

สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าระบบนิเวศชายฝั่งของไทยกำลังถูกคุกคามอย่างหนัก หญ้าทะเลซึ่งเป็น “สัญญาณชีวิต” ของทะเลกำลังร่อยหรอ หากไม่มีการฟื้นฟูอย่างจริงจัง พะยูนจะต้องอพยพหรือสูญพันธุ์ และความหลากหลายทางชีวภาพของทะเลไทยจะหายไป

จากเหตุการณ์สูญเสีย “น้องมาเรียม” และ “ยามีล” ทำให้สังคมตระหนักถึงความเร่งด่วนของวิกฤติ จนนำไปสู่การประกาศให้วันที่ 17 สิงหาคมเป็น วันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจและพันธสัญญาร่วมกันของรัฐ ภาคเอกชน ชุมชนชายฝั่ง และประชาชน ในการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล ควบคุมกิจกรรมที่กระทบต่อพะยูน และพัฒนาระบบติดตามวิจัยอย่างต่อเนื่อง
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย หรือ TEI ในฐานะองค์กรวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งมาอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี ขอย้ำว่าการรักษาพะยูนไม่ใช่เพียงการปกป้องสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ แต่คือการคุ้มครองระบบนิเวศชายฝั่งที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ เราจำเป็นต้องเร่งดำเนินการเชิงนโยบายและการดำเนินงานระดับพื้นที่อย่างบูรณาการ ทั้งการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล ควบคุมกิจกรรมที่ทำลายถิ่นอาศัย บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และสนับสนุนงานวิจัยติดตามระยะยาว ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐ-เอกชน-ภาควิชาการ-ชุมชน ร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทะเลไทยยังคงเป็นบ้านที่ปลอดภัยของพะยูน และยังคงความหลากหลายทางชีวภาพไว้ให้คนรุ่นต่อไปได้พึ่งพิงอย่างยั่งยืน

‘แอ็คมี่ วรวัฒน์’ เศรษฐีคริปโตฯ ผนึกกำลัง ACT Warriors เตรียมบริจาคหุ่นยนต์กวาดทุ่นระเบิดให้กองทัพไทย

เมื่อวันที่ (18 ส.ค. 68)  “แอ็คมี่” วรวัฒน์ นาคแนวดี นักธุรกิจและนักลงทุนชื่อดัง ประกาศผ่านเฟซบุ๊กเพจ “Acme Traderist - Worawat Narknawdee” ว่าได้ผนึกกำลังกับเครือข่าย ACT Warriors เตรียมจัดหาและบริจาค หุ่นยนต์กวาดทุ่นระเบิดควบคุมระยะไกล DOK-ING MV-4 Remote Controlled Mine Clearance System จากประเทศโครเอเชีย มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ให้แก่ กองทัพบกไทย เพื่อนำไปใช้ในภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อเสริมความปลอดภัยให้กับทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่แนวหน้า

โดยวรวัฒน์ได้แท็กข้อความไปยังเฟซบุ๊ก “กองทัพบก Royal Thai Army” พร้อมย้ำว่า ความตั้งใจดังกล่าวไม่ใช่เพื่อจัดหาอาวุธทำสงคราม แต่เพื่อหยุดยั้งการสูญเสียจากกับระเบิดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย

คุณสมบัติหุ่นยนต์ DOK-ING MV-4

หุ่นยนต์กวาดทุ่นระเบิดรุ่นนี้สามารถทำงานได้ด้วยความเร็ว 3–5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ควบคุมจากระยะไกลได้ถึง 1,500 เมตร โครงสร้างทนต่อแรงระเบิดและสภาพแวดล้อมรุนแรง อายุการใช้งานยาวนาน 10–15 ปี อีกทั้งยังมีขนาดเหมาะสมกับภูมิประเทศไทย สามารถเข้าปฏิบัติภารกิจในพื้นที่เสี่ยงได้ต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานโดยตรง

กระบวนการจัดหาและบริจาค

วรวัฒน์ระบุว่า แม้ขั้นตอนการจัดหายุทโธปกรณ์ดังกล่าวมีความซับซ้อน ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งการติดต่อผู้ผลิตจากโครเอเชีย การยืนยันการใช้งานเพื่อการทหารและการบริจาคที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ การประสานงานผ่านกองทัพไทยและหน่วยงานด้านความมั่นคง รวมถึงการขออนุญาตนำเข้าตาม พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ แต่ตนและกลุ่ม ACT Warriors จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้การบริจาคสำเร็จและส่งมอบหุ่นยนต์ให้กองทัพไทยใช้ในภารกิจจริง

“ประเทศไทยสมควรมีสิ่งนี้ ไม่ใช่เพื่อรบกับใคร แต่เพื่อหยุดการสูญเสีย และเพื่อยืนยันว่าชีวิตของประชาชนไทยทุกคนมีค่ามากเกินกว่าจะปล่อยให้ถูกพรากไปเพราะกับระเบิด” วรวัฒน์กล่าว

ย้ำไม่เปิดรับบริจาค

ทั้งนี้ วรวัฒน์ย้ำชัดว่า โครงการนี้จะไม่มีการเปิดระดมทุนเพื่อรับบริจาค และขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อบุคคลที่แอบอ้างในทุกกรณี

ทั้งนี้ แอ็คมี่ วรวัฒน์ คือนักธุรกิจนักลงทุนชื่อดัง และเป็นมหาเศรษฐีคริปโตฯ ที่ถือครองบิตคอยน์มากเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชียกว่า 11,000 BTC และเป็นผู้ก่อตั้งสกุลเงินดิจิทัล ACT (ACET) เหรียญอันดับหนึ่งของไทย ที่มีอายุ 4 ปี มีมูลค่าการซื้อขายรวมกว่า 506 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 18,000 ล้านบาท) มีผู้ถือครองเหรียญมากกว่า 164,000 คนทั่วโลก โดยในปี 2024 เขายังเคยสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญด้วยการจัดงาน “Acme Vampire Day ครั้งที่ 3” ที่มีผู้ถือครองเหรียญ ACT(ACET) นับพันคนมาร่วมกันบริจาคโลหิต 1 ล้านซีซี พร้อมบริจาคเงิน 1 ล้านบาท ให้แก่สภากาชาดไทย นอกจากนี้ แอ็คมี่ วรวัฒน์ ยังเป็นผู้เสนอแนวคิดให้ประเทศไทยใช้บิตคอยน์เป็นกองทุนสำรองของประเทศ และยังประกาศให้รัฐบาลกู้บิตคอยน์โดยไม่คิดดอกเบี้ยอีกด้วย

กองทุนอนุรักษ์ฯ ขยายเวลายื่นขอจัดสรรทุนถึง 17 ก.ย. 68 พร้อมเปิดให้ยื่นลงทะเบียน Admin เพิ่มเติมรอบ 3

(18 ส.ค. 68) กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานขยายระยะเวลาเปิดรับข้อเสนอหน่วยงานหรือองค์กรที่จะขอรับจัดสรรงบประมาณปี 2568 จากกองทุนฯ ออกไปจากเดิม ซึ่งจะหมดเขต 18 ส.ค. 2568 นี้ โดยขยายไปอีกประมาณ 1 เดือน ในวันที่ 18 ส.ค. 2568 เวลา 16:30 น. - 17 ก.ย. 2568 เวลา 16:30 น. ทั้งนี้เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมได้เตรียมเอกสารให้ครบถ้วน ป้องกันหน่วยงานขอรับทุนตกหล่น มุ่งเฟ้นโครงการที่มีคุณภาพเกิดผลประหยัดพลังงานเป็นรูปธรรมในวงกว้าง พร้อมกับเปิดให้ยื่นลงทะเบียนผู้ดูแลระบบ (Admin) เพิ่มเติมรอบ 3

