Friday, 12 June 2026
POLITICS NEWS

'นักวิชาการอิสระ' โพสต์!! เพิ่งทำงาน 8 วัน ขอลากิจ 4 วัน ขณะที่ไอ้เฒ่าเป่าหูนศ. ในไทยไม่ให้ไปรับปริญญา

นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก 'เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค' ดังนี้...

ขำ ตลกร้ายเสียจริง

“ถ้าหยุด(งาน)ไป เวลาทำงานก็น้อยลง”

แต่หลังจากทำงานไป 8 วัน….

ผมขอลากิจ 4 วันนะครัช ลูกรับปริญญาที่ต่างประเทศ

ในขณะที่ไอ้เฒ่าเป่าหูเด็กนักศึกษาในเมืองไทย

“ไม่ให้ไปรับปริญญา”

ถ้าบริษัทของคุณ หรือหน่วยราชการของคุณ มีคนเพิ่งมาทำงานใหม่ยังไม่ถึงเดือน แล้วเขาขอลากิจ !

ถ้าคุณเป็นผู้บริหาร หรือ เป็นผู้ร่วมงาน

คุณจะคิดว่า อย่างไร ?


ที่มา : https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=314988374174721&id=100566188950275

'อดีตบิ๊ก ศรภ.' ข้องใจ!! ใครเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภากันแน่ แนะ 'หมอชลน่าน' ควรทวงศักดิ์ศรีหัวหน้าพรรคด่วน

'พล.ท.นันทเดช' บอกในฐานะ FC หมอชลน่าน แนะต้องทวงคืนศักดิ์ศรีหัวหน้าพรรคเพื่อไทยด่วน ไม่งั้นศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจก็พ่ายยับเหมือนกฎหมายงบประมาณ

(9 มิ.ย.65) พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ 'พรรคฝ่ายค้านใครเป็นผู้นำใครกันแน่' มีเนื้อหาว่า...

ในระยะนี้ ผมสงสารหมอชลน่าน ทั้งในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้นำพรรคฝ่ายค้านในสภา เพราะ...

1.การออกพบปะประชาชน ที่ จ.สุรินทร์ ของหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย (คุณอุ๊งอิ๊ง) ซึ่งไม่สามารถมาได้ เนื่องจากป่วยนั้น ตามปกติผู้ที่มาปฏิบัติหน้าที่แทน ควรเป็นหัวหน้าพรรคคือ คุณหมอชลน่าน แต่กลับมีการมอบหน้าที่เรื่อง การพบปะประชาชนนี้ "ข้าม" ผ่าน หมอชลน่าน ไปให้ "คุณโอ๊ค" แทน…เสียหน้าหมอหมดไหมล่ะ

2.คราวนี้มาดูบทบาทของหมอ "ชลน่าน" ในฐานะผู้นำพรรคฝ่ายค้านบ้าง ผลการอภิปราย เรื่องงบประมาณ ที่ออกมาแพ้ยับเยินเกินความคาดหมาย หมอจะทำอย่างไรต่อไป ถ้าการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังมาถึงนี้ มีแนวโน้ม จะ "แพ้" ในรูปแบบเดิมอีก
 

‘ทิพานัน’ ย้อนแสบ ‘ทักษิณ’ ปมภาวะผู้นำ คดีทุจริตเพียบ ยังกล้าพูด ‘คนชอบขโมยเป็นผู้นำไม่ได้’

‘ทิพานัน’ ย้อน ‘ทักษิณ’ กล้าพูดคนชอบขโมยเป็นผู้นำไม่ได้-กฎหมายไหนไม่เอื้อต้องแก้ วอนเลิกพูดเอาดีเข้าตัวเอาชั่วให้คนอื่น ฝากย้อนดูตนเองทุจริตขโมยเงินชาติ-ประชาชนไปเท่าไร ยกปมสั่งเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้ - แก้กม.ภาษีสรรพสามิตเอื้อค่ายมือถือ 

