Sunday, 14 June 2026
POLITICS NEWS

‘บิ๊กตู่’ ชื่นมื่น ควง ‘ชัชชาติ-นายกเมืองพัทยา’ แถลงข่าวพร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลเต็มที่

(17 มิ.ย.65) ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) ครั้งที่ 9/2565 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เชิญ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ร่วมแถลงข่าวท่ามกลางสื่อมวลชนที่ให้ความสนใจจำนวนมาก โดยทันทีที่ถึงโพเดียมนายกฯ ได้หันไปบอกนายชัชชาติว่า เห็นไหมวันนี้สื่อมวลชนเยอะเป็นพิเศษ นายชัชชาติ จึงกล่าวตอบว่า “ครับ เพราะเป็นเรื่องสำคัญ” 

จากนั้นนายกรัฐมนตรีแถลงว่า วันนี้ถือเป็นอีกวาระหนึ่งที่มีการประชุมศบค.ชุดใหญ่ เพื่อจะอนุมัติอนุญาต ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์หลักการต่าง ๆ มากมายหลายประการ ซึ่งล้วนแล้วแต่ที่เราพยายามปรับแก้ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งสถานการณ์การแพร่เชื้อ การติดเชื้อ การเสียชีวิตก็ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ

“วันนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่ได้พบปะกับนายกเมืองพัทยา และผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งก็ได้พูดคุยกันแล้วว่าเราจะร่วมมือกันทำงานที่เราต้องรับผิดชอบกันด้วยความร่วมมือกันอย่างครบถ้วนในทุก ๆ เรื่อง ผมพูดคุยกับท่าน เพราะรู้จักท่านดีอยู่แล้ว วันนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่ได้แนะนำทั้ง 2 ท่านให้ที่ประชุมศบค.ด้วย ซึ่งก็คุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาอะไรทั้งสิ้นในการทำงาน ช่วยกันทำทุกอย่างให้พี่น้องประชาชนของเราทั้งประเทศ และวันนี้ที่เชิญมาพิเศษคือ นายกเมืองพัทยา เพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว และในส่วนของกทม.ถือเป็นปกติที่มาร่วมประชุมกันอยู่แล้ว ช่วงที่ผ่านมาเป็นช่วงของการเลือกตั้งที่ส่งปลัดฯกทม.รักษาการมาแทน ก็เข้าใจกันทั้งหมดแล้ว ไม่มีปัญหาอะไรทั้งสิ้น วันนี้เราต้องเดินหน้าประเทศไปด้วยกัน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้เชิญนายชัชชาติให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยนายชัชชาติ กล่าวว่า วันนี้ตนเป็นผู้เข้าร่วมประชุมก็พร้อมดำเนินการร่วมกับรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพราะว่า เราต้องทำงานร่วมกันอยู่แล้ว ในส่วนของมติศบค. ก็มีความผ่อนคลายขึ้น คิดว่า เป็นนิมิตหมายที่ดีที่สถานการณ์โควิดจะคลี่คลายลง และเราก็พร้อมที่จะดำเนินงานทุกอย่างกับทางรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนรายละเอียดให้ทางศบค.เป็นผู้ชี้แจง

รู้ความจริง 'งบส่วนราชการในพระองค์' ก่อนหลงเชื่อ ‘วาทกรรมมั่ว ๆ’ ที่ไม่มีอยู่จริง

>> ยาวหน่อยแต่อยากให้ค่อย ๆ อ่าน!!

นั่นก็เพราะนี่เป็นเรื่องของการเปิด ‘ข้อเท็จจริง’ ที่จริงเสียยิ่งกว่าจริง ให้คนที่ยังหลงผิดหลุดพ้นจากวาทกรรมบิดเบือนที่ถูกสร้างขึ้นแบบสมจริงเกี่ยวกับ ‘งบประมาณสถาบันพระมหากษัตริย์’ ซึ่งยังคงหลุดออกไปสู่สังคม และหลอมรวมให้เกิดข้อสงสัย จนนานวันได้กลายเป็นความเชื่อผิด ๆ และคนรู้ต้องมาตามไล่สีซอแบบไม่จบไม่สิ้น!!

