Saturday, 13 June 2026
POLITICS NEWS

'ธนกร' แนะ 'จตุพร' หากรักประเทศ-ปชช. ควรยุติชุมนุม ชี้!! อีกไม่นานจะมีเลือกตั้ง อย่าสร้างความวุ่นวายให้สังคม

นายธนกร วังบุญคงชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคณะหลอมรวมประชาชนระบุว่า ประเทศนี้จะไม่มีการเลือกตั้งก็เพราะ 3 ป. ออกแบบไม่ให้มีการเลือกตั้ง ไม่ใช่ว่าเราออกไปชุมนุมว่า เป็นการชิงออกตัวแบบปัดความรับผิดชอบอย่างชัดเจน เมื่อคิดที่จะปลุกปั่นให้ประชาชนออกมาร่วมชุมนุม ก็ควรแสดงภาวะผู้นำด้วยการรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองด้วย ไม่ใช่คิดจะทำอะไรก็ทำ แต่พอเกิดความผิดพลาดขึ้นก็โยนความผิดให้คนอื่น พฤติกรรมแบบนี้ใช้ไม่ได้สำหรับคนที่คิดจะเป็นแกนนำ 

ดังนั้น เมื่อประชาชนทราบเช่นนี้แล้ว ก็อยากจะขอร้องให้ทุกคนรู้เท่าทัน และอย่าหลงออกไปร่วมชุมนุมด้วย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การเมืองเดินไปตามขั้นตอนอย่างที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว อีกไม่นานก็จะถึงการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศ ดังนั้น นายจตุพรควรสงบจิตสงบใจ กลับไปทบทวนบทเรียนที่ผ่านมาว่าตัวเองได้ทำอะไรกับประเทศไทยไว้บ้างให้ตกผลึกเสียก่อน เผื่อจะตาสว่างและเลิกจัดการชุมนุมที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ต้องสัญจรไปมา วันนี้วิกฤตเศรษฐกิจโลกก็แย่พอแล้ว อย่าซ้ำเติมสถานการณ์อีกเลย

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รักษาการนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน การประชุม ก.ตร. ครั้งที่ 9/2565

วันจันทร์ ที่ 26 ก.ย. 65 เวลา 10.00 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รักษาการนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 9/2565 ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีคณะกรรมการ ก.ตร., ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และคณะอนุกรรมการ ก.ตร.วินัย คณะอนุกรรมการ ก.ตร.ร้องทุกข์ และคณะอนุกรรมการ ก.ตร. บริหารทรัพยากรบุคคล เข้าร่วมประชุม ซึ่งมีวาระการประชุมฯ ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล เงินเดือน และเงินตอบแทนพิเศษ รวมถึงการพิจารณาจัดทำแนวทางในการปฏิบัติตนของข้าราชการตำรวจ ตามประมวลจริยธรรมของข้าราชการตำรวจ เป็นต้น

ภารกิจของพลเอก ประวิตร วงษ์สุววรณ ในการลงพื้นที่จ.เพชรบูรณ์ เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 65

เยี่ยมชมและทักทายพี่น้องประชาชนที่มารอรับบริการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พร้อมรับฟังการบรรยายสรุปจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ถึงสถานการณ์น้ำในภาพรวม และรับทราบปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและการบริหารงานในพื้นที่ รวมถึงปัญหาที่ดินทำกิน

'บก.ลายจุด' ถาม "เอาเลยไหม จัดสักนัดไล่ รมต.ชัยวุฒิ" ด้าน 'อานนท์ นำภา' บอก "อยากปะทะแก๊สน้ำตาว่ะ"

จากกรณีที่นายชัยวุฒิ​ ธนาคมานุสรณ์​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม​ (ดีอีเอส​) กล่าวถึงกรณีหากมีม็อบออกมาเคลื่อนไหวในวันที่ 30 กันยายน ที่ ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครบ 8 ปี

โดยนายชัยวุฒิ ระบุว่า “ถ้าไม่อยากให้บ้านเมืองวุ่นวาย หรือเกิดการกระทบกระทั่งกันจนถึงขั้นบาดเจ็บ ก็ไม่อยากให้ออกมาเคลื่อนไหวกันในช่วงนี้ และตอนนี้ก็เป็นช่วงที่ประชาชนหลายคนเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วม และปัญหาต่างๆ รัฐบาลอยากจะทำหน้าที่ให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า และหากไม่พอใจรัฐบาลก็อยากให้ใจเย็นๆ เพราะอีกไม่กี่เดือนจะถึงช่วงของการเลือกตั้งแล้ว พร้อมเตือนว่า “ถ้าเคลื่อนไหวมากๆ ระวังจะไม่ได้เลือกตั้งนะ”