นายรัฐฉัตร ศิริพานิช ผู้จัดการสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) เปิดเผยว่า ทางคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เห็นชอบพิจารณาขยายระยะเวลาการเปิดรับข้อเสนอโครงการเพื่อรับคำขอรับการสนับสนุนเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2568 เวลา 16:30 น. จนถึงวันที่ 17 กันยายน 2568 ภายในเวลา 16.30 น. เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้หน่วยงานที่ประสงค์ขอรับการสนับสนุนมีระยะเวลาเตรียมเอกสารได้อย่างครบถ้วน ป้องกันการตกหล่นของหน่วยงานที่มีคุณสมบัติเหมาะสม สนับสนุนคุณภาพและความหลากหลายของข้อเสนอโครงการด้านการอนุรักษ์พลังงาน และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการอนุรักษ์พลังงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายเงินกองทุน และเพื่อให้การจัดสรรเงินกองทุนได้เกิดประโยชน์สูงสุด เกิดผลประหยัดพลังงานในวงกว้าง รวมทั้งเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนในประเทศมากขึ้น 

ทั้งนี้ ยังช่วยให้หน่วยงานที่มีบทบาทภารกิจในการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์พลังงานและพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกสามารถขอรับการสนับสนุนเงินจากกองทุนได้ตามกรอบยุทธศาสตร์การจัดสรรเงินกองทุนฯ และขยายระยะเวลาเปิดให้ยื่นลงทะเบียนผู้ดูแลระบบ (Admin) ของหน่วยงานเพื่อขอรับการสนับสนุนเงินกองทุนฯ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 (เพิ่มเติม รอบ 3) ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2568 เวลา 16.30 น. จนถึงวันที่ 17 กันยายน 2568 ภายในเวลา 16.30 น. เพื่อให้ครอบคลุมตามระยะเวลาการเปิดรับข้อเสนอโครงการ

สำหรับงบประมาณรวมในการจัดสรรทุนให้โครงการด้านอนุรักษ์พลังงานครั้งนี้มีรวม 2,750 ล้านบาท สาระสำคัญของหลักเกณฑ์เงื่อนไขประกอบด้วย

ผู้ขอรับการสนับสนุนจะต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์  โดยเป็นผู้ได้รับจัดสรรเงินหมุนเวียน เงินช่วยเหลือ เงินอุดหนุน ที่เป็นส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา หรือองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไรโครงการจะต้องสอดคล้องกับ 2 มาตราคือ มาตรา 25 (1) ตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2535 และที่แก้เพิ่มเติม โดยหน่วยงานขอรับการสนับสนุนต้องเป็นส่วนราชการลงทุนและดำเนินการด้านการลดใช้พลังงานด้วยกลไกดำเนินการของบริษัทจัดการพลังงาน (Energy Service Company : ESCO) เพื่อรับประกันผลประหยัดพลังงาน  และการสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่ออนุรักษ์พลังงานในพื้นที่พิเศษ และสอดคล้องมาตรา (3) ตาม พ.ร.บ.ฯ เช่น โครงการด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม งานด้านวิจัย พัฒนา สาธิต ฝึกอบรม สื่อสารเผยแพร่ 

ประเภทโครงการที่ไม่พิจารณา ได้แก่ เปลี่ยนเครื่องปรับอากาศ เปลี่ยนหลอดไฟ LED และการติดตั้งโคมไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ที่ไฟฟ้าเข้าถึง 

กรณีไม่พิจารณาคำขอ ได้แก่ ข้อเสนอไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กำหนด เอกสารไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง ยื่นคำขอไม่ทันภายในกำหนด เป็นหน่วยงานที่เคยสร้างความเสียหายในการดำเนินโครงการปีงบประมาณ พ.ศ.2564 – 2565 ไม่ปฏิบัติตามหนังสือยืนยันการขอรับเงินสนับสนุน ไม่ปฏิบัติตามระเบียบคณะกรรมการกองทุน เพิกเฉยหรือละทิ้งโครงการ ขอยุติ/ยกเลิก/คืนโครงการโดยไม่มีเหตุอันควร และไม่ยื่นข้อเสนอผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ enconfund.go.th 

ประเภทโครงการที่ขอสงวนสิทธิ์อื่นๆ ได้แก่ ไม่สนับสนุนโครงการที่ซ้ำซ้อนกับที่เคยดำเนินการ/ดำเนินการอยู่ เว้นแต่เป็นการพัฒนาต่อยอด สนับสนุนไม่เกินกรอบวงเงินตามประกาศ ไม่สนับสนุนโครงการที่ได้รับงบประมาณจากแหล่งอื่นแล้ว ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์บ่อบาดาลจะสนับสนุนเฉพาะที่ผ่าน  กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเท่านั้น