อย่างล่าสุด ที่มีการกล่าวถึง งบประมาณสถาบันฯ จากข้อกล่าวอ้างของหน้าเดิม ๆ ฝ่ายโจมตีสถาบันฯ เดิม ๆ ส.ส.บางพรรคหน้าเดิม ๆ และกลุ่มเคลื่อนไหวที่เดาชื่อไม่ยากหน้าเดิม ๆ ว่า มีการปันงบไปให้สถาบันฯ จำนวนถึง 3 หมื่นกว่าล้านบาท แบ่งเป็น รายจ่ายโดยตรง 2 หมื่นล้านบาท และรายจ่ายโดยอ้อมอีก 1.5 หมื่นล้านบาท เป็นเงินจำนวนไม่น้อย แถมยังตรวจสอบไม่ได้อีกด้วย

พลันเห็นภาพแบบนี้ปรากฏ วินาทีนี้ จึงไม่อยากใช้คำว่า ‘ความเข้าใจผิด’ จากคนกลุ่มนี้ หากแต่ต้องใช้คำว่า ‘มั่ว’ ตั้งแต่มีการพูดชื่อ ‘งบฯ’ และสถานะที่ ‘ตรวจสอบไม่ได้’ !! 

>> ทำไมน่ะหรือ?

ก็เพราะว่ามันไม่มีคำว่า ‘งบประมาณสถาบันพระมหากษัตริย์’ ที่มีผู้เอาไปตีว่าความเป็นเงินไปให้ในหลวงใช้ส่วนตัวอย่างไรเล่า!! แล้วจะให้เอาที่ไหนมาตรวจสอบ? แถมไอ้พวกข้อมูลต่าง ๆ ทั้งจำนวนงบประมาณ, รายจ่ายโดยตรง, โดยอ้อม ที่มีการนำออกมาขยี้ ก็ล้วนแต่มั่ว หรือปั่นให้เกิดเป็น ‘เฟกนิวส์’ จนเกิดความเข้าใจผิดกันทั้งสิ้น

>> มั่วยังไง?

ก่อนอื่นเลย ขอให้ผู้อ่านทุกท่านเลิกเรียกคำว่า ‘งบประมาณสถาบันพระมหากษัตริย์’ ก่อน เพราะอย่างที่บอกว่าการใช้คำว่า ‘งบประมาณสถาบันฯ’ ทำให้เกิดความเข้าใจว่า เป็นเงินส่วนที่เอาไปให้สถาบันหรือว่าเอาไปให้ในหลวงใช้ >> ซึ่งมันไม่ใช่!! 

โดยชื่อจริง ๆ ของงบประมาณส่วนนี้ เขาเรียกว่า 'งบส่วนราชการในพระองค์' ท่องไว้นะ >> งบส่วนราชการในพระองค์ << 

พูดง่าย ๆ ก็คือ งบส่วนราชการในพระองค์นี้นั้น ก็เหมือนกับงบประมาณของหน่วยงานอื่น ๆ ยกตัวอย่างเช่น งบของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจะมีการจัดสรรงบประมาณลงมาให้ใช้ภายในกระทรวงนั้น ๆ ไม่ใช่เอาไปให้รัฐมนตรีกระทรวงนั้น ๆ ใช้เป็นเงินส่วนตัว >> ชัดนะ!!

หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ งบประมาณที่ว่ามาเหล่านี้ ล้วนเป็น ‘งบประมาณแผ่นดิน’ ทั้งสิ้น

>> ขยายความให้!!

หมายความว่า เป็นงบที่ต้องถูกตรวจสอบ โดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือว่า สตง. ทุกหน่วยงานนั่นเอง!!

จริง ๆ เรื่องนี้อาจจะแลดูเป็นเรื่องไม่สำคัญอันใด เพราะถ้าคนที่เข้าใจ เนื่องจากหลุดออกจากกรอบ ‘เฟกนิวส์’ ไปนานแล้ว จะไม่ติดใจ แต่พวกที่ยังหมกมุ่น เพราะต้องใช้เรื่องนี้เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อ ก็ยังคงจับมาขยี้ต่อไปเลิก เพราะมันเป็นวาทกรรมที่แตะต้องง่าย หาพวกได้เร็ว เร่งด้วยวลีที่สื่อสารให้เกิดความเท่าเทียมได้ง่าย คนรุ่นใหม่ช้อบ...ชอบ!!

ยิ่งได้เสียงจาก ส.ส. บางกลุ่ม เอาประเด็นเหล่านี้ไปพูดในสภาอันทรงเกียรติ และเผยแพร่จนประชาชนสับสน เข้าใจผิดไปหมดด้วยแล้ว ยิ่งช้อบ...ชอบ!! ทั้งที่จริง ๆ ถ้าใครได้ศึกษาหรือเปิดโลกออกจาก ‘ข้อมูลลวงสังคม’ จะรู้ว่าวาทกรรมเหล่านี้ ทั้ง ‘บ้ง’ ทั้ง ‘มั่ว’ 

