Saturday, 13 June 2026
POLITICS NEWS

'บิ๊กตู่' หนุน 6 โครงการลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ดูแล 'เด็ก-เยาวชน' ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

เมื่อวันที่ 7 ม.ค.66 น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้ความสำคัญกับพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ นอกจากการดูแลสวัสดิการในทุกช่วงวัยแล้ว ยังมุ่งให้เด็กและเยาวชน ได้รับการศึกษาที่ดีมีมาตรฐาน ได้รับโอกาสทั่วถึง เท่าเทียมและทันสมัยก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วยปัตตานี นราธิวาส และยะลา ที่มีรายงานของสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่าภาคใต้เป็นภูมิภาคที่มีอัตราส่วนเด็กยากจนที่ขัดสนด้านการเรียนรู้ ในช่วงอายุ 5-17 ปี มากที่สุดร้อยละ 7.21 พล.อ.ประยุทธ์จึงเร่งเดินหน้าขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา ผ่านกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วใน 6 โครงการ ดังนี้

1. หลักประกันการเข้าถึงโอกาสการศึกษา เพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส ให้สามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและคงอยู่ในระบบการศึกษาตั้งแต่อนุบาลจนจบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3) โดยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ มีจำนวนนักเรียนทุนเสมอภาค จำนวน 123,309 คน

2. โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง พัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาสายอาชีพที่สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และความต้องการแรงงานฝีมือใน 10 สาขาวิชาหลัก ที่เป็นเป้าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ สร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาสในพื้นที่ให้เข้าถึงการศึกษาสายอาชีพในระดับระกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือ ปวช. และ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง หรือปวส. จำนวน 521 คน 

3. โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น สร้างโอกาสให้แก่เยาวชนยากจนหรือด้อยโอกาสที่มีศักยภาพสูงและมีใจรักอยากเป็นครู ได้ศึกษาจนสำเร็จระดับปริญญาตรีในคณะครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์ และได้รับการบรรจุเป็นครูรุ่นใหม่ในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลซึ่งเป็นชุมชนบ้านเกิด ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ไม่อาจยุบหรือควบรวมได้ (Protected School) ในสังกัด สพฐ. ปัจจุบันมีนักศึกษาครูรักษ์ถิ่นรวม 3 รุ่น (ปีการศึกษา 2563-2564-2565) ที่เมื่อจบการศึกษาจะได้รับการบรรจุจำนวน 156 คน ในโรงเรียนปลายทาง 137 แห่ง 

‘ศาลฎีกา’ สั่ง ‘อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์’ พ้น ส.ส.เพื่อไทย พร้อมเพิกถอนสิทธิ์สมัคร ส.ส. ตลอดชีวิต ปมรับเงิน 5 ล้าน

เมื่อวานนี้ (6 ม.ค.66) ‘ศาลฏีกา’ ได้นัดอ่านคำพิพากษาคดีสำคัญ ซึ่งมีนักการเมืองที่กำลังเตรียมลงทำศึก ‘เลือกตั้ง66’ ติดบ่วงรอฟังคำตัดสินคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร้องต่อศาลว่า ‘นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์’ ส.ส.มุกดาหาร พรรคเพื่อไทย ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงจากกรณีการเรียกรับเงินจำนวน 5 ล้านบาท จาก ‘นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์’ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เพื่อแลกกับการผ่านงบประมาณ
.
‘ศาลฎีกา’ มีคำพิพากษาว่านายอนุรักษ์ ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยให้พ้นจากตำแหน่งส.ส.มุกดาหาร พรรคเพื่อไทย นับตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 2564 ซึ่งเป็นวันที่ศาลฎีกามีคำสั่งให้หยุดปฎิบัติหน้าที่ ให้เพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งตลอดไป และไม่มีสิทธิ์ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ และเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี   

.

ตรวจสอบได้!! เปิดงบดนตรีในสวนยุค 'ชัชชาติ' 52 ครั้ง เกือบ 9 ล้าน จ้าง 'อินฟลูฯ-ซื้อสื่อ' 8 หมื่น

เผยงบจัดงานดนตรีในสวน กทม.ยุคชัชชาติ 52 ครั้ง 8.9 ล้าน จ้างวงดนตรี 4 วง 1 แสน แสงสีเสียง 4 หมื่น เช่าเครื่องปั่นไฟ 2 เครื่อง 3 หมื่น ซื้อสื่อออนไลน์-จ้างอินฟลูเอนเซอร์ 4 ครั้ง 8 หมื่น จ้างผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน 4.5 หมื่น พบโยงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี 

(7 ม.ค.66) จากกรณีที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงการเดินเรือคลองผดุงกรุงเกษมซึ่งได้หยุดเดินเรือไปก่อนหน้านี้ ในการแถลงข่าวที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 3 ม.ค.ที่ผ่านมา ว่า ที่ผ่านมามีผู้โดยสารน้อยมาก แต่ค่าจ้างเดินเรือยังมีอยู่ มีค่าใช้จ่ายประมาณ 2.4 ล้านบาทต่อเดือน มีผู้ใช้บริการเพียง14,000 คนต่อเดือน ค่าบริการต่อคนค่อนข้างสูงมาก ประมาณ 171 บาทต่อคน จะมีการพิจารณาว่าจะทำต่อไหม ถ้าทำต่อจะคุ้มค่าไหม หรือเอาเงินที่จ่ายไปทำอย่างอื่นที่คุ้มค่ากว่านี้ อาจเป็นรูปแบบใหม่ที่กระตุ้นให้คนใช้บริการมากขึ้น เช่น Shuttle Bus หรือทำเรื่องท่องเที่ยว

เรื่องดังกล่าวเรียกเสียงวิจารณ์จากโลกโซเชียลฯ เหราะเห็นว่าการเดินเรือคลองผดุงกรุงเกษมของอดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนก่อนทำไว้ดีอยู่แล้วกลับยกเลิก ขณะเดียวกัน ยังหยิบยกกรณีที่กรุงเทพมหานครเพิ่มงบโครงการสัมมนาพาคนไปเที่ยวในหลายสำนักงานเขต มีถึง 72 โครงการ ใน 26 เขต รวมวงเงินสูงกว่า 111 ล้านบาท ที่มีผู้ร้องเรียนต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก่อนหน้านี้ ภายหลังนายชัชชาติอ้างว่าทำต่อ แต่ต้องประเมินสถานการณ์ เพราะค่าใช้จ่ายต่อหัวแพงมาก จึงต้องประเมินทางเลือกอื่นที่ทำให้ค่าใช้จ่ายถูกลง

ล่าสุดเฟซบุ๊กเพจ ‘ซึ่งต้องพิสูจน์’ โพสต์ข้อความระบุว่า "เปิดเอกสาร งบจัดงานดนตรีในสวน กทม.ยุคชัชชาติ 52 ครั้ง8.9 ล้าน เป็นค่าออกแแบบ จัดทำเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ทางสังคมออนไลน์ เช่น ทีวีออนไลน์ หนังสือพิมพ์ออนไลน์เว็บ อินฟลูเอนเซอร์ ไม่น้อยกว่า 4 ครั้ง 8 หมื่นบาท นอกจากนี้ ยังมีค่าตอบแทนวงดนตรี 100,000 จำนวน 52 ครั้ง5.2 ล้าน ค่าตอบแทนคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จํานวน 3 ท่าน ท่านละ 15,000 บาท 3 ท่าน 45,000 บาท ค่าอุปกรณ์ จัดการแสดงไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมง 40,000 บาท จำนวน 52 ครั้ง 2 ล้าน" พร้อมแนบ http://www.oic.go.th/FILEWEB/CABINFOCENTER9/DRAWER020/GENERAL/DATA0004/00004427.PDF

เมื่อผู้สื่อข่าวพิจารณาเอกสาร พบว่า ระบุชื่อโครงการ ‘ค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมดนตรีในสวนกรุงเทพมหานคร’ หน่วยงานที่รับผิดชอบ กองการสังคีต สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ปีงบประมาณ 2566 โดยพบว่าค่าใช้จ่ายในการจ้างเหมาจัดกิจกรรมดนตรีในสวนกรุงเทพมหานคร จำนวนเงิน 8,965,000 บาท จำนวน 52 ครั้ง ประกอบด้วย