ทำให้ ด้านนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบก.ลายจุด หัวหน้าพรรคเกียน นักเคลื่อนไหวทางการเมืองชื่อดัง โพสต์ข้อความว่า นายชัยวุฒิเหมาะที่จะถุกจัดการชุมนุมเพื่อขับไล่ พร้อมโพสต์เชิงสอบถามผู้ติดตามว่า จะจัดชุมนุมกันเลยดีไหม?

“บุคคลๆ นี้ควรมีม็อบไล่เป็นของตนเองสักครั้ง นัดเลยดีมััย?” นายสมบัติกล่าว

'เพื่อไทย' แซะ!! รัฐยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน หลัง 30 ก.ย. 'ล่าช้า-ไม่ทันสมัย-ไม่เป็นสากล'

(24 ก.ย.65) นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ เห็นชอบยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้วหลังสถานการณ์โควิด-19 ในไทยแผ่วลงตามลำดับและปิดฉากการทำงานของ ศบค.ในวันที่ 30 ก.ย. ว่า ชุดความคิดจะเลิกอะไรต้องเลิกหลังเกษียณ 30 กันยายน และจะเริ่มอะไรก็ต้องเริ่มในวันที่ 1 ตุลาคม ตามปีงบประมาณใหม่ ไม่ทันสมัย ไม่เป็นสากล เป็นมาตรการที่ล่าช้าไม่ทันการณ์ ไม่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์

"ประชาชนคนไทยเรียกร้องให้มีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ผ่อนคลาย แต่รัฐบาลไม่ยกเลิก มีความพยายามใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในทางการเมืองเพื่อจํากัดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน เพื่อปราบม็อบนักศึกษา ม็อบเกษตรกร ม็อบ ชาวบ้านที่เดือดร้อนจากโครงการต่างๆของรัฐ"

'อนุทิน' ย้ำ!! ลูกพรรคหน้าต้องดำผิวต้องกร้านเข้าสภาให้ได้ ด้านชาวขอนแก่น ถือป้ายเชียร์ 'เสี่ยหนู' ให้เป็นนายกฯ

ภายหลังการสัมมนาพรรคภูมิใจไทยสัญจร ที่ จ.ขอนแก่น ช่วงเย็นวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ร่วมรับประทานอาหารเย็น ร่วมกับรัฐมนตรี และส.ส.ของพรรค โดยนายอนุทิน กล่าวตอนหนึ่งว่า...

"พรรคภูมิใจไทยมีแต่คนไหลเข้า ยังไม่เห็นคนไหลออก และอย่าให้มีคนแรก เพราะจะถูกพวกเราโห่จนกลับบ้านไม่ถูก เนื่องจากเราสำเร็จมาด้วยกัน ทำงานมาด้วยกัน พลวัตการขับเคลื่อนของเราเปรียบเสมือนสิ่งที่หมุนรอบ ซึ่งหากหมุนไปเรื่อยๆ ในทางฟิสิกส์จะเกิดเป็นแรงดูด จึงขอให้หมุนไปแบบนี้ หมุนด้วยความเร่ง ความตั้งใจ ความจริงใจต่อประชาชน แรงดูดจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น จึงถูกแล้วที่เขาพูดว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคดูด แต่ดูดด้วยผลงาน ดูดด้วยความนิยม"

นายอนุทิน ย้ำด้วยว่า ขอให้คืนนี้ (23 ก.ย.) เป็นคืนสุดท้ายที่ส.ส. และว่าที่ผู้สมัครส.ส.ของพรรคจะสนุกสนานกัน เพราะนับจากวันนี้ หน้าต้องดำ ผิวต้องกร้าน ต้องได้รับคะแนนนิยม ความเชื่อมั่นจากประชาชน แล้ววันรุ่งขึ้นหลังการเลือกตั้งเราจะฉลองอย่างยิ่งใหญ่

“พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคติดดิน ต่อให้ฝนตกหนักแค่ไหน หัวหน้าพรรคจะยืนเคียงข้างลูกพรรค เราตากแดด ตากลม ตากฝน ได้หมด ขออย่างเดียวให้ได้เดินเข้าสภา 6 เดือนต่อจากนี้ เราจะอยู่ในโหมดของการต่อสู้จนกว่าจะชนะ และเอาส.ส.ตัวเป็นๆ เข้าสภาเท่านั้น และเราจะชนะอย่างแน่นอน” นายอนุทิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคภูมิใจไทยจะเป็นพรรคแกนนำที่ประกาศตัวพร้อมเป็นนายกฯ เลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า "พรรคต้องมีการขับเคลื่อน ทำให้ประชาชนมั่นใจ ไว้วางใจว่าพรรคทำงานที่เป็นประโยชน์ให้ประชาชนมากที่สุด การที่จะไปถึงจุดนั้นได้ต้องมี ส.ส.เยอะ ก็จะผลักดันทุกอย่างง่ายขึ้น ก็จะไม่มีอุปสรรคอะไร ไม่ไปเป็นเหยื่อของเกมการเมืองจากใคร แต่เอาไว้ถึงวันนั้นก่อน ต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ซึ่งประชาชนเห็นแล้วว่าถ้าทำงานเพื่อประชาชนอย่างเต็มที่ แต่แทนที่สิ่งเหล่านั้นจะได้รับการสนับสนุนจากบรรดาผู้คนการเมืองด้วยกัน กลับมีการบล็อก เตะตัดแข้งตัดขา ซึ่งทำให้เกิดผลเสียต่อประชาชน

“เราไม่หวั่นไหวอะไร บางคนตัดสินใจทำแบบนี้กับพรรคภูมิใจไทยเพราะไม่ต้องมีการพึ่งพาอะไรกันแล้ว ไม่ต้องมีอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่มีการผ่านกฎหมายสำคัญแล้ว เลยปฏิบัติกับเราแบบนี้ ก็ไม่เป็นไร เราถือว่าประชาชน คือหลักชัยของเรา เรายังมุ่งมั่นทำงานต่อ ที่ผ่านมาพรรคเราเป็นแบบนี้ เราไม่เคยยุ่งกับใคร ถ้าพรรคอื่นทำประโยชน์กับประชาชนเราก็พร้อมสนับสนุนเสมอ แต่เวลาพรรคเราจะทำประโยชน์ให้ประชาชนทำไมพรรคอื่นต้องมาขัดแข้งขัดขา การต่อสู้กันทางการเมืองไม่ควรเอาสิ่งที่ประชาชนพึงจะได้มาขัดขวาง แต่โชคดีเรามองสถานการณ์ว่าสิ่งนี้จะเกิด จึงเตรียมการป้องกันไว้ก่อน ยืนยันว่า แม้ พ.ร.บ.จะไม่ผ่านสภา แต่การใช้ประโยชน์ของกัญชา ถ้าอยู่ภายใต้กรอบของกระทรวงสาธารณสุขจะไม่มีข้อจำกัด”

'ชัยวุฒิ' ลงพื้นที่น้ำท่วมอยุธยา 'รับฟังปัญหา-แจกถุงยังชีพ' ด้านชาวบ้านโวย 'ฝ่ายค้าน' หยุดจับผิด 'ส.ส.-รมต.รัฐ' ช่วยปชช.

'ชัยวุฒิ' ลงพื้นที่น้ำท่วมอยุธยา ออกตัวบอกมาในนามรัฐบาล ชาวบ้าน ร้องอยากให้เเจกถุงยังชีพเยอะๆ ขอฝ่ายค้าน อย่าเล่นการเมือง บนความเดือดร้อน ปชช.  