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อดีตผู้สมัครส.ส.กทม.จอมทอง-ธนบุรี อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาชื่นชมนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม.ลงพื้นที่ไลฟ์สดมีภาวะผู้นำ โปร่งใสเทียบตนเองตอนเป็นนายกฯว่า อ่านข่าวแล้วได้แต่สงสัยว่าท่านอดีตนายกรัฐมนตรีชื่นชมนายชัชชาติอย่างจริงใจ หรือมีเจตนาอื่นใด หรือจะเคลมว่าตนเองเป็นต้นแบบหรือโมเดลของนายชัชชาติกันแน่ จึงได้พูดในตอนหนึ่งว่าสมัยที่ตนเองเป็นนายกฯทำเวิร์กช็อปทำงานแล้วถ่ายทอดสดช่อง 11 ตลอดเวลา ซึ่งหากพี่น้องประชาชนจำกันได้ ก็คือแม้แต่ในช่วงที่นายทักษิณไม่ได้เป็นนายกฯ แต่มีสถานะเป็นนักโทษหลบหนีคดีแล้ว ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ยังมีการอนุญาตให้ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ถ่ายทอดสดนายทักษิณ เป็นประธานพิธีการแข่งขันมวยไทยมาจากฮ่องกง ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ตนเห็นด้วยกับนายทักษิณ ที่ออกมาระบุว่า “ถ้าคิดอยากจะเป็นผู้นำแล้วเอาแต่คิดจะขโมยคนของคนอื่น เป็นผู้นำไม่ได้” เป็นความเห็นที่ถูกต้องที่สุด เพราะผู้ที่ขโมยของคนอื่น ไม่สมควรเป็นผู้นำประเทศจริงๆ ดังตัวอย่างที่นายทักษิณ ตกเป็นผู้ต้องหาคดีทุจริตคอร์รัปชัน ที่เปรียบเหมือนเป็นขโมย  ลักทรัพย์นายจ้าง ซึ่งนายจ้าง ก็คือประชาชนที่จ่ายภาษีเป็นเงินเดือนให้นักการเมืองมาทำงานเพื่อประชาชน แต่กลับถูกกระทำการทุจริตเบียดบังเข้าพกเข้าห่อ และไม่ยอมรับผิดชอบเข้าสู่กระบวนยุติธรรมแต่กลับหลบหนีออกนอกประเทศ เช่น กรณีสั่งการให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ Exim Bank อนุมัติเงินกู้สินเชื่อ 4,000 ล้านบาทแก่รัฐบาลเมียนมาเมื่อปี 2546 ซึ่งเป็นเหตุให้นายทักษิณถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์สำหรับตนเองและผู้อื่น เนื่องจากภายหลังรัฐบาลเมียนมาได้ซื้อขายสินค้ากับบริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) วงเงิน 400 ล้านบาท เป็นคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาให้จำคุก 3 ปี

‘อนุดิษฐ์’ ตอก ‘โฆษกทร.’ เมินยุทธศาสตร์ชาติ มุ่งซื้อโดรน UAV ของนอก ทั้งที่ไทยผลิตได้ถูกกว่า

‘อนุดิษฐ์’ ขยี้ปม ‘ทัพเรือ’ จัดซื้อโดรน UAV 4 พันล้านบาท แต่ไร้อาวุธติดตั้ง หวั่นขอซื้ออาวุธทีหลังแล้วมีปัญหา ติดใจไม่สนยุทธศาสตร์ชาติ ที่เน้นส่งเสริมอุตฯป้องกันประเทศของไทย ยัน สทป.ผลิตได้เหมือนกัน แถมราคาถูกกว่าเท่าตัว 

จากกรณีที่ พล.ร.ท.ปกครอง มนธาตุผลิน โฆษกกองทัพเรือ ออกชี้แจงกรณีที่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. และนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ที่อภิปรายในระหว่างการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 ถึงโครงการจัดหาอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ประจำฐานบินชายฝั่ง ของกองทัพเรือ วงเงิน 4,070 ล้านบาทๅ ว่ามีความโปร่งใส และมีการแข่งขันราคาที่เป็นธรรมนั้น