>> นั่นก็เพราะในความเป็นจริงแล้ว สำนักงานงบประมาณจะมีการทำข้อมูลให้ดาวน์โหลดมาดูกัน แต่ก็ยังมีกระแสบิดเบียนออกมาอยู่เรื่อย ๆ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินในทุก ๆ ปี ซึ่งมักจะมีกระแสบิดเบือนเกี่ยวกับเรื่อง 'งบส่วนราชการในพระองค์' วนออกมาตลอด จากทั้งสื่อและพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ที่พยายามสร้างความเข้าใจผิดว่า 'งบส่วนราชการในพระองค์' เป็นงบประมาณก้อนใหญ่มหาศาลกว่า 3 หมื่นกว่าล้านบาท

ล่าสุด!! กล่าวหาไปถึง 9 หมื่นล้านบาท โดยมีความพยายามกล่าวหาว่าเป็นงบที่เอาไปให้ในหลวงใช้บ้าง ตรวจสอบไม่ได้บ้างกันเลยทีเดียว

แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย!! แถมยิ่งไปกว่านั้น 'งบส่วนราชการในพระองค์' ก็อยู่ที่ประมาณ 8 พันล้านบาทเท่านั้น!!

จากร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 งบส่วนราชการในพระองค์ อยู่ที่ 8,611 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนที่ลดลงมาจากปีที่แล้ว 150 ล้านบาท และเอาเข้าจริงแล้ว 'งบส่วนราชการในพระองค์' ก็ลดต่อเนื่องทุกๆ ปี เช่น ในปี 2564 งบประมาณส่วนนี้ได้รับ 8,981 ล้านบาท และในปี 2565 ได้รับ 8,761 ล้านบาท และถ้าหากเทียบ 'งบส่วนราชการในพระองค์' จะคิดเป็น 0.25% ของงบประมาณแผ่นดินทั้งหมดเท่านั้น!!

>> ว่าแต่ 'งบส่วนราชการในพระองค์' เอาไปใช้ทำอะไรบ้าง?

สัดส่วนราว 90% ของ 'งบส่วนราชการในพระองค์' ถูกจัดสรรไว้เป็นค่าดำเนินการ เงินเดือนที่จ่ายให้กับเจ้าหน้าที่และบุคลากรประมาณ 14,000 คน ที่เหลือก็เป็นค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ (เอาเข้าจริงไม่เพียงพอต่อการใช้จริง และค่าใช้จ่ายบางส่วนมาจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์) โดยบุคลากรส่วนนี้สังเกตได้จาก พนักงานสำนักพระราชวังที่ใส่อินทรธนู ท.ท.น. ที่ย่อมาจากคำว่า ‘เงินท้ายที่นั่ง’

พอเข้าใจกันขึ้นสักนิดแล้วนะว่า 'งบส่วนราชการในพระองค์' ถูกใช้ไปกับอะไรบ้าง แล้วก็ไม่ได้มโหฬารตามงานสร้างของ ‘สายมั่ว’ เลยแม้แต่น้อย

แต่ๆๆ เรื่องมันยังไม่จบง่าย ๆ !!

กลุ่มตรงข้ามกับสถาบันฯ เมื่อเริ่มจนต่อข้อมูลประจักษ์ ก็หาเรื่องมาปักธงรุกต่อ โดยมีการโจมตีว่า 'งบส่วนราชการในพระองค์' ทำไมถึงเพิ่มขึ้นจากเดิมในปี 2562 ที่ 6 พันล้านบาท เป็น 8 พันล้านบาทในปีถัด ๆ มา

>> เกิดขึ้นเพราะอะไร?

จริง ๆ จะเรียกว่าปรับเพิ่มขึ้นก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะว่าตัวเลขดังกล่าว มาจากการถ่ายโอนกำลังพลในปี 2562 ซึ่งมีการออก พ.ร.ก. โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของ กองทัพบก, กองทัพไทย, กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ 

พอมีการถ่ายโอนกำลังพล ก็ต้องมีการสำรองอัตราเงินเดือนต่าง ๆ มาด้วย ทำให้ตัวเลขงบประมาณส่วนนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งก็เป็นเหตุเป็นผล เป็นตรรกะธรรมดาไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร >> ชัดนะ!!

>> ทีนี้มาถึงไฮไลต์!!

ไอ้ที่มั่ว ๆ กันว่า รายจ่ายโดยตรง 2 หมื่นล้าน รายจ่ายโดยอ้อม 1.5 หมื่นล้าน รวมเป็น 3 หมื่นกว่าล้านบาท เอามาจากไหน?