1. ค่าออกแบบ จัดทำ เผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ กิจกรรมสู่กลุ่มเป้าหมายทางสื่อสังคมออนไลน์ เช่น ทีวีออนไลน์หนังสือพิมพ์ออนไลน์ เว็บไซต์ หรืออินฟลูเอนเซอร์ เป็นต้น ที่ได้รับความนิยม หรือมีผู้ติดตามไม่น้อยกว่า 500,000 คนจำนวนไม่น้อยกว่า 4 ครั้ง (20,000 บาท x 4 ครั้ง) รวม 80,000 บาท

2. ค่าตอบแทนวงดนตรี เช่น วงสตริงคอมโบ้ วงแจ๊ซ วงบราสควินเต็ท วงเครื่องสาย วงออร์เคสตรา วงซิมโฟนิกแบนด์วงวนด์อองซอมเบิล วงสตริงอองซอมเบิล หรือวงดนตรีที่เหมาะสม จำนวนไม่น้อยกว่า 4 วงต่อครั้ง จำนวน 52 ครั้ง(100,000 บาท x 52 ครั้ง) รวม 5,200,000 บาท

3. ค่าตอบแทนคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน (15,000 บาท x 3 ท่าน) รวม 45,000 บาท

4. ค่าจัดหาระบบแสงพร้อมอุปกรณ์ไฟแอลอีดี ไฟซูเปอร์สแกน ไฟส่องสว่าง โครงสร้างสำหรับติดตั้งไฟ สายเมนไฟเครื่องควบคุมและเครื่องสำรองไฟฉุกเฉินให้เพียงพอกับการใช้งานในสถานที่แสดงและบรรยากาศโดยรอบ จำนวน52 ครั้ง โดยจะต้องติดตั้งและทดสอบให้เสร็จก่อนการจัดแสดงไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมง (40,000 บาท x 52 ครั้ง) รวม2,080,000 บาท

5. ค่าจัดหาเครื่องปั่นไฟ ขนาด 100 เควีเอ จำนวนไม่น้อยกว่า 2 เครื่อง พร้อมน้ำมันให้เพียงพอสำหรับการจัดการแสดง และการซ้อมก่อนการแสดง จำนวน 52 ครั้ง (30,000 บาท x 52 ครั้ง) รวม 1,560,000 บาท

สำหรับหลักการและเหตุผล ระบุว่า นโยบายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์) 9 มิติ ที่ต้องการให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน มุ่งเน้นให้คนกรุงเทพฯ มีชีวิตที่มีความปลอดภัย เป็นสุข สุขภาพกายใจดี ได้แก่ ปลอดภัยดี เดินทางดี สุขภาพดี สร้างสรรค์ดี สิ่งแวดล้อมดี โครงสร้างดี บริหารจัดการดี เรียนดี และเศรษฐกิจดี และโดยเฉพาะด้านสร้างสรรค์ดี มีนโยบายในการเปิดพื้นที่ในสวนสาธารณะของกรุงเทพมหานคร สร้างความสุขให้กับประชาชนได้รับความสุนทรีย์จากการชมการแสดงดนตรี

กองการสังคีต สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว พิจารณาเห็นว่าการนำกิจกรรมดนตรีในสวนมาเป็นสื่อสร้างความสุขในวันหยุดของคนเมือง พร้อมเปิดให้ชมฟรี ร่วมสร้างบรรยากาศและเชื่อมความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวซึ่งกิจกรรมดนตรีในสวนเป็นหนึ่งในนโยบาย 214 ข้อด้านสร้างสรรค์ดี คือ กรุงเทพฯ พื้นที่แห่งดนตรีและศิลปะการแสดง เป็นส่วนหนึ่งของการบริการสังคมของกรุงเทพมหานคร ที่ประชาชนจะได้เข้าไปพักผ่อนหย่อนใจ ออกกำลังกายในสวนอันร่มรื่น ได้ชมดนตรีในบรรยากาศที่อบอุ่นในวันหยุดสุดสัปดาห์ โดยไม่ต้องเดินทางไปพักผ่อนที่ต่างจังหวัดปลูกฝังให้เด็กมีจิตใจร่าเริงและชื่นชอบในดนตรี เป็นการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ให้ดีขึ้น

‘หมอวาโย’ ชงมาตรการรองรับ นทท.จีน แนะ เร่งฉีดเข็มกระตุ้น – เปลี่ยนวัคซีน - สุ่มตรวจเชื้อ

‘วาโย’ เสนอมาตรการรับนักท่องเที่ยวจีน แนะรัฐระดมฉีดเข็มกระตุ้น อัปเดตเป็นวัคซีน bivalent สต๊อกยาให้พร้อม เปลี่ยนจาก molnupiravir เป็น Paxlovid และสุ่มตรวจเชื้อนักท่องเที่ยว-น้ำเสียเครื่องบิน ชี้ ยังไร้แหล่งข้อมูลน่าเชื่อถือยืนยันโควิดระบาดแรงในจีนหรือไม่ แต่เข้าใจความกังวลของประชาชน ไทยควรเตรียมการรองรับ

วันที่ (6 ม.ค. 66) วาโย อัศวรุ่งเรือง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เสนอมาตรการป้องกันเพื่อรองรับการเดินทางเข้าประเทศของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งมีความกังวลว่าอาจนำไปสู่การแพร่ระบาดระลอกใหม่ของโควิดที่มีเชื้อรุนแรงกว่าปัจจุบัน โดยระบุว่าจากการสืบค้นและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหลายคน พบว่าข้อมูลที่มีการพูดถึงกันว่ามีการติดเชื้อโควิดอยู่ในประเทศจีนสูงมากและยังเป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรง เป็นข้อมูลที่ยังไม่มีการยืนยันออกมาจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือใด ๆ แต่ความกังวลที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เนื่องจากประเทศจีนไม่มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ดังนั้น ประเทศไทยก็ควรจะมีมาตรการป้องกันเพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ทั้งมาตรการด้านวัคซีน การลดอัตราการเสียชีวิต และมาตรการเกี่ยวกับการเข้าเมือง

วาโยกล่าวว่า สำหรับมาตรการวัคซีน รัฐบาลควรเร่งฉีดวัคซีนบูสเตอร์หรือเข็มกระตุ้นที่ 3 - 4 ให้แก่ประชากรเพิ่มโดยเร็วที่สุด ซึ่งปัจจุบันมีคนไทยได้รับวัคซีนเข้มกระตุ้นไม่ถึง 50% หากรู้ว่าจะมีการรับนักท่องเที่ยวจีนเข้ามา ก็ควรเร่งฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นตั้งแต่ก่อนปีใหม่แล้ว อย่างไรก็ตาม การเร่งฉีดตอนนี้อาจยังทันอยู่ เนื่องจากวัคซีนบูสเตอร์ใช้เวลาเพียง 5 วันเท่านั้นในการกระตุ้นภูมิต้านทาน ต่างจากวัคซีนเข็มหลักสองเข็มแรกที่ใช้เวลา 2 - 4 เดือน โดยควรฉีดให้ได้อย่างน้อย 80% ของประชากรทั่วไป และไม่น้อยกว่า 90% ของกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตจากโควิดสูงกว่าคนทั่วไป

วาโยกล่าวต่อว่า ส่วนประเภทของวัคซีนนั้น อย่างแย่ที่สุดต้องเป็นวัคซีน mRNA แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดควรต้องเป็นวัคซีนรุ่นใหม่ที่ผสมสายพันธุ์โอไมครอนลงไปด้วย หรือที่เรียกว่าวัคซีนแบบ Bivalent ซึ่งยังไม่มีการนำเข้ามาในประเทศไทยแม้แต่เข็มเดียว แต่หากไม่สามารถจัดหาได้ อย่างน้อยที่สุดก็ยังสามารถเอาวัคซีน Monovalent มาฉีดกระตุ้นก่อนได้ แต่หลังจากนี้ไม่ควรสั่งซื้อวัคซีนแบบ Monovalent มาใช้อีกแล้ว ควรปรับมาใช้วัคซีน Bivalent แทน

วาโย กล่าวด้วยว่า สิ่งที่น่ากังวลสำหรับโควิดในปัจจุบัน ไม่ใช่การติดเชื้อ แต่คือการเสียชีวิต ปัจจุบันอัตราการเสียชีวิตในประเทศไทยอยู่ที่ 0.1 - 0.2% หรือประมาณ 15 คนต่อสัปดาห์ ซึ่งยังเป็นอัตราที่น้อยมาก และผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้ เราสามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้ด้วยการใช้ยา ซึ่งปัจจุบันยาที่มีหลักฐานทางการแพทย์ออกมาแล้วว่าลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างดีที่สุด คือยาแพกซ์โลวิด (Paxlovid) ส่วนยาโมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir) ที่ประเทศไทยใช้เป็นยาหลักอยู่ตอนนี้ หลักฐานทางการแพทย์ยืนยันว่าลดอัตราการตายได้น้อยกว่า ดังนั้น รัฐบาลควรต้องสั่งซื้อ Paxlovid มาใช้เป็นยาหลักหลังจากนี้ และควรจะทำให้บุคลากรสาธารณสุขที่อยู่หน้างานสามารถจ่ายยาให้กับผู้ป่วยได้ง่ายขึ้นกว่าระบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันด้วย

รู้จัก 'เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล' ส.ส.ป้ายแดง แห่งพลังประชารัฐ

สภาฯ ประกาศ เลื่อน 'เอกสิทธิ์' เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พปชร. แทน 'พิชชารัตน์' ที่ลาออกจากพรรค เผยดีกรี 'เลขาฯ รมว.ดีอีเอส' 2 ยุค ''พุทธิพงษ์-ชัยวุฒิ' ร่วมทีม 'มือปราบแก๊งคอลเซนเตอร์' บุกกวาดล้างถึงเขมร เผยแบ็กกราวน์ทายาทธุรกิจเหล็กกล้าหลายพันล้าน ก่อนเข้าสู่ถนนสายการเมือง

(6 ม.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงนามในประกาศสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ 5 ม.ค. 66 เรื่อง ให้ผู้มีชื่ออยู่ในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง เลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่าง กรณี นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ ลาออกจากสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เมื่อวันที่ 3 ม.ค. 66 ทำให้สมาชิกภาพ ส.ส.บัญชีรายชื่อ สิ้นสุดลง จึงประกาศให้ นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ผู้มีชื่อในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคพลังประชารัฐ เลื่อนขึ้นมาเป็น ส.ส.แทน

‘พิจารณ์’ อัด ทัพเรือ ดิสเครดิตเพจ ‘CSI LA’ แต่กลับไร้เอกสารซ่อมบำรุง ‘เรือหลวงสุโขทัย’

‘พิจารณ์’ อัดทัพเรือ ดิสเครดิต ‘CSI LA’ แต่กลับไม่มีหลักฐานมาโต้ เผย กมธ.ทหารฯ ขอเอกสาร 8 รายการ ตอนนี้ได้มาแค่สอง แง้มข้อมูลใหม่ ‘ครีบกันโคลง’ ตั้งคำถาม ได้ซ่อมตามมาตรฐานหรือไม่ 

(6 ม.ค. 66) พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่โฆษกกองทัพเรือและเจ้ากรมอู่ทหารเรือออกมาตอบโต้เพจเฟซบุ๊ก CSI LA ที่เปิดเผยเอกสารกองทัพเรือเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงเรือหลวงสุโขทัย ตั้งข้อสังเกตการซ่อมบำรุงโดยกองทัพเรือเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ว่า การออกมาตอบโต้ของกองทัพเรือ ในลักษณะที่ด้อยค่า CSI LA ว่าเปิดเอกสารไม่ครบ เป็นเรื่องที่ย้อนแย้งในตัวเอง เพราะในขณะเดียวกันกองทัพเรือก็ไม่ได้เอาเอกสารอะไรออกมายืนยันข้อกล่าวอ้างของตัวเองเช่นกัน

พิจารณ์กล่าวว่า จากที่ได้ติดตามเรื่องนี้ในคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2565 จนถึงวันที่ 29 ธันวาคม 2565 และได้ขอเอกสารสำคัญจากกองทัพเรือไปทั้งหมด 8 รายการ ประกอบด้วย 1) เอกสารการตรวจสอบ checklist ก่อนการออกเรือ ว่ามีการตรวจสอบความพร้อมด้านใดบ้าง โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ เสื้อชูชีพ แพชูชีพ 2) เอกสารการประเมินสภาพอากาศก่อนการตัดสินใจออกเรือ 3) รายชื่อ กำลังพลที่ประจำการ พร้อมตำแหน่งในปัจจุบันและที่ผลัดเปลี่ยนไปแล้ว ตั้งแต่ปี 2559 4) บันทึกการสื่อสารทางวิทยุนับจากที่ออกเดินเรือจนถึงเวลาที่เกิดเหตุ 5) ประวัติการซ่อมเรือหลวงสุโขทัย ตั้งแต่ปี 2540 ถึงปัจจุบัน 6) ประวัติบันทึกการปฏิบัติภารกิจของเรือหลวงสุโขทัย ตั้งแต่ปี 2559 7) ประวัติบันทึกการเติมเชื้อเพลิงในภารกิจแต่ละครั้ง และ 8) รายชื่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง

'อนุสรณ์' หยัน!! 8 ปี 'ชาติ-ประชาชน' เสียโอกาสไปแค่ไหน ยังกระเสือกกระสนอยากเป็นนายกฯ ต่ออีก 2 ปี

(6 ม.ค. 66) นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เตรียมจะเปิดตัวเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติในวันที่ 9 ม.ค.นี้ ว่า ในขณะที่บรรดาลูกหาบโหมประโคมข่าวพรรครวมไทยสร้างชาติคนแห่มาสมัคร มีความพร้อมมาก กลับสวนทางกับพล.อ.ประยุทธ์ที่ลงพื้นที่หาเสียงได้ แต่งตั้งคนในพรรคใหม่ของตัวเองมาทำงานในรัฐบาลได้โดยไม่แคร์ใคร แต่ยุบสภาไม่ได้ ความกลัวทำให้เสื่อม พล.อ.ประยุทธ์ได้เปรียบทุกอย่าง แต่กลับปากกล้า ขาสั่น ไม่กล้ายุบสภา ไม่เป็นธรรมกับประชาชนที่ต้องรอเลือกตั้ง เพียงเพราะพล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่พร้อม การมาเปิดตัวกับพรรครวมไทยสร้างชาติจึงเป็นเหมือนไฟต์บังคับ ถ้าปล่อยเวลาให้ผ่านไป เชื่อว่าจะมีคนกลับคำให้การ ส.ส.ที่ตกลงว่าจะยอมให้ดูด ถ้าไม่มีความชัดเจนคงไม่มา งานหนักของพล.อ.ประยุทธ์อีกเรื่อง คือจะแย่งเสียง ส.ว.250 คน มาโหวตให้ตัวเองเป็นนายกฯ ได้เท่าไหร่ ถ้าหาเสียงส.ว.มาได้น้อย เชื่อว่าอนาคตที่จะเป็นนายกฯ อีก 2 ปีที่เหลือจะมืดมน เชื่อว่าจะมีส.ว.จำนวนไม่น้อยที่เมื่อเห็นผลการเลือกตั้งของประชาชนออกมา จะไม่กล้าโหวตสวนมติของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

‘เพื่อไทย’ จี้ รัฐบาลผุดแผนรองรับ นทท.จีน หวั่นโควิด-19 ระบาดซ้ำ กระทบภาคเศรษฐกิจ

(5 ม.ค. 66) นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ส.ส.เชียงใหม่ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ภายหลังการระบาดของไวรัสโควิดตั้งแต่ปี 2562 นักท่องเที่ยวจีนหายไป เราก็มีความคิดถึงนักท่องเที่ยวชาวจีนมาก และต้องขอบคุณที่นักท่องเที่ยวชาวจีนมาเที่ยวในประเทศไทยส่งผลให้เศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวดีขึ้น ดังนั้นการที่จีนจะเปิดประเทศในต้นปี 2566 ประเทศไทยมีความยินดีที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ทั้งจากประเทศจีนและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่จะเดินทางมาเที่ยวในประเทศไทย ในส่วนของการต้อนรับนักท่องเที่ยว การบริหารการท่องเที่ยว ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานการยกระดับความปลอดภัย เพราะ 3 ปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ดังนั้นในการเปิดประเทศรอบใหม่ อยากเห็นว่ารัฐบาลมีการถอดบทเรียนที่ผ่านมาหรือไม่อย่างไร เพราะเชื่อว่าไม่มีผู้ประกอบการคนไหนอยากให้เหตุการณ์ที่ผ่านมาย้อนกลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง

โครงการ ‘เข้าท่า’ เรือไฟฟ้าคลองผดุงกรุงเกษม แต่ ‘หมดท่า’ เมื่ออยู่ในมือผู้ว่าฯ กทม.เบอร์ 8

