Friday, 12 June 2026
POLITICS NEWS

ฝ่ายค้าน’ เปิด ‘ญัตติซักฟอก’11รมต. ฉะแรง!! บริหารพลาดดึงชาติตกต่ำ

(15 มิ.ย.65) ที่รัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคฝ่ายค้าน นำโดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้าน ยื่นญัตติญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นรายบุคคล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีอื่นอีกรวม 11 ราย ตามยุทธการ ‘เด็ดหัว สอยนั่งร้าน’ โดยระบุข้อกล่าวหาในญัตติฯ ว่า รัฐบาลมีความผิดพลาดล้มเหลวการบริหารราชการแผ่นดิน จงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและมาตรฐานจริยธรรม ส่อทุจริตเอื้อประโยชน์ ไม่ปฏิบัติตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภาหรือเรื่องที่ฝ่ายค้านเคยอภิปรายทักท้วงไว้ การละเมิดสิทธิมนุษยชน และทำลายระบอบประชาธิปไตย มีรายละเอียดญัตติ ดังนี้…

ข้าพเจ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้มีรายนามท้ายญัตตินี้ ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ขอเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตามรายนาม ดังต่อไปนี้…

1.พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
2.นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
3.นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
4.พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี
5.พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
6.นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
7.นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
8.นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
9.นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
10.นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
11.นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

โดยมีพฤติการณ์และเรื่องที่จะอภิปราย ดังนี้...

>> พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ตลอดระยะเวลาร่วมแปดปีที่บริหารประเทศมาในฐานะนายกรัฐมนตรี ผิดพลาดล้มเหลว ไม่สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้กับประเทศ ไม่สามารถสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความอยู่ดีกินดีให้กับประชาชนได้เลย ในทางตรงกันข้ามกลับกลายเป็นต้นตอที่ทำให้ปัญหาที่มีอยู่มีความซับซ้อน ขยายวงกว้างและรุนแรงยิ่งขึ้นทั้งปัญหาด้านเศรษฐกิจ การเมือง อาชญากรรม ยาเสพติด การทุจริตคอรัปชั่น ประชาชนในชาติแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายขยายวงกว้างขึ้นมากกว่าเดิม โดยเฉพาะปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นในยุคของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นับว่ามีสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยแพร่กระจาย ไปทุกอณูของสังคม เป็นยุคที่ทุจริตเฟื่องฟู ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจรั้งท้ายของอาเซียน

ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไร้ภูมิปัญญา ไร้องค์ความรู้ ไร้ความสามารถ ไร้ประสิทธิภาพ ไร้จิตสำนึกรับผิดชอบ ขาดภาวะความเป็นผู้นำที่จะเป็นหัวหน้ารัฐบาล เป็นผู้นำที่พิการทางความคิด ยึดติดแต่อำนาจ ไม่เคารพหลักนิติรัฐนิติธรรม ไร้คุณธรรมจริยธรรม ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว ผิดพลาด บกพร่องเสียหายอย่างร้ายแรงทุกด้าน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม มีพฤติกรรมปล่อยปละละเลยให้บุคคลแวดล้อมและพวกพ้องของตนแสวงหาผลประโยชน์บนความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย โดยละเว้นเพิกเฉยต่อการทุจริตในภาครัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพ้อง การใช้จ่ายงบประมาณมิได้คำนึงถึงวินัยการเงินการคลัง มุ่งแต่ก่อหนี้เพื่อแสวงหาคะแนนนิยมทางการเมือง โดยไม่สนใจต่อภาระหนี้สาธารณะและหนี้สินต่อหัวของประชาชน จนเรียกได้ว่า “เป็นยุคก่อหนี้มหาศาลเพื่อนำมาผลาญโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศและประชาชน”

ไม่ปฏิบัติตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา ไม่ใส่ใจและไม่ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องในการบริหารราชการแผ่นดินตามข้อกล่าวหาและคำแนะนำของสภา จงใจปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ขาดจิตสำนึกในความเป็นประชาธิปไตย ไร้การเคารพซึ่งสิทธิเสรีภาพของประชาชน มุ่งใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ปิดปากประชาชนและปิดกั้นเสรีภาพของสื่อมวลชน ละเมิดสิทธิมนุษยชน ใช้งบประมาณเพื่อการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ที่ไม่มีความจำเป็นต่อภารกิจของประเทศในภาวะที่ประเทศมีปัญหาด้านเศรษฐกิจที่รุนแรง ไม่กำกับดูแลการใช้งบประมาณแผ่นดินให้เป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผล ไม่รักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

ผลจากการบริหารประเทศของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นับวันจะทำให้ประเทศถอยหลัง เศรษฐกิจของประเทศดิ่งเหว ประชาชนที่ยากจนอยู่แล้วยิ่งยากจน ลงเรื่อยๆ ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวยขยายวงกว้างมากขึ้น ผู้คนตกงานและบัณฑิตจบใหม่ไม่มีงานทำเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ธุรกิจย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น นักลงทุนใหม่ก็เข้ามาลงทุนน้อยลง ขณะที่ปัญหาสังคมทั้งยาเสพติด อาชญากรรมโดยเฉพาะอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่เพิ่มมากขึ้นสร้างความเสียหายและความเดือดร้อนให้กับประชาชนโดยที่ภาครัฐไม่สามารถป้องกันและแก้ปัญหาดังกล่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้สถานการณ์ความเดือดร้อนและความทุกข์ยากของประชาชนดังกล่าว พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับปล่อยให้พวกพ้องและบุคคลแวดล้อมของตนเองกระทำการทุจริต และประพฤติมิชอบอย่างกว้างขวาง ไม่ใส่ใจที่จะป้องกันและปราบปราม มีการใช้เงินและการต่อรองผลประโยชน์เพื่อความอยู่รอดทางการเมืองของตนเอง อันเป็นการทำลายระบบรัฐสภาและหลักการประชาธิปไตย จนทำให้ระบบรัฐสภาตกต่ำสั่นคลอน และกลไกในระบบรัฐสภาเสียหาย

>> นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
มีพฤติกรรมฉ้อฉล ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ รู้เห็นเป็นใจหรือปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตในองค์กรหรือหน่วยงานในกำกับดูแล สร้างความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ แสวงหาผลประโยชน์สำหรับตนเองและพวกพ้อง ไม่ระงับยับยั้ง ละเลยไม่ติดตามแก้ไขปัญหาการทุจริตเพื่อให้มีการชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่รัฐ ล้มเหลวและไร้ความรู้ความสามารถในการบริหารราชการของกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงในกำกับดูแล ปล่อยให้ราคาสินค้าอุปโภค บริโภคสูงขึ้นจนกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนและการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน จนส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกหย่อมหญ้า จงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
 

เมื่อ ‘รอยยิ้ม-น้ำตา’ จาก ‘คนในครอบครัว’ มีส่วนให้เลือก ‘รับ-ไม่รับ’ ใบปริญญาบัตร

ครั้งหนึ่งในชีวิต!! การเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร อาจจะเป็นอีกความสำคัญที่มอบความภาคภูมิใจ และความสำเร็จแก่ ‘บัณฑิตจบใหม่’ ที่ต่างเฝ้ารอ!! หากแต่เมื่อวันเวลาผ่านไป เรื่องนี้อาจจะกลายเป็นเพียง ‘แค่ครั้งหนึ่งในชีวิต’ ของบัณฑิตจบใหม่บางคนในด้วยเช่นกัน 

ที่กล่าวเช่นนี้ เพราะต้องยอมรับว่า เด็กยุคใหม่กำลังให้ความสำคัญต่อการเข้ารับปริญญาเมื่อจบการศึกษาน้อยลง หลังจากมีการรณรงค์ไม่เข้ารับปริญญาในหมู่นักศึกษาและบัณฑิตจบใหม่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลส่วนตัว หรือเหตุผลทางการเมืองก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ยังมีบัณฑิตจบใหม่อีกจำนวนไม่น้อยที่พร้อมจะเลือกเข้ารับปริญญาด้วยความเต็มใจ โดยในพิธีเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร สำหรับบัณฑิตจบใหม่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปีการศึกษา 2562 และ 2563 ที่ผ่านมาในเดือนพฤษภาคม (2565) ได้มีการสอบถามบัณฑิตจบใหม่ถึงเหตุผลในการเข้ารับปริญญา ภายใต้คำตอบที่ฟังแล้วยังแอบชื่นใจแทนพ่อแม่ยุคนี้ได้บ้าง ว่า...

บัณฑิตจบใหม่ที่มาเข้าพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตร ส่วนหนึ่งยอมรับว่าที่เลือกมาเข้ารับเพราะ ‘ครอบครัว’ โดยพวกเขาถูกปลูกฝังจากคุณพ่อคุณแม่ว่า ‘ปริญญาบัตร’ คือ อีกความภาคภูมิใจที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของชีวิตอย่างหนึ่ง และการที่พ่อแม่พยายามทำงานหาเงินเพื่อส่งลูกหลานเข้าเรียนจนจบปริญญา ก็เพราะพวกเขาหวังที่จะให้เด็กๆ ได้มีโอกาสสัมผัสความภูมิใจที่สะท้อนความสำเร็จแบบเดียวกันกับยุคของพวกเขา 