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ต้องขอเน้นย้ำว่า ประเด็นที่ตนตั้งข้อสังเกตขึ้นมานั้น เป็นไปเพื่อปกป้องภาษีของพี่น้องประชาชนที่จะถูกใช้จ่ายไปอย่างไม่คุ้มค่า หรือที่แย่ไปกว่านั้นอาจเข้าข่ายการทุจริตประพฤติผิดมิชอบ จึงขอให้กองทัพเรือช่วยชี้แจงชัด ๆ ก่อนว่า ในเมื่อกองทัพเรือระบุความต้องการจัดหา UAV ที่สามารถใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายได้ ทำไมจึงตัดเรื่องการส่งมอบอาวุธที่ต้องมาพร้อมกับ UAV ทิ้งไป เพราะการที่กองทัพเรืออ้างว่าสามารถจัดหาอาวุธมาติดตั้งได้ภายหลังนั้น ย่อมย้อนแย้งกับความต้องการในการจัดหา UAV ติดอาวุธของตัวเอง เพราะขอเงินภาษีประชาชนกับสภาผู้แทนราษฎร โดยบอกว่าจะไปซื้อ UAV ติดอาวุธ 3 ลำ ด้วยเงิน 4,070 ล้านบาท แปลว่า กองทัพเรือต้องซื้อ UAV ที่สามารถปฏิบัติภารกิจโจมตีเป้าหมายได้ แต่สุดท้ายกลับไปเซ็นสัญญาซื้อ UAV จำนวน 7 ลำ แต่ไม่ซื้ออาวุธมาด้วย ซึ่งแปลความว่า หลังจากการจัดซื้อครั้งนี้แล้ว กองทัพเรือต้องตั้งงบประมาณเพื่อจัดหาอาวุธมาติดตั้งให้ UAV อีก

“แล้วคราวนี้ไม่ใช่ยอดแค่ 3 ลำ แต่ต้องจัดหาอาวุธมาให้ทั้ง 7 ลำ แล้วสภาฯจะไปอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมให้อีกได้อย่างไร เพราะให้ไปตั้ง 4 พันล้านบาทแล้วเพื่อไปซื้อ UAV ติดอาวุธ แต่กลับได้มาแค่ UAV ที่ไม่มีอาวุธ เพราะฉะนั้นคำถามของผม ตรงไปตรงมาแบบนี้ ขอให้กองทัพเรือช่วยตอบให้ตรงคำถามด้วย” น.อ.อนุดิษฐ์ ระบุ

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวต่อว่า ที่สำคัญไปกว่านั้น หากในอนาคตกองทัพเรือของบประมาณไปซื้ออาวุธมาติดตั้งเพื่อนำไปปฏิบัติภารกิจ แต่ประเทศผู้ขายปฏิเสธไม่ขายให้กับประเทศไทย กองทัพเรือช่วยตอบด้วยว่าจะให้ใครรับผิดชอบ UAV ติดอาวุธ ที่ปฏิบัติภารกิจไม่ได้ เรื่องนี้ต้องบันทึกไว้เลยว่าตกลงใครต้องรับผิดชอบ เพราะไม่เช่นนั้นก็จะซ้ำรอยกับเรือดำน้ำที่ซื้อเครื่องยนต์เยอรมันมาติดตั้งไม่ได้ แต่ไม่เห็นมีใครออกมารับผิดชอบให้เป็นไปตามสัญญา ส่วนประเด็นที่สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) มีเอกสารยืนยันว่า ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการผลิต UAV ขนาดกลาง หรือ MALE UAV (Medium Altitude Long Endurance) ตาม TOR เดียวกันกับที่กองทัพเรือซื้อด้วยราคาที่ถูกกว่าเท่าตัวนั้น โดยกองทัพเรือซื้อจากต่างประเทศ 4 พันล้านบาท แต่ผลิตในประเทศราคาประมาณ 2 พันล้านบาท แต่กองทัพเรือชี้แจงว่าได้ตรวจสอบแล้วยังไม่มีบริษัทในประเทศเคยผลิต UAV ตาม TOR ที่กองทัพเรือต้องการนั้น แต่บริษัทของประเทศอิสราเอลที่กองทัพเรือไทยสั่งซื้อ UAV นั้น วันแรกที่กองทัพอิสราเอลสั่งซื้อ UAV ลำแรกจากบริษัทนี้ ทางบริษัทก็ไม่เคยผลิต UAV แบบนี้มาก่อนเช่นกัน แต่บริษัทก็สามารถสร้างขึ้นมาตามความต้องการของกองทัพอิสราเอล โดยหลังจากบริษัทส่งมอบ UAV ลำแรก กองทัพอิสราเอลก็สั่งซื้อมาเรื่อย ๆ จนอุตสาหกรรมด้าน UAV ของอิสราเอล เป็นสินค้าส่งออกไปหลายประเทศในขณะนี้

