Wednesday, 15 July 2026
POLITICS

บิ๊กป้อม สั่ง ศปฉ.พปชร. ระดม ช่วยชาวบ้าน สู้โควิด-19  เกาะติด คลัสเตอร์คลองเตย เร่ง บรรเทาความเดือดร้อน

เมื่อวันที่ 4 พ.ค. น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ  อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและสุขภาพของพี่น้องประชาชน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชาชนจะจัดตั้งศูนย์ประสานงานสถานการณ์ฉุกเฉิน โควิด-19 พปชร. หรือ ศปฉ.พปชร. เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการติดเชื้อ แต่ไม่มีเตียงในการรักษา และนำส่งโรงพยาบาลให้รวดเร็วเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนแล้ว ยังได้ระดมสรรพกำลังส.ส.และอดีตผู้สมัครส.ส.ของพรรคทั่วประเทศ ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในด้านต่างๆ โดยเฉพาะประชาชนผู้มีรายได้น้อย ให้ความช่วยเหลือถึงมือพี่น้องประชาชนมากที่สุด  เช่น การมอบเครื่องอุปโภค บริโภค  อุปกรณ์ในการป้องกันตนเอง ไม่ว่าจะเป็นหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์  เครื่องตรวจวัดอุณหภูมิ  เป็นต้น  โดยกำชับให้การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข ในการเว้นระยะห่างทางสังคม  

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐเราพูดจริง ทำจริง โดยขณะนี้ส.ส.และอดีตผู้สมัครส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐได้เดินหน้าลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือแล้วหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เช่น ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ลงพื้นที่รับฟังปัญหาต่างๆต่อเนื่อง   ส.ส.จักรพันธ์ พรนิมิตร ส.ส.กทม. ในฐานะหัวหน้าภาค กทม. ผู้แทนศูนย์ช่วยประสานงานสถานการณ์ฉุกเฉินโควิด-19 (ศปฉ.พปชร) ได้ร่วมกับคณะ มอบหน้ากากอนามัย จำนวน 25,000 ชิ้น และเจลแอลกอฮอล์ ให้กับโรงพยาบาลศิริราช  น.ส.จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ส.ส.สมุทรสาคร แจกหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ ให้กับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะ และมอบอาหารสดให้กับชุมชนคลองตาปลั่ง ต.บ้านแพ้ว อ.บ้านแพ้ว น.ส.กุลวลี นพอมรบดี ส.ส.ราชบุรี มอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและของกินของใช้ให้กับโรงพยาบาลสนาม ที่วิทยาลัยพยาบาลพร้อมบริการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อ ให้กับอบต.และเทศบาลในพื้นที่ราชบุรี นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา อดีตผู้สมัครส.ส.กทม.เขตบางแค ได้มอบแท่นกดเจลแอลกอฮอล์ในชุมชนนิรันดร์คอนโด นายศาสตรา ศรีปาน ส.ส.สงขลา จัดรถเตรียมรับส่งผู้ป่วย และลงพื้นที่มอบอาหารสดอาหารแห้งชุมชนคลองอู่ตะเพา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นาย ฐาปกรณ์ กุลเจริญ ส.ส.สมุทรปราการ ลงพื้นที่มอบหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ พร้อมทั้งรถฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ ให้กับชุมชนอ.พระปะแดง จ.สมุทรปราการ รศ.ดร.รงค์ บุญสวยขวัญ ส.ส.นครศรีธรรมราช มอบเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิ และหน้ากากอนามัยให้กับตัวแทนอสม. นางทัศนียา รัตนเศรษฐ ส.ส.นครราชสีมา ลงพื้นที่อ.ประทายมอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น ช่วยเหลือผู้ให้ความร่วมมือกักตัวในบ้านพักเป็นเวลา 14 วัน ตามมาตรการของกระทรวงสาธารสุข เป็นต้น พร้อมกันนี้บรรดาส.ส.และอดีตผู้สมัครส.ส.ของพรรคยังได้ช่วยประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องให้กับพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วย

และขณะนี้พื้นที่ที่สังคมกำลังกังวลใจเป็นอย่างมากคือชุมชนคลองเตย ซึ่งมีการแพร่เชื้อติดต่อเป็นวงกว้างจากความเป็นอยู่ของชุมชนแออัดที่เป็นพื้นที่แออัดที่สุดในประเทศไทยนั้น ทาง น.ส.กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ส.ส.กทม.เขตคลองเตย-วัฒนา พรรคพลังประชารัฐ  ได้ลงพื้นที่ทั้งฉีดพ่นฆ่าเชื้อ มอบสิ่งของจำเป็นกับผู้เดือดร้อน สื่อสารข้อมูลประสานงานทุกอย่างให้พี่น้องในชุมชน พร้อมเข้าสำรวจพื้นที่บริเวณการท่าเรือ ลงพื้นที่ให้กำลังใจช่วยเหลือ ณ จุดฉีดวัคซีนโลตัสพระราม4  เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนให้ผ่านวิกฤตนี้ไปให้ได้

“ภาวะวิกฤติเช่นนี้ นักการเมืองมีส่วนสำคัญในการช่วยสนับสนุนการปฏิบัติของแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ที่ดูแลผู้ป่วยโรคโควิด-19 ได้ ด้วยการเสริมการป้องกันให้กับพี่น้องประชาชน การอำนวยความสะดวกและการช่วยประสานงานเพื่อไม่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่การนั่งเพียงนั่งอยู่ในห้องแอร์ วิจารณ์อยู่หน้าจอ ทำลายขวัญและกำลังใจของผู้ปฏิบัติหน้าที่  ซึ่งต้องร่วมมือกันฝ่าวิกฤติไปให้ได้ ไม่ใช่คอยฉกฉวยโอกาสฉุดรั้ง การแก้ไขปัญหาจนวิกฤติเกินแก้ไข” น.ส.ทิพานัน กล่าว

"โจ พงศ์พรหม" ชี้กระแสคนอยากย้ายประเทศ ต้องแก้ด้วยการกระจายอำนาจ - ลงทุนไปต่างจังหวัด ยกโมเดล "ขอนแก่น - อุดร" มีศักยภาพ เป็นศูนย์กลางภูมิภาคได้ ถามรัฐบา ลมีแผนในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หรือไม่ ? 