ขณะเดียวกัน บัณฑิตจบใหม่ ก็เข้าใจดีว่า พ่อแม่ส่วนใหญ่มองว่าการเข้ารับปริญญา คือ อีกคุณค่าที่เติมเต็มพลังใจแก่พวกเขา เปรียบเหมือนกับการเลี้ยงดูลูกน้อยมาตั้งแต่วัยแรกเริ่ม สามารถเดินได้ เติบโตเป็นใหญ่ และวันนี้วันที่ปริญญาบัตรได้อยู่ในมือลูกหลาน ก็เหมือนกับเรือท่าที่ส่งพวกเขาได้ถึงฝั่ง

'แม่ยกปชป.' ลั่น ถ้านายกฯชื่อ 'อภิสิทธิ์' จะไม่มีคนถูกชี้มูลความผิดชูคออยู่ในสภาได้

'แม่ยกปชป.' ลั่นถ้านายกฯชื่อ 'อภิสิทธิ์' จะไม่มีนักการเมืองที่ถูกชี้มูลความผิดนั่งชูคออยู่ต่อในสภาได้

'ติ๊งต่าง - แม่ยกปชป.' ลั่นถ้านายกฯชื่ออภิสิทธิ์ รับรองว่าจะไม่มีนักการเมืองที่ถูกชี้มูลความผิดสามารถนั่งชูคออยู่ต่อในสภาได้ เพราะมาตรฐานของคนมันไม่เท่ากัน

(15 มิ.ย.2565) จากกรณีนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดคดีบุกรุกที่ดิน แต่ยังไม่ลาออกจากตำแหนง

นางกาญจนี วัลยะเสวี หรือ ติ๊งต่าง เจ้าของฉายาไฮโซสปอร์ตคลับและแกนนำกลุ่มชาวไทยหัวใจรักสงบ แม่ยกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงเรื่องดังกล่าว ว่า

‘อุ๊งอิ๊ง’ ต้อนรับ ‘เต้น ณัฐวุฒิ’ กลับบ้าน นั่งแท่น ผอ.ครอบครัวเพื่อไทย สานฝัน ‘แลนด์สไลด์’

แพทองธาร ชินวัตร ต้อนรับ ‘ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ’ กลับบ้าน ในฐานะผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย เชื่อมั่นจะเป็นอีกหนึ่งแนวร่วมสำคัญ จัดทัพทำกิจกรรมครอบครัวเพื่อไทย ถึงเป้า ‘แลนด์สไลด์’ ได้จริง 

วันที่ (15 มิ.ย. 2565) พรรคเพื่อไทย จัดงาน “ครอบครัวเพื่อไทย ต้อนรับ ‘เขา’ กลับบ้าน” โดย นางสาวแพทองธาธ ชินวัตร ประธานที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรมและหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ได้กล่าวต้อนรับ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย เพื่อนำทัพทำกิจกรรมครอบครัวเพื่อไทยว่า ตลอดเวลา 3 เดือนที่ผ่านมาที่เปิดตัวกิจกรรมครอบครัวเพื่อไทย ซึ่งเป็นกิจกรรมทางการเมืองที่ออกแบบมาเพื่อลดข้อกำหนดทางกฎหมาย ให้ทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองได้อย่างแท้จริง และที่ผ่านมา ครอบครัวเพื่อไทยทำงานอย่างหนักในการลงพื้นที่ไปรับฟังปัญหาพี่น้องประชาชน อย่างไรก็ตาม ครอบครัวเพื่อไทยจำเป็นต้องพัฒนาปรับปรุงการทำงานของตัวเองเพื่อทำให้ครอบครัวเพื่อไทยนั้นแข็งแรงกว่าเดิม และไปถึงพี่น้องประชาชนในทุกกลุ่มได้จริง

'พิชัย' จี้ 'ประยุทธ์' พลิกวิกฤตเป็นโอกาส เลิกทำโอกาสเป็นวิกฤต

'พิชัย' จี้ 'ประยุทธ์' พลิกวิกฤตเป็นโอกาส สามารถทำได้ทันที ชี้ 4 โอกาสของไทย พลังงาน อาหาร ธุรกิจดิจิทัล อุตสาหกรรมอนาคต  แนะ ต้องปรับประเทศเพื่อรองรับอนาคต เลิกทำโอกาสเป็นวิกฤต ไม่ได้โหนชัชชาติ แต่อยากให้เห็นวิธีการทำงาน 