หน่วยงานที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นทางการได้ที่ Facebook Page สำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ส.กทอ. และยื่นเอกสารข้อเสนอผ่านระบบออนไลน์เท่านั้นที่ enconfund.go.th หรือสอบถามโทร 02-158-1460 ต่อ 1206 หรือ 1211 ในวันและเวลาราชการ

‘รสนา’ การันตี ‘หมอสุภัทร’ ไม่มีพฤติกรรมส่อทุจริต หวัง ‘รัฐมนตรีสมศักดิ์’ ไม่บ้าจี้ตามคำสั่งของฝ่ายบริหาร สธ.

(18 ส.ค. 68) นางสาวรสนา โตสิตระกูล โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า สังคมอาจลืมไปแล้วว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในช่วงปี 2564 รุนแรงขนาดไหน มีคนตายจากโควิดมากเท่าไหร่ รพ. และรพ.สนามเต็มแน่น รพ.เอกชนปฏิเสธรับคนป่วยโควิด เกิดความตื่นตระหนกทั้งสังคม เพราะยังไม่มีทั้งวัคซีน และยารักษาโควิด-19

ในช่วงปี2564 ดิฉันในนามมูลนิธิสุขภาพไทย ได้ทำโครงการแจกเมล็ดพันธุ์ฟ้าทะลายโจรและยาแคปซูลฟ้าทะลายโจรให้กับผู้ติดเชื้อโควิด-19 เริ่มจากในกรุงเทพที่เป็นสถานที่แพร่ระบาดโควิดจากสนามมวย และสถานบันเทิงย่านทองหล่อ และชุมชนคลองเตยที่มีคนทำงาน ทั่วกทม.โดยได้รับการสนับสนุนยาฟ้าทะลายโจรจากมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร  และ จากบริษัทยาพรีราน่า และบริษัทอื่นๆ รวมทั้งเงินบริจาคเพื่อเป็นค่าส่งยาให้ประชาชนที่ติดเชื้อโควิด ต้องกักตัวที่บ้านและขอยาเข้ามา และส่งยาให้กับอสส (อสม.ในกทม )69 เขต เพื่อแจกให้กับประชาชนในแต่ละเขต ในช่วงนั้นยังไม่มีทั้งวัคซีน และยารักษาโควิด

ดิฉันยังจำความโกลาหลของผู้คนที่แตกตื่นจากการระบาดของเชื้อโควิดได้ดี การระบาดกระจายไปทั่วหัวเมือง มีข่าวคนติดเชื้อนอนตายข้างถนนการเดินทางจากคนที่ติดเชื้อ แต่ยังไม่แสดงอาการ เมื่อมีการล็อคดาวน์กรุงเทพ คนงานไม่มีงาน ไม่มีเงินจึงหนีกลับบ้านในต่างจังหวัดและพาเชื้อไปแพร่กระจายในหมู่บ้านตนเอง

การตรวจเชื้อของหน่วยงานรัฐต้องใช้ RT PCR ซึ่งต้องรอคิวเป็นอาทิตย์กว่าจะได้ตรวจเชื้อ คนที่อาการหนัก หลายคนตายไปก่อนได้รับการตรวจเชื้อ การกักตัวเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดตามรพ.และรพ.สนามมากมาย ส่วนการรักษาในรพ.หรือรพ.สนาม ก็รักษาตามอาการ การกักตัวเพื่อลดการแพร่ระบาดเป็นหลัก ใครติดเชื้อน้อย ร่างกายแข็งแรงก็รอด ส่วนคนติดเชื้อมากร่างกายอ่อนแอก็ตาย คนที่ตายจากเชื้อโควิด ถูกนำไปเผาโดยญาติไม่มีโอกาสได้พบหน้ากันเลย 