‘วิษณุ’ แจงเหตุทำ กม.แยกจากสมรสชาย-หญิง ชี้ กฎหมายคู่ชีวิต ไม่จำเป็นต้องเหมือน ‘คู่สมรส’

‘วิษณุ’ เผยร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต มีรายละเอียดต่างกับการสมรสชาย-หญิง จำเป็นต้องทำกฎหมายแยก คาดเสร็จทันรัฐบาลนี้ รับเป็นเรื่องอ่อนไหว

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.คู่ชีวิต ซึ่งพรรคก้าวไกลมีความเห็นว่าทำไมไม่จัดทำให้เหมือนการสมรสของชาย-หญิงทั่วไป ว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไปรับฟังความคิดเห็นกันมาว่าอย่างไรก็ไม่เหมือนคนทั่วไป เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องทำให้เหมือน ซึ่งบางประเทศใช้แบบนี้ เพราะเหตุนี้บางพรรคฝ่ายค้านเห็นว่าไม่ต้องทำพ.ร.บ.คู่ชีวิต แต่ให้แก้ประมวลกฏหมายแพ่ง เช่น จากเดิมที่เป็นชายกับหญิง ก็เปลี่ยนเป็นชายกับชาย หญิงกับหญิง แต่ตนคิดว่า เป็นคนละระบบและต้องคู่ขนานกัน

“เหมือนกับมีประมวลกฏหมายแพ่งว่าด้วยบริษัท แต่เมื่อวันหนึ่งมีบริษัทมหาชน จะเข้าไปแทนบริษัทในประมวลกฏหมายแพ่งเลยก็ไม่ได้ จึงต้องออกเป็นพ.ร.บ.มหาชนอีกฉบับหนึ่ง เพราะมีรายละเอียดแตกต่างกันเช่นเดียวกับ พ.ร.บ. คู่ชีวิตของคนเพศเดียว จะมีความแตกต่างที่ไม่เหมือนชายกับหญิง” นายวิษณุ กล่าว

อนุดิษฐ์ ตอก “โฆษกทัพเรือ” เมินยุทธศาสตร์ชาติ มุ่งซื้อโดรน UAV ของนอก ทั้งที่ไทยผลิตเองได้-ถูกกว่าเท่าตัว

“อนุดิษฐ์” ขยี้ปม “ทัพเรือ” จัดซื้อโดรน UAV 4 พันล้านบ.แต่ไร้อาวุธติดตั้ง หวั่นขอซื้ออาวุธทีหลังแล้วมีปัญหา ติดใจไม่สนยุทธศาสตร์ชาติ ที่เน้นส่งเสริมอุตฯป้องกันประเทศของไทย ยัน สทป.ผลิตได้เหมือนกัน แถมราคาถูกกว่าเท่าตัว สอนมวย “โฆษก ทร.” ตอบไม่ตรงคำถาม ยิ่งทำให้คนสงสัยว่ามีเบื้องหลังหรือไม่อย่างไร

