Sunday, 7 June 2026
POLITICS NEWS

‘ฟอน ฝ้าฟาง’ ชวนจับตาเลือกตั้งครั้งหน้า หลังเยาวชนหันมาศรัทธาทหาร–รักชาติศาสน์กษัตริย์

(17 ก.ย.68) นายวีระ สุดสังข์ หรือ 'ฟอน ฝ้าฟาง' ศิลปินมรดกอีสาน ปี 2558 อดีตครูสอนภาษาไทย นักเขียนอิสระ ผู้ก่อตั้งกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูลและสโมสรนักเขียนภาคอีสาน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า "ผมนึกถึงเยาวชนกลุ่ม 3 นิ้ว เมื่อปี 2563-64 ที่จะปฏิรูปสถาบัน ที่เกลียดทหาร ที่เกลียดระบบ ที่เกลียดรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน จนฮึกเหิมละเมิดกฎหมายหลายอย่างรวมทั้งมาตรา 112 ตอนนี้อยู่ในเรือนจำก็หลายคนและคนที่เสียชีวิตไปก็มีเหมือนกัน

เวลาผ่านไปเพียง 3-4 ปีจนถึงปี 2568 กลุ่มเยาวชนซึ่งอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับกลุ่ม 3 นิ้วในสมัยนั้น หันมาชื่นชมทหาร ศรัทธาบทบาทของทหารและมีอารมณ์ร่วมกับทหารในการปกป้องประเทศชาติและอธิปไตยของไทย รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

เมื่อเปรียบเทียบระหว่าง 2 กลุ่มนี้แล้วแทบจะกล่าวได้ว่าอยู่คนละซีกคนละโซนกันเลย ซึ่งผมพยายามคิดหาคำตอบอยู่ว่า มันคือปรากฏการณ์อะไร?และผมก็หาคำตอบยังไม่ได้

แต่มีหลายพรรคการเมืองที่ตระหนกตกใจกับปรากฏการณ์นี้ เพราะคนกลุ่มนี้มีสิทธิ์เลือกตั้งภายในปีสองปีข้างหน้านี้หรือหลายคนมีสิทธิ์เลือกตั้งแล้ว แน่นอนว่าหากมีการชี้นำจากทหาร ให้เลือกพรรคที่เน้นรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ย่อมส่งผลต่อพรรคการเมืองเหล่านั้นอย่างแน่นอน

จึงไม่แปลกใจอะไรที่แกนนำบางพรรคการเมืองออกมาแสดงความเห็นเชิงคัดค้านทหาร พยายามโจมตีทหาร พยายามขัดความศรัทธาที่มีต่อทหาร ผลจะเป็นอย่างไรผมไม่ทราบได้ ในฐานะคนรุ่นเก่าก็ได้แต่เฝ้าดูอย่างไม่วางตา"

‘ชูวิทย์’ สะท้อนชีวิตในคุก ชี้ “อิสรภาพ” สำคัญกว่าทุกสิ่ง เชื่อประวัติศาสตร์ - การต่อสู้ของ ‘ทักษิณ’ ยังถึงบทสุดท้าย

‘ชูวิทย์’ เล่าเรื่อง ‘คุกพลาซ่า’ ประกอบเรื่อง ‘ทักษิณ’ ชี้ ‘คุกคือคุก’ ที่จำกัดอิสรภาพ อย่าได้เหยียดหยาม-สมน้ำหน้า เวลาที่ไร้อิสรภาพมันยาวนานมาก ลั่น คนที่เคยอยู่จุดสูงสุดของการเมือง เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีคนโหวตให้มากกว่า 10 ล้านเสียง แต่ท้ายสุด ตกต่ำจนติดคุกติดตะราง เชื่อ ประวัติศาสตร์ของทักษิณยังไม่จบ และการต่อสู้ของทักษิณ ยังไม่ถึงบทสุดท้าย

เมื่อวันที่ 15 ก.ย.68 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า 

“คุกพลาซ่า 
ดูข่าวอุ๊งอิ้งไปเยี่ยมทักษิณที่คุกคลองเปรม 
ในฐานะศิษย์เก่าอยากแชร์ความรู้ให้เข้าใจ แม้ว่าจะไม่มีใครต้องการไปเฉียดสถานที่นี้ แต่เมื่อแม้แต่คนระดับ “นายกฯ“ ยังต้องมาติดคุก