นายพงศ์พรหม ยามะรัต รองหัวหน้าพรรคกล้า โพสต์ข้อความลง Facebook ส่วนตัว ถึงกระแสคนอยากย้ายประเทศว่า ช่วงนี้มีกระแสย้ายประเทศแรงๆ อยู่ ผมเลยอยากเสนอความคิดต่าง ไม่ใช่ด่ากัน แต่หาทางออก 

เมื่อ 3 ปีก่อน ผมเริ่มเสนอแนวคิดนี้กับคนรอบตัว
ทำไมเราไม่เคยใช้จุดเด่นหัวเมืองแต่ละจังหวัดในการสร้างการเติบโต “คนไทย” อย่างเท่าเทียมมากขึ้น 

“เราต้องกระจายอำนาจ” แต่กำหนดทิศทางหัวเมืองให้ชัด โดยให้เติบโตตามความถนัดของเขา อย่างเช่น ขอนแก่นมีมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับเอเชีย อุดรมีนักธุรกิจเก่งๆ มีอุดรพัฒนาเมืองที่ได้ชื่อว่ามองอนาคตเมืองได้ไกล 

2 เมืองนี้ควรเป็นพาร์ทเนอร์กันในการสร้างเมือง Biotech/Biodiversity based research and innovation แห่งอาเซียน 

มหาวิทยาลัยมีแล้ว นักธุรกิจมีแล้ว ทำเลก็แสนเยี่ยม ไปจับมือลาว เวียดนามทำวิจัย แล้วเอามาตั้งโรงงานที่สะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ผลิตเสร็จ ก็ส่งออกทางลาว ไม่ก็ท่าเรือบกลงมา EEC 

เชิญ Pfizer อเมริกา เชิญบริษัท Anti-ageing เกาหลี บริษัทยาญี่ปุ่น-จีน มาลงทุน ให้ BOI 15 ปี พร้อม residential visa ตั้งกองทุนส่งเสริมนวัตกรรมแนวนี้ให้คนไทย ใครตัวเล็กๆก็ให้ handicap เยอะหน่อย 10,000 ล้าน ไม่ใช่ตัวเลขที่มากเกินภาระการคลัง เพราะจะสร้าง 100,000 ล้าน ในอุตสาหกรรม S-curve โลก 

แล้วภาพแบบนี้จะเกิดได้ ผมเชื่อว่าการทำ GPP (Gross Provincial Product) ให้ 2 จังหวัดนี้โตแบบ 3-5 เท่าใน 10 ปีไม่ใช่เรื่องยากเลย แปลว่า Tesla, BMW จะเป็นรถยนต์ที่คนขอนแก่น-อุดรใช้กันโดยทั่วไป ไม่ถือว่าเป็น luxury car 

จะให้เกิดสิ่งนี้ แค่เปลี่ยนวิธีคิดให้แต่ละภูมิภาคเป็นศูนย์กลางตัวเอง คิดให้เค้ารวย อย่าคิดให้ระบบราชการ หรือกรุงเทพรวย 

ถ้าเป็นแบบนี้ คนไม่อยากย้ายประเทศหรอกครับ เพราะเค้าจะมีทั้ง Love and Hope อย่างที่ผมว่าไว้ ซึ่งรัฐบาลก็ควรตั้งคำถามว่ามีสิ่งเหล่านี้อยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีหรือไม่? สำหรับผม คนอยากย้ายประเทศเป็นโอกาสในการพูดคุย และเริ่มปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง 

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=4251739811502791&id=100000004424101

นายกฯ จี้ รมต. ทุกกระทรวง เร่งรัด เบิกจ่ายงบฯ ให้เป็นไปตามเป้า ผลักดันเม็ดเงินหมุนเวียนเศรษฐกิจ

วันที่ 4 พ.ค. 2564 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำนักงบประมาณได้รายงานให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ทราบถึงความคืบหน้าการเบิกจ่ายงบประมาณ ณ ไตรมาส2 ปีงบประมาณ 2564(1ต.ค.2563-31มี.ค.2564) ว่าแม้จะอยู่ระหว่างเผชิญสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตั้งแต่เดือนธ.ค. 2563 เป็นต้นมาซึ่งส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งมิติพื้นที่และกลุ่มธุรกิจ การลงทุน และการดำเนินชีวิตของประชาชน แต่ปรากฎว่าผลการใช้จ่าย โดยเฉพาะการก่อหนี้ผูกพันของส่วนราชการและหน่วยรับงบประมาณต่างๆในภาพรวมถือว่าสูงกว่าเป้าหมายตามที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)และแผนการใช้จ่ายงบประมาณกำหนดแต่ก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขปัญหาอุปสรรคในบางประเด็นเพื่อให้การเบิกจ่ายงบประมาณเป็นไปตามเป้าหมายและมีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณนี้

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จึงมีข้อสั่งการให้ส่วนราชการ และหน่วยรับประมาณทุกหน่วยดำเนินการตามข้อเสนอของสำนักงบประมาณอย่างเคร่งครัด โดยให้เร่งดำเนินการก่อหนี้ผูกพันและเบิกจ่ายงบประมาณโดยเฉพาะกรณีรายจ่ายลงทุนรายการปีเดียวและรายการผูกพันใหม่ให้แล้วเสร็จ เนื่องจากขณะนี้ได้เข้าสู่ไตรมาสที่3 ของปีงบประมาณแล้ว และให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดหรือรัฐมนตรีทีกำกับดูแลหรือควบคุมกิจการของหน่วยรับงบประมาณหรือรัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฎกมายกำกับดูแล เร่งรัด ติดตามและประเมินการใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามเป้าหมายหรือแผนที่กำหนด โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพและการกระตุ้นให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

 น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า การที่สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยังคงมีต่อเนื่อง ให้ทุกหน่วยรับงบประมาณพิจารณาแนวทางการใช้จ่ายที่สอดคล้องกับปริบทใหม่ที่เปลี่ยนไป(new normal)เพื่อให้การใช้จ่ายเป็นไปตามวัตถุประสงค์ เกิดประโยชน์กับประชาชน  ส่วนกรณีปัญหาที่หน่วยงานยังมีข้อติดขัดเกี่ยวกับการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ให้กระทรวงการคลังเร่งสร้างการรับรู้และทำความเข้าใจแก่บุคลากรของหน่วยรับงบประมาณให้ต่อเนื่องและชัดเจน

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า  สำหรับข้อมูลการเบิกจ่ายที่สำนักงบประมาณรายงานนั้น จากงบประมาณรายจ่ายรวม 3.28 ล้านล้านบาท ณ สิ้นไตรมาสที่2  ส่วนราชการ ตลอดจนหน่วยรับงบประมาณต่างๆ ได้เบิกจ่ายแล้ว 1.55 ล้านล้านบาท มีการก่อหนี้ผูกพันแล้ว 1.78 ล้านล้านบาท คิดเป็น 47.21% และ 54.24% ตามลำดับ แต่หากพิจารณาเฉพาะงบประมาณรายจ่ายกรณีไม่รวมงบกลาง วงเงินงบประมาณรวมจะอยู่ที่ 2.67 ล้านล้านบาท มีการเบิกจ่ายแล้ว  1.30 ล้านล้านบาท คิดเป็น 48.96% ต่ำกว่าเป้าหมาย 5.04% ก่อหนี้ผูกพันแล้ว 1.53 ล้านล้านบาท คิดเป็น 57.59% สูงกว่าเป้าหมาย 3.59%