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้นเป็นลิตรละ 35 บาทซึ่งชนเพดานที่พลเอกประยุทธ์ บอกแล้วและกำลังจะขยายเป็นลิตรละ 38 บาท ในขณะที่เงินเฟ้อของสหรัฐในเดือนพฤษภาคมพุ่งขึ้นถึง 8.6% สูงที่สุดในรอบ 41 ปี ซึ่งจะเร่งให้สหรัฐขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้นน่าจะขึ้นถึง 0.75% ในอีกไม่กี่วันนี้ ในขณะที่เงินเฟ้อของไทยที่สูงถึง 7.1% ในเดือนพฤษภาคม ยังมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นไปอีกจน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องปรับตัวเลขอัตราเงินเฟ้อปีนี้เป็น 6.2% จากเดิม 4.9% และอาจจะจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยในอีกไม่นานนี้เช่นกัน 

ทั้งนี้ มีการคาดการณ์กันว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกอาจจะพุ่งขึ้นถึง $150-160 ต่อบาเรล ตามที่คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยได้เตือนไว้นานแล้ว ปัญหาเงินเฟ้อสูงกำลังจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรงทั้งโลกและจะสร้างความปั่นป่วนกับเศรษฐกิจโลก ดังนั้นรัฐบาลจะต้องเตรียมตัวรับมือจากปัญหาเศรษฐกิจที่จะเพิ่มขึ้นอีกมาก 

ในภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจที่ทำท่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลที่ดีจะต้องพลิกวิกฤติเป็นโอกาสในการแก้ไขปัญหาและนำพาประเทศสู่การพัฒนาและการกินดีอยู่ดีของประชาชนในอนาคต ดังนั้นคณะทำงานด้านเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยขอเสนอ แนวทางในการพลิกวิกฤตเป็นโอกาส 4 ด้านดังนี้...

1. โอกาสทางด้านพลังงาน ในขณะที่ นำ้มัน  ก๊าซ ไฟฟ้ามีราคาแพง และ จะยิ่งแพงขึ้น รัฐบาลควรจะต้องปรับโครงสร้างราคาพลังงานตามที่ได้เสนอไว้แล้ว ทั้งนี้ค่าการกลั่นเป็นอัตรามาตรฐานของสากลใช้กับโรงกลั่นทั่วโลก ที่เกิดจาก demand และ supply ของน้ำมันสำเร็จรูป  และ อยากให้นาย กรณ์ จาติกวณิช ไปศึกษาให้ดีก่อนที่จะวิจารณ์ว่าเป็นการปล้น แต่ถึงแม้จะเป็นราคามาตรฐานสากลแต่ก็อาจจะลดลงได้ และและ เมื่อพูดถึงมาตรฐานสากล รัฐบาลจะต้องตัดสินใจเรื่องราคาหน้าโรงกลั่นก็ต้องเป็นราคาสากลเช่นกัน อย่าให้บริษัทพลังงานเอาเปรียบประชาชนในทุกด้านแบบเอาแต่ได้ แต่ที่สำคัญและอยากเรียกร้องคือการเจรจาพื้นที่ทับซ้อน ไทย-กัมพูชา ที่มีแหล่งพลังงานจำนวนมาก และสามารถนำขึ้นมาใช้และบริการให้กับประชาชนในราคาที่ถูกลง อีกทั้งจะสามารถทำเงินเป็นรายได้เข้ารัฐ ปีละหลายแสนล้านบาท ซึ่งสามารถนำมาใช้ทำสวัสดิการให้กับประชาชนได้ เท่ากับทำเรื่องเดียว แต่ได้แก้ปัญหาสองด้าน แนวทางการเสนอการทำสวัสดิการปัจจุบันจะต้องหาแหล่งที่มาของรายได้ก่อน อย่าเพียงแต่ฝันว่าจะแจกโดยไม่มีเงิน นอกจากนี้โอกาสทางพลังงานยังหมายถึงการปรับโครงสร้างการใข้พลังงานในอนาคตของประเทศไทย การใช้พลังงานที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนที่เป็นทิศทางของโลก การส่งเสริมการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า EV ที่ยุโรปประกาศจะจำหน่ายเฉพาะรถยนต์ EV ในปี 2035 และเลิกจำหน่ายรถยนต์น้ำมันทั้งหมด ซึ่งไทยคงต้องปรับเปลี่ยนทิศทางตามแนวทางโลก อีกทั้งต้องคิดวางแผนระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) สำหรับอนาคต และ ต้องออกมาตรการการช่วยเหลือประชาชนในภาวะพลังงานแพงนี้ 