ช่วงเดือนเมษายน2564 ดิฉันเคยเสนอผ่านเฟซบุ๊ก และให้สัมภาษณ์สื่อไปถึงหน่วยงานรัฐ ให้ใช้ ATK ตรวจคนในชุมชนคลองเตยอย่างรวดเร็วเพื่อแยกคนติดเชื้อออกจากครอบครัว และใช้วัด โรงเรียน หรือหน่วยราชการเป็นที่กักตัว เพราะรพ.สนามเต็มหมด และเสนอให้รัฐบาลต้องให้เงินทดแทนแรงงานคนเหล่านี้เพื่อดูแลครอบครัว ที่ต้องให้หยุดทำงานเพื่อลดการแพร่เชื้อ และเสนอให้ใช้ฟ้าทะลายโจรให้คนติดเชื้อ เพราะฟ้าทะลายโจรมีสรรพคุณรักษาหวัดที่เป็นเชื้อไวรัสอยู่แล้ว ตอนนั้นยังไม่มียาฟาวิพิราเวียร์

ในขณะนั้นหน่วยงานรัฐทั้งรัฐส่วนกลาง และท้องถิ่นยังไม่ได้ทำงานเชิงรุกมากพอ การระบาดจาก สนามมวย สถานบันเทิงในซอยทองหล่อ จึงระบาดแพร่กระจายเป็นวงกว้างไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว

เมื่อทีมงานของแพทย์ชนบท มีหมอสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ และหมอชนบทอีกหลายคนจากหลายรพ.ในต่างจังหวัด ตั้งทีมอาสาสมัครเข้ามาตรวจโควิดให้คนกรุงเทพ โดยใช้ ATK มาตรวจและแยกคนติดเชื้อออกจากคนที่ยังไม่ติด จ่ายยาให้คนติดเชื้อ ซึ่งมีทั้งยารักษาตามอาการ และยาฟาวิพิราเวียร์ สำหรับคนไข้อาการหนัก ซึ่งยาฟาวิพิราเวียร์ยังมีอยู่น้อยและมีราคาแพงมาก (ที่เบิกจากสปสช. ราคาต่อการรักษา 4,200 บาท/1คน ส่วนฟ้าทะลายโจรต่อการรักษา 1 คนแค่ 180 บาท ) ฟ้าทะลายโจรที่พวกเราส่งไปสนับสนุนชาวบ้านที่ติดโควิด ได้ผลดีมาก จึงได้ส่งให้ทีมแพทย์ชนบทที่มาตรวจเชื้อที่ กทม.ด้วย

ถ้าเรามองจากสถานการณ์ในช่วงโควิระบาด การมาช่วยตรวจเชื้อโควิดของหมอชนบทอย่างทีมหมอสุภัทร เป็นงานที่สำคัญ ได้ช่วยเหลือผู้ป่วยที่อยู่ในสภาพตื่นตระหนก ไม่รู้จะพึ่งพาใคร จะดูแลรักษาตัวเอง และคนในครอบครัวอย่างไร ไม่มีคนมาแนะนำ นอกจากทีมตรวจเชื้อของหมอสุภัทรแล้วยังมีอาสาสมัครกลุ่มอื่นที่รับช่วงช่วยกระจายอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่นให้ยืมเครื่องช่วยหายใจในกรณีเคสที่มีอาการหนัก กระจายยาฟ้าทะลายโจร และอาหาร ให้กับผู้ป่วยที่กักตัวที่บ้าน

ดิฉันเห็นว่าเป็นการร่วมมือกันของอาสาสมัครทั้งสังคมเพื่อช่วยกันลดการแพร่ระบาดให้เร็วที่สุด และช่วยเหลือกันในยามวิกฤตที่รัฐบาลไม่สามารถครอบคลุมการช่วยเหลือคนได้ทุกพื้นที่ทั้งหมด

มีคนวิจารณ์เรื่องที่ทีมแพทย์ชนบทมาตรวจเชื้อโควิดใน กทม. เพื่อได้รับค่าตอบแทนเป็นรายหัวจาก สปสช. อย่างเป็นกอบเป็นกำนั้น น่าจะเป็นการมองด้วยอคติเป็นที่ตั้งมากกว่า ถ้าหน่วยงานของท้องถิ่นในกทม.เข้ามาดำเนินการตรวจเชิงรุกแบบเดียวกัน ก็สามารถรับค่าใช้จ่ายตามรายหัวจาก สปสช.ได้อยู่แล้วเช่นเดียวกัน แต่ก็ไม่ทำ ใช่หรือไม่?!