จากกรณีที่ พล.ร.ท.ปกครอง มนธาตุผลิน โฆษกกองทัพเรือ ออกชี้แจงกรณีที่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. และนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ที่อภิปรายในระหว่างการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 ถึงโครงการจัดหาอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ประจำฐานบินชายฝั่ง ของกองทัพเรือ วงเงิน 4,070 ล้านบาทๅ ว่ามีความโปร่งใส และมีการแข่งขันราคาที่เป็นธรรมนั้น

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ต้องขอเน้นย้ำว่า ประเด็นที่ตนตั้งข้อสังเกตขึ้นมานั้น เป็นไปเพื่อปกป้องภาษีของพี่น้องประชาชนที่จะถูกใช้จ่ายไปอย่างไม่คุ้มค่า หรือที่แย่ไปกว่านั้นอาจเข้าข่ายการทุจริตประพฤติผิดมิชอบ จึงขอให้กองทัพเรือช่วยชี้แจงชัดๆก่อนว่า ในเมื่อกองทัพเรือระบุความต้องการจัดหา UAV ที่สามารถใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายได้ ทำไมจึงตัดเรื่องการส่งมอบอาวุธที่ต้องมาพร้อมกับ UAV ทิ้งไป เพราะการที่กองทัพเรืออ้างว่าสามารถจัดหาอาวุธมาติดตั้งได้ภายหลังนั้น ย่อมย้อนแย้งกับความต้องการในการจัดหา UAV ติดอาวุธของตัวเอง เพราะขอเงินภาษีประชาชนกับสภาผู้แทนราษฎร โดยบอกว่าจะไปซื้อ UAV ติดอาวุธ 3 ลำ ด้วยเงิน 4,070 ล้านบาท แปลว่า กองทัพเรือต้องซื้อ UAV ที่สามารถปฏิบัติภารกิจโจมตีเป้าหมายได้ แต่สุดท้ายกลับไปเซ็นสัญญาซื้อ UAV จำนวน 7 ลำ แต่ไม่ซื้ออาวุธมาด้วย ซึ่งแปลความว่า หลังจากการจัดซื้อครั้งนี้แล้ว กองทัพเรือต้องตั้งงบประมาณเพื่อจัดหาอาวุธมาติดตั้งให้ UAV อีก

“แล้วคราวนี้ไม่ใช่ยอดแค่ 3 ลำ แต่ต้องจัดหาอาวุธมาให้ทั้ง 7 ลำ แล้วสภาฯจะไปอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมให้อีกได้อย่างไร เพราะให้ไปตั้ง 4 พันล้านบาทแล้วเพื่อไปซื้อ UAV ติดอาวุธ แต่กลับได้มาแค่ UAV ที่ไม่มีอาวุธ เพราะฉะนั้นคำถามของผม ตรงไปตรงมาแบบนี้ ขอให้กองทัพเรือช่วยตอบให้ตรงคำถามด้วย” น.อ.อนุดิษฐ์ ระบุ

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวต่อว่า ที่สำคัญไปกว่านั้น หากในอนาคตกองทัพเรือของบประมาณไปซื้ออาวุธมาติดตั้งเพื่อนำไปปฏิบัติภารกิจ แต่ประเทศผู้ขายปฏิเสธไม่ขายให้กับประเทศไทย กองทัพเรือช่วยตอบด้วยว่าจะให้ใครรับผิดชอบ UAV ติดอาวุธ ที่ปฏิบัติภารกิจไม่ได้ เรื่องนี้ต้องบันทึกไว้เลยว่าตกลงใครต้องรับผิดชอบ เพราะไม่เช่นนั้นก็จะซ้ำรอยกับเรือดำน้ำที่ซื้อเครื่องยนต์เยอรมันมาติดตั้งไม่ได้ แต่ไม่เห็นมีใครออกมารับผิดชอบให้เป็นไปตามสัญญา ส่วนประเด็นที่สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) มีเอกสารยืนยันว่า ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการผลิต UAV ขนาดกลาง หรือ MALE UAV (Medium Altitude Long Endurance) ตาม TOR เดียวกันกับที่กองทัพเรือซื้อด้วยราคาที่ถูกกว่าเท่าตัวนั้น โดยกองทัพเรือซื้อจากต่างประเทศ 4 พันล้านบาท แต่ผลิตในประเทศราคาประมาณ 2 พันล้านบาท แต่กองทัพเรือชี้แจงว่าได้ตรวจสอบแล้วยังไม่มีบริษัทในประเทศเคยผลิต UAV ตาม TOR ที่กองทัพเรือต้องการนั้น แต่บริษัทของประเทศอิสราเอลที่กองทัพเรือไทยสั่งซื้อ UAV นั้น วันแรกที่กองทัพอิสราเอลสั่งซื้อ UAV ลำแรกจากบริษัทนี้ ทางบริษัทก็ไม่เคยผลิต UAV แบบนี้มาก่อนเช่นกัน แต่บริษัทก็สามารถสร้างขึ้นมาตามความต้องการของกองทัพอิสราเอล โดยหลังจากบริษัทส่งมอบ UAV ลำแรก กองทัพอิสราเอลก็สั่งซื้อมาเรื่อยๆ จนอุตสาหกรรมด้าน UAV ของอิสราเอล เป็นสินค้าส่งออกไปหลายประเทศในขณะนี้

“การที่กองทัพเรือชี้แจงว่า ได้ตรวจสอบแล้วยังไม่มีบริษัทในประเทศเคยผลิต UAV ตาม TOR ที่กองทัพเรือต้องการนั้น คำตอบเช่นนี้ไม่ควรออกมาจากกองทัพเรือได้เลย เพราะแปลว่ากองทัพเรือไม่ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย ที่เป็น S Curve ตัวที่ 11 ตามที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติเลยแม้แต่น้อย กรณีที่ของประเทศอิสราเอล วันแรกที่กองทัพเขาสั่งกับบริษัทในประเทศก็ยังไม่มีการผลิตเช่นกัน แต่ตอนนี้เขาสามารถผลิตแล้วจำหน่ายไปทั่วโลกแล้ว ถือเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของประเทศโดยแท้ เรื่องแบบนี้ทำไมกองทัพเรือถึงไม่เอาเป็นตัวอย่าง” น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าว

'ทักษิณ' โหน 'ชัชชาติ' ขยัน มีความโปร่งใส เหมือนยุคตนเองเป็นนายกฯ ถ่ายทอดสดช่อง 11 ตลอด

'ทักษิณ' โหน 'ชัชชาติ' ทำงานแบบขยันมีภาวะความเป็นผู้นำมีความโปร่งใสเหมือนยุคตนเองเป็นนายกฯทำ Workshop ทำงานและถ่ายทอดสดช่อง 11 ตลอดเวลา มันต้องตรงไปตรงมา 

8 มิ.ย.2565 - แฟนเพจเฟซบุ๊ก CARE คิด เคลื่อน ไทย เผยแพร่คำพูดของนายทักษิณ ชินวัตร หรือ "โทนี่" อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งกล่าวในรายการ CareTalk X Clubhouse หัวข้อ "ราชการไทย" ทำดีก็ได้ ทำไวก็เป็น เมื่อวันอังคารที่ 7 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา มีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า 

“...ถ้าคิดจะเป็นผู้นำแล้วคิดแต่จะขโมยคนของคนอื่น แบบนี้เป็นผู้นำไม่ได้หรอก...”

ถ้าผู้นำดี รู้ปัญหา ไม่มีข้าราชการคนไหนอยู่เฉยหรอก เขารู้ปัญหา เขารู้เรื่องหมดอยู่ที่ว่าเขาจะทำหรือเปล่า จะทำแบบรับเงินทอน หรือจะทำแบบตรงไหนตรงมา

ผู้ว่าฯ ชัชชาติทำงานแบบขยัน และมีภาวะความเป็นผู้นำ มีความโปร่งใส เวลาลงพื้นที่จุดไหนก็ live ไปด้วยทำให้ประชาชนได้เรียนรู้และรู้ปัญหาไปด้วย ส่วนไหนทำได้ ส่วนไหนทำไม่ได้ประชาชนก็จะได้เข้าใจ

เพื่อไทย เตือน รบ.ขายสลากดิจิทัล ส่งผลกระทบรายย่อย แนะ ‘บิ๊กตู่’ คิดไม่เป็น ก็ลอกการบ้าน ‘ไทยรักไทย’ ได้

นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ส.ส.เลย กรรมการบริหารพรรค และคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย เตือนให้รัฐบาล ถึงกรณีสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเปิดจำหน่ายสลากดิจิทัล ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่ผู้บริโภคสามารถซื้อได้ในราคา 80 บาท แต่เป็นวิธีที่นักวิชาการและผู้ที่เคยศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหารวมถึงสำนักงานสลากเองเลือกที่จะไม่นำมาใช้ เนื่องจากจะส่งผลกระทบถึงกลุ่มบุคคลที่ได้โควตาขายสลากกินแบ่งอยู่แล้ว เช่น กลุ่มผู้พิการ ผู้ค้ารายย่อย มูลนิธิองค์กรการกุศลต่าง ๆ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา 

1. รัฐบาลจะใช้การขายสลากดิจิทัล เป็นแนวทางหลักในการแก้ไขปัญหาขายสลากเกินราคา และจะเพิ่มปริมาณสลากมากขึ้นอีกหรือไม่ เพราะการเพิ่มปริมาณสลาก เพราะหากมีการเพิ่มปริมาณสลากที่จะซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มมากขึ้น จะยิ่งส่งผลกระทบต่อผู้ค้าสลากรายย่อยที่หาเช้ากินคํ่าที่ไม่ได้รับการจัดสรรโควตาสลากอีกจำนวนหลายแสนคนที่จะต้องตกงาน นโยบายสลากดิจิทัลเพียงแค่ตอบสนองรัฐบาลว่าแก้ปัญหาได้ แต่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มคนผู้ค้าอีกจำนวนมาก

2. จากกรณีที่ผู้อำนวยการกองสลากมีการเสนอให้ยึดโควตาสลากจากตัวแทนจำหน่าย 8,000 ราย จำนวน 6 ล้านฉบับ ที่ถูกกล่าวหาว่าขายสลากเกินราคาให้กับแพลตฟอร์มออนไลน์นั้น ขอถามว่า สำนักงานสลากจะคืนสิทธิ์ดังกล่าวให้กับผู้ค้าสลากหรือไม่ เหตุเพราะว่าศาลได้วินิจฉัยยกคำร้องไม่ปิดเว็บไซต์ดังกล่าว พรรคเพื่อไทยเห็นว่าการบุกค้นและกล่าวหาผู้ประกอบการโดยขาดความรอบคอบของทีมเฉพาะกิจรัฐบาล เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ เป็นความเคยชินที่เคยปฏิบัติในสมัยรัฐบาล คสช. ที่มีมาตรา 44 เป็นเครื่องมือ

‘พิธา’ ตอบจดหมายตัวแทน ‘ข้าราชการบำนาญ’ ยืนยัน ไม่ตัด ไม่ลด บำนาญ

‘งบช้างป่วย’ หมายถึง วิธีการจัดการงบประมาณประเทศของประยุทธ์ ชี้ หากการหารายได้ไม่สอดคล้องรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ปัญหาอาจย้อนกลับและกระทบถึงสวัสดิการข้าราชการในอนาคตด้วย เผย รู้ว่าเสี่ยง แต่ถ้าไม่พูดตั้งแต่ตอนนี้ สถานการณ์วิกฤติขึ้นมาจริงอาจสายเกินแก้ 

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ตอบจดหมาย ศรศักดิ์ อ้วนล้วน ประธานศูนย์พิทักษ์สิทธิและสวัสดิการข้าราชการบำนาญแห่งประเทศไทย ที่มีคำถามต่อกรณีการอภิปรายงบประมาณปี 66 เกี่ยวกับผลกระทบต่อข้าราชการบำนาญ ว่า เป็นการตอบจดหมายตามสัญญาเพื่อตอบข้อสงสัยที่มีต่อการอภิปรายงบประมาณของตนในสภา 3 ประเด็น