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า กรณีไม่รวมงบกลางเฉพาะรายจ่ายประจำ จากวงเงินรวม 2.08 ล้านล้านบาท เบิกจ่ายแล้ว 1.14 ล้านล้านบาท คิดเป็น 55.09% ต่ำกว่าเป้าหมาย 1.91% ก่อหนี้ผูกพันแล้ว 1.16 ล้านล้านบาท คิดเป็น 56.01% ต่ำกว่าเป้าหมาย 0.99%  ขณะที่รายจ่ายลงทุนจากวงเงินรวม 5.87 แสนล้านบาท เบิกจ่ายแล้ว 1.59  แสนล้านบาท คิดเป็น 27.19% ต่ำกว่าเป้าหมาย 17.81% ก่อหนี้ผูกพันแล้ว 3.71 แสนล้านบาท คิดเป็น 63.22% สูงกว่าเป้าหมาย 18.22%

"นายกฯ" ชี้ แผนคุมระบาดคลองเตย  เร่งตรวจเชิงรุก-ฉีดวัคซีน 5 หมื่นคนใน 2 สัปดาห์-ช่วยเหลือปชช.ทั้งอาหารและยา บอก พร้อมปรับแผนหากมีความจำเป็น 

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้แสงความคิดเห็นในเพจเฟซบุ๊ก ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha ข้อความระบุ ว่า กรณีการแพร่ระบาดของโควิดที่เขตคลองเตย ผมได้ติดตามสถานการณ์มาโดยตลอด โดยมีผู้ติดเชื้อไปแล้วเป็นจำนวนมาก หลายรายอยู่ในชุมชนแออัดที่แพร่ระบาดในครอบครัว และยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เมื่อวานนี้ในช่วงบ่าย ผมจึงได้เรียกประชุมกับทีมแพทย์ที่ปรึกษา กรุงเทพมหานคร รวมทั้ง ศูนย์ปฏิบัติการ ศบค. อย่างเร่งด่วน เพื่อกำหนดมาตรการเพื่อควบคุมสถานการณ์ดังนี้ครับ 

1. ให้มีการตรวจเชิงรุกในชุมชนเพิ่มขึ้นอย่างเร่งด่วน ทั้ง 39 ชุมชน เน้นไปที่ที่ 20 ชุมชนที่เกิดการระบาด โดยเร่งตรวจชุมชนที่มีการติดเชื้อ ให้ได้อย่างน้อย 1,000-1,500 คนต่อวัน โดยหน่วยเคลื่อนที่ และรถเก็บตัวอย่างชีวะนิรภัยพระราชทาน โดยจะตรวจเชิงรุกให้ได้อย่างน้อยทั้งหมด 20,000 คน ซึ่งได้ดำเนินการทันทีตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว

2. หากพบผู้ติดเชื้อ ให้มีการแยกผู้ป่วยออกจากชุมชนตามระดับอาการ เขียว เหลือง แดง เพื่อให้ศูนย์เอราวัณส่งตัวต่อเข้ารับการรักษา ณ สถานพยาบาลสำหรับกลุ่มนั้นๆ โดยเบื้องต้นจะถูกส่งตัวไปที่ศูนย์แรกรับ-ส่งต่อ ที่สนามกีฬานิมิบุตร หรือศูนย์พักคอยการส่งตัว ที่วัดสะพาน เขตพระโขนง หรือโรงพยาบาลสนาม ที่ จ.สมุทรสาคร

3. กลุ่มสีแดง หรือกลุ่มติดเชื้อและมีอาการหนัก จะถูกส่งต่อไปยังโรงพยาบาลของ กทม. ทันที ซึ่งผมมีความเป็นห่วงผู้ป่วยในกลุ่มนี้มากที่สุด จึงได้เร่งรัดให้มีการเตรียมโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยหนักเพิ่มเติมให้เร็วที่สุด เมื่อวานนี้ ได้มีการเปิดโรงพยาบาลสนาม ICU ที่สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ เขตทุ่งครุ เพื่อเพิ่มจำนวนเตียงสำหรับผู้ป่วยอาการหนักเพิ่มขึ้นอีก 432 เตียง และเชื่อมั่นว่าจะช่วยให้ผู้ป่วยหนักได้รับการรักษาได้อย่างทันการณ์ ซึ่งจะช่วยป้องกันการเสียชีวิตได้

4. ส่วนกลุ่มผู้เสี่ยงสูงที่ยังไม่พบว่าติดเชื้อ จะต้องกักตัวในบ้านจนกว่าจะได้รับการแจ้งผล และให้ผู้นำชุมชนช่วยเป็นผู้ประสานงาน ส่งอาหารให้ผู้กักตัว 

5. วันนี้จะมีการระดมกำลัง 10-20 จุด เพื่อฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเสี่ยงทั้งหมด วันละ 1,000-3,000 คน รวมให้ได้อย่างน้อย 50,000 คน ภายใน 2 สัปดาห์ และจะฉีดต่อไปให้ได้ถึง 60% ของประชาชนในชุมชนแออัดคลองเตย หรือประมาณ 80,000 คน 

6. นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามในพื้นที่เพิ่มเติม โดยกรุงเทพมหานคร และกระทรวงกลาโหม ที่จะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด

7. ให้มีการดูแลช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างเร่งด่วนในการส่งอุปกรณ์ป้องกันโรค อาหาร ยา และสิ่งของจำเป็นอื่นๆให้หน่วยงานที่ต้องลงพื้นที่

8. ให้ทุกเขตใน กทม. เตรียมการเชิงรุก โดยใช้รูปแบบ Model คลองเตยนี้ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในอนาคต 

ทั้งหมดนี้ได้ทำไปแล้ว โดยผมได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อป้องกันการขยายวงของการแพร่ระบาด และให้รายงานความคืบหน้ากับผมโดยตรง ผมจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินความจำเป็นในการปรับแผนการควบคุมสถานการณ์หากมีความจำเป็น เป้าหมายคือการจำกัดวงการแพร่ระบาดให้เล็กที่สุดและควบคุมให้ได้เร็วที่สุด เจ้าหน้าที่ทุกคนกำลังเร่งทำงานกันอย่างเต็มที่เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนทุกคนครับ

'ลุงป้อม' สั่ง 'รมว.เฮ้ง' ประสานช่วยหารถพยาบาล เตียง และ รพ.ประกันสังคมรองรับคลัสเตอร์ลูกจ้างบริษัทเหล็กติดโควิด 128 ราย เร่งด่วน 

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เผย ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีความห่วงใยผู้ประกันตนและพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด -19 และท่าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ท่านกำกับดูแลกระทรวงแรงงาน ได้สั่งการให้ผมเร่งประสานให้การช่วยเหลือกรณีลูกจ้างบริษัทซีเอสพี สตีลเซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ ติดเชื้อโควิด -19 จำนวน 128 คน ให้จัดหารถพยาบาลมารับ จัดหาเตียง และโรงพยาบาลรองรับ เบื้องต้นเมื่อวานนี้ (3 พ.ค.64) กระทรวงแรงงานได้ดำเนินการประสานจัดหารถพยาบาลของโรงพยาบาลจุฬารัตน์มารับแล้ว 23 คน และเมื่อเช้าวันนี้ (4 พ.ค.64) ได้ดำเนินการประสานจัดหารถพยาบาลของโรงพยายาลจุฬารัตน์มารับอีก 27 คน ส่วนที่เหลือจะดำเนินการภายในบ่ายวันนี้ เพื่อนำพนักงานที่ติดเชื้อทั้งหมดเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลในเครือข่ายประกันสังคม และ Hospitel ต่อไป 

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2564 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงการให้ความช่วยเหลือกรณีลูกจ้างของบริษัท ซีเอสพี สตีลเซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ถนนสุขสวัสดิ์ ตำบลในคลองบางปลากด อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ ติดเชื้อโควิด -19 จำนวน 128 คน
ท่าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ท่านกำกับดูแลกระทรวงแรงงาน จึงได้สั่งการให้กระทรวงแรงงานเร่งประสานให้การช่วยเหลือจัดหารถพยาบาลมารับ จัดหาเตียง และโรงพยาบาลรองรับ เบื้องต้นเมื่อวานนี้ (3 พ.ค.64) กระทรวงแรงงานได้ดำเนินการประสานจัดหารถพยาบาลของโรงพยายาลจุฬารัตน์มารับแล้ว 23 คน และเมื่อเช้าวันนี้ (4 พ.ค.64) ได้ดำเนินการประสานจัดหารถพยาบาลของโรงพยายาลจุฬารัตน์มารับอีก 27 คน ส่วนที่เหลือจะดำเนินการภายในบ่ายวันนี้ เพื่อนำพนักงานที่ติดเชื้อทั้งหมดเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลในเครือข่ายประกันสังคม และ Hospitel ต่อไป 

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีความห่วงใยผู้ประกันตนและพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด -19 และท่าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ท่านกำกับดูแลกระทรวงแรงงาน ได้สั่งการให้ผมดูแลพี่น้องแรงงานดุจคนในครอบครัว ให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกในการตรวจโควิด -19 เชิงรุก ตลอดจัดหาเตียงรองรับให้เพียงพอ กรณีที่ผู้ประกันตนหรือพี่น้องประชาชนรายใดต้องการขอความช่วยเหลือให้กระทรวงแรงงานจัดหาเตียง สถานที่ตรวจโควิด-19 หรือต้องการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเครือข่ายประกันสังคม สำนักงานประกันสังคมได้จัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 เพื่อประสาน Hospitel ให้แก่ผู้ประกันตน โดยผู้ประกันตนสามารถโทรศัพท์ติดต่อได้ที่เบอร์ 1506 กด 6 เพื่อเป็นช่องทางติดต่อให้กับผู้ประกันตน ที่ไม่สามารถหาสถานที่ตรวจและสถานพยาบาลเข้ารับการรักษาในกรณีติดเชื้อได้ โดยให้บริการทุกวันจันทร์ – อาทิตย์ เวลา 08.00 – 17.00 น. มีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการทั้งสิ้น 10 คู่สาย ช่วยเหลือผู้ประกันตนและประชาชนที่เดือดร้อนจากการตรวจโควิด-19 ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีอีกทางหนึ่งด้วย

รัฐบาลย้ำดูแลประชาชนทุกกลุ่มและกลุ่มเปราะบาง “ผู้พิการ”  ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด 19 เตรียมออกมาตรการช่วยเหลือต่อเนื่อง 

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมห่วงใยประชาชนทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคโควิด 19 รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจพร้อมให้ความช่วยเหลือ ดูแล ผู้ได้รับผลกระทบทุกกลุ่ม โดยทุกหน่วยงานทยอยออกมาตรการเพื่อดูแลประชาชนในส่วนการรับผิดชอบแล้ว และจะมีการออกมาตรการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องเพื่อให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม 

รองโฆษกฯ  ชี้แจงเพิ่มเติมในส่วนของมาตรการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ออกตรวจตราราคาสินค้าและบริการ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาเอาเปรียบผู้บริโภค กำชับให้มีการปิดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน และบางสินค้าหากจะมีการขึ้นราคา ต้องขออนุญาตที่กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งในขณะนี้ยังไม่อนุญาตให้มีการปรับขึ้นราคาใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้ ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 นี้ กระทรวงพาณิชย์มีคำสั่งให้ควบคุมอัตราค่าบริการในส่วนของธุรกิจจัดส่งสินค้ามากเป็นพิเศษ เนื่องจากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศใช้บริการสั่งสินค้า สั่งอาหารแบบส่งถึงบ้าน (Delivery) มากขึ้น จึงต้องกำกับดูแลอัตราค่าขนส่งเพื่อไม่ให้เป็นภาระกับพี่น้องประชาชน เพื่อสนับสนุนให้พี่น้องประชาชนทำงานที่บ้าน WFH และอยู่กับบ้านเว้นระยะห่างทางสังคมเป็นหลัก

ขณะเดียวกัน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ลงพื้นที่เร่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางทั้งเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ คนไร้ที่พึ่ง คนไร้บ้าน และผู้ด้อยโอกาส รวมทั้งผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19  พร้อมตั้งคณะทำงานช่วยเหลือผู้พิการที่ติดเชื้อโควิด-19  เป็นการเฉพาะ ทั้งในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และต่างจังหวัดภายใต้ “ทีมเรามีเรา”  ซึ่งจะดำเนินการตั้งแต่ 1.มอนิเตอร์   ติดตามว่ามีคนพิการที่โพสต์/โทรขอความช่วยเหลือหรือไม่  คัดกรอง ประสานเครือข่ายเพื่อให้เข้าถึงการรักษาพยาบาลทั้งโรงพยาบาลหรือ รพ.สนาม และ ประเมินและติดตามผลการช่วยเหลือ โดยผู้พิการสามารถโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือมายังสายด่วน 1300 ครอบคลุม 76 จังหวัดทั่วประเทศและสายด่วน 1479 ตั้งแต่ขณะนี้เป็นต้นไป

ทั้งนี้ รองโฆษกฯ รัชดาฯ ย้ำแนวทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่พยายามดูแลผู้ได้รับผลกระทบทุกกลุ่ม ส่วนมาตรการดูแลผู้ประกอบการร้านอาหาร และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง อยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะมีมาตรการให้การช่วยเหลือออกมาเร็วๆนี้ 

“บิ๊กบี้” สั่ง ตั้ง “ศูนย์ประสานงานต้านภัยโควิด-19 ทบ.” สื่อกลางช่วยผู้ติดเชื้อเข้าสู่ระบบการรักษาของรัฐ

พล.ท.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กองทัพบก และโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ในปัจจุบันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระลอกใหม่นั้น มีแนวโน้มพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น และมีการแพร่กระจายของโรคไปยังหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตพื้นที่กรุงเทพ และปริมณฑล ทำให้ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือผู้ป่วยที่มีผลตรวจเป็นบวกมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ติดเชื้อบางส่วนยังคงอยู่ระหว่างการรอเรียกเข้ารับการรักษาจากสถานพยาบาลซึ่งก่อให้เกิดความกังวลใจต่อตัวผู้ป่วยและญาติที่เกี่ยวข้อง

พล.อ. ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ทราบถึงปัญหาและมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ล่าสุดได้สั่งการให้จัดตั้ง “ศูนย์ประสานงานต้านภัยโควิด ทบ.” ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กองทัพบก ในการเป็นสื่อกลางรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผ่านทางโทรศัพท์ เพื่อประสานไปยังศูนย์แรกรับและส่งต่อผู้ป่วยโควิด-19 ของรัฐบาล (อาคารนิมิบุตร) หรือสาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าดำเนินการช่วยเหลือผู้ติดเชื้อที่ตกค้างหรืออยู่ระหว่างการรอเรียกจากสถานพยาบาลให้ได้เข้าสู่กระบวนรักษา รวมถึงการประสานศูนย์ควบคุมการเคลื่อนย้าย ศปม.ทบ. ในกรณีที่โรงพยาบาลต้องการเคลื่อนย้ายผู้ติดเชื้อที่มีอาการไม่รุนแรงไปยังโรงพยาบาลสนามที่จัดเตรียมไว้  ตลอดจนให้การสนับสนุนการเคลื่อนย้ายของประชาชนในทุกกรณีเมื่อได้รับการร้องขอ โดยเจ้าหน้าที่จะทำการบันทึกข้อมูลของผู้ติดเชื้อ พร้อมติดตามความคืบหน้าการดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนกว่าผู้ติดเชื้อจะได้รับการรักษาตามกระบวนการสาธารณสุข 

ศูนย์ประสานงานต้านภัยโควิด ทบ. ดังกล่าว จะทำหน้าที่เป็นช่องทางหนึ่งในการสนับสนุนรัฐบาลสำหรับการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 รวมถึงเป็นการช่วยให้ผู้ติดเชื้อสามารถเข้าถึงการดูแลรักษาจากแพทย์ได้อย่างทันท่วงที โดยสามารถประสานขอรับการช่วยเหลือได้ที่เบอร์ 02-2705685-9 ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 พ.ค. 64 เป็นต้นไปจนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะคลี่คลาย 

“การจัดตั้งศูนย์ประสานงานฯ ดังกล่าว เป็นการระดมศักยภาพของบุคลากร และยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่มาปรับใช้เพื่อควบคุมและป้องกันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ไม่ให้ขยายเป็นวงกว้างรวมถึงเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ติดเชื้อ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายและกลับมาเป็นปกติโดยเร็วที่สุด” พล.ท.สันติพงศ์ กล่าว   

“บิ๊กตู่” เรียกทีมเศรษฐกิจหารือ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ระบาดโควิด 19 รอบที่ 3

ที่ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เรียกประชุมทีมเศรษฐกิจ  อาทิ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ  รมว.คลัง นายอนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายทศพร ศิริสัมพันธ์ ที่ปรึกษานายกฯ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายฉัตรชัย พรหมเลิศ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารทหารไทย  นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาสกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เข้าร่วมหารือ 

โดยเป็นการหารือถึงแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การประเมินผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดระลอกใหม่ และการพิจารณาช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งในส่วนของผู้ประกอบการ ลูกจ้าง และประชาชนที่ได้รับกระทบจากการยกระดับมาตรการป้องกันโควิด-19 ของรัฐ เช่น จากคำสั่งปิดสถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะและสถานประกอบการอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบ

ขณะเดียวกันคาดว่าจะมีการหยิบยกประเด็นข้อเรียกร้อง ของสมาคมภัตตาคารไทย ที่ขอให้รัฐบาลทบทวนคำสั่งห้ามมีการให้บริการนั่งรับประทานอาหารในร้านเป็นเวลา 14 วัน ในร้าน พื้นที่ 6 จังหวัดควบคุมสูงสุดและเข้มงวดขึ้นมาหารือ ภายหลังจากสมาคมภัตตาคารไทยเสนอ 2 ข้อต่อพล.อ.ประยุทธ์ ได้แก่ 1.อนุญาตให้ร้านอาหารสามารถนั่งรับประทานในร้านได้ ไม่เกิน 21.00 น. และงดนั่งดื่มแอลกอฮอล์ในร้าน โดยย้ำว่าภาคธุรกิจร้านอาหารยึดมาตรฐาน SHA ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านสาธารณสุข ที่อยู่ในระดับเป็นที่ยอมรับในระดับสากล พร้อมยึดมาตรการด้านสาธารณสุขตามที่ ศบค.กำหนด และ2.เรียกร้องให้มีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการร้านอาหาร ที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่รอบแรกจนถึงปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้  น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้กำชับหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เร่งประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการยกระดับมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ระลอกใหม่ เพื่อกำหนดแนวทางการเยียวยาผู้ที่ได้รับกระทบ ทั้งผู้ประกอบการ ลูกจ้าง และประชาชน รวมถึงแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจจากการระบาดระลอกใหม่ โดยให้เตรียมความพร้อมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบการระบาดของโรคโควิด-19 หรือ ศบศ.ซึ่งจะมีขึ้นในเร็วๆนี้

ศรีสุวรรณ เผย กสทช. รับคำร้องเพื่อสอบจริยธรรมนักเล่าข่าวตาม กม.แล้ว

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้ยื่นคำร้องต่อสำนักงาน กสทช.เมื่อ 20 เม.ย.64 หลังพิธีกรนักเล่าข่าวชื่อดัง ได้หวนกลับคืนสู่หน้าจอโทรทัศน์อีกครั้ง ทั้งๆที่ยังไม่พ้นโทษเพียงแต่ถูกพักโทษให้ออกจากเรือนจำ แต่ยังติดกำไลอีเอ็มที่ข้อเท้าไปอีก 14 เดือนและต้องรายงานตัวต่อกรมคุมประพฤติไปจนกว่าจะพ้นโทษ ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจขัดต่อกฎหมายและหรือขัดต่อจริยธรรมแห่งวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์นั้น

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า การร้องเรียนดังกล่าวสำนักงาน กสทช.ได้แจ้งมายังสมาคมฯว่า ข้อร้องเรียนเกี่ยวกับจริยธรรมสื่อมวลชนนั้น สำนักงาน กสทช.มีอำนาจดำเนินการตาม พรบ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ 2551 ม.40 ที่ระบุว่า ผู้ที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากรายการที่ออกอากาศเป็นเท็จหรือละเมิดสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัว หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอาจร้องเรียนต่อคณะกรรมการฯ ให้คณะกรรมการส่งเรื่องพร้อมความเห็นของคณะกรรมการให้องค์กรควบคุมการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพตาม ม.39 เพื่อให้ดำเนินการเยียวยาให้แก่ผู้เสียหายโดยเร็ว และให้คณะกรรมการติดตามผลการดำเนินการขององค์กรควบคุมการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพตาม ม.39 เมื่อองค์กรควบคุมการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพตาม ม.39  ได้แจ้งผลการดำเนินการให้คณะกรรมการทราบแล้ว ให้แจ้งผู้ร้องเรียนทราบผลการดำเนินการโดยเร็ว ในการนี้ สำนักงาน กสทช.ได้มีหนังสือแจ้งไปยังบริษัทต้นสังกัดของนักเล่าข่าวชื่อดังดังกล่าว และองค์กรวิชาชีพสื่อที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้พิจารณาและดำเนินการต่อข้อร้องเรียนของสมาคมฯต่อไป

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ตามข้อบังคับสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยว่าด้วย จริยธรรมแห่งวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ 2553 ประกอบธรรมนูญสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ 2563 ได้กำหนดความรับผิดทางจริยธรรมไว้ว่า เมื่อคณะกรรมการมีคำวินิจฉัยว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนในสังกัดสมาชิกละเมิดหรือประพฤติผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ให้คณะกรรมการมีอำนาจแจ้งเป็นหนังสือให้ต้นสังกัดสมาชิกที่ถูกร้องเรียน ลงตีพิมพ์หรือประกาศเพื่อเผยแพร่คำวินิจฉัยหรือประกาศเพื่อเผยแพร่ข้อความคำขอโทษต่อผู้เสียหายตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ และให้ส่งคำวินิจฉัยไปยังต้นสังกัดของผู้นั้น เพื่อดำเนินการลงโทษ แล้วแจ้งผลให้สภาการสื่อมวลชนทราบโดยเร็ว

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ในกรณีที่เห็นสมควร สภาการสื่อมวลชนอาจตักเตือน เป็นลายลักษณ์อักษร หลังจากแจ้งผลการพิจารณาให้แก่ผู้ถูกร้องเรียนทราบแล้ว ให้สภาการสื่อมวลชนเผยแพร่คำวินิจฉัยต่อสาธารณะต่อไป ส่วนความรับผิดชอบที่นอกเหนือไปจากนี้ ก็ขึ้นอยู่กับนักเล่าข่าวชื่อดังและต้นสังกัดจะแสดงความสำนึกมากน้อยเพียงใด ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินในขั้นสุดท้ายเอง เพราะสำนึกแห่งจริยธรรมนั้นอยู่เหนือกฎหมาย ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกชั่วดีของแต่ละคน เพราะบางคนบางบริษัทอาจไม่สนใจในเรื่องเหล่านี้หวังเพียงแค่ให้มีเรตติ้งเยอะๆ มีโฆษณาเข้ามาก ๆ เท่านั้น ไม่สนใจเรื่องจริยธรรมและศีลธรรมอันดีของสังคมเลยก็ได้ 

“แรมโบ้” โว ปชช.ไว้ใจ ”บิ๊กตู่” บริหารประเทศ วอน ฝ่ายค้าน เอาใช้ความรู้สึกตัดสินฝ่ายเดียว

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลสำรวจสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เรื่อง "ผู้นำฝ่าโควิดของไทย" วันนี้ โดยเฉพาะประเด็นหากวันนี้เลือกได้ จะเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรี พบว่า ร้อยละ 42.6 บอกว่าเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ว่า เห็นด้วย และแสดงให้เห็นว่าประชาชนยังไว้ใจ อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ บริหารบ้านเมือง แก้ไขปัญหาโดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ระบาดอยู่ในขณะนี้ ที่นายกฯ ไม่เคยย่อท้อ สามารถทำให้สถานการณ์คลี่คลายลงได้ และในครั้งนี้ประชาชนยังมั่นใจว่านายกฯและรัฐบาลจะสามารถทำให้คลี่คลายลงได้เช่นกัน

นายเสกสกล กล่าวว่า มีแต่พรรคฝ่ายค้าน ที่มองไม่เห็นการทำงานของนายกฯและรัฐบาล ไม่รู้ว่าหูหนวก ตาบอดหรือไม่ ที่พรรคฝ่ายค้านเรียกร้องซ้ำๆให้นายกฯ ลาออกจากตำแหน่งในขณะที่บ้านเมืองเกิดปัญหาวิกฤตโควิด กล้าตบตาประชาชนเพื่อหวังผลทางการเมือง จ้องล้มรัฐบาลอยากกลับมามีอำนาจ แต่ขอให้รับฟังเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ด้วยว่าต้องการเช่นเดียวกันกับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ อย่าเอาเพียงความรู้สึกของพรรคฝ่ายค้านที่อยากให้นายกฯลาออกเพียงอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงประชาชนที่ขณะนี้ต้องการความช่วยเหลืออยู่ และควรมีจิตสำนึกฟังประชาชนว่าต้องการผู้นำคนไหน ดังนั้นอย่ามาเที่ยวไล่นายกฯให้ลาออก เมื่อผลสำรวจโพลออกมาเช่นนี้จึงเป็นสิ่งยืนยันชัดเจนว่า ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ ให้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชนต่อไป

ศึกวัดใจในยามยาก-นายกฯ มองข้ามนักการเมือง​-PromptPay+PayNow​ | NEWS GEN TIMES ชวนคิด กับ กิตติธัช EP.2

NEWS GEN TIMES ชวนคิด กับ กิตติธัช

โดย​ อ.ต้อม -​ กิตติธัช ชัยประสิทธิ์ นักวิชาการอิสระ และอาจารย์ด้านสถาปัตยกรรม สอนพิเศษด้าน ปรัชญาการเมือง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง

สำหรับ​ EP.2 นี้​ ชวนไปคิดกับ​เรื่องร้อนๆ​ ในไทยและต่างแดน...

- การทูตวัคซีน 'อินเดีย - สหรัฐ - จีน’ ศึกวัดใจ มิตรแท้ (?) ในยามยาก

- รัฐจับมือ 45 CEO เอกชน สู้โควิด เมื่อนายกฯ มองข้ามนักการเมือง

- PromptPay + PayNow นวัตกรรมการเงิน แห่ง Asean จุดเปลี่ยนการท่องเที่ยวหลังยุคโควิด

.

.

.

.

.

"ณัฐชา" เตรียมร้อง "ศธ.-ปปช." สอบทุจริต "สื่อการสอน" สพฐ. คาด อดีตที่ปรึกษา "ณัฏฐพล" มีเอี่ยว

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล กล่าวว่า ตนได้รับหนังสือร้องเรียนจากประชาชน เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างการจัดทำสื่อวิดิทัศน์การสอนของสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจากหลักฐานตั้งที่ได้รับทำให้ตั้งข้อสังเกตได้ว่าอาจมีการทุจริต โดยในรายละเอียดระบุว่า มีการว่าจ้างสถาบันเทคโนโลยีพระเจ้าเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ให้ดำเนินการจัดทำสื่อการเรียนการสอนเป็นจำนวนเงินกว่า 500 ล้านบาท โดยใช้วิธี G TO G ( Goverment to Goverment ) แต่ไม่สามารถใช้งานได้จริง โดยมีข้อมูลว่าบริษัทที่รับช่วงการว่าจ้างต่อจากสถาบันเทคโนโลยีพระเจ้าเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง  คือ บริษัทที่มีภรรยาของอดีตที่ปรึกษารมว.ศึกษาธิการ เมื่อครั้งนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ดำรงตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ คือ นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา เป็นเจ้าของเดิม 

นายณัฐชา กล่าวต่อว่า ตนจะนำข้อร้องเรียนเรียกร้องต่อไปยัง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ คนปัจจุบัน ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ สำหรับรายชื่อบริษัทและเอกสารหลักฐานต่างๆ หากน.ส.ตรีนุชต้องการ ตนยินดีจะนำไปมอบให้ และตนยังได้เตรียมนำเอกสารหลักฐานดังกล่าวไปยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) เพื่อให้มีการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในอีกทางหนึ่งด้วย

อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา สั่งเช็คกล้องวงจรปิด เตรียมดำเนินคดีม็อบเหิมเกริมข่มขู่ผู้พิพากษา ลั่น ไม่มีประเทศไหนในโลกที่บุกมาข่มขู่ถึงหน้าศาล

เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2564 นาย สิทธิโชติ อินทรวิเศษ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา กล่าวถึงเหตุการณ์การชุมนุมบริเวณบันไดศาลอาญาเพื่อเรียกร้องกดดันให้ปล่อยเเกนนำคณะราษฎร เมื่อวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมาว่า ทางศาลอาญากำลังตรวจสอบข้อมูลจากกล้องวงจรปิดและรายละเอียดทั้งหมดอยู่ ให้ละเอียดชัดเจน ถ้าหากมีการกระทำที่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ทางศาลอาญาก็จะดำเนินการเอง ในส่วนข้อหาอื่น ที่เป็นในภาพรวม เช่น ความผิดฐานดูหมิ่นศาล หรือความผิดลักษณะนี้ ก็จะขอให้สำนักงานศาลยุติธรรมดูข้อมูลจากคลิปเพื่อดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ต่อไป

ส่วนความผิดพวก พรก.ฉุกเฉินฯ หรือ พรบ.ควบคุมโรคฯ เป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ การดำเนินการต้องเเยกกัน ส่วนเรื่องการตรวจสอบจะใช้ระยะเวลานานหรือไม่นั้น ขณะนี้ทางผู้อำนวยการศาลอาญากำลังตรวจสอบดูอยู่ คาดว่าเร็ว ๆ นี้จะมีการดำเนินการ เราอยากดำเนินการให้เร็ว เเต่ติดปัญหาเรื่องการพิจารณาคดีเพราะติดโควิด เเต่ถ้ามีจำเลยที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดอำนาจศาลติดประกันอยู่ในคดีอื่นแล้วเราสามารถเรียกตัวมาได้ง่าย ก็จะดำเนินการเร็วขึ้น

“พฤติการณ์ที่มากันเป็นม็อบเเละมาตะโกนด่า เเละเเสดงออกตามที่เห็นในคลิป มันเป็นการข่มขู่ศาล ข่มขู่ผู้พิพากษาและไม่คำนึงถึง หลักกฎหมายที่ควรจะเป็น ไม่มีประเทศไหนในโลกที่มีการเข้ามาขู่ศาลถึงหน้าศาลแบบศาลอาญาประเทศไทย ถ้าเป็นประเทศอื่นเขาจับกันไปหมดแล้ว ขนาดเราปล่อยให้เขาใช้สิทธิเสรีภาพได้อย่างเต็มที่ในยุคนี้ก็ยังถูกกล่าวหาว่าทำศาลให้เป็นเรือนจำ ซึ่งเป็นคำพูดของกลุ่มทนายมาหลายครั้งหลายคลา ซึ่งมันไม่ตรงกับข้อเท็จจริง สังเกตุจากเมื่อวานเราก็ไม่ได้คัดกรองอะไรเข้มจนเกินปกติ เเต่กลุ่มนี้กลับมาใช้ปฏิกิริยากดดันศาลด่าทอหยาบคาย อันนี้ไม่ใช่การใช้สิทธิแต่เป็นการก้าวร้าว ไม่เคารพกฎหมายมากกว่า" นายสิทธิโชติระบุ

พท.อัด “บิ๊กตู่” ได้ยินเสียง รมต.นินทาแต่ไม่ได้ยินเสียงเดือดร้อนของคนจน บี้ยุบสภาลาออก เลิกอยู่เป็นภาระประเทศ

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564 นายวิสาร เตะชะธีราวัตน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ รวบอำนาจในการบริหารสถานการณ์โควิด-19 โดยอ้างว่าเพื่อการบริหารจัดการที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทั้งๆที่ในความเป็นจริง พล.อ.ประยุทธ์มีอำนาจเต็มมานานแล้ว ตั้งแต่การจัดการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค.รวมทั้งมีการออกพ.ร.ก.บริหารสถานการณ์ในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ที่ผ่านมาล้มเหลวทั้งระบบ ไม่สามารถระงับยับยั้งการระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะพล.อ.ประยุทธ์บริหารสถานการณ์ผิดพลาดมาโดยตลอด ไม่เคยรับฟังคำแนะนำจากทุกฝ่าย การระบาดของไวรัสที่ลุกลามไปทั่วประเทศ เพราะพล.อ.ประยุทธ์ไม่ล็อกดาวน์พื้นที่เพื่อควบคุมการระบาดขณะที่ยังคุมได้ กลับปล่อยให้มีการเคลื่อนย้ายของประชาชนจนยากเกินการควบคุม

ส่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์ออกมาขู่รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลว่าจะยึดโควต้าตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะได้ยินมาว่ารัฐมนตรีนินทาตัวเอง การกระทำดังกล่าวเป็นการขู่เพื่อปกป้องตัวเอง น่าประหลาดใจที่พล.อ.ประยุทธ์ได้ยินเสียงนินทา แต่ไม่ได้ยินเสียงประชาชนที่ส่งเสียงถึงรัฐบาลมานานแล้วว่าใช้ชีวิตลำบาก ไม่มีเงิน ไม่มีงาน เจ็บป่วยไม่มีเตียงรักษา หลายคนเสียชีวิตจากเข้าไม่ถึงการบริหารทางการแพทย์ ทั้งๆที่รัฐบาลที่ดีต้องพร้อมที่จะรับฟังเสียงประชาชน ต่างจากรัฐบาลนี้ที่ไม่เคยได้ยินเสียงความเดือดร้อนของประชาชน

“การออกมาขู่ของพล.อ.ประยุทธ์ชัดเจนว่าตัวตนที่แท้จริงของพล.อ.ประยุทธ์ให้ความสำคัญกับอะไรมากกว่ากัน เพราะที่มาของพล.อ.ประยุทธ์มาจากการรัฐประหารและยึดอำนาจคนอื่นมา รวมทั้งเสียงของส.ว.ที่เป็นเหมือนนั่งร้านค้ำยันอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ ดังนั้นจึงไม่จำต้องสนใจเสียงของประชาชน ตลอด 7 ปีที่ผ่านมาพล.อ.ประยุทธ์ผิดพลาดมาโดยตลอด จากความล้มเหลวการแก้ปัญหาโควิด-19 และแก้เศรษฐกิจแบบตาบอดคลำช้าง หากพล.อ.ประยุทธ์รักประเทศจริงตามที่พูด ก็ควรลาออกหรือยุบสภา ขืนอยู่ต่อก็จะสร้างปัญหาให้ประเทศเพิ่มมากขึ้น ควรออกไปได้แล้วเพื่อให้คนที่เก่งกว่ามาทำหน้าที่ อย่าอยู่สร้างภาระให้ประชาชนต่อไปเลย” นายวิสาร กล่าว

‘ทิพานัน’ ย้อนแสบ ประเทศนี้จะมี ‘ธนาธร’ ไว้ทำไม ดีแต่ตั้งคำถาม ทวงถามครบรอบ 1 ปี ตู้แรงดันลบถึงไหน ใช้งานจริงได้หรือไม่ ย้ำทุกฝ่ายกำลังแก้ไขให้ผ่านวิกฤต สังคมต้องการคนลงมือทำ

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขตจอมทอง-ธนบุรี อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ออกมาตั้งคำถามจะมีผู้นำไปทำไม ถ้าไม่รู้จักจัดสรรทรัพยากร กรณีกองทัพจัดซื้ออาวุธว่า ที่ผ่านมานายธนาธรมักออกมาตั้งข้อสังเกตเรื่องการจัดสรรงบประมาณต่าง ๆ ของรัฐบาล ด้วยอคติและไม่มีความรู้ตามพ.ร.บ.วิธีงบประมาณแล้วเอามาบิดเบือน พูดครึ่ง ๆ กลาง ๆ จนข้าราชการ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเบื่อหน่ายที่จะต้องมาตอบคำถามให้กับคนที่ตั้งแง่ที่จะไม่เข้าใจ และนำไปบิดเบือนชี้นำให้คล้อยตาม

นายธนาธรมักชอบตั้งคำถามกับทุกอย่างในจักรวาล แต่ไม่เคยตั้งคำถามกับตนเองหรือสำรวจตัวเองเลยว่า นายธนาธรเกิดมาทำไม ประเทศนี้มีนายธนาธรไว้ทำไม มีแต่ตั้งคำถามสรรหาวาทกรรมต่าง ๆ มาดิสเครดิตคนทำงาน เพื่อให้ตัวเองดูเป็นคนพูดจาสวยหรูเท่านั้น หลายครั้งคล้ายสร้างภาพว่าถูกกลั่นแกล้งรังแกต่าง ๆ เพื่อเรียกคะแนนสงสารจากพี่น้องและหวังใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ เมื่อพี่น้องประชาชนเดือดร้อนขอให้ช่วยเหลือก็กลับบ่ายเบี่ยงอ้างว่าไม่มีอำนาจ เท่ากับต่อรองกับพี่น้องประชาชนว่าหากอยากให้นายธนาธรช่วยเหลือก็ต้องทำให้เขาได้อำนาจ ซึ่งคงเป็นอุบายที่น่าละอายใจเพื่อเข้าสู่อำนาจใช่หรือไม่

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า หากจำกันได้ ในการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกแรก เมื่อเดือนเมษายน 2563 นายธนาธรออกข่าวใหญ่โตว่าเตรียมมอบเตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยแรงดันลบและห้องตรวจโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันให้กับโรงพยาบาล 12 แห่งทั่วประเทศ จึงอยากทราบว่าขณะนี้ครบรอบ 1 ปี ในเดือนเมษายน 2564 นายธนาธรได้นำไปมอบให้กับโรงพยาบาลที่ไหนบ้าง ใช้งานได้จริงกี่แห่ง เป็นภาระให้ผู้รับมอบต้องคอยซ่อมบำรุงหรือไม่ หากไม่อยากให้ประชาชนเรียกว่าห้องความดันทิพย์ ก็ขอให้นายธนาธรช่วยชี้แจงในเรื่องดังกล่าว ก่อนวิจารณ์คนที่กำลังทำงานจริง

“นายธนาธร ไม่ควรวิพากษ์วิจารณ์คนทำงาน หากนายธนาธรยังไม่เคยทำอะไรสำเร็จ สิ่งสำคัญตอนนี้คือชีวิตพี่น้องประชาชนที่ต้องร่วมมือกันช่วยเหลือเร่งด่วน สังคมต้องการคนลงมือทำมากกว่าพูด ขอยกตัวอย่างในหลายพื้นที่เคยเลือกนายธนาธรและหวังว่าจะพึ่งพาในยามยากนั้น ก็ไม่เคยเห็นหน้าออกมาช่วยในยามวิกฤต หากนายธนาธรถนัดพูดก็ควรไปเป็นอาสารับโทรศัพท์เคสผู้ป่วยโควิด-19 ตามองค์กรที่เขาเปิดรับ ย่อมจะเป็นประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมมากกว่า” น.ส.ทิพานัน กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top