ถ้าจะกล่าวหาเรื่อง ATK ที่หมอสุภัทร และแพทย์ชนบทจัดหามาใช้ว่าแพง ก็น่าพิจารณาว่าการจัดซื้อ ATK  ยี่ห้อเลอพู่จากจีน ขององค์การเภสัชกรรม (อภ.)ที่ซื้อจำนวนมาก แต่ก็พบว่ามีราคาแพงกว่าราคาตลาดที่ซื้อในจำนวนที่น้อยกว่า ใช่หรือไม่ ?!

นอกจากนี้ยังมีข้อน่าสงสัยว่า ผู้ชนะประมูลการจัดซื้อ ATK เลอพู่ ให้อภ.เป็นบริษัทหนึ่ง แต่ อภ.ทำสัญญาจัดซื้อกับอีกบริษัทหนึ่ง เป็นเรื่องถูกต้องของระเบียบการจัดซื้อหรือไม่นั้น แต่ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขก็ไม่ได้มีการตรวจสอบตามที่มีการร้องเรียน ใช่หรือไม่ ?!

ดิฉันเห็นว่าการจะตรวจสอบเอาผิดใคร สามารถเป็นการตั้งธงได้ ดูจากตัวอย่างคดีการทุจริตจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ในกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปี 2542 ที่ดิฉันมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ในการทุจริตของนักการเมืองจะทำไปโดยฝ่ายบริหารระดับสูงไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ช่วยเหลือนั้น ไม่ว่าเรื่องการแปลงงบประมาณจากหมวดเงินอุดหนุน เป็นเงินหมวดใช้สอยวัสดุ ที่เปลี่ยนการใช้จ่ายรายหัว เป็นจ่ายตามอำนาจของผู้บริหาร การยกเลิกราคากลางยา เพื่อไม่ให้มีการเพดานราคา ล้วนต้องทำโดยข้าราชการในระดับบริหาร แต่ข้าราชการระดับสูงที่ให้ความเมืองที่ในครั้งนั้น ล้วนแต่ได้รับการช่วยเหลือให้รอดพ้นจากการถูกไล่ออกจากราชการ มีแต่นักการเมืองที่ถูกลงโทษจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยึดทรัพย์จากการร่ำรวยผิดปกติ ที่มีการรับสินบนจากบริษัทยา และจัดซื้อยาแลเวชภัณฑ์ราคาแพงเพื่อให้บรรดาหมอในโรงพยาบาลของรัฐซื้อยาและเวชภัณฑ์ที่แพงเกินสมควร ศาลฯจึงตัดสินให้จำคุกเป็นเวลา 15ปี แต่บรรดาผู้บริหารระดับสูงในครั้งนั้นที่ช่วยนักการเมืองแปลงงบประมาณ  จากงบอุดหนุนในหมวด 800 ที่ต้องจ่ายตามรายหัว เป็นงบหมวดใช้สอยวัสดุ หมวด300 นั้นเป็นการเปิดช่องให้สามารถการซื้อยาและเวชภัณฑ์แพง ถ้าไม่มีชมรมแพทย์ชนบท และชมรมเภสัชชนบทออกมาเปิดโปงการทุจริตในครั้งนั้น และไม่มีเอ็นจีโอช่วยกันตรวจสอบ ไม่มีสื่อช่วยกันตรวจสอบก็ไม่อาจทำให้นักการเมืองถูกยึดทรัพย์และติดคุกอย่างแน่นอน แต่ฝ่ายบริหารระดับสูงไม่ได้ถูกตรวจสอบ เพราะฝ่ายบริหารชุดต่อมาก็ช่วยกันใช่หรือไม่ ?! ผู้บริหารระดับสูงจึงล้วนรอดจากการถูกลงโทษ เมื่อเกษียณแล้วก็ยังได้รับบำเหน็จบำนาญ สวัสดิการทั้งหลายกันต่อไป ใช่หรือไม่ ?!