ประเด็นที่ 1 มีอคติกับข้าราชการบำนาญหรือไม่ ? อะไรคือความหมายของ ‘งบช้างป่วย’ 

พิธา ตอบว่า  ‘งบช้างป่วย’ ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึง ‘ข้าราชการบำนาญ’ แต่หมายถึง ‘วิธีในการจัดงบประมาณประเทศของรัฐบาล’ ที่รวมถึง รายได้ รายจ่าย การกู้ชดเชยขาดดุล ซึ่งจะไม่สามารถทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้อย่างยั่งยืน

“ผมต้องเรียนท่านว่าผมมีคนในครอบครัวเป็นข้าราชการบำนาญ ตัวผมเองก็เคยทำงานที่กระทรวงพาณิชย์มาก่อน เข้าใจหัวอกข้าราชการเรื่องค่าตอบแทนที่น้อยกว่าเอกชนและปัญหาของข้าราชการไทยในการดูแลประชาชนไม่มากก็น้อย จึงเป็นไปไม่ได้ที่ผมจะมีอคติต่อข้าราชการครับ”

ครม.ไฟเขียว ชาวซาอุฯ เข้าไทยไม่ต้องขอวีซ่า ‘บิ๊กตู่’ โอ่ เป็นความสำเร็จต่อยอดฟื้นสัมพันธ์

ครม.ไฟเขียว นักท่องเที่ยวซาอุฯ เข้าไทยไม่ต้องขอวีซ่า ‘บิ๊กตู่’ ปลื้ม ความสำเร็จต่อยอดฟื้นความสัมพันธ์

เมื่อเวลา13.50 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม แถลงภายหลังเป็นประธานประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า วันนี้ครม.อนุมัติให้ผู้ถือหนังสือเดินทางจากราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศได้ 30 วัน โดยไม่ต้องขอวีซ่า ถือเป็นการต่อยอดจากผลสำเร็จที่ตนได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศซาอุดิอาระเบียขึ้นมาอยู่ในระดับปกติ จนนำไปสู่การต่อยอดความร่วมมือ ทั้งการส่งออกเรื่องอาหาร แรงงาน การเปิดเที่ยวบินจากกรุงเทพ- ริยาด เมืองหลวงประเทศซาอุดิอาระเบีย ก็จะทำให้ชาวซาอุดิอาระเบียเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยเป็นจำนวนมาก จะได้มีโอกาสให้ประชาชนทั้งภาคส่งออก แรงงาน และท่องเที่ยวได้รับประโยชน์ นี่เป็นผลงานความสำเร็จของเราที่ช่วยกันทำมาทั้งภาครัฐและเอกชน เราต้องภูมิใจร่วมกันที่มีการร่วมมือจนมีความสำเร็จมาได้ถึงวันนี้

ต่อมาเวลา น.ส.ไตรศุลี  ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ครม.อนุมัติในหลักการการเพิ่มซาอุดีอาระเบียในรายชื่อประเทศที่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยวได้รับการยกเว้นการตรวจลงตรา และอยู่ในราชอาณาจักรไม่เกิน 30 วัน ทั้งนี้เป็นผลจากการที่นายกรัฐมนตรีได้เดินทางเยือนซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นทางการและทั้งสองฝ่ายได้ประกาศปรับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันให้กลับสู่ระดับปกติอย่างสมบูรณ์ ผลการหารือที่สำคัญด้านหนึ่งคือ การส่งเสริมการติดต่อระหว่างภาคประชาชน โดยจะทำให้มีชาวซาอุดีอาระเบียเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยมากขึ้น จากเดิมรัฐบาลซาอุดีอาระเบียจะอนุญาตให้ชาวซาอุดีอาระเบียเดินทางมายังประเทศไทยปีละประมาณ 30,000 คน เพิ่มขึ้นเป็นปีละ 100,000-150,000 คน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top