ใครจึงอย่าไปคิดว่าชาตินี้ไม่มีวันติดคุก 
จึงขอเป็นตัวแทนกรมราชทัณฑ์ชี้แจงในฐานะนักโทษเก่า ดังนี้ 
พื้นที่นี้เรียกว่า ”ลาดยาว“ อยู่รวมกันหมดทั้ง เรือนจำพิเศษกรุงเทพ, เรือนจำกลางคลองเปรม, ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง, ทัณฑสถานหญิงกลาง และโรงพยาบาลราชทัณฑ์ มีพื้นที่เป็นพันไร่ ตั้งอยู่ที่ถนนงามวงศ์วาน เขตจตุจักร 

ทั้งหมดตั้งอยู่ในสถานที่รวมศูนย์ เสมือน “ศูนย์กลางคุก” ยกเว้น “บางขวาง“ ที่แยกไปอยู่ที่ จ.นนทบุรี

ผมจึงตั้งฉายาที่นี่ไว้ว่า “คุกพลาซ่า”
ทักษิณอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม แม้ว่าผมจะไม่เคยอยู่ แต่มีโอกาสได้เข้าไปหลายครั้งตอนทำรายการทีวี เรือนจำกลางคลองเปรมมีพื้นที่กว้างขวางกว่าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมากหลายเท่า เรือนจำพิเศษกรุงเทพมี 8 แดน แต่ละแดนพื้นที่แค่ 4 ไร่ แต่มีคนอยู่แดนละ 500-700 คน เป็นอย่างต่ำ แต่เรือนจำกลางคลองเปรมกว้างขวางกว่ามาก มีพื้นที่ 400 กว่าไร่ ในขณะที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมีพื้นที่เพียง 20 กว่าไร่

เห็นขนาดก็ทราบว่าต่างกันมาก 
เรือนจำกลางคลองเปรมยังมีพื้นที่ติดกับโรงพยาบาลราชทัณฑ์ สามารถเดินทะลุถึงกันได้ ต่างกับเรือนจำพิเศษกรุงเทพที่ต้องนั่งรถมาโรงพยาบาล เพราะอยู่ห่างกัน 200 เมตร 

ตอนผมเป็น “นักโทษเด็ดขาด“ ได้มีโอกาสมาเป็น “ผู้ช่วย” ทำงานที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ เพื่อช่วยเหลืองานตามที่ได้รับมอบหมาย

โรงพยาบาลราชทัณฑ์เป็นศูนย์รวมของนักโทษที่เจ็บป่วย เพราะภายในเรือนจำแต่ละแห่งมีแค่เรือนพยาบาลที่แน่นทุกวัน และแออัดเกินกำลัง 

เมื่ออาการหนักก็ถูกส่งมาโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ที่มีพร้อมทั้งห้องฟอกไต หมอฟัน รักษาสารพันโรค ไม่ว่าวัณโรค เอดส์ ไปถึงจิตเวช 

พื้นที่ของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เดิมเป็นพื้นที่ของเรือนจำกลางคลองเปรมมาก่อน ต่อมาแยกออกมาเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ในภายหลัง

มีหลายท่านที่ผมได้พบเห็น ไม่ว่าตำรวจใหญ่อย่าง พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ หรือชะลอ เกิดเทศ 
อดีต กกต. ท่านวาสนา ท่านปริญญา หรือพี่สนธิ ไปจนถึงนักการเมืองหลายท่าน เช่น คุณบุญทรง คุณภูมิ หรือ ระดับ ผอ. ต่างๆ ไปจนถึงหม่อมราชวงศ์

ในจำนวนนักโทษระดับผู้ใหญ่ ที่ผมสงสารที่สุด คือ ท่านวาสนา เพิ่มลาภ เพราะความที่ท่านเคยเป็น ประธาน กกต. แต่ต้องมาใส่โซ่ตรวนติดคุกไร้อิสรภาพ เดินทางจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ นั่งรถเรือนจำมาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ในสภาพเช่นนี้