ส่วนหมอสุภัทร ประธานแพทย์ชนบท ที่ทำงานช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ ดิฉันเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าไม่มีการทุจริต เป็นคนที่มีชีวิตที่สมถะ ไม่เคยเปิดคลินิกส่วนตัว แต่กำลังจะถูกผู้บริหารระดับสูง ลงโทษให้ออกจากราชการ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง หมอสุภัทรจะเหมือนถูกลงโทษประหารชีวิตกันเลยทีเดียว จากความผิดที่มีการอ้างเรื่องการซื้อ ATK มาช่วยชีวิตคนติดเชื้อโควิด ใช่หรือไม่?! 

ถ้าหมอสุภัทรถูกให้ออกจากราชการ จะไม่ได้รับบำเหน็จ บำนาญ ความดีที่เคยทำจะถูกประหารไปพร้อมกับคำสั่งให้ออกจากราชการ คำสั่งเช่นนี้ เป็นการตั้งธงโดยฝ่ายบริหาร ใช่หรือไม่ การลงโทษหมอสุภัทร เป็นสิ่งที่มีความเป็นธรรมแล้วหรือ ต่อไปจะมีใครทำดีให้สังคม ใครแข็งขืนผู้บริหาร ก็จะถูกเชือดไก่ให้ลิงดูแบบหมอสุภัทร ใช่หรือไม่ ?!? 

เราต้องการหมอที่เป็นโรคกระดูกสันหลังเสื่อม ที่ต้องค้อมหลังให้ผู้บริหาร โดยไม่กล้ายืนหลังตรงอย่างนั้นหรือ ?!?

หวังว่ารัฐมนตรีสมศักดิ์ เทพสุทิน คงไม่บ้าจี้ตามคำสั่งของฝ่ายบริหารสธ. ใช่หรือไม่ !?

ส่งยานเกราะล้อยาง - ช่างซ่อม ประจำชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมช่วยซ่อมรถฮัมวี่ - รถสายพานลำเลียงพล M113 ฟรี

‘มาดามรถถัง’ ส่งยานเกราะล้อยาง - ช่างซ่อม เข้าประจำชายแดนไทย-กัมพูชา เตรียมพร้อมช่วยซ่อมยานยนต์ทหารฟรี ประกาศช่วยชาติจิตอาสา ไม่มีค่าใช้จ่าย ขอคนไทยสามัคคียามศึก

(18 ส.ค. 68) ที่กองบัญชาการกองทัพไทย นางนพรัตน์ กุลหิรัญ หรือมาดามรถถัง เจ้าของ บริษัท ชัยเสรีเม็ททอลแอนด์รับเบอร์ จำกัด พร้อมลูกชาย กล่าวถึงเหตุการณ์สู้รบ ชายแดนไทย-กัมพูชา  ว่า ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วพี่น้องคนไทยก็ต้องร่วมมือกัน สามัคคีกัน ช่วยอะไรได้ก็ต้องช่วย เพื่อการป้องกันประเทศ

บริษัท ชัยเสรีฯ เป็นบริษัทสัญชาติไทย ในฐานะคนไทย มีหน้าที่ รักษาเอกราช และความมั่นคงของชาติ ขีดความสามารถของชัยเสรี คือการคิดค้นยุทโธปกรณ์ เพื่อการป้องกันประเทศ ที่ได้ดำเนินการไปแล้วคือการออกแบบ ข้อต่อสายพาน ซ่อมรถให้กับกองทัพ และออกแบบรถ เฟิสต์วิน 4x4 และรถสะเทินน้ำสะเทินบก 8x8 ให้กับกองทัพ 

ซึ่งขณะนี้ก็ปฏิบัติงานอยู่ที่ชายแดน เราก็ทำรถเกราะกันกระสุนกันระเบิด ไปช่วยชายแดน และในฐานะที่เราเป็นโรงงานซ่อมสร้างยานยนต์ทหาร เราได้ส่งคณะช่าง อะไหล่ ไปอยู่ประจำที่ชายแดน เพื่อรอซ่อมรถต่างๆ ให้กองทัพ ในภารกิจปกป้องประเทศ  เช่น รถฮัมวี่ และ M113 

พร้อมกันนี้ ยังได้รวบรวมจิตอาสา ในการคิดค้นโดรน เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานที่ชายแดน ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมด ไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นสิ่งที่ภาคเอกชน ร่วมมือกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top