ก็เพราะ ‘สายปั่นเฟกนิวส์’ ตัวจริง!! จะไปเหมารวมกับงบประมาณของโครงการหลวง, โครงการพระราชดำริ กล่าวคือ งบอะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวโยง หรือเชื่อมโยงกับสถาบันได้ ก็เหมารวมเป็น 'งบส่วนราชการในพระองค์' ไปซะหมด ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว โครงการพระราชดำริ กว่า 4,000 โครงการ เป็นโครงการที่เกิดขึ้นในสมัยของในหลวงรัชกาลที่ 9 แล้วก็เป็นโครงการที่ทำสำเร็จไปแล้วมากมาย และแต่ละโครงการ ในหลวงรัชกาลที่ 10 ก็ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอด เพิ่มเติมจากโครงการเดิมที่ทำไว้ทั้งสิ้น 

ฉะนั้น ก็จะมีการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนส่วนนี้ขึ้นมาต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือประชาชน รวมถึงเป็นเงินเดือนค่าจ้างบุคลากร ภายใต้ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับประเทศและปวงชนชาวไทยด้วย

ยกตัวอย่างเช่น โครงการพระราชดำริเกี่ยวกับการสร้างเขื่อน หน่วยงานที่รับสนองพระราชดำริ ก็คือ กรมชลประทาน 

คำถาม คือ โครงการนี้เป็นประโยชน์กับประชาชนหรือเปล่า? ซึ่งก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นประโยชน์แน่นอน เพราะโครงการสร้างเขื่อน ช่วยป้องกันน้ำท่วม เพิ่มพื้นที่เขตชลประทาน ตลอดจนแก้ปัญหาภัยแล้งให้กับประชาชนได้ด้วย หมายความว่า พอมีการสร้างเขื่อน ก็จำเป็นต้องมีงบบำรุงรักษา ซึ่งก็จะมีการตั้งงบประมาณขึ้นมาในแต่ละปีนั่นเอง >> ชัดนะ!!

ดังนั้น จะเห็นได้ชัดว่า โครงการต่าง ๆ ที่ถูกตั้งงบประมาณขึ้นมา ล้วนแล้วแต่เพื่อนำมาสร้างผลประโยชน์แก่ประชาชน 

‘ในหลวง’ หรือ ‘สำนักพระราชวัง’ ท่านไม่ได้แตะต้องงบประมาณส่วนนี้เลย แม้แต่บาทเดียว!!

>> ยิ่งไปกว่านั้น ทุกโครงการพระราชดำริ ที่ในหลวงทรงดำริคิดค้นขึ้นมา จะส่งต่อให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการนำไปปฏิบัติต่อ ซึ่งโครงการไหนได้ผลต่อเนื่อง หรือว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันแค่ไหนอย่างไรนั้น ก็จะมีการจัดงบประมาณตามความเหมาะสม ซึ่งต้องไปว่าต่อกันในสภาฯ นั่นเอง

>> งบประมาณต่าง ๆ ที่ว่ามาทั้งหมด ที่บรรดา ‘สายมั่ว’ เอาไปเหมารวมแล้วก็เรียกว่าเป็น ‘งบประมาณสถาบันพระมหากษัตริย์’ ซึ่งมันไม่มีชื่อเรียกนี้จริงนั้น จึงกลายเป็นตัวเลขจำนวนมหาศาล ทั้งๆ ที่ 'งบส่วนราชการในพระองค์' เอย งบโครงการพระราชดำริเอย ก็ได้มีการแบ่งแยกเอาไว้ชัดเจนอยู่แล้ว แล้วสำนักงานงบประมาณก็ทำข้อมูลไว้ให้ดาวน์โหลดไปเปิดโลกอยู่แล้ว

แต่เหตุไฉน นักการเมือง ส.ส. บางกลุ่ม เอาประเด็นนี้ไปพูดในสภา และเผยแพร่จนประชาชนสับสน เข้าใจผิดไปหมด หรือไม่เข้าใจจริงๆ หรือจริงก็รู้อยู่แล้ว แต่จงใจ? 

จงใจอยู่แล้ว!! 

พวกเขารู้!! แต่เขาแค่ออกมาพูดเพื่อให้คนเอาไปพูดและไปขยายต่อให้เป็นข้อมูลบิดเบือนเท่านั้นเอง

'อุตตม' ชี้!! ขีดแข่งขันไทยลดฮวบ สะท้อนอนาคตประเทศเสี่ยงสูง

หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย ชี้ ตัวเลขขีดความสามารถทางการแข่งขันไทยตก สะท้อนอนาคตประเทศมีความเสี่ยงสูง แนะเร่งยกระดับสินค้าส่งออก แก้ปัญหาหนี้สินของประชาชน และจัดหาแหล่งเงินทุนให้ผู้ประกอบการ