ท่านร้องไห้น้ำตาซึมกับผม แต่อดทนอยู่จนวันที่ได้กลับออกไปสู่อิสรภาพ
ท่านบอกผมว่า เมื่อได้ออก จะไปอยู่ไร่ที่เมืองจันทบุรี ทุกคนย่อมรอวันครบกำหนด ที่ได้มีโอกาสออกไปใช้ชีวิต มีเสรีภาพอันหอมหวน ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ มีคนมัวแต่จ้องว่าทักษิณตัดผมไหม ใส่เสื้ออย่างไร อยู่อย่างไร?

ขอเรียนในฐานะนักโทษเก่า คุกคือคุก ที่จำกัดอิสรภาพ อย่าได้เหยียดหยาม อย่าได้สมน้ำหน้า คนล้มย่อมต้องลุกขึ้นต่อไป คนที่ติดคุกยังมีวันได้ออก
ส่วนลูกเมียก็ต้องไปเยี่ยมตลอด เสมือนติดคุกไปด้วย 

เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาจำคุกที่ศาลตัดสินแล้ว จะได้ “ใบบริสุทธิ์” อันมีความหมายว่าได้รับโทษครบจบสิ้นแล้ว เรื่องคดีนั้นผมไม่เกี่ยว แต่ขอชี้แจงว่าการติดคุกย่อมต้องขาดสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์ทุกคน คือ อิสรภาพ 

ดังนั้นไม่ว่าอยู่ยังไง กินอะไร มันไม่สำคัญเท่ากับเสรีภาพที่จะไปไหนได้ 
นักโทษทุกคนมีหัวใจ และมีเหตุที่ต้องมาติดคุก
ไม่ว่าด้วยกิเลสตัณหา เจตนา พลาดพลั้งไป หรือเป็นนักโทษโดยกมลสันดาน 
ท้ายสุดเมื่อมาถูกจองจำ ย่อมมีสถานะเท่าเทียมกัน 
เพราะที่นี่คือคุก สถานที่สุดท้ายที่ไม่มีใครอยากไปก่อนตาย

จริงอยู่ มีคนสมควรติดคุก เพราะเป็นฆาตกร ค้ายาเสพติด ข่มขืน สารพันข้อหาแน่นคุก แต่มีคนสมควรอยู่ ก็มีคนสมควรแยกประเภท พฤตินิสัย ไม่ใช่เอาไปขังรวมกันหมด เพราะการติดคุกย่อมทรมานจิตใจ ไม่ว่าจะอยู่สบายแค่ไหน 
ให้กินน้อยหน่อย รวยน้อยหน่อย แต่อยู่นอกคุก ดีกว่ามีเงินมหาศาลแต่ต้องอยู่ในคุก 

สุภาษิตคุก คือ “อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้”
และ 3 สิ่งสำคัญ คือ  “ช้อน ชั้น ชีวิต“ อันมีความหมายถึง
ช้อน ที่ต้องใช้ไม่ปะปนกับใคร เพราะโรคภายในมันมาก แม้แต่วัณโรคที่นอกคุกไม่พบ แต่ในคุกเป็นกันเยอะ เพราะสถานที่แออัดยัดเยียด

ชั้น หมายถึง ชั้นของนักโทษ ที่มีผลต่อการพักโทษ หรืออภัยโทษ จะได้ตามสัดส่วนของชั้น ตั้งแต่ ชั้นดี ชั้นดีมาก และชั้นเยี่ยม 

แต่ละคนต้องใช้เวลาตามที่กรมราชทัณฑ์กำหนดไว้ในการไต่ชั้น 
ส่วน ชีวิต ก็ต้องรักษา ไม่มีใครอยากตายในคุก 

ผมเก็บศพในคุกขณะเป็นผู้ช่วยที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ถึง 80 ศพ มีทั้งชาย และหญิง ล้วนแล้วแต่น่าเวทนาที่ตายไปพร้อมกับความไร้ซึ่งอิสรภาพ