(24 ก.ย.2565) นายชัยวุฒิ​ ธนาคมานุสรณ์​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม​ หรือดีอีเอส​ พร้อมขอให้เจริญ ข้าราชการในกระทรวง ลงพื้นที่อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา​  ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจชาวบ้าน​ผู้ประสบอุทกภัย พร้อมมอบถุงยังชีพ 

ทันทีที่นายชัยวุฒิ มาถึง ได้กล่าวสวัสดีชาวบ้าน พร้อมกับแนะนำตัวว่า “รู้จักผมไหม ผมชื่อชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” ตนเป็นห่วงพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เพราะหลายพื้นที่ยังเป็นที่ลุ่มต่ำ เท่าที่ตนทราบพื้นที่นี้จะท่วมก่อนพื้นที่อื่นและแห้งทีหลัง ยืนยันหลายครั้งว่ารัฐบาลห่วงใยประชาชน ตอนนี้จะมีโครงการผันน้ำคลองบางบาลแล้ว วันนี้ตนอยากมาเยี่ยมเยียนพี่น้อง แลดูสภาพปัญหาว่าอยากให้รัฐบาลช่วยอะไร ตนจะได้นำไปเรียนนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี

“พอน้ำท่วม นอนอยู่บนเตียง ทำอะไรไม่ได้เลย ก็จะเบื่อ วิธีการแก้ปัญหาคือออกไปข้างนอกบ้าง จะได้ไม่เหงา ไม่เครียด”

นายชัยวุฒิย้ำว่า ขอให้ชาวบ้านระวังเรื่องงูพิษ มีสัตว์มีพิษเยอะ ที่มากับน้ำท่วม ตนเป็นกำลังใจให้ทุกคน ก่อนลงจากโพเดี้ยมนายชัยวุฒิ ถามชาวบ้านด้วยว่ารู้จักกระทรวงที่ตนกำกับไหม เป็นกระทรวงตั้งใหม่ ดูเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์และการติดต่อสื่อสาร 

หลังจากนั้น นายชัยวุฒิให้สัมภาษณ์ ระบุว่า วันนี้ตนมาในนามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีเอส​ มาเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจประชาชน พร้อมกับมอบถุงยังชีพ และติดตามในงานในสังกัดของกระทรวงที่ลงมาช่วยเหลือประชาชน สิ่งสำคัญคือถือโอกาสมาเยี่ยมเยียนชาวบ้านและมาฟังว่าเขาเดือดร้อนอย่างไร อยากให้รัฐบาลช่วยเหลืออย่างไรบ้าง หากไม่ลงพื้นที่มาดูก็จะไม่รู้

ขณะเดียวกัน นายชัยวุฒิ​ ยังระบุอีกว่า ชาวบ้านเองก็ได้สะท้อนถึงความลำบาก ในการเดินทางเนื่องจากมีน้ำท่วมสูง​ โดยอยากจะให้มีการระบายน้ำออกไปในพื้นที่การเกษตร​ เพื่อลดระดับน้ำลง เนื่องจากบางพื้นที่น้ำท่วมถึงชั้น 2 ซึ่งเท่าที่ทราบเมื่อชาวนาเกี่ยวข้าวเสร็จภายในสิ้นเดือนนี้ ก็จะมีการระบายน้ำออกไปยังทุ่งนาทำให้ระดับน้ำในพื้นที่นั้นลดลง

โดยหน้าที่หลักของกระทรวงดีอีเอส​ กรมอุตุนิยมวิทยา มีการพยากรณ์อากาศ และประสานข้อมูลเรื่องน้ำ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงต่างๆที่นำข้อมูลไปบูรณาการช่วยเหลือ ในเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งการพยากรณ์อากาศช่วงนี้อยู่ในฤดูฝน เพราะฉะนั้นอาจทำให้มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ โดยจากการที่ติดตามอยู่ในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้าจะมีพายุเข้ามา อีก 1 ลูก ซึ่งต้องติดตามดูว่าอิทธิพลของพายุลูกนี้จะทำให้ฝนตกหนักแค่ไหนในพื้นที่ และจะดำเนินการแจ้งเตือนประชาชนต่อไป เนื่องจากตอนนี้น้ำเต็มทุกพื้นที่หมดแล้วค่ะฝนตกลงมาก็ยอมรับว่าเหนื่อยในการบริหารจัดการน้ำอย่างแน่นอน

ทั้งนี้นายชัยวุฒิ​ มองว่า​ ในระยะต่อไปต้องมีการปรับปรุงได้ระบบป้องกันน้ำท่วมและชลประทาน​ ให้สามารถระบายน้ำให้มากขึ้น อย่างในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื่องจากเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ

'สุรนันทน์' ย้ำ!! กกต.ต้องเที่ยงธรรมและเป็นกลาง

(24 ก.ย.65) นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย ประธานภาคกรุงเทพฯ พร้อมด้วย น.อ.บัญชาพล อรัณยะนาค ผู้ประสานงานเขตสายไหม และทีมงานสร้างอนาคตไทย ได้ลงพื้นที่ ตลาดเคหะออเงิน และชุมชนเลียบคลองหกวา เขตสายไหม 

นายสุรนันทน์ กล่าวว่า วันนี้นอกจากจะมาพบปะพ่อค้าแม่ค้าและรับฟังปัญหาต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ยังคงเดือดร้อนเรื่องปัญหาปากท้องที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ เราได้มาแนะนำตัวและนำเสนอนโยบายต่างๆ ของพรรค โดยเฉพาะนโยบายด้านเศรษฐกิจ ที่จะมาช่วยคนตัวเล็กตัวน้อยให้กลับมาลืมตาอ้าปากได้ 

นายสุรนันทน์ ย้ำว่า ตั้งแต่วันนี้ไปพรรคสร้างอนาคตไทยจะไม่มีการแจกของใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อให้ความร่วมมือกับ กกต. แต่ขอย้ำอีกครั้งว่า กกต.ควรมีความชัดเจนในทุกๆ กรณีโดยเร็ว ว่าพรรคการเมืองสามารถทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน

'บิ๊กป้อม' สั่ง ศธ.เร่งช่วยเหลือ นร.หญิง ถูกละเมิดทางเพศ ย้ำ!! ห้ามให้เกิดเหตุซ้ำอีกเด็ดขาด

'พล.อ.ประวิตร' ไม่ทอดทิ้ง นร.หญิง โรงเรียน จ.เพชรบูรณ์ ถูกละเมิดทางเพศ สั่ง ศธ.เร่งช่วยเหลือ ทุกกรณีอย่างถูกต้องเป็นธรรม โดยเร็วที่สุด ย้ำ!! ห้ามเกิดเหตุซ้ำอีกเด็ดขาด

(24 ก.ย.65) พล.ท.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผช.โฆษก รอง นรม.เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม. รักษาราชการแทน นรม. ได้มีคำสั่งด่วนไปแล้ว ให้ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ. และผู้เกี่ยวข้อง เร่งให้ความช่วยเหลือ ดูแลรักษาทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ ของนักเรียนหญิง โรงเรียนแห่งหนึ่ง ในจ.เพชรบูรณ์ ที่ถูกละเมิดทางเพศจากกลุ่มนักเรียนรุ่นน้อง ของโรงเรียนเดียวกัน เมื่อคืนวันที่ 24 ส.ค.65 และเป็นข่าวในเวลาต่อมา ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ ได้สร้างความสะเทือนใจและเกิดความเสียหาย ต่อภาพลักษณ์สถาบันการศึกษาและสังคมไทย เป็นอย่างยิ่ง และจากเหตุการณ์ ดังกล่าว รมว.ศธ.ได้มีคำสั่งย้ายผู้อำนวยการโรงเรียน และตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงไปแล้ว พร้อมทั้งได้สั่งการให้เพิ่มมาตรการป้องกัน และการกวดขัน เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ เกิดขึ้นซ้ำอีก และได้เข้าให้ความช่วยเหลือเด็กนักเรียนหญิง และผู้ปกครอง ที่ได้รับผลกระทบ ทันทีแล้ว จากความเดือดร้อนต่างๆ รวมถึงการส่งนักจิตวิทยา เข้าไปให้ความช่วยเหลือ ดูแล บำบัดรักษาด้านจิตใจด้วย

'ดร.ไตรรงค์' ชี้!! ระบอบที่เหมาะสุดสำหรับประเทศไทย ไม่ใช่ทั้งระบอบประชาธิปไตยและเผด็จการ

ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กในหัวข้อ 'ระบอบใดเหมาะที่สุดสำหรับประเทศไทย' ว่า...

#ระบอบใดเหมาะที่สุดสำหรับประเทศไทย (มันไม่ใช่ทั้งระบอบเผด็จการและระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์)

ในประวัติศาสตร์ของโลกนั้น มีหลายประเทศที่ต้องประสบปัญหาความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศจนไม่สามารถพัฒนาประเทศให้เจริญขึ้นได้อย่างที่น่าจะเป็น

ตัวอย่างที่ดีก็คือประเทศฝรั่งเศส เพราะก่อนปี ค.ศ. 1958 (พ.ศ. 2501) ประเทศฝรั่งเศสมีรัฐธรรมนูญที่ให้สภานิติบัญญัติที่สมาชิกได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนเป็นผู้เลือกประธานาธิบดีแล้วให้ประธานาธิบดีเป็นคนแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เนื่องจากประเทศนี้ได้มีการจัดตั้งสมัชชาประชาชนเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในปี ค.ศ. 1870 โดยสมัชชามีมติให้ยกเลิกสถาบันกษัตริย์อันเป็นการยกเลิกแบบถอนรากถอนโคนอีกครั้งหนึ่งและเป็นครั้งสุดท้าย (ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1789 ที่ประชาชนเข้ายึดอำนาจการปกครองจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และทำการปลงพระชนม์พระองค์ด้วย)

แต่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ให้สภานิติบัญญัติเป็นผู้เลือกประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศนั้น ได้ก่อให้เกิดการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันระหว่างนักการเมืองและพรรคการเมือง เพราะทุกคนต่างก็ต้องการเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ จึงต้องมีการแก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่นเพื่อให้ได้อำนาจรัฐอยู่ในมือของพวกตน ใครที่ได้เป็นรัฐบาลก็จะไม่มีเวลามาวางแผนเพื่อความเจริญของประเทศในระยะยาวได้ เพราะจะถูกฝ่ายที่ไม่ได้เป็นรัฐบาลจ้องตีรวน สร้างความปั่นป่วนให้รัฐบาลไม่สามารถจะบริหารประเทศได้ด้วยความสะดวกทุกคน #ล้วนเห็นแก่ประโยชน์ของตนและพรรคของตนมากกว่าประโยชน์ของชาติ มีการเปลี่ยนขั้วการเมืองเพื่อให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้ต้องลาออกไป เพื่อกลุ่มใหม่จะได้ขึ้นเป็นรัฐบาลใหม่ รัฐบาลใหม่นี้ก็จะเจอปัญหาการถูกก่อกวน บ่อนทำลายเสถียรภาพในทุกวิถีทางอีกเหมือนเดิม จนกลายเป็น #วงจรอุบาทว์ ที่ไม่มีรัฐบาลใดสามารถจะมีเสถียรภาพบริหารชาติอยู่นานได้

จากข้อมูลพบว่าเพียงระยะเวลา 12 ปี นับย้อนหลังไปจาก ค.ศ. 1957 ประเทศฝรั่งเศสมีรัฐบาลถึง 20 ชุด หรือเฉลี่ยแล้วแต่ละชุดอยู่ในตำแหน่งได้ประมาณ 6 เดือนเท่านั้น (จากหนังสือ การเมืองในฝรั่งเศส เขียนโดย ศาสตราจารย์ พงศ์เพ็ญ ศกุนตาภัย) จนทุกคนทุกพรรคได้มองเห็นความหายนะของชาติจึงได้ร่วมกันไปเชิญ วีรบุรุษฝรั่งเศสในสงครามโลกครั้งที่ 2 คือท่านจอมพล ชาร์ล เดอ โกล มาเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งภายในไม่ถึงปี นายกฯ คนใหม่ก็เสนอให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แล้วเสนอให้ประชาชนลงมติเห็นด้วยประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญใหม่ของประเทศซึ่งได้มีการประกาศใช้ในปี ค.ศ. 1958 และยังใช้มาจนถึงปัจจุบัน

ด้วยรัฐธรรมนูญใหม่ที่ให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงจากประชาชนและมีอำนาจในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี แต่ประธานาธิบดีจะเป็นผู้มีอำนาจเหนือรัฐบาลในการกำหนดนโยบายต่างประเทศและนโยบายด้านกลาโหม มีวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมและมีสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนเหล่านี้ทำให้เกิดความลงตัวรัฐบาลมีเสถียรภาพจนสามารถมีเวลาวางยุทธศาสตร์และนโยบายระยะยาวทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคม จนเจริญมั่งคั่งอย่างที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้ (รายละเอียดจะได้เล่าให้ฟังในโอกาสต่อไปเพราะมีหลายประเทศที่น่าพูดถึง เช่น นอร์เวย์ ฟินแลนด์ และออสเตรีย เป็นต้น)

#ดูเขาแล้วลองย้อนดูตัวเราเองบ้างจะดีไหม?

ตั้งแต่ พ.ศ. 2475 จนถึง พ.ศ. 2516 เรามีรัฐบาลเผด็จการโดยพวกคณะราษฎร์และผู้สืบทอดมรดก มากกว่ารัฐบาลประชาธิปไตย แต่ทุกรัฐบาลล้วนวุ่นวายอยู่กับการรักษาอำนาจของตน จึงไม่มีเวลาคิดเรื่องการพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการคิดเรื่องอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศ ได้มาเริ่มทำกันค่อนข้างจะจริงจังก็สมัยของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในปีพ.ศ. 2502 ซึ่งได้ปรับปรุงสำนักงานที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามให้มาเป็นสภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ มีหน้าที่วางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ประเทศไทยจึงได้มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรกคือแผนสำหรับ พ.ศ.2504-2509 (ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในปี พ.ศ.2515)

ทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็เป็นการกระทำตามคำแนะนำของที่ปรึกษาจากสหรัฐอเมริกา เพราะสหรัฐฯ ต้องการใช้ประเทศไทยเป็นด่านหน้าในการต่อสู้กับการขยายอิทธิพลของฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่กำลังโตวันโตคืนบนโลกอยู่ในขณะนั้น และเพื่อเป็นการตอบแทนกัน  จอมพล ป. และ จอมพล สฤษดิ์ ก็ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสหรัฐอเมริกา ทั้งๆ ที่เป็นรัฐบาลเผด็จการ (อยากทราบความกระจ่างของรายละเอียดในเรื่องนี้ สามารถหาอ่านได้จากหนังสืออันทรงคุณค่าชื่อ “50ปีเศรษฐกิจไทย” ของคุณบรรยง พงษ์พานิช 2022, บริษัทภาพพิมพ์ จำกัด เป็นผู้พิมพ์จำหน่าย)

หลังจากมีการปฏิวัติใหญ่โดยประชาชนและนักศึกษาในปีพ.ศ.2516 จึงเริ่มมีการยกร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นในสมัย ท่านสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่หลังจากนั้นก็มีการสลับกันไปมาระหว่างรัฐบาลจากการเลือกตั้งและรัฐบาลจากการรัฐประหาร แต่ทั้งสองฝ่ายไม่มีใครคิดเรื่องยุทธศาสตร์ของประเทศกันเลย เพราะมัวยุ่งอยู่กับการประณามด่ามึงด่ากูกันว่า ใครเป็นรัฐบาลที่โกงบ้านกินเมืองมากกว่ากัน

ประเทศต้องรอจนถึง พ.ศ. 2523 จึงได้มีรัฐบาลที่เริ่มมีการวางยุทธศาสตร์และนโยบายระยะยาวเพื่อให้ชาติมีความรุ่งเรืองและมั่นคงในทางเศรษฐกิจกันอย่างจริงจัง

ในสมัยที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยการจัดให้มีท่าเรือน้ำลึกและเขตอุตสาหกรรมมาบตาพุดและท่าเรือแหลมฉบังและเป็นนายกรัฐมนตรี คนแรกที่มีคำสั่งให้มีแบบแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมสำหรับ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ต่อมาจนถึงปี พ.ศ.2561 ในสมัยของรัฐบาลที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีจึงได้มีการประกาศจัดตั้งเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และยุทธศาสตร์ 20 ปี (พ.ศ. 2561 - 2580) พร้อมกับการมีการปรับปรุงพัฒนาระบบคมนาคมทุกชนิดให้เอื้อต่อความเจริญของประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้นตามแผนในยุทธศาสตร์ พูดได้เต็มปากว่าไม่เคยมีรัฐบาลใดๆ ในอดีตที่ได้สร้างความมั่นคงเช่นนี้ให้กับอนาคตของประเทศในทางเศรษฐกิจเหมือนรัฐบาลของ พล.อ.เปรม และรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์

ที่พูดมาทั้งหมดก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า ไม่ใช่ท่องแต่คาถาว่าประเทศต้องมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ต้องมีเสรีภาพที่สมบูรณ์ ต้องมีความเสมอภาคที่สมบูรณ์ ทุกอย่างต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน แล้วจะทำให้ประเทศเจริญและมีเสถียรภาพ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top