17 มิ.ย. 65 นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังจะเผชิญกับมรสุมเศรษฐกิจถึง 3 ลูก โดยลูกแรกคือโควิด แม้จะทุเลาลงแต่ก็ได้สร้างบาดแผลทางเศรษฐกิจต่อเนื่อง ลูกที่ 2 คือราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากสงครามยูเครน และลูกที่ 3 ซึ่งกำลังก่อตัวรุนแรงขึ้น คือภาวะเงินเฟ้อ ที่ส่งผลทำให้สินค้าราคาแพง กระทบกับการทำธุรกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน

“เรากำลังเผชิญกับปัญหาทั้งต้นทุนพลังงาน ปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นทั่วโลก สหรัฐอเมริกากำลังห่วงว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย จีนก็ยังไม่เปิดประเทศ ขณะที่ไทยต้องพึ่งพาการส่งออกไปยังประเทศเหล่านี้ จึงมีคำถามว่าเราจะบริหารจัดการกับภาวะท้าทายที่เกิดขึ้นนี้อย่างไร ไม่ใช่เพียงการจัดการระยะสั้น แต่ต้องมองไปถึงความยั่งยืนในอนาคตด้วย”

นายอุตตม กล่าวต่ออีกว่า ความกังวลประการหนึ่ง คือตัวเลขผลสำรวจขีดความสามารถทางการแข่งขันจากมุมมองของนักบริหารทั่วโลก ที่เพิ่งเผยแพร่โดยสถาบัน TMA ไปเมื่อเร็วๆ นี้ ปรากฏว่าปี 2565 ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 33 จากปีก่อนที่อยู่ในอันดับที่ 28 เป็นการลดลงถึง 5 อันดับ ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยพบว่าประเทศไทยจะมีอันดับลดลงมากขนาดนี้

โดยสมรรถนะทางเศรษฐกิจที่ลดลงมีผลมาจากปัจจัยหลักในเรื่องการค้า ทั้งการบริโภคภายในประเทศที่ลดลงจากโควิด ซึ่งต้องมีการบริหารจัดการต่อเนื่อง ส่วนการส่งออกแม้ที่ผ่านมาจะมีตัวเลขที่สูงขึ้น แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนทั่วโลก ทำให้เราไม่สามารถไว้วางใจได้ ที่สำคัญประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับสินค้าส่งออกให้สู้กับคู่แข่ง และตรงความต้องการของตลาดโลกในปัจจุบัน รวมทั้งพัฒนาระบบเศรษฐกิจจากฐานราก เพื่อความยั่งยืนในอนาคต 

ส่วนประสิทธิภาพภาครัฐ อันดับที่ตกลงมาเกิดจากการบริหารการคลัง ที่รัฐบาลจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อบริหารจัดการผลกระทบโควิด ซึ่งผลการจัดอันดับนี้เป็นสัญญาณที่ชี้ว่า คนภายนอกหรือผู้บริหารทั่วโลกมองประเทศไทยอย่างไร มีความสามารถควบคุมความเสี่ยงด้านการคลังแค่ไหน เราจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อมาดูแลยามวิกฤตเป็นเรื่องถูกต้อง แต่ต้องดูว่ากู้มาแล้วเอาไปทำอะไร แก้ไขปัญหาถูกจุดหรือไม่ วันนี้เรากู้เต็มเพดานแล้วจะมีผลกระทบกับการคลังในอนาคตอย่างไร

สำหรับประสิทธิภาพภาคเอกชนที่ลดลง ต้องยอมรับว่าเป็นผลสะท้อนจากสมรรถนะเศรษฐกิจ และประสิทธิภาพภาครัฐมีผลต่อประสิทธิภาพของเอกชน เนื่องจากรัฐบาลคือผู้ขับเคลื่อนนโยบายที่จะสนับสนุนภาคเอกชน วันนี้ต้องดูว่านโยบายของภาครัฐนั้นถูกทิศทางและทันต่อสถานการณ์หรือไม่ ยุทธศาสตร์ที่วางไว้ตอบโจทย์กับความเสี่ยงในอนาคตหรือไม่

'รังสรรค์' แนะรัฐบาลเร่งหาตลาดใหม่ส่งออกสินค้าเกษตร ชาวสวนลำใย 33 จังหวัดพร้อมบุกทำเนียบทวงเงินเยียวยา 2,000 บาทต่อไร่

นายรังสรรค์ มณีรัตน์ ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ปี 2564 เกษตรกรผู้ปลูกลำใย ประสบปัญหาหนักมาก ส่วนหนึ่งมาจากราคาลำใยตกต่ำเป็นประวัติการณ์ ราคาลำใยเกรดดีราคาไม่เกิน 3 บาทต่อกิโลกรัม ที่ผ่านมาเกษตรกรได้มา ยื่นหนังสือเพื่อทวงถามเงินเยียวยาต้นทุนการผลิตจำนวน 2,000 บาทไม่เกินคนล่ะ 25 ไร่ ที่พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รับปากกับเกษตรกรเมื่อครั้งไปตรวจราชการในพื้นที่ไว้ว่าไม่มีปัญหา จนถึงวันนี้ผ่านมาครึ่งปีแล้วยังไร้วี่แวว ว่าเกษตรกรจะได้รับเงินเยียวยาตามที่พลเอกประวิตรรับปากไว้แต่อย่างใด 

เมื่อต้นปี 2565 เกษตรกรผู้ปลูกลำใย 33 จังหวัดทั่วประเทศ เดินทางมายื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรม เพื่อทวงถามจนถึงเวลานี้ผ่านมาครึ่งปีไม่มีความคืบหน้า หากไม่มีความคืบหน้าเกษตรผู้ปลูกลำใย ทั้ง 33 จังหวัดจะยกขบวนมาทวงถามถึงกรณีดังกล่าว ต่อพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีถึงทำเนียบรัฐบาลอย่างแน่นอน เพราะรัฐบาลทอดทิ้งเกษตรกรผู้ปลูกลำใยโดยไม่ใยดี

ม็อบแท็กซี่-วินจยย.-ไรเดอร์จี้พท. หวดสุพัฒนพงษ์ปล่อยน้ำมัน-แก๊สแพง ชลน่าน แจงเหตุไม่ใส่ชื่อรมว.พลังงานในศึกซักฟอก เผยต้องตอบพร้อมนายกฯ

เวลา 10.00 น. วันที่ 16 มิถุนายน 2565 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยเเละนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค รับหนังสือร้องเรียนจากตัวเเทนเเท็กซี่ วินจักรยานยนต์ ไรเดอร์ส่งอาหารเเละเเมสเซนเจอร์เกี่ยวกับการร้องเรียนเรื่องปัญหาราคาพลังงานที่สูงขึ้นคือค่าน้ำมันและค่าแก๊สจนกระทบรายได้ เเละตั้งข้อสังเกตว่าญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ทำไมไม่มีชื่อนายสุพัฒน์พงษ์ พันธุ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีเเละรมว.พลังงานในการอภิปราย

นพ.ชลน่านกล่าวว่าตนเเละเลขาธิการพรรคเเม้จะเป็นส.ส.ต่างจังหวัดเเต่ก็ทำหน้าที่ผู้เเทนปวงชนชาวไทยรับฟังทุกเสียงของประชาชน เรื่องราคาพลังงานที่สูงจนกระทบรายได้เเละการดำรงชีวิตของทุกคนที่มาร้องเรียนวันนี้นั้น ตนย้ำว่าเรื่องนี้พรรคติดตามมาอย่างต่อเนื่องเเละสะท้อนไปยังรัฐบาลหลายครั้งเเล้วเเต่คล้ายไม่ได้รับความสนใจ ขณะเดียวกันส.ส.ของพรรคที่เป็นกมธ.ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานเเละด้านที่เกี่ยวข้องก็ติดตามอยู่ ดังนั้นสมัยประชุมนี้พวกตนจะสอบถามรมว.พลังงานในเรื่องนี้เเน่นอน

เปิดตัว 'ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ' ผอ.ครอบครัวเพื่อไทย ทำลูกสมุนประยุทธ์หนาว 'ชญาภา' แนะทุกฝ่ายหยุดจับจ้องโจมตีทางการเมือง ทำประโยชน์ ปชช.ดีกว่า

นางสาวชญาภา สินธุไพร รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายชนะศักดิ์ อัตถาวงศ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาวิพากษ์วิจารณ์พรรคเพื่อไทยหลังเปิดตัวนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ในฐานะผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย ว่า ไม่รู้สึกแปลกใจกับท่าทีของเหล่าสมุนผู้นำที่มาจากเผด็จการอำนาจนิยม ที่ถนัดแต่จับจ้องสร้างวาทกรรมโจมตีทางการเมืองมากกว่าสร้างสรรค์สิ่งที่เกิดประโยชน์แก่ประชาชน  ที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษ์ว่า นายณัฐวุฒิ ยืนอยู่บนเส้นทางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างมั่นคงมาโดยตลอด  แม้จะต้องเผชิญกับวิบากกรรมทางการเมืองแสนสาหัส แต่ก็ไม่เคยคิดขายจิตวิญญาณ หรือก้มหัวให้กับเผด็จการเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวเหมือนคนบางกลุ่ม นี่คือเกียรติยศยิ่งใหญ่ของคนที่ไม่เคยละทิ้งอุดมการณ์ประชาธิปไตย 

ดังนั้นการกลับมาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยของนายณัฐวุฒิ ในฐานะผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย มีภารกิจสำคัญคือร่วมสร้างสรรค์ประชาธิปไตย โดยยึดผลประโยชน์ประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก และที่สำคัญคือการเดินหน้าต่อสู้ในสนามเลือกตั้งเพื่อช่วงชิงอำนาจจากรัฐบาลเผด็จการและจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ตามเจตนารมณ์ของประชาชน หลังจากที่ประเทศไทยต้องตกอยู่ภายใต้รัฐบาลสืบทอดอำนาจมายาวนานกว่า 8 ปี จนบ้านเมืองพังพินาศอย่างเช่นทุกวันนี้ 

‘แพทองธาร-ณัฐวุฒิ’ นำทัพ ‘ครอบครัวเพื่อไทย’ ลุย ‘ศรีสะเกษ’ เปิดมหกรรมไล่หนูตีงูเห่า พร้อมเปิดตัวตัวแทนพรรคในการรับใช้ประชาชนในพื้นที่ศรีสะเกษ 

นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่าพรรคเพื่อไทย กำหนดจัดกิจกรรมครอบครัวเพื่อไทย บ้านหลังใหญ่ หัวใจเดิม ที่จังหวัดศรีสะเกษ ‘ครอบครัวเพื่อไทยไปศรีสะเกษ ตอน ไล่หนูตีงูเห่า’ ในวันที่ 18 มิถุนายน 2565 โดยจะเป็นรูปแบบการเดินสายพบปะพูดคุยกับพี่น้องประชาชนใน 3 เวที ใน 3 พื้นที่ คือ อำเภออุทุมพรพิสัย อำเภอราษีไศลและอำเภอขุนหาญ นำโดย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรมพรรคเพื่อไทยและหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย ที่เปิดตัวรับภารกิจขับเคลื่อนครอบครัวเพื่อไทยทั้งระบบ จะลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษเป็นครั้งแรก พร้อมด้วยนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคามและรองหัวหน้าพรรคและนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย รวมไปถึง ส.ส.และสมาชิกพรรคเพื่อไทย

เก็บตกบรรยากาศ 'นายกฯ-คณะฯ' เฮือนถิ่นสกลนคร ชาวบ้านเฮ!! 'เทใจ - เชื่อมั่น' เชียร์ตู่อยู่ต่อยาว ๆ

ควันหลง เมื่อวานนี้ (15 มิ.ย.65) หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะ ได้ออกตรวจราชการ พร้อมตามติดโครงการพระราชดำริ และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัดสกลนครเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ได้เดินทางมายังวัดป่านาคนิมิตต์ ต.ตองโขบ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร พร้อมเข้ากราบนมัสการหลวงปู่อว้าน เขมโก ศิษย์สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต บูรพาจารย์สายพระป่า 

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้เดินทางไปวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร อ.เมือง จ.สกลนคร เพื่อรับชมการแสดงต้อนรับชุด 'ชนเผ่าสกลนคร จากชนเผ่าคนรักพระธาตุ 6 ชนเผ่า ได้แก่ ไทญ้อ, ภูไท, ไทโย้ย, ไทกะโส้, ไทกะเลิง, ไทลาว จำนวน 300 คน

โดยเมื่อนายกรัฐมนตรี​ เดินทางมาถึงได้ทักทายประชาชน​ที่รับบริเวณด้านหน้า​ โดยประชาชนได้ตะโกนพร้อมถือป้ายกระดาษเขียนมือ 'ลุงตู่สู้ ๆ ลุงตู่อยู่ยาว​' ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ส่งสัญลักษณ์​ไอเลิฟยู​ และยกนิ้วโป้ง​ และถ่ายรูปร่วมกับประชาชน​ พร้อมกับตอบกลับประชาชนว่า​ "ก็อยู่ที่เขาเลือกละนะ​" และว่าเราไม่อยากกลับไปอยู่ที่เดิม​ หลังจากนั้นประชาชนได้ตะโกนอีกว่า "เราจะให้ลุงตู่เป็นนายกฯตลอดไป​"

ก่อนที่ นายกฯ จะได้กราบสักการะหลวงพ่อพระองค์แสน และกราบนมัสการเจ้าคณะจังหวัดสกลนคร (พระสิริพัฒนาภรณ์) และพระครูกิตติธรรมนิวิฐ เจ้าคณะอำเภอโพนนาแก้ว ณ พระวิหาร และกราบสักการะองค์พระธาตุเชิงชุมวรวิหาร พร้อมเยี่ยมชมร้านค้าและพบปะผู้ผลิตผ้าย้อมครามสกล ที่ถนนผ้าคราม โดยนายกรัฐมนตรี กล่าว​ย้ำว่า​ "บ้านเมืองเราไม่มีเวลาขัดแย้งอีกแล้ว"

'ก้าวไกล' แถลงขอบคุณมติประวัติศาสตร์ หลังสภารับหลักการ 'สมรสเท่าเทียม'

หลังสภาเสียงข้างมากมติรับหลักการร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ,ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ และ ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ สัดส่วนผู้มีความหลากหลายทางเพศ พร้อมด้วย ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ในฐานะผู้ร่วมร่างและผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียมและอดีต ส.ส.ของพรรค รวมถึงเพื่อน ส.ส.พรรคก้าวไกล ร่วมกันแถลงขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมกันผ่านมติประวัติศาสตร์ในครั้งนี้

พิธา กล่าวว่า การลงมติในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การตีความกฎหมายตามตัวอักษร แต่เป็นการส่งสัญญาณต่อประชาชนและโลกว่าประเทศไทยให้คุณค่ากับสิ่งใด ชัยชนะครั้งนี้ไม่ใช่ของใคร ไม่ใช่ของพรรคก้าวไกล รัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แต่เป็นชัยชนะของประชาชน

ด้าน ธัญวัจน์ กล่าวขอบคุณทุกเสียงที่ทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนราษฎร นึกย้อนกลับไปตั่งแต่วันแรกที่ยื่นกฎหมายเข้าสภา วันนั้น #สมรสเท่าเทียม ได้ขึ้นเทรนด์อันดับหนึ่งทันที 

'ศุภชัย' ติงบางสื่อบิดเบือนร่าง พ.ร.บ.กัญชาฯ ย้ำปลูกที่บ้านใช้ในครัวเรือน จดแจ้งฟรีไร้ค่าใช้จ่าย

นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กัญชา กัญชง พ.ศ. ... สภาผู้แทนราษฎร โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีที่มีสื่อแห่งหนึ่งใช้ข้อความบิดเบือนการจดแจ้งการปลูกกัญชา ว่า ...

เป็นสื่อ อย่าบิดเบือน 

มีประชาชนส่งคำถามว่า สรุปแล้วประชาชน ถ้าจะปลูกกัญชาต้องเสียค่าใบอนุญาตอย่างนั้นหรือ ผมได้ฟังคำถามก็ตกใจ เลยถามกลับว่า ท่านไปเอาข้อมูลมาจากไหน ปรากฏว่า ชาวบ้านได้ส่งลิ้งค์รายการหนึ่งมา ผมไปนั่งดู บางช่วงบางตอนผมถึงกับร้อง “เฮ่ย” เพราะการนำเสนอนั้น มันเป็นไปลักษณะของ “ถูกครึ่ง ผิดครึ่ง” 

แต่ที่แน่นอนคือมันทำให้สังคมเข้าใจผิดในร่างพระราชบัญญัติกัญชา กัญชง ไปจนถึงนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ในรายการ มีความพยายามสื่อสารว่า เราวางเงื่อนไข จนประชาชนเข้าไม่ถึงการปลูก เพราะกฎหมาย กำหนดค่าใบอนุญาตสูงถึง 5 หมื่นบาท ฟังมุมไหน ก็เหมือนว่า นโยบายกัญชา มีล็อกมากมาย ประชาชนไม่มีทางเข้าถึง ผมฟังแล้วก็ต้องร้อง “อุบ๊ะ” แล้วต้องออมาชี้แจง ว่า “มันไม่ใช่”

เรื่องการปลูกการใช้ ใน พ.ร.บ.ระบุไว้อย่างชัดเจนเป็น 2 ประเด็น คือ การใช้ในครัวเรือน และการใช้ในเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งเรื่องนี้ ผม และพรรคภูมิใจไทย อธิบายกันไว้หลายทีแล้ว แล้วท่าน เป็นถึงสื่อมวลชน มีหรือที่ท่านจะไม่รู้ ไม่ทราบ แต่ถ้าท่าน จะนำเสนอทั้งที่ท่านรู้ไม่จริง ผมก็ต้องออกมาอธิบาย ย้ำ กันให้เข้าใจอีกรอบ นี่ผมนั่งเปิดไฟล์ร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ของพรรคภูมิใจไทย ย้ำนะครับ กฎหมายฉบับนี้ แบ่งการใช้กัญชา เป็น 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top