Thursday, 16 July 2026
POLITICS

นายกฯ ย้ำ ศบค. ผ่อนคลายพื้นที่สีแดงเข้ม เดินทางข้ามจว.ได้ สั่งหน่วยงานเข้มมาตรการเฝ้าระวังโรค

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่มติที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ได้ผ่อนคลายมาตรการบางส่วน ซึ่งรวมถึงการอนุญาตให้การขนส่งสาธารณะข้ามจังหวัด โดยเฉพาะการการเดินทางเข้า-ออกจังหวัดพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด หรือสีแดงเข้มให้สามารถดำเนินการ โดยกำหนดจำนวนผู้โดยสารไม่เกิน 75% ของความผู้โดยสาร ของพาหนะแต่ละประเภท มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2564 เป็นต้นไป

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามกำกับดูแลการกลับมาเปิดให้บริการทั้งในส่วนของรถโดยสารสาธารณะ รถตู้ รวมถึงอากาศยาน ให้ดำเนินตามมาตรการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคที่ยังต้องเข้มงวด และต้องเป็นไปตามแนวปฏิบัติในข้อกำหนดออกตามความในมาตรา9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ฉบับที่ 32 ซึ่งลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2564  

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ในส่วนของประชาชนที่มีความจำเป็นต้องเป็นต้องเดินทางข้ามจังหวัดในช่วงเวลานี้ ก็ขอความร่วมมือในการปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวด ตามแนวทางการป้องกันโรคในทุกกรณีทุกโอกาส หรือ Universal Prevention และขอให้ติดตามข้อมูลก่อนการเดินทางว่าจังหวัดปลายทางที่จะเดินทางไปนั้นมีมาตรการป้องกันโรคอย่างไร ผู้เดินทางจากพื้นที่ต่างๆ จะต้องปฏิบัติตนอย่างไร เนื่องจาก ศบค. ผ่อนคลายให้เกิดการเดินทางได้มากขึ้น แต่ทุกจังหวัดก็ยังมีมาตรการเฉพาะพื้นที่

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ส่วนประชาชนซึ่งเป็นผู้ป่วยโควิด-19 ที่ต้องการเดินทางกลับไปรักษาตัวภูมิลำเนา ยังขอให้เป็นการเดินทางตามระบบในโครงการรับคนกลับบ้านหรือรับผู้ป่วยกลับภูมิลำเนา โดยประสานงานผ่านสายด่วน สปสช. 1330 กด 15  ไม่เดินทางกลับเอง ทั้งนี้เพื่อการส่งตัวปลอดภัยทั้งต่อผู้ป่วยและประชาชนทั่วไป 

“ศบค.เริ่มผ่อนคลายให้ระบบขนส่งสาธารณะโดยเฉพาะในพื้นที่สีแดงเข้มเริ่มกลับมาให้บริการได้ นายกรัฐมนตรียังได้กำชับและมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข รวมถึงหน่วยงานในพื้นที่ให้ร่วมกันติดตามดูแลการให้ดำเนินมาตรการต่างๆของผู้ให้บริการ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับทั้งประชาชนและพนักงานผู้ให้บริการ และหากดำเนินการไปได้ราบรื่นก็จะนำไปสู่การผ่อนคลายมาตรการต่างๆที่เพิ่มขึ้นในระยะต่อไปได้” น.ส.ไตรศุลี กล่าว 

“แรมโบ้”ลั่นรวบรวมหลักฐานดำเนินคดีเพิ่ม “ เต้น-บก.ลายจุด"ข้อหาปลุกระดมป่วนเมืองสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ทำผิดพ.ร.ก. ฉุกเฉิน พ.ร.บ. โรคติดต่อและความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา116 

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการจัดชุมนุมคาร์ม็อบ คอลเอาท์ ของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.และนายสมบัติ บุญงามอนงค์ บก.ลายจุด พร้อมพวก พร้อมประกาศชุมนุมใหญ่อีกครั้งในวันที่ 2 ก.ย.ว่า ตนเองได้มอบให้ทนายความรวบรวมหลักฐานความผิดของนายณัฐวุฒินายสมบัติและพวก เพื่อเข้าแจ้งความเพิ่มเติมในหลายกระทง ความผิดต่างกรรมต่างวาระ เนื่องจากพบว่าการเคลื่อนไหวจัดกิจกรรมของนายณัฐวุฒิ ทำให้ประชาชนที่อยู่บริเวณที่จัดกิจกรรมรวมถึงทำให้คนที่ใช้รถใช้ถนนได้รับความเดือดร้อน อีกทั้งผิดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.โรคติดต่อผิดกฎหมายอาญามาตรา 116และอื่นๆ ตลอดจนมวลชนที่ออกมาชุมนุมได้พกพาอาวุธปืน ระเบิดไฟ ระเบิดปิงปอง และอาวุธนานาชนิด ทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจจนได้รับบาดเจ็บ ที่บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง จะปฎิเสธเป็นคนละกลุ่มไม่ได้เด็ดขาด เพราะแกนนำทั้งสองเป็นคนประกาศเชิญชวนมวลชนออกมาลงถนนจะปฎิเสธความรับผิดชอบไม่ได้

นายเสกสกล กล่าวว่า ส่วนการประกาศนัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 2 กันยายนนั้น ขอให้นายณัฐวุฒิและพวกคิดด้วยว่าจะทำให้ประชาชนเดือดร้อนมากน้อยแค่ไหน โดยอย่าคิดเอาเองว่าคนทั้งประเทศเห็นใจและสนับสนุนการเคลื่อนไหวของนายณัฐวุฒิและพวก เพราะยังมีคนอีกจำนวนมากที่ยังอยากให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ แก้ไขปัญหาให้กับประเทศอยู่ ยิ่งในช่วงที่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ที่กำลังลดจำนวนลงและกำลังคลายล็อคหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อให้เศรษฐกิจประเทศเดินไปได้ นายณัฐวุฒิไม่ควรจะนำประเด็นผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตมาเป็นข้ออ้างในการที่จะขับไล่นายกฯ เพราะไม่มีใครอยากให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น อีกทั้งนายกฯก็สามารถแก้ได้ดีทำให้สถานการณ์ดีขึ้นตามลำดับ ถึงอย่างไรนายณัฐวุฒิก็ต้องแกล้งทำโง่ทำเป็นไม่รับรู้เพราะมีธงในใจรับงานจากนายใหญ่มา ใครก็อ่านทางออก

"การหลอกลวงชักจูงปลุกระดมป่วนเมืองให้คนลงมาสู่ถนน ทำผิดกฎหมายและหวังจะเหยียบข้ามศพประชาชนอีกครั้งเพื่อไปเอารางวัลตอบแทนจากนายใหญ่ ให้ตนเองร่ำรวย แกนนำประเภทนี้ ฝากประชาชนช่วยทบทวนและอย่าไปให้เครดิต ในสมองวันๆคิดแต่เผาบ้านเผาเมือง ทำลายประเทศ ไม่มีจิตสำนึกความรักบ้านรักเมือง ขอเพียงได้รับรางวัลจากนายใหญ่ สู้แล้วรวย สู้แล้วได้เป็นรัฐมนตรี ชีวิตทั้งชีวิตมีอาชีพทำได้แค่นี้ ทำอาชีพอื่นไม่เป็น สุดท้ายแห่งชีวิตคงมีจุดจบ คือไม่หนีออกนอกประเทศเหมือนแกนนำคนอื่นๆก็ต้องเข้าไปอยู่ในคุกอีกรอบอย่างแน่นอน ขอประชาชนอย่าไปเป็นเครื่องมือให้กับคนเลวที่คิดแต่จะทำลายชาติบ้านเมือง ไม่มีจิตสำนึกที่จะคิดหวังดีต่อบ้านเมือง” นายเสกสกล กล่าว

'รศ.หริรักษ์' โพสต์ข้อความตั้งคำถาม ทำไมสื่อต่างชาติให้ความสนใจคดีผู้กำกับโจ้มากนัก ทั้งที่ไทยไม่ติด 1 ใน 10 อัตราการเสียชีวิตจากตำรวจ

แม้ข่าวฉาวของ 'อดีตผกก.โจ้' ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ดูเป็นประเด็นที่สังคมต่างตามติด แต่ที่น่าคิดยิ่งกว่า คือ เหตุการณ์นี้ ทำไมถึงกลายเป็นเรื่องน่าสนใจที่บรรดาสื่อยักษ์ระดับโลกหลาย ๆ สำนักต่างตามมาเกาะติดเรื่องนี้ 

รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Harirak Sutabutr เกี่ยวกับประเด็นนี้ให้ชวนคิดตามว่า...

สำนักข่าว The Standard รายงานว่าสำนักข่าวระดับโลกหลายแห่งคือ Washington Post, AP,  BBC, Bloomberg ต่างนำเสนอข่าวคดี "ผู้กำกับโจ้" และบอกว่าสำนักข่าว AP ชี้ว่า การใช้ความรุนแรงและทุจริตของตำรวจ ไม่ใช่เรื่องที่พบได้ยากในไทย

เติมให้อีกก็ได้ว่า ยังมี The Guardian และสื่อญี่ปุ่นด้วยที่เสนอข่าวนี้ นับว่าเป็นการทำให้ตำรวจไทยเสียชื่อไปทั้งโลก

หากเข้าไปใน Google ใส่คำว่า "Police torture and kill" พบว่า มีเรื่องของ "ผู้กำกับโจ้" แห่งประเทศไทยขึ้นมาเป็นตับ แทบไม่มีประเทศอื่น 

>> คิดในมุมกลับ เราน่าจะตั้งคำถามเหมือนกันว่า เพราะอะไรที่สื่อระดับโลกเหล่านี้ให้ความสนใจขนาดนี้ กับเรื่องราวที่ตำรวจไทยคนหนึ่ง ทำให้พ่อค้ายาเสพติดที่ไม่มีใครรู้จักคนหนึ่งในประเทศไทยต้องเสียชีวิตจากการทรมาน

>> ประหนึ่งว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องแปลกประหลาดมหัศจรรย์ ไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนมาก่อน หรือเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อมวลมนุษยชาติอย่างใหญ่หลวง จึงต้องป่าวประกาศให้ชาวโลกได้รับรู้ กระนั้นหรือ? 

ลองเข้าไปดูในเว็บที่ชื่อ World Population Review ดูว่ามีผู้เสียชีวิตเพราะตำรวจในประเทศต่าง ๆ ในปี 2021 ปรากฏตัวเลข 10 อันดับแรกมีดังนี้... 

1.) Brazil – 6,160
2.) Venezuela – 5,287
3.) Philippines – 3,451
4.) India - 1,731
5.) Syria – 1,497
6.) United States – 1,099
7.ฉ Nigeria – 841
8.) El Salvador - 609
9.) Afghanistan – 606
10.) Pakistan – 495                           

ประเทศไทยไม่ติด 1 ใน 10 ด้วยซ้ำ แล้วทำไม เรื่องนี้จึงต้องกลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก? 

สังเกตว่า สื่อระดับโลกเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นสื่ออเมริกัน ถ้าไม่ใช่อเมริกัน ก็เป็นสื่อของประเทศที่จับมือกับสหรัฐอเมริกาอย่างเหนียวแน่น เช่น อังกฤษและญี่ปุ่น ไม่เห็นว่าสื่อของจีนและสื่อของรัสเซียให้ความสนใจกับข่าวนี้

เช่นเดียวกับสื่อไทยที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล สื่อระดับโลกเหล่านี้ มักชอบลงเรื่องที่เป็นลบต่อประเทศไทย สำนักข่าวของไทยก็ปั่นกระแสกันเต็มที่ ไม่ทราบว่าต้องการเปิดช่องให้มีการโยงเรื่องลบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นว่าเป็นความผิดของรัฐบาลไทยหรือไม่ ซึ่งขณะนี้นักการเมืองฝ่ายค้านก็กำลังทำเช่นนี้อยู่อย่างแข็งขัน 

ปรากฏการณ์นี้ ยิ่งทำให้น่าเชื่อยิ่งขึ้นว่า สหรัฐอเมริกาได้เข้าแทรกแซงการเมืองไทยมานานแล้ว แน่นอนว่า เป็นการทำเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ หรือ National Interest ของสหรัฐอเมริกาเอง ไม่ใช่ทำเพื่อช่วยให้ประเทศไทยมีสังคมที่ดีขึ้นแต่อย่างใด

โปรดใช้วิจารณญานของท่านเอง อย่าได้รีบเชื่อผมนะครับ


ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=4713151062028745&id=100000016923106


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก???? https://lin.ee/vfTXud9

“ปชป.” นัดถกส.ส. 31 ส.ค.ก่อนศึกซักฟอกจะเริ่มขึ้น มั่นใจไม่มีอะไรน่าห่วง เผย”เฉลิมชัย”ยันตอบข้อกล่าวหาได้ เพราะหยึดหลักทำงานเพื่อประเทศ

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค และประธาน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นรายบุคคล ว่า ตนได้นัดประชุม ส.ส. ของพรรคในวันที่ 31 ส.ค. เวลา08.30 น. ก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเริ่มในเวลา 09.30 น. เพื่อสรุปการเตรียมความพร้อมของพรรคอีกครั้ง ทั้งนี้เมื่อดูเนื้อหาที่ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ และเลขาธิการพรรค ถูกอภิปรายแล้ว ไม่น่ามีอะไรมาก ซึ่งนายเฉลิมชัยยืนยันว่าสามารถตอบชี้แจงข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านได้เพราะยึดหลักการทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก มีเป้าหมายให้ประชาชนได้ประโยชน์  ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด จึงมั่นใจว่าจะสามารถนำเสนอข้อมูลต่างๆ มาทำให้ ส.ส. ในสภาฯ และประชาชนที่ติดตามการอภิปราย เข้าใจได้อย่างชัดเจน และเชื่อมั่นว่าจะได้รับความไว้วางใจจาก ส.ส. เสียงข้างมาก หลังจากได้ฟังคำชี้แจงต่างๆ แล้ว 

นายองอาจ กล่าวต่อว่า ส่วนผลการลงมติว่าใครจะได้รับความไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจด้วยคะแนนเสียงเท่าไหร่นั้น ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะโดยทั่วไปของการลงมติไม่ไว้วางใจจากการอภิปรายที่ผ่านมาในอดีต เสียงไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านมักได้เสียงไม่พอเอาชนะเสียงของฝ่ายรัฐบาล แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า ฝ่ายค้านทำงานสมศักดิ์ศรี มีข้อมูลเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นตามข้อกล่าวหาหรือไม่ และรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายจะสามารถชี้แจงแสดงเหตุผลหักล้างข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านได้อย่างมีน้ำหนักน่าเชื่อถือหรือไม่ ซึ่งถือเป็นความสวยงามของระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

"บิ๊กตู่" สั่ง ศธ.เบรกโรงเรียนเอกชนอย่าหักเงินเยียวยาเป็นค่าเทอม

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ปกครองหลายช่องทางว่าโรงเรียนบางแห่ง โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนแจ้งกับผู้ปกครองว่า จะหักเงินเยียวยา 2,000 บาทกับผู้ปกครองที่ค้างค่าเทอมสำหรับภาคเรียนที่ 1 ซึ่งจะทำให้ผู้ปกครองไม่ได้รับเงินเยียวยาจากรัฐบาล

นายกรัฐมนตรี จึงกำชับกระทรวงศึกษาธิการให้ติดตาม ตรวจสอบระบบการจ่ายเงินอย่างใกล้ชิด โดยเงินทุกบาทต้องถึงมือผู้ปกครอง ห้ามโรงเรียนหักเก็บค่าเทอมหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆอย่างเด็ดขาด เพราะถือว่าผิดวัตถุประสงค์ของการช่วยเหลือเยียวยา โดยโรงเรียนมีหน้าที่จ่ายเงินให้กับผู้ปกครองเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์เก็บเงินดังกล่าวไว้แต่อย่างใด โดยเบื้องต้น กระทรวงศึกษาธิการได้ตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเพื่อช่วยเหลือผู้ปกครอง เป็นช่องทางให้ผู้ปกครองแจ้งเรื่องมาที่กระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับกระบวนการจ่ายเงินเยียวยาผู้ปกครอง จะเริ่มขึ้นในเร็ว ๆ นี้ เมื่อสำนักงบประมาณตรวจสอบข้อมูลเรียบร้อยแล้ว จะส่งเรื่องไปยังกระทรวงการคลัง ก่อนที่กระทรวงการคลัง จะส่งต่อให้กรมบัญชีกลาง เพื่อโอนเงินเยียวยาทั้งหมดมาให้กระทรวงศึกษาธิการ โดยกระทรวงศึกษาธิการ จะใช้เวลาไม่เกิน 7 วัน ในการโอนเงินไปยังสถานศึกษาในระบบ เพื่อจ่ายเงินให้กับผู้ปกครองทั้งการผ่านบัญชีธนาคารและการจ่ายเป็นเงินสดในกรณีที่ไม่สามารถโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารได้

ราเมศ ย้ำ ตำรวจไม่มีสิทธิพรากชีวิต ปชช กก กฎหมายพรรค ติดตามคดี คลุมถุง อย่างใกล้ชิด

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะเลขานุการกรรมการกฎหมายพรรค ได้กล่าวถึงคดีที่ตำรวจ ใช้ถุงพลาสติกคลุมศีรษะจนมีผู้เสียชีวิตว่า

พรรคได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุการณ์ การเรียกร้องให้เร่งขอศาลออกหมายจับ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ดำเนินการจนนำไปสู่การจับกุมได้ทั้งหมด ส่วนเนื้อหารายละเอียดในสำนวนไม่ก้าวล่วงการทำหน้าที่ของพนักงานสอบสวน แต่อยากย้ำว่าการรวบรวมพยานหลักฐาน การตั้งข้อหา ต้องสอดคล้องต้องกันกับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย พรรคจะจับตาดูเรื่องนี้ต่อไป การตั้งข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนาถือว่าตั้งหลักได้ถูกต้องตามหลักการและข้อเท็จจริงแล้ว ต่อจากนี้ก็จะต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้ละเอียดที่สุด เพื่อให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษถึงที่สุด

นายราเมศ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เกี่ยวข้องกับสิทธิของความเป็นมนุษย์ สิทธิมนุษยชน ถึงแม้ประชาชนจะทำผิดกฎหมายจริงก็ต้องดำเนินการตามครรลองของกระบวนการยุติธรรม เจ้าหน้าที่ไม่มีสิทธิพรากชีวิตของประชาชนได้ ถ้าประชาชนทำผิด ตำรวจก็สอบสวนสั่งฟ้อง ส่งพนักงานอัยการ ส่งศาลหากผิดถึงขั้นประหารชีวิตก็ให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน ไม่มีสิทธิมาทำแบบนี้กับประชาชน

นายราเมศกล่าวตอนท้ายว่ามีร่าง พระราชบัญญัติว่าด้วยการสอบสวนคดีอาญา ที่มีความจำเป็นต้องผลักดันให้สำเร็จ มีความสำคัญมากต่อการปฏิรูปตำรวจ กรณีที่ตรงกับเรื่องนี้เช่น เมื่อมีตำรวจกระทำผิดต่อประชาชนไม่ควรให้ตำรวจด้วยกันสอบสวน แต่ควรให้หน่วยงานอื่นร่วมกันทำหน้าที่พนักงานสอบสวนตั้งแต่เรื่มต้นคดี ไม่ว่าจะเป็น ดีเอสไอ ปปช ปปท ฝ่ายปกครอง เพื่อเป็นหลักประกันให้กับประชาชนได้ว่าจะไม่มีการทำคดีที่มีตำรวจเป็นผู้ต้องหาโดยมีอคติ

“บิ๊กตู่”ห่วงผู้ประสบภัยน้ำท่วม-น้ำหลาก “สั่ง”ทุกส่วนราชการเตรียมพร้อมแผนเผชิญเหตุ พร้อมเข้าช่วยเหลือทันที

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการไปยังทุกส่วนราชการให้เตรียมแผนการเคลื่อนย้ายคนและสัตว์ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมไปยังพื้นที่ปลอดภัย หลังกองอำนวยการน้ำแห่งชาติและกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก ดินถล่ม น้ำล้นอ่างเก็บน้ำและน้ำล้นตลิ่ง ในช่วงวันที่ 25 - 30 สิงหาคม 2564 โดยประกาศของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ฉบับที่ 8/2564ได้ประกาศเตือน เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก ดินถล่ม น้ำล้นอ่างเก็บน้ำ และน้ำล้นตลิ่ง บริเวณประเทศไทยตอนบน - ภาคใต้ฝั่งตะวันตก ในช่วงวันที่ 26 ส.ค. - 3 ก.ย. จากร่องมรสุมจะเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง

มีพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังน้ำหลาก ดินถล่ม  ภาคเหนือในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ และพิษณุโลก  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือในจังหวัดเลย บึงกาฬ สกลนคร หนองคาย อำนาจเจริญ และอุดรธานี ภาคตะวันออก จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี และตราด ภาคตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรี และภาคใต้ จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พังงา และภูเก็ต  นอกจากนี้ ระดับน้ำในลำน้ำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นล้นตลิ่งและท่วมขังบริเวณที่ลุ่มต่ำ รวมทั้งเฝ้าระวังระดับน้ำในแม่น้ำโขงเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน บริเวณ 8 จังหวัดริมแม่น้ำโขง ตั้งแต่จังหวัดเชียงรายจนถึงอุบลราชธานี  ทั้งนี้ สอดคล้องกับกรมอุตุนิยมวิทยา ได้พยากรณ์อากาศระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม 2564 - 1 กันยายน 2564 ประเทศไทยจะมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากได้ 

นายธนกร กล่าวว่า นายกรัฐมนตรียังกำชับให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในจังหวัดที่เป็นพื้นที่เสี่ยงภัย ติดตามสภาพอากาศและสภาพน้ำตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมให้ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ เตรียมความพร้อมบุคลากร เครื่องจักรเครื่องมือ และระบบสื่อสารสำรอง จัดชุดเคลื่อนที่เร็วเพี่ออพยพประชาชนรวมถึงสัตว์เลี้ยงได้ทันทีหากเกิดสถานการณ์ ขณะเดียวกันขอให้ประชาชนที่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่ใกล้เคียงติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำของภาครัฐอย่างเคร่งครัดด้วย ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามได้ตลอด 24 ชั่วโมงที่เว็บไซต์ สำนักพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยาสำนักพยากรณ์อากาศ http://www.metalarm.tmd.go.th/monitor/thailand และ ศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ http://nwcc.onwr.go.th/ ซึ่งจะมีการประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำและพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบให้ประชาชนได้ทราบล่วงหน้าด้วย 

เทพไท เสนอ ศบค.ปลดล็อกสนามบินดอนเมือง แก้ปัญหาคน กทม.แห่ไปใช้สนามบินอู่ตะเภา

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีการล็อคดาวน์สนามบินของ ศบค.ว่า จากการที่ ศบค.ประกาศล็อคดาวน์สนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ ห้ามไม่ให้มีการเดินทางโดยเครื่องบิน จากพื้นที่ควบคุมสีแดงเข้ม ไปยังสนามบินในภูมิภาคต่างๆ แต่กลับมีการเปิดใช้สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา ระยอง ให้มีการเดินทางด้วยเครื่องบินไปยังสนามบินของจังหวัดต่างๆได้

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเดินทางกลับนครศรีธรรมราช โดยการใช้บริการของสายการบินนกแอร์ จากสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา ไปยังสนามบินนครศรีธรรมราช และเดินทางกลับจากสนามบินนครศรีธรรมราช มาที่สนามบินนานาชาติอู่ตะเภาโดยมีผู้โดยสารร่วมเดินทาง เที่ยวบินละประมาณ 60 คน ผมได้สอบถามข้อมูลจากผู้โดยสาร จากเจ้าหน้าที่ของสายการบิน  พบว่าผู้โดยสารส่วนใหญ่ 99% เป็นคนที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯทั้งสิ้น 

ดังนั้นเป้าหมายของ ศบค.ที่ต้องการล็อคดาวน์สนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อไม่ให้คนกรุงเทพเดินทางไป สู่พื้นที่ต่างจังหวัด ไม่สามารถเป็นจริงได้ในทางปฏิบัติ กลับยิ่งเป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชนในการเดินทางด้วยซ้ำไป เพราะการเดินทางไปขึ้นเครื่องบิน ที่สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา ระยอง ต้องใช้ระยะเวลาเดินทางประมาณเกือบ 3 ชั่วโมง รวมเวลาไปกลับเวลาประมาณ 6 ชั่วโมง ทำให้สิ้นเปลืองเวลาการเดินทาง ค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง ของประชาชนอีกด้วย

เมื่อเป็นเช่นนี้ คำถามที่มีต่อ ศบค.ก็คือ ทำไม ศบค.ไม่เปิดให้มีการใช้สนามบินดอนเมือง หรือสนามบินสุวรรณภูมิ ให้มีสายการบินต่างๆ บินไปสู่สนามบินในต่างจังหวัดเสียเลย

จึงขอเรียกร้องมายัง ศบค.ได้ทบทวนมาตรการล็อคดาวน์การใช้สนามบินเสียใหม่ และควรจะเปิดให้มีการใช้บริการสนามบินดอนเมืองได้ตามปกติ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ที่มีภารกิจจำเป็น จะต้องเดินทางในช่วงที่มีการประกาศล็อคดาวน์ ของ ศบค.โดยเร็วที่สุด

การเมืองสหรัฐฯ ซัดกันเละ!! กรณีถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน | NEWS GEN TIMES ชวนคิด กับ กิตติธัช

การเมืองสหรัฐฯ ซัดกันเละ!! 
กรณีถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน

NEWS GEN TIMES ชวนคิด กับ กิตติธัช

โดย อ.ต้อม - กิตติธัช ชัยประสิทธิ์ นักวิชาการอิสระ และอาจารย์ด้านสถาปัตยกรรม สอนพิเศษด้าน ปรัชญาการเมือง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

.

.

.


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
- ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
- รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
- สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
- แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

'พงศ์พรหม' โพตส์ข้อความฉะ สังคมไทยกำลังบิดเบี้ยว หลงกลวัฒนธรรม 'พวกเดียวกันเท่ากับไม่ผิด'

นายพงศ์พรหม ยามะรัต รองหัวหน้าพรรคกล้า โพสต์เฟซบุ๊ก 'Pongprom Yamarat' ระบุว่า... 

นอกจากผู้บริหารองค์กรออกมาปกป้องผู้ที่ “กำลังอยู่ในระหว่างการสอบสวน” แล้ว
สื่อบางสื่อก็เริ่มจั่วหัว “คล้าย ๆ” เห็นใจผู้ต้องหา

ที่ต้องพูดเรื่องนี้เพราะอะไร? 

นี่เป็นการตอกย้ำวัฒนธรรมเลวที่เป็นมะเร็งลุกลามในประเทศนี้

ในต่างประเทศ ผู้บริหารต้องไม่ออกมาปกป้อง “ผู้ต้องสงสัย” จนกว่าผล “ที่พิสูจน์ได้” จะออกมายืนยันความบริสุทธิ์

สื่อ ก็ต้องเขียนด้วย fact ไม่ใช่ใช้ประโยคที่มีการ “โน้มน้าว” คนให้หันเหความสนใจออกจาก “fact”

เศรษฐี และองค์กรตำรวจก็ต้องไม่ออกมาปกป้อง “ลูกเศรษฐี” ที่ขับรถ 20-30 ล้าน ชนตำรวจตายเหมือนหมา

ประเทศเราจะเป็นยังไง ถ้าทั้งผู้ใหญ่ในบ้านเมือง และสื่อไร้วินัย และจรรยาบรรณกันอยู่แบบนี้

อีกหน่อยคนทั่วบ้านทั่วเมืองเวลาไปยิงใครตาย
ก็จะใช้วัฒนธรรมความคิดที่ว่า “พวกกูไม่ผิด” เพราะ “กูมีเหตุผลที่ดีของกู”

อ้าว อย่างนี้ 3 นิ้วเขาก็มีสิทธิ์จะไปเผาสถานที่ราชการแล้วสิครับ เหตุผลเดียวกัน

อ้าว ญาติพี่น้องคนตายเค้าก็มีสิทธิ์จะไปเผา Amarin TV แล้วสิครับ เพราะดันไปเข้าข้างตำรวจที่ฆ่าญาติเค้าตาย

แล้วจะมีกฏหมายไว้ทำไม?

นักการเมืองแย่ ข้าราชการแย่ เราก็จะไปรุมจับตัวมาโยนลงมาจากชั้น 10 กันเหรอครับ? 

นึกอะไรไม่ออก อยากขายวัคซีน อยากหลุดคดี ก็แอบไปจ่ายเงินให้สื่อใหญ่กันดีมั้ยครับ?


ที่มา : https://www.facebook.com/100000004424101/posts/4594726793870756/


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก???? https://lin.ee/vfTXud9

'ผศ.ดร.วรัชญ์' ขอความกรุณาสื่อ ระมัดระวังในการทำข่าว การใช้คำพาดหัว อย่าทำให้ 'ผู้ต้องหา' กลายเป็น 'พระเอก'

ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และที่ปรึกษา ศบค. ได้โพสต์มุมมองเกี่ยวกับสื่อในกรณีการเผยแพร่ข่าวอดีตผกก.ก่อเหตุสะเทือนใจคนไทยว่า... 

(ก่อนจับ)
"บ้านใหญ่โต รถหรู"
"แฟนสวย ไฮโซ"

(หลังจับ)
"ซูบไปเยอะ"
"ผมผิดเอง"
"ผมอโหสิกรรมคนปล่อยคลิป"
"ผมคิดจะฆ่าตัวตาย" 
"ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน ไม่ให้ลูกหลานติดยา"
"ไม่เคยทุจริต"

ขอความกรุณาสื่อ ระมัดระวังในการทำข่าว การใช้คำ ในการพาดหัว ในการเลือก Quote ของผู้ต้องหา การใช้ภาพ การสัมภาษณ์คนรอบข้าง ในการขุดประวัติ อย่าให้ "ผู้ต้องหา" กลายเป็นพระเอก เกิดแฟนคลับ หรือเห็นช่องทางที่ไม่เหมาะสม สร้างเน็ตไอดอล สร้างแฟนคลับขึ้นมาอีกเหมือนคดีอื่น ๆ ที่ผ่านมาเลยนะครับ (เปรี้ยว ลุงพล ฯลฯ) 

นี่แค่วันแรกยังขนาดนี้ คดีนี้ดูแล้วยังไม่จบง่าย ๆ จะไปอีกขนาดไหนครับ


ที่มา : https://www.facebook.com/100000169455098/posts/4902816123067321/


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก???? https://lin.ee/vfTXud9

'แรมโบ้' ซัด 'เต้น-บก.ลายจุด' ไร้จิตใต้สำนึก ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อประโยชน์ตัวเอง ฝากเชิญชวนประชาชน ช่วยกันประณามคนที่ทำผิดกฎหมายและทำให้บ้านเมืองวุ่นวายเดือดร้อนอย่าให้มีที่ยืนในสังคม

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมนปช. และนายสมบัติ บุญงามอนงค์ บก.ลายจุด หลังแถลงข่าวเตรียมจัดม็อบ 29 สิงหา เส้นทางนนทบุรี-ปทุมธานี ระยะทาง 50 กม. โดยตนเองยังยืนยันว่าหากแกนนำทั้ง 2 คน เคลื่อนไหวอยู่ ก็จะเข้าแจ้งความดำเนินคดี เพราะไม่ว่าจะชุมนุมที่ใดก็ยังสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน และกลุ่มผู้ชุมนุมยังอาจสร้างความรุนแรงให้เกิดขึ้นด้วย

นายเสกสกล ย้ำว่าขณะนี้บ้านเมืองกำลังประสบปัญหาการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 และนายกฯ รัฐบาล บุคลากรทางการแพทย์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมมือกันในการที่จะให้สถานการณ์ต่าง ๆ คลี่คลายลง แต่คนอย่างนายณัฐวุฒิ และนายสมบัติ กลับไม่รู้สึกอะไรเลยว่าการออกมาเคลื่อนไหวจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับประเทศ

“ตนเองมองว่าที่นายณัฐวุฒิ และนายสมบัติ ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร ว่าประชาชนจะเดือดร้อนยังไง ประเทศจะเสียหายหรือไม่ ก็เพราะว่าการออกมาเคลื่อนไหวแต่ละครั้ง เพราะผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่สนใจประเทศชาติ และประชาชนอยู่แล้ว และหากคิดถึงคนอื่นมากกว่าตัวเองก็คงไม่คิดที่จะเคลื่อนไหวใด ๆ อีก ดังนั้นเมื่อนายณัฐวุฒิ และนายสมบัติ ไม่มีจิตสำนึก ตนเองก็คงจะต้องเข้าแจ้งความเพิ่มอีกหลายกระทงเพื่อดำเนินคดี ให้ติดคุกติดตารางไปเลย จะได้ไม่ต้องออกมาเคลื่อนไหวอีก 

"คนประเภทนี้ ไม่ได้คิดหวังดีต่อบ้านเมือง ทำผิดกฎหมายครั้งแล้วครั้งเล่า และทำให้ประชาชนเดือดร้อน ตนจึงอยากเชิญชวนพี่น้องประชาชนช่วยกันต่อต้านและประณามสาปแช่งคนกลุ่มนี้ เพราะการเคลื่อนไหวเป้าหมายเพียงจ้องล้มรัฐบาล ให้เครือข่ายตนเองกลับมามีอำนาจรัฐ เพื่อหาช่องทางช่วยนายใหญ่ให้พ้นคดี เป็นมุขตื้น ๆ ที่คนไทยส่วนใหญ่อ่านทางออก การออกมาสร้างความวุ่นวายป่วนเมืองบ่อย ๆ เช่นนี้ ทำผิดกฎหมายชัดเจนและทำให้พี่น้องประชาชนเดือดร้อน สุดท้ายจะต้องชดใช้กรรมเข้าไปอยู่ในคุก ต้องถูกจับมาดำเนินคดีตามกฎหมาย แผ่นดินจะได้สูงขึ้น ประเทศชาติประชาชนจะได้กลับมาพบความสงบสุขเสียที"


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก???? https://lin.ee/vfTXud9

ราเมศ เผย ไม่มีตั้งองครักษ์พิทักษ์ เฉลิมชัย ความสุจริตจะเป็นเกราะป้องกันดีที่สุด

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ได้กล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีในส่วนของพรรคซึ่งมีนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหนึ่งในรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายด้วยนั้นว่า

ในส่วนของพรรคไม่มีการตั้งองครักษ์พิทักษ์รัฐมนตรีแต่อย่างใด เป็นสิทธิของฝ่ายค้านที่จะอภิปราย ข้อมูลที่อภิปรายต้องขอย้ำว่าต้องเป็นความจริง หากมีการบิดเบือน

ใส่ร้าย ก็จะเกิดความเสียหายกับฝ่านค้านเองได้ และหากมีการอภิปรายโดยไม่ยึดข้อบังคับการประชุม นอกเหนือญัตติ ส.ส.ของพรรคก็ต้องท้วงติงให้อยู่ในกรอบก็เป็นเรื่องปกติ นายเฉลิมชัย พร้อมชี้แจงในทุกประเด็น 

ส่วนคณะทำงานที่จะมารองรับการอภิปราย หลักการในส่วนนี้มีคณะทำงานกฎหมายสนับสนุนข้อมูลให้เป็นเรื่องปกติและตนได้รับมอบหมายเป็นหัวหน้าทีมในการชี้แจงทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน ส่วนในสภาก็จะมี ส.ส.ในส่วนของพรรคอยู่แล้วที่จะช่วยกันติดตามการอภิปรายของฝ่ายค้านอย่างใกล้ชิด

นายราเมศกล่าวต่อว่า ไม่ได้มีความกังวลใจต่อการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทุกคนในพรรควางใจนายเฉลิมชัย ตั้งแต่ให้เป็นเลขาธิการพรรคแล้ว เมื่อเป็นรัฐมนตรีทุกคนทราบดีว่าคนชื่อเฉลิมชัยไม่ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างแน่นอน ที่สำคัญไม่มีเรื่องทุจริต ทุกคนในพรรคยกมือไว้วางใจทุกคน เมื่อเป็นเช่นนั้น ที่ถามว่าการอภิปรายครั้งนี้จะมีผลกระทบต่อตำแหน่งเลขาธิการพรรคและตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือไม่ ก็ต้องตอบว่าไม่มีผลใดๆ แต่มีผลดีอย่างแน่นอนที่นายเฉลิมชัยจะได้ชี้แจงให้เห็นถึงผลงานและการทำงานที่มีประโยชน์ต่อประชาชนมากมาย 

'กรณ์' เบรกกู้เพิ่ม 1 ลล. ใช้ 5 แสนล. ให้ดีก่อน แนะ ทำระบบราชการ ให้ทันรับมือวิกฤตดีกว่า

นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และหัวหน้าพรรคกล้า กล่าวในรายการถามอีกกับอิก ถึงกรณีธนาคารแห่งประเทศไทยเสนอกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อพยุงเศรษฐกิจว่า ที่ผู้ว่าแบงก์ชาติออกมาพูดถึงการกู้เพิ่มครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่คาดไม่ถึง ซึ่งอีกทางหนึ่งก็สบายใจได้ว่า สถานะทางการคลังของประเทศ สามารถแบกรับหนี้สาธารณะได้อีกหนึ่งล้านล้านบาท โดยไม่ต้องมีความกังวลในแง่ของเสถียรภาพ แต่ก็ต้องตระหนักถึงสถานการณ์ปัจจุบัน

“การที่ผู้ว่าแบงก์ชาติ บอกว่า 1 ล้านล้านกู้ได้ เป็นสัญญาณให้รัฐบาลว่า ถ้าจำเป็นต้องกู้ก็เป็นความเสี่ยงที่รับได้ เหลืออยู่ที่ว่าจะกู้ตอนไหน กู้แล้วไปทำอะไร เพราะเท่าที่ดูสถานการณ์ปัจจุบัน ความจำเป็นยังไม่มี เพราะ พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้าน มีการเบิกจ่ายใช้ไปประมาณร้อยละ 20 หรือประมาณ 1 แสนล้าน เหลืออีก 4 แสนล้าน ก็ควรมีแผนงาน และประเมินผลการใช้เงินส่วนนี้ต่อดัชนีเศรษฐกิจ แล้วพิจารณาว่าต้องกู้หรือไม่ เพราะในตัวงบประมาณปี 65 เอง ก็ต้องกู้ 4 แสนล้านอยู่แล้ว ในอีก 1 ปีข้างหน้า

โดยที่เราก็หวังว่าการฉีดวัคซีน การบริหารจัดการโควิด จะส่งผลทำให้เราเปิดเศรษฐกิจเปิดประเทศได้ เริ่มจะมีรายได้เข้ามาใส่กระเป๋าประชาชน ถ้าเราทำได้เร็ว ทำได้ดี อาจจะไม่จำเป็นต้องกู้เพิ่มเติม และการพิจารณาว่าจะกู้หรือไม่ในสถานการณ์วิกฤตขนาดนี้ แบงก์ชาติ กระทรวงการคลัง และทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ต้องทำงานเป็นทีม ไม่ใช่ต่างคนต่างทำอย่างที่เป็นอยู่” อดีต รมว.คลัง กล่าว  

นายกรณ์ กล่าวว่า ช่วงที่รัฐบาลกู้ 1 ล้านล้านบาทครั้งแรก มีนักเศรษฐศาสตร์หลายท่านรวมทั้งตนเอง กังวลว่าอาจจะไม่พอ และยังกังวลว่าถ้าเบิกจ่าย พ.ร.ก.ที่สองคือ 5 แสนล้านบาทครบถ้วนแล้ว จะดันหนี้สาธารณะเทียบกับจีดีพีขึ้นไปเกือบ ๆ จะชนเพดาน อยู่ที่ระดับร้อยละ 58 ถ้าเทียบกับการกู้ยืมเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณในปี 65 ที่สภาฯ เพิ่งอนุมัติไป ทำให้หนี้สาธารณะทะลุเพดานร้อยละ 60 แน่นอน

ซึ่งมีความจำเป็นที่นายกรัฐมนตรีอาจต้องปรับ เงื่อนไขตามกฎหมายวินัยทางการคลัง ให้เพดานหนี้สาธารณะขึ้นไปอีกที่ร้อยละ 70 เพราะมีแนวโน้มว่ายังขาดดุลประมาณ 4-5 แสนล้านบาท ไปอีกระยะหนึ่ง ยังไม่เห็นสัญญาณที่จะจัดงบสมดุลได้อีกหลายปี

นายกรณ์ ยังกล่าวถึงการคาดการณ์รายรับปี 2565 ว่า การตั้งสมมุติฐานรายได้ของรัฐบาลอาจจะสูงเกินไป อย่างปี 2564 จะเห็นว่ารายรับของรัฐบาลต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ และหวังว่า ปี 65 จะไม่ต่ำกว่านี้ จนเป็นเหตุที่ต้องให้กู้เพิ่มอีก ซึ่งเป็นสาเหตุให้ต้องมาพิจารณากันอย่างละเอียดว่าการออก พ.ร.ก. 1 ล้านล้านบาท เป็นจังหวะที่เหมาะสมหรือไม่ ซึ่งจากความเห็นผู้ว่าแบงค์ชาติ ที่บอกว่าถ้าจะกู้ก็กู้ได้ เงินมี และข้อดีอีกอย่างของประเทศไทย มีหนี้สาธารณะจำนวนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้มากนักเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจ ประเทศอื่น ๆ

หลายประเทศหนี้สาธารณะเท่ากับร้อยละ 100 ของจีดีพีเลยด้วยซ้ำ ในขณะที่ของเราอยู่ที่ร้อยละ 50 กว่า ข้อดีอีกอย่างคือหนี้สาธารณะกว่าร้อยละ 98 เป็นการกู้เงินบาทภายในประเทศ ลดความเสี่ยงลงไปมาก ผิดกับอินโดนีเซียที่กู้เงินเป็นเงินดอลลาร์ เมื่อธนาคารกลางสหรัฐเปลี่ยนนโยบายทางการเงิน ทำให้ความเชื่อมั่นในเงินรูเปียห์ ของอินโดนีเซียลดลง

ส่วนกรณีที่ผู้ว่าแบงก์ชาติบอกว่า ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย จะทำให้เกิดหลุมดำขนาดของรายได้จะหายไปราว 2.6 ล้านล้านบาท อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า หลุมดำมันมีอยู่แล้วจากการล็อกดาวน์ และการห้ามรับนักท่องเที่ยว และอื่น ๆ เราไม่มีรายได้มาเป็นปีแล้ว ผู้หาเช้ากินค่ำไม่มีเงิน ไม่มีรายได้ เจ้าของร้านอาหาร ผับ บาร์ โรงแรม ท่านจึงมองว่าต้องอัดฉีดงบประมาณเข้ามา หนึ่งในประเด็นปัญหาที่ผ่านมา คือการขับเคลื่อนนโยบายของแบงก์ชาติเองด้วย

ผู้ว่าฯ บอกจะกู้ 1 ล้านล้านอัดฉีดเข้าไป แต่หากเราย้อนไปดู การออก พ.ร.บ.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท จริง ๆ มันมีการออกกฎหมายอีกสองฉบับ เป็น พ.ร.ก. เช่นเดียวกัน คือ พ.ร.ก. เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งเวลาผ่านไปนานหลายเดือน มีเสียงสะท้อนชัดเจนว่าเขาเข้าไม่ถึงเงินส่วนนี้ เพราะโครงสร้างการปล่อยสินเชื่อจากแบงก์ชาติผ่านธนาคารพาณิชย์ มันจึงเป็นปัญหาคอขวด ทั้งความเสี่ยง และความพร้อมในการรับความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์

ทำให้ไม่พิจารณาอนุมัติให้กับผู้เดือดร้อนจริง จึงไปไม่ถึงกลุ่มเป้าหมาย แม้ต่อมามีการปรับเงื่อนไขให้มันง่ายขึ้นแต่ก็ยังยากอยู่ดี ถามผู้ประกอบการเอสเอ็มอีวันนี้ว่า อะไรคือปัญหาหลักของเขา คำตอบคือขาดสภาพคล่อง และไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อตามนโยบายของรัฐบาลและของแบงก์ชาติได้

ส่วนถ้ากู้เพิ่มอีก 1 ล้านล้านบาทแล้วจะจบหรือไม่ อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า มันก็ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการใช้เงิน ยกตัวอย่าง เงินกู้ 1 ล้านล้านบาทแรก กว่าจะเบิกจ่ายใช้เงินก็ใช้เวลานานพอสมควร แต่ในส่วนของ 5 แสนล้านที่กู้เพิ่ม ตอนนี้ใช้ไปแค่ 1 แสนล้านเหลืออีก 4 แสนล้าน ก็มีคำถามว่าเงินจำนวนนี้จะเบิกจ่ายให้เข้ามาอยู่ในระบบเศรษฐกิจเมื่อไหร่ และหลังจากใช้เงินนั้นไปแล้ว เป็นจังหวะที่เศรษฐกิจของเราจะกลับเข้ามาเป็นปกติแล้วหรือยัง ตรงนี้จะเป็นคำตอบว่าเราจำเป็นต้องกู้เพิ่มอีก 1 ล้านล้านบาทหรือไม่

ทั้งนี้ เมื่อดูประสิทธิภาพในการใช้เงินกู้ที่ผ่านมา เราจะเห็นว่า เมื่อเป็นลักษณะการผันเงินตรงให้กับประชาชนส่วนนี้มีประสิทธิภาพสูงมาก แต่พอโครงการที่ต้องพึ่งระบบราชการ เราจะเห็นว่าประสิทธิภาพลดลงไปมาก รัฐบาลมีความจำเป็นต้องขันน็อตเพื่อปรับระบบการทำงานในภาวะวิกฤต

ส่วนกรณีว่ามีความจำเป็นต้องเยียวยารายได้ประชาชน อีกนานแค่ไหน อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า โดยส่วนตัวคิดว่า ให้รัฐบาลคิดเผื่อไว้เลยอย่างน้อย 3 เดือนหรือจนถึงสิ้นปี เพื่อสร้างความมั่นใจประชาชนว่ารัฐบาลดูแล โดยอาจจะเป็นยอดเงิน 5,000 บาทต่อเดือน ในกลุ่มอยู่ในเขตล็อกดาวน์ เชื่อว่าเงินประมาณสามแสนล้าน ทำให้ดูแลประชาชนมีอยู่มีกินไปต่อไปได้ แต่ถ้าจะกู้มาเพื่อมาจัดสรรให้กับโครงการต่าง ๆ ที่ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะหน้า ที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชนโดยตรง ไม่เห็นด้วย จัดสรรไป ก็ใช้ไม่ทันอยู่ดี และเงินเข้ามาในระบบเศรษฐกิจก็ไม่ทันเช่นเดียวกัน


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

'สุทธวรรณ' แนะ 3 มาตรการคู่ขนานคลายล็อก ห่วงสถานการณ์ยังวิกฤตสูง รัฐต้องขยับด้วยความระมัดระวัง 

นางสาวสุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา ในฐานะโฆษกพรรคก้าวไกล และ ส.ส.เขตจังหวัดนครปฐม กล่าวถึงมติ ศบค.ชุดเล็กเกี่ยวกับการผ่อนคลายมาตรการร้านค้า ซึ่งล่าสุดผ่านที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ มาแล้วนั้น สะท้อนสิ่งที่น่ากังวลที่สุดภายใต้การบริหารของรัฐบาลชุดนี้คือ การออกมาตรการที่แกว่งไปมา ไม่ว่าจะเป็นการสั่งล็อกหรือคลายล็อกก็ตาม จะเห็นว่าพอระบบสุขภาพเริ่มวิกฤตก็ตื่นตระหนกเร่งออกมาตรการเข้มงวดโดยไม่เตรียมแผนเยียวยารองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจไว้ ต่อมา พอฟากเศรษฐกิจกำลังแบกรับผลกระทบจากมาตรการเข้มงวดและการดูแลช่วยเหลือแบบทิ้งขว้างไม่ชัดเจนไม่ไหวและกดดันไปที่รัฐบาลมากเข้าก็จะคลายล็อกทันที เหมือนกับว่าวิกฤตสาธารณสุขจบลงแล้ว ทั้งที่ขณะนี้ในแต่ละวั กราฟผู้ติดเชื้อรายใหม่และผู้เสียชีวิตชันขึ้นทุกที เหมือนรถที่กำลังไต่ไปตามไหล่เขาสูงชันและเสี่ยงขึ้นเรื่อยๆ เป็นจังหวะที่ควรควบคุมความเร็วให้เหมาะสม แต่กลับยิ่งแตะคันเร่งเหมือนคนไร้สติไปนั่งอยู่หลังพวงมาลัยก็ไม่ปาน

อย่างไรก็ตาม สุทธวรรณ กล่าวว่า เป็นเรื่องยากที่จะเสนออะไรให้รัฐบาลนี้นำไปวางแผนเพื่อนำพาประชาชนออกจากวิกฤตได้ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้นำได้สูญเสียความเชื่อมั่นจากประชาชนไปโดยสิ้นเชิงแล้ว ในสถานการณ์ตอนนี้ ความจริงทุกคนต่างรู้ดีแก่ใจว่าสิ่งที่ควรทำที่สุดคือ การล็อกดาวน์ให้สนิทภายใต้การเยียวยาอย่างถ้วนหน้า อุดหนุนเม็ดเงินให้ผู้ประกอบการลงไปถึงรายย่อยกระทั่งพ่อค้าแม่ค้าขายข้าวแกงตามฟุตบาทเพื่อให้เขายังสามารถพยุงธุรกิจได้ ต้องช่วยเหลือค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ทให้ประชาชนทำงานและเรียนหนังสือจากที่บ้านได้จริง

"แต่ปัญหาก็คือไม่มีใครเชื่อว่า หากล็อกดาวน์สนิทแล้ว พวกเขาจะได้รับการดูแลเยียวยาจากรัฐบาลได้ แม้รัฐบาลจะกู้เงินซ้ำแล้วซ้ำเล่ามามากกว่าหนึ่งล้านล้านมาแล้วก็ตาม พวกเขาต้องอยู่กับความเจ็บช้ำน้ำใจที่พึ่งพารัฐแบบนี้ไม่ได้มาแล้วเกือบ 2 ปี จึงไม่แปลกใจที่จะมีเสียงเรียกร้องจากภาคธุรกิจให้คลายล็อก เพราะถ้าไม่มีรายได้เขาก็ตายเหมือนกัน สู้ไปว่ากันดาบหน้าหาวิธีเอารอดตัวรอดกันเองให้ได้ยังจะมีหวังกว่าการเชื่อใจรัฐบาลแบบนี้"

อย่างไรก็ตาม สุทธวรรณ ชี้ว่า เมื่อรัฐบาลบีบให้สถานการณ์เดินมาถึงจุดนี้ก็คงปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องคลายล็อกเพื่อเพิ่มโอกาสรอดให้ประชาชนได้ทำมาหากิน หากแต่ยังคงต้องระวังและคำนึงถึงสถานการณ์ทางสาธารณสุขเช่นกัน จึงอยากเสนอแนะ 3 มาตรการไปยังรัฐบาลที่ต้องทำควบคู่ไปกับประกาศคลายล็อกของ ศบค. ซึ่งมาตรการเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องสนับสนุนความช่วยเหลือลงไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ อุปกรณ์ หรือการวางระบบต่างๆให้พร้อม เพื่อไม่ให้เกิดเป็นภาระต่อระบบสาธารณสุขที่ยังวิกฤตสูงในขณะนี้มากเกินไป 

1. การจัดหาชุดตรวจ ATK ฟรีสำหรับประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่สีแดงเข้มต้องแจกสัปดาห์ละ 2 ครั้งต่อคน และเร่งหาวิธีให้การเข้าถึงชุดตรวจที่ผ่าน อย.แล้วมีราคาถูกลงและเข้าถึงได้ง่าย เพราะการคลายล็อกมีโอกาสทำให้การติดเชื้อสูงขึ้น แต่การตรวจเจอเชื้อเร็ว รักษาเร็วจะทำให้มีความเสี่ยงต่อชีวิตต่ำและเป็นการตัดวงจรการกระจายเชื้อ เพื่อไม่นำไปสู่การเกิดคลัสเตอร์ใหม่

2. กรณีทานอาหารในร้าน หรือใช้บริการบางประเภทในร้านที่อากาศปิดหรือเป็นห้องแอร์ เช่นร้านทำผม ร้านเสริมสวย นอกจากมาตรการลดความแออัดแล้ว ผู้มาใช้บริการต้องแสดงตนว่าได้รับวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 เข็ม หรือ 2 เข็ม จึงเข้ารับบริการได้ โดยนำหลักฐานการได้รับวัคซีนไปแสดงต่อร้านค้าหรือจุดบริการ จะเป็นแอพพลิเคชัน หรือเอกสาร จะต้องชี้แจงเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน

3. ด้านสาธารณสุข ความสะอาดและความเรียบร้อย ภาครัฐจะต้องมีกระบวนการเข้าไปสนับสนุนช่วยเหลือ เช่น อุปกรณ์เจลแอลกอฮอล์ หรือแม้แต่ชุดตรวจ ATK ที่ปัจจุบันยังหากซื้อยากและราคาแพง ซึ่งการปรับปรุงร้านให้ได้มาตรฐานมีต้นทุนสูง แต่ร้านจำนวนมากขาดรายได้มานาน รัฐบาลจึงต้องมีมาตรการช่วยเหลือในการฟื้นฟูกิจการไม่ว่างบประมาณ องค์ความรู้ หรืออุปกรณ์ต่างๆ ด้วย

"ยิ่งรัฐบาลบริหารอย่างปล่อยปละละเลยลอยตัวเหนือปัญหามานาน ปัญหาที่ต้องไล่ตามจัดการก็ยิ่งมาก ใช้งบประมาณก็ยิ่งมาก บุคลากรก็ยิ่งทำงานอย่างเหนื่อยล้าและเสี่ยงขึ้นเรื่อยๆ แต่ปัญหาจะน้อยกว่านี้มากถ้าไม่ใช่รัฐบาลประยุทธ์เป็นผู้บริหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเชื่อและฟังพวกเราบ้าง ป่านนี้คงมีวัคซีนหลากหลายให้เลือกและสามารถกระจายลงไปได้มากกว่านี้ เราคงเห็นการเยียวยาที่เหมาะสมถ้วนหน้าเพื่อให้สามารถใช้มาตรการปิดช่วงที่ควรปิด และเปิดช่วงที่ควรเปิดได้ ไม่ใช่การบริหารไปตามเสียงด่าอย่างรัฐบาลนี้ทำ และเราคงจะมี ATK เพื่อรุกตรวจได้มากกว่านี้และคงมีการวางระบบ Home Isolation เพื่อรองรับปัญหาภาระผู้ป่วนล้นเกินโรงพยาบาลและระบบสาธารณสุข ลดผู้ป่วยสีเหลือง สีแดง และลดผู้เสียชีวิตลงได้มากกว่านี้ 

ดังนั้น เมื่อมี มติ ศบค.ชุดใหญ่ให้มีการคลายล็อคมากขึ้นแล้ว ก็อยากฝากข้อเสนอ 3 ข้อ ที่ดิฉันเสนอแนะไปด้วย แม้ว่าจะเป็นเพียงมาตรการเฉพาะหน้าเพื่อประคับประคองสถานการณ์ที่ท่านก่อไว้ก็ตาม แต่แนวทางนี้อย่างน้อยก็จะช่วยชะลอการระบาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้ ในวันนี้จำนวนผู้ติดเชื้อยังไม่ได้ลดลงจนถึงระดับที่วางใจ แต่บรรดาพ่อค้าแม่ค้า กิจการห้างร้านก็ลำบากกันมากจริงๆ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องผ่อนคลายให้พวกเขาลืมตาอ้างปากได้ แม้จะมีข้อจำกัดอยู่มาก แต่หากรัฐช่วยเหลือเต็มที่ เชื่อว่าผู้ประกอบการจะให้ความร่วมเป็นอย่างดี จึงขอใช้พื้นที่ตรงนี้ ให้รัฐบาลไตร่ตรองอย่างรอบด้านไม่ว่าจะขยับมาตรการอะไรออกมาเพื่อความปลอดภัยของทุกคนในประเทศนี้เดินไปพร้อมกับการรักษาเศรษฐกิจได้ "


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top