2. โอกาสทางด้านอาหาร ในภาวะที่โลกขาดแคลนอาหาร ประเทศไทยผู้ผลิตอาหารควรจะต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถผลิตและขายอาหารที่โลกต้องการเพื่อไปจำหน่ายทั่วโลกในราคาที่สูงเพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร โดยประเทศไทยต้องนำระบบ Ai เข้ามาช่วยในการผลิตเพื่อตรวจสอบภูมิอากาศและความชื้น คุณภาพของดิน เพื่อการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มผลผลิต รวมถึงการใช้ระบบ Automation เช่น โดรน และ อุปกรณ์การเกษตรสมัยใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดต้นทุน 

3. โอกาสทางธุรกิจดิจิทัล ที่ไทยต้องปรับระบบราชการเป็นระบบดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดขนาดราชการ และ กำจัดการคอรัปชั่น การปรับระบบดิจิทัล(Digital Transformation) ทั้งภาคราชการ และ ภาคเอกชน พร้อมทั้งสร้างสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อนำไปสู่การส่งเสริมให้เกิดธุรกิจดิจิทัลขนาดใหญ่จำนานมาก และสร้างมูลค่าธุรกิจและมูลค่าของประเทศ เพิ่มการจ้างงานที่มีรายได้สูงในอนาคต ซึ่งเป็นทิศทางอนาคตของโลก 

4. โอกาสทางอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยต้องคำนึงว่าปัจจุบันอุตสาหกรรมที่จำเป็นเหมือนเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ของโลก คือ อุตสาหกรรมผลิตไมโครชิพ (Microchip) และ อุตสาหกรรมผลิตแบตเตอรี่ ซึ่งกำลังขาดแคลนอย่างมากทั่วโลก ราคาได้พุ่งสูง เพราะอุตสาหกรรมสมัยใหม่ทั้ง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด รวมถึง รถยนต์พลังงานไฟฟ้า และโดรน จำเป็นต้องใข้อุปกรณ์เหล่านี้ ประเทศไทยจะต้องหาบริษัทต่างประเทศมาร่วมลงทุนผลิตไมโครชิพและแบตเตอรี่นี้โดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างธุรกิจต่อเนื่อง ทำให้เกิด Supply Chain ครบงวงจรภายในประเทศนี้ให้ได้ เพื่อจะนำไปสู่อุตสาหกรรมสมัยใหม่ต่อเนื่องในอนาคต 
 
การเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสยังมีอีกมากหากรัฐบาลมีความคิดและฉลาดพอ โดยอยากให้เริ่มต้นใน 4 เรื่องนี้ เพื่อเป็นจุดหักเห (Turning point) สำคัญของประเทศไทย ซึ่งหากทำได้ประเทศไทยจะพัฒนาต่อไปได้อีกมาก  แต่ถ้าประเทศไทยยังบริหารอย่างที่เป็นอยู่คงเป็นไปไม่ได้ เพราะตลอด 8 ปีที่ผ่านมาพลเอกประยุทธ์ ทำให้โอกาสกลายเป็นวิกฤตมาตลอด ทั้งนี้เพราะ ตลอดหลายปีก่อนวิกฤตการณ์ไวรัสโควิด เศรษฐกิจโลกดีแต่ไทยกลับขยายตัวต่ำมาก อีกทั้งราคาน้ำมันตลอดหลายปีราคาถูกมากแต่ไทยกลับไม่ได้ประโยชน์เลย พอมาถึงปัจจุบันเศรษฐกิจโลกกำลังจะเข้าสู่ภาวะถดถอย และ ราคาน้ำมันแพงและยังจะพุ่งขึ้นอีกพลเอกประยุทธ์ จะรับมือได้อย่างไร ซึ่งได้พิสูจน์มาแล้วหลายปี ซึ่งหากยังจะดื้อรั้นและคิดว่าตนเองทำได้ และทำดีแล้ว ประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศที่ล้มเหลวอย่างแน่นอน ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยไม่ได้โหน อดีต. รมว. ชัชชาติ แต่อยากให้ดูถึงวิธีการทำงานที่รู้ปัญหาจริง มีทางแก้ไขและทำได้จริง เข้าถึงพื้นที่ สุภาพไม่ก้าวร้าว ซึ่งเป็นแนวทางการทำงานของพรรคเพื่อไทยที่นำเสนอปัญหาและทางแก้มาตลอด ซึ่งต่างจากผู้นำปัจจุบันราวฟ้ากับเหว ซึ่งการที่ประชาชนจำนวนมากเริ่มออกมาเดินขบวนขับไล่พลเอกประยุทธ์ อีกครั้งก็น่าจะเพราะทนความล้มเหลวกันไม่ไหวแล้ว 
--------------------
'เพื่อไทย' เชื่อ 'เศรษฐกิจดิจิทัล' คือโอกาสสำคัญของประเทศ แต่รัฐบาลต้องส่งเสริมและเลิกเป็นตัวถ่วง


 
นาย ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเลย เขต 2 และ คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนเชื่อว่าแม้กระแสเศรษฐกิจดิจิทัล จะไม่ใช่เรื่องใหม่แล้วในปี 2565 แต่ยังมีโอกาสอีกมากมายที่ประเทศไทยสามารถมีส่วนร่วมและสร้างผลประโยชน์ทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคมไทยได้ โดยในปัจจุบันประเทศไทยถือเป็นประเทศที่ประชาชนมีการปรับตัวเข้ากับสิ่งใหม่ๆได้อย่างดี เห็นได้จากช่วงวิกฤตโควิด 19 ที่ผ่านมา ประชาชนไทยสามารถปรับตัวกับกระแสของโลก พัฒนาการให้บริการและเดินเข้าสู่โลกดิจิทัลได้อย่างยอดเยี่ยม ตัวชี้วัดและการศึกษาจากต่างประเทศก็ชี้ให้เห็นถึงโอกาสของประเทศไทยในด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ถึงแม้จะขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ พรรคเพื่อไทยได้เล็งเห็นและเชื่อว่า โอกาสด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยยังคงเปิดกว้าง แต่หากรัฐบาลยังปล่อยให้ภาคเอกชนต่อสู้และหาโอกาสอยู่ฝ่ายเดียว จะเป็นอีกครั้งที่ประเทศไทยต้องสูญเสียโอกาสที่สำคัญ ภายใต้การบริหารของรัฐบาลปัจจุบัน
 
ในขณะนี้กำลังมีการพิจารณา ร่าง พรบ งบปี 66 ซึ่งผ่านวาระที่ 1 ไปแล้ว พรรคเพื่อไทยได้อภิปรายในสภาถึงความไม่เหมาะสมของการจัดทำงบประมาณ ซึ่งคือความสิ้นหวังของประชาชนผู้เป็นเจ้าของเงินภาษี การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ก็เป็นปัญหาหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนว่า รัฐบาลไม่จริงใจในการพัฒนา แสดงจากการจัดงบประมาณของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานที่มีหน้าที่พัฒนาและส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศไทย ยังคงได้งบประมาณไม่เหมาะสมเมื่อเปรียบเทียบกับหน้าที่และความสำคัญ เช่น การเปลี่ยนแปลงระบบราชการ หรือ Digital Transformation ของหน่วยงานภาครัฐ ถึงแม้จะไม่ใช่การสนับสนุนโดยตรงต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย แต่การพัฒนาระบบราชการจะสร้างโอกาสให้ประชาชน ไม่ใช่เฉพาะด้านเศรษกิจดิจิทัล ยังรวมไปถึงการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนและลดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็นที่เกิดขึ้นในระบบราชการได้อยากมาก เรื่องนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่รัฐบาลไม่เคยพยายามพัฒนาอย่างจริงจัง แม้ในปัจจุบันจะมีความพยายามปรับปรุง แต่ยังห่างไกลจากเป้าหมายอีกมาก
 
หากรัฐบาลสามารถแก้ไขและเปลี่ยนแปลงระบบราชการที่ล่าช้าได้สำเร็จ ภาคเอกชนของไทยจะสามารถถือธงนำประเทศเข้าหาโอกาสในโลกดิจิทัลได้ดีกว่านี้อีกมาก เนื่องจากโลกดิจิทัลยังคงมีสิ่งใหม่และโอกาสใหม่ๆเกิดขึ้นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีต่างๆ หรือช่องทางใหม่ๆในการสื่อสาร การเปิดพื้นที่ในโลกเสมือนจริง หรือกระแส metaverse ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก หลายประเทศตั้งเป้าหมายถึงการเป็นผู้เล่นหลักในพื้นที่ใหม่เหล่านี้ ความสามารถของประเทศไทยเองนั้น ไม่ด้อยกว่าประเทศอื่น เรามีประชาชนที่มีความพร้อมในการพัฒนาและประสบความสำเร็จในโลกใหม่นี้ แต่เราจะทำให้มันเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อรัฐบาล ผู้บริหารประเทศมีวิสัยทัศน์ที่กว้างพอจะมองโลกและนำประเทศไทยเข้าหาโอกาสเหล่านั้น

ครม. ไฟเขียว แต่งตั้ง ‘นันทิวัฒน์’ อดีตบิ๊กข่าวกรอง นั่งตำแหน่งเลขาฯ รมว.ต่างประเทศ

วันที่ (14 มิ.ย.) นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ/เห็นชอบ ในเรื่องแต่งตั้ง วันที่ 14 มิถุนายน 2565 ดังนี้

1. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักนายกรัฐมนตรี) 
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงบประมาณเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 ราย ตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนี้  

- นายชุมพล เด็จดวง ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณเชี่ยวชาญ) สำนักงบประมาณ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณทรงคุณวุฒิ) สำนักงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2564  

- นายสารสิน ศิริถาพร ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณเชี่ยวชาญ) สำนักงบประมาณ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณทรงคุณวุฒิ) สำนักงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2565  
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป 

2. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ) 
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้ 

- นางทิพย์วรรณ ศุภมิตรกิจจา กงสุลใหญ่ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงดาการ์ สาธารณรัฐเซเนกัล  

- นางอุรษา มงคลนาวิน อัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลน์เหนือ ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอร์ซอ สาธารณรัฐโปแลนด์ 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศทั้ง 2 ราย ดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับ 

3. การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการต่างประเทศ) 

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเสนอการแต่งตั้ง นายนันทิวัฒน์ สามารถ เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2565 เป็นต้นไป 

ปธ.วิปฝ่ายค้านปลง เปิดศึกซักฟอกรัฐบาล รับสภาพ 'น็อคยาก’ ได้แค่ทำให้ช้ำ

‘ปธ.วิปฝ่ายค้าน’ รับ น็อครัฐบาลไม่ง่าย เล็งใช้ข้อมูลสู้ให้ช้ำ แย้ม ‘นิพนธ์’ ไม่รอดแม้คดีอยู่ระหว่างศาล รับ เคส ‘ครูโอ๊ะ’ มาทีหลังขอฟาดตู่ ให้รับผิดชอบแทน เปรียบ รัฐบาลเหมือนเรือรูรั่วทั่งลำ จนนายกฯ ไม่รู้ต้องอุดรูไหนก่อน จับตา ปรับครม.หลังซักฟอก เดาใจ ‘บิ๊กตู่’ ลากยาว

เมื่อวันที่ (14 มิ.ย. 2565) เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงกรณีความคืบหน้าการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ว่า ขณะนี้จำนวนรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายลงตัวแล้วคือ 1 + 9 คือนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอีก 9 คน ทั้งนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ดูและตรวจสอบร่างญัตติแล้ว ซึ่งทุกคนโอเค วันนี้ (14 มิถุนายน) แต่ละพรรคร่วมฝ่ายค้านจะร่วมลงชื่อก่อนนำญัตติเสนอนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ในวันที่ 15 มิถุนายน เวลา 13.00 น. ส่วนหมัดเด็ดที่มั่นใจคิดว่าจะล้มรัฐบาลได้นั้นมีหลายประเด็น แต่จะน็อคได้หรือไม่ ตนคิดว่าการน็อคด้วยมือก็คงไม่ง่าย แต่หากน็อคโดยสาระและความรู้สึกของสังคม ที่จะรับไม่ได้มีหลายประเด็น

เมื่อถามว่า จะมีรายชื่อนายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่มีคดีเรื่องการจัดซื้อเรื่องรถอเนกประสงค์ซ่อมบำรุงทาง สมัยเป็นนายก อบจ.สงขลา ถูกอภิปรายด้วยหรือไม่ เพราะตามมารยาทหากเรื่องอยู่ในกระบวนการตรวจสอบขององค์กรอื่นก็จะไม่นำมาบรรจุในรายชื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจ นายสุทิน กล่าวว่า ก็สามารถอภิปรายได้ ในมุมการเมือง และไม่ก้าวล่วงไปในเรื่องการพิจารณาคดี ดังนั้นเรื่องนายนิพนธ์ คิดว่า ไม่น่าเป็นปัญหา เพราะหากจะอภิปรายก็สามารถทำได้

เมื่อถามย้ำว่า จะมีชื่อนายนิพนธ์ เป็น 1 ใน 10 รัฐมนตรีใช่หรือไม่ นายสุทิน กล่าวว่า ก็ไม่ควรจะละเว้นได้ เพราะเป็นความผิดชัดเจน และเป็นเรื่องที่นายกฯ ต้องตระหนักรวมถึง รัฐมนตรีในกรณีอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกันด้วย เป็นความรับผิดชอบที่นายกฯ ต้องคิด และรับผิดชอบ

‘โรม’ ซัด ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ได้แล้ว ทุกวันนี้มีแต่ใช้ปราบม็อบไล่รัฐบาล

รังสิมันต์ โรม ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวว่า รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ตั้งแต่วันที่ (26 มี.ค.2563) ด้วยข้ออ้างว่าเพื่อควบคุมการระบาดของโรค COVID-19 และต่ออายุมันออกมาอีก 18 ครั้ง จนถึง ณ วันนี้ (14 มิ.ย. 2565) เป็นเวลาผ่านมาแล้วถึง 2 ปี 2 เดือน 20 วัน

ในขณะที่มองดูสถานการณ์ COVID-19 ณ ปัจจุบัน จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันมีแนวโน้มลดลงเหลือหลักพันต้น ๆ ทุกจังหวัดทั่วประเทศถูกปรับสถานะเป็นพื้นที่เฝ้าระวังสูง (สีเหลือง), พื้นที่เฝ้าระวัง (สีเขียว), และพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว (สีฟ้า) กันหมดแล้ว สถานศึกษา, สถานบันเทิง, สถานประกอบการให้บริการต่าง ๆ กลับมาเปิดทำการได้แล้ว เริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ รวมถึงเริ่มมีการเตรียมการประกาศให้ COVID-19 เป็นโรคประจำถิ่นในไม่ช้า ซึ่งหากจะยังต้องมีมาตรการใด ๆ รองรับ ก็สามารถทำได้ผ่านการใช้กฎหมายปรกติคือ พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มากไปกว่านั้นคือประชาชนโดยทั่วไปได้เรียนรู้ที่จะป้องกันตัว สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ และตรวจโรคเมื่อมีความเสี่ยงกันเป็นอย่างดีแล้ว

“กลายเป็นว่าตอนนี้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีที่ทางของมันจริง ๆ เหลือแค่การเอาไว้จัดการกับผู้ชุมนุมที่ต่อต้านรัฐบาล อย่างการชุมนุมที่แยกดินแดงเมื่อวันที่ (11 มิ.ย. 2565) ที่ผ่านมา ก็ถูกตำรวจเอามาอ้างเพื่อสลายการชุมนุมและจับกุมดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมอีกครั้ง กับอีกอย่างหนึ่งคือเอาไว้ป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดจากการใช้อำนาจ ใช้กำลังอาวุธโดยอ้าง พ.ร.ก. นี้”

'ปริญญา' กางกฏยูเอ็น นายกฯต้องรับผิดชอบ ปม คฝ.สาดกระสุนยางใส่ 'ทะลุแก๊ส' แบบประทับบ่ายิงสูง

(14 มิ.ย.2565) นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก Prinya Thaewanarumitkul ถึงการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับม็อบทะลุแก๊สเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า การใช้กระสุนยาง ที่ #ไม่สอดคล้องกับกติกาของสหประชาชาติ

แนวปฏิบัติของสหประชาชาติด้านสิทธิมนุษยชนในเรื่องการใช้อาวุธที่มีความร้ายแรงต่ำในการบังคับใช้กฎหมาย (Guidance on less-lethal weapons in law enforcement) ได้กำหนดวิธีการใช้ #กระสุนยาง ไว้ที่ข้อ 7.5.2 ว่า
“Kinetic impact projectiles should generally be used only in direct fire with the aim of striking the lower abdomen or legs of a violent individual and only with a view to addressing an imminent threat of injury to either a law enforcement official or a member of the public”

แปลได้ความว่า “โดยหลักแล้วกระสุนยางควรใช้เฉพาะการยิงโดยตรงที่เล็งไปที่ท้องส่วนล่าง หรือขาของผู้ก่อความรุนแรง และเฉพาะเมื่อเห็นว่าจะเกิดภยันตรายต่อเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมาย หรือต่อสมาชิกคนหนึ่งคนใดของสังคม”

ว่าง่าย ๆ สหประชาชาติกำหนดเงื่อนไขในการใช้กระสุนยางไว้สองข้อคือ #หนึ่ง #จะต้องเล็งต่ำไปที่ท้องส่วนล่างหรือขา ของผู้ก่อความรุนแรง จะยิงส่งเดชไม่ได้ และ #สอง ใช้กระสุนยาง #เฉพาะเพื่อป้องกันอันตรายที่กำลังเกิดกับเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายหรือประชาชน เท่านั้น
 

‘ไพศาล’ เย้ยไอโอลุง เคลมผลงานพลาด ซื้อทองคำเข้าทุนสำรอง ไม่เกี่ยวกับลุง

(14 มิ.ย.2565) นายไพศาล พืชมงคล อดีตที่ปรึกษาพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ว่า…

io เชียร์ลุงปล่อยไก่ตัวใหญ่ อีกแล้ว

ไอโอเชียร์ลุง สร้างกระแสเชียร์กันยกใหญ่ว่า ‘ธนาคารกลาง’ ได้ซื้อทองคำเข้าคลังเป็นจำนวนมากเป็นผลงานของพลเอกประยุทธ์

ก็ฮากันทั้งเมืองสิครับ

เพราะว่าธนาคารกลาง หรือ ธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น เป็นอิสระจากรัฐบาล ไม่ได้รับนโยบายหรือคำสั่งจากรัฐบาล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top