กระผมต้องขอออกตัวก่อนเลยว่าผมไม่ได้เป็นแฟน (สมัยนี้ต้องเรียกว่า 'FC' หรือ 'ติ่ง') ท่าน กับทั้งมิได้แน่นแฟ้นเป็นแฟนคลับของท่านผู้ว่าฯ คนก่อนแต่อย่างใด ผมมันแค่คนอาศัยกรุงเทพมหานครเป็นแผ่นดินเกิดเท่านั้น

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมมีคือความ 'รักษ์โลก' และมีมากระดับว่าราวเคยดำรงตำแหน่งกัปตันเรือ Rainbow Warriors แห่งพลพรรคขุนพลกรีนพีซก็มิปาน เพราะฉะนั้นเรื่องที่อดีตผู้ว่าฯ คนก่อนได้ดำริเรื่องเดินไฟฟ้าเพื่อการสาธารณะในคลองผดุงกรุงเกษม คลองซึ่งขุดมาตั้งแต่ครั้งสมัยพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ ๕ จึงถูกใจคนอย่างกระผมยิ่งนัก

ใครที่เคยโดยสารรถประจำทางสาธารณะ หรือเรือด่วนเจ้าพระยาในพระนคร ย่อมจะรู้และเข้าใจเป็นอันดีว่ากลิ่นไอเสียจากน้ำมันดีเซลนั้นมันชวนคลื่นเหียนเวียนศีรษะเพียงใด ยามเวลาเครื่องยนต์เดินรอบต่ำเพื่อ 'จอดป้าย' หรือ 'เข้าท่า' ควันมลพิษเหล่านั้นก็โชยทวนลมเข้ารูจมูกส่งให้เราตายเร็วลงอย่างมีประสิทธิภาพ

นั่งรถเมล์สาย 8 ห้าป้าย ไม่ช่วยสำเหนียกใด ๆ เรื่องพวกนี้ดอกครับ

เรือไฟฟ้าจึงเป็นคำตอบอันน่าตื่นเต้นและตื่นตัว จนต้องลงแข่งขันประกวดตั้งชื่อเรือไฟฟ้าทั้ง 7 ลำนั้นอย่างเหมาะเจาะคล้องจองลงตัวว่า - สัมพันธวงศ์ชลธิศ, ดุสิตสาคเรศ, เทเวศร์ชลธาร, ปทุมวันชลาศัย, ธารป้อมปราบศัตรูพ่าย, ชเลครรไลพระนคร, ชโลทรบางรัก ตามเขตคามแห่งคลองผดุงกรุงเกษมเคลื่อนไหลผ่าน

'นิพนธ์' ยืนยัน พรรคประชาธิปัตย์ ไม่เคยทิ้งชาวประมง แก้ปัญหามาโดยตลอด ล่าสุดตั้งงบประมาณ พันกว่าล้าน เพื่อนำเรือออกนอกระบบ

นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรค และผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ ได้ถึง 'ยุทธศาสตร์ 3 ส' ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ใช้ในการหาเสียง และเป็น นโยบายในการพัฒนา ประเทศในทุกด้าน ถ้าพรรคสามารถเข้าร่วมรัฐบาลอีกครั้งในสมัยหน้าว่าเป็น 'ยุทธศาสตร์' ที่มีการ ครอบคลุม ทั้งหมด จาก 'ยุทธศาสตร์ 3 ส' คือ สร้างเงิน,สร้างคน ,สร้างชาติ

ส่วนในกรณีของการช่วยเหลือชาวประมง นั้น พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญในเรื่องของอาชีพการทำประมงที่มีผู้ประกอบอาชีพประมงในประเทศ 23 จังหวัด ล่าสุด มีการตั้งงบประมาณ จำนวน 1,806 ล้าน เพื่อนำเรือประมงออกนอกระบบจำนวน 1,007 ลำ เพื่อเป็นการช่วยชาวประมง ที่ไม่สามารถนำเรือไปทำการประกอบการประมงได้ ตามกฎหมาย ไอยูยู ซึ่งการนำเรือที่ไม่ถูกต้องออกนอกระบบ เพื่อเป็นการช่วยให้ได้รับเงินชดเชยเพื่อนำไปประกอบอาชีพประมงหรืออื่น ๆ เป็นการสร้างความสมดุล ระหว่างเรือประมงกับสัตว์น้ำที่มีอยู่ เป็นการสร้างความมั่นคงให้กับอาชีพประมง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top