ทุกคนที่อยู่ล้วนต้องพยายามทำให้จิตไม่ตก หาอะไรทำให้หมดเวลาไปวันๆ 
เพราะเวลาที่ไร้อิสรภาพมันยาวนานมาก ทักษิณอาจได้เขียนหนังสือสักเล่ม ขณะใช้ชีวิตในคุก เช่น “การต่อสู้ของผม” หรือ “ชีวิตที่ไร้อิสรภาพ” เพื่อบันทึกเรื่องราวความคิดในขณะที่อยู่คนเดียว

มันเป็นรสชาติของชีวิต ที่ไม่มีใครจะรู้สึกได้ดีเท่ากับคนที่ติดคุกเอง
คนมองในแง่ของคดีที่อาจเพิ่มขึ้น แต่ผมกลับมองถึงมุมมองทางประวัติศาสตร์ของคนคนหนึ่ง ที่เคยอยู่จุดสูงสุดของการเมือง เป็นนายกรัฐมนตรี มีคนโหวตให้มากกว่า 10 ล้านเสียง แต่ท้ายสุดตกต่ำจนติดคุกติดตะราง 

ใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง แต่สิ่งที่ผมเชื่ออย่างหนึ่ง คือ ประวัติศาสตร์ของทักษิณยังไม่จบ และการต่อสู้ของทักษิณยังไม่ถึงบทสุดท้าย”

‘ดร.สามารถ’ ชี้ ขั้วอำนาจเดิมคุมเกม ศึกชิงหัวหน้า ปชป. วัดใจ สส.– กก.บห. เทโหวตคนนอก ช่วยฟื้นฟูพรรค

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า 

ศึกชิง “หัวหน้าพรรค ปชป.”

ใครคุมเกม?
อีกไม่นานพรรคประชาธิปัตย์จะมีการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่แทนนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ที่เพิ่งลาออกไป คำถามคือ... ใครจะเป็นผู้คุมเกมตัวจริง?

1. เกมตัวเลข... ใครคุมคะแนนเสียง?
ตามข้อบังคับพรรคประชาธิปัตย์ “โหวตเตอร์” ถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้
(1) สส.ปัจจุบันมีคะแนน 40% ของคะแนนเสียงของที่ประชุมใหญ่
กลุ่ม สส.คือฐานกำลังที่แข็งที่สุด ใครกุมเสียง สส.ได้ก็มีโอกาสได้รับชัยชนะ ปัจจุบัน สส.ของพรรค ปชป.มีจำนวน 25 คน มีคะแนน 40% นั่นหมายความว่า สส. 1 คน จะมีคะแนนถึง 1.6% (40%/25) 

(2) กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) มีคะแนน 20% ของคะแนนเสียงของที่ประชุมใหญ่
เดิม กก.บห. มีทั้งหมด 40 คน ลาออกไป 8 คน เหลือ 32 คน ในจำนวนนี้มีคนที่เป็น สส.ปัจจุบัน 8 คน เหลือ กก.บห.ที่ไม่เป็น สส. 24 คน มีคะแนน 20% นั่นหมายความว่า กก.บห. 1 คน จะมีคะแนน 0.83% (20%/24)

(3) โหวตเตอร์อื่น เช่น อดีตหัวหน้าพรรค อดีตเลขาธิการพรรค อดีต สส. รัฐมนตรีของพรรคในปัจจุบัน อดีตรัฐมนตรีของพรรค หัวหน้าสาขาพรรค ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด เป็นต้น มีคะแนน 40% ของคะแนนเสียงของที่ประชุมใหญ่

ตามข้อบังคับพรรค โหวตเตอร์ทั้งหมดจะต้องมีอย่างน้อย 250 คน ดังนั้น จำนวนโหวตเตอร์อื่นจะต้องมีไม่น้อยกว่า 201 คน (250-25-24) มีคะแนน 40% นั่นหมายความว่าโหวตเตอร์อื่น 1 คน จะมีคะแนน 0.20% (40%/201) เท่านั้น ถ้าในวันเลือกตั้ง มีโหวตเตอร์เข้าร่วมมากกว่า 250 คน จะยิ่งทำให้โหวตเตอร์อื่นมีคะแนนต่อคนลดน้อยลงอีก

สรุปง่ายๆ เสียง สส. และ กก.บห.แทบจะชี้ขาดทุกอย่าง เพราะมีคะแนนต่อคนสูง และส่วนใหญ่ยังอยู่ใน “ขั้วอำนาจเดิม”… นั่นคือคำตอบว่า “ขั้วอำนาจเดิม” เป็นผู้คุมคะแนนเสียง!

2. สมการชนะเลือกตั้ง
ลองคิดเล่นๆ... ถ้าได้คะแนนเสียงจาก สส. 21 คน คิดเป็น 33.6% บวกกับ กก.บห. 20 คน คิดเป็น 16.60% รวมแล้วได้ 50.20%... ชนะเลือกตั้งทันที! 
นี่คือเหตุผลว่าทำไม “ขั้วอำนาจเดิม” จึงได้เปรียบ

3. ทำไม “คนนอกขั้วอำนาจเดิม” จึงสู้ยาก?
เหตุผลคือ กลุ่ม สส.รวมกับกลุ่ม กก.บห. มีคะแนนรวมถึง 60% ถ้าขั้วอำนาจเดิมรวมกันได้ครบ “คนนอกขั้วอำนาจ” แทบจะหมดสิทธิ์ตั้งแต่ยังไม่ลงสนาม! 

แต่ยังมี “สูตรคณิตศาสตร์การเมือง” ที่จะทำให้ “คนนอกขั้วอำนาจ” พอจะมีลุ้นคือ...
(1) ต้องเจาะเข้าถึง สส.บางส่วน แค่ 4 คน ที่เป็นอยู่ในเวลานี้ยังไม่พอ
(2) ต้องมีเครือข่าย กก.บห.ที่ยอมแหกค่าย
(3) ต้องกวาดคะแนนจากโหวตเตอร์อื่นอย่างน้อย 30-35% จากทั้งหมด 40% ซึ่งไม่ง่าย

4. สรุป
ถ้า “ขั้วอำนาจเดิม” เห็นว่าพรรคฯ อยู่ในสถานการณ์ที่คะแนนความนิยม “จมดิ่ง” ยากที่จะเข็นต่อไป และมีความรักพรรคฯ อย่างจริงใจ หันมาเปิดไฟเขียวให้หนุน “คนนอกขั้วอำนาจ” 

พรรคฯ จะได้ผู้นำคนใหม่ที่มาจากนอกขั้วอำนาจเดิม มาช่วยกันฟื้นฟูพรรคฯ ให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น... แต่ถ้าขั้วอำนาจเดิมจับมือกันแน่น ผลลัพธ์แทบจะถูกเขียนไว้ล่วงหน้าแล้ว

สุดท้ายอยู่ที่ “โหวตเตอร์ทุกคน” จะเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เพื่อใคร? เพื่อส่วนรวม? หรือเพื่ออำนาจของบางกลุ่ม?

'อ.ไชยันต์' ชี้ คนเนปาลเริ่มเรียกร้องฟื้นสถาบันกษัตริย์ มองประชาธิปไตยที่ได้มา ไม่ได้ทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้น

เมื่อวันที่ (12 ก.ย. 68) ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแพร่บทความ ผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง อวสานสถาบันพระมหากษัตริย์และกำเนิดสาธารณรัฐ : กรณีเนปาล มีเนื้อหาดังนี้

เส้นทางสู่อวสานสถาบันพระมหากษัตริย์ของเนปาล เริ่มขึ้นจากความไร้เสถียรภาพทางการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานที่มีสาเหตุจากการแข่งขันกันมีอำนาจนำระหว่างสามฝ่าย นั่นคือ

หนึ่ง สถาบันพระมหากษัตริย์ สอง พรรคการเมืองที่ชื่อเนปาลีคองเกรสที่เป็นพรรคการเมืองใหญ่พรรคแรกที่ได้จัดตั้งรัฐบาลหลังเนปาลเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขในปี ค.ศ.1959
และสาม กลุ่มคอมมิวนิสต์แนวเหมาอิสต์

ในช่วงสองทศวรรษแรกหลังเนปาลเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พรรคเนปาลีคองเกรสครองการเป็นรัฐบาลได้โดยส่วนใหญ่ จะมีบางช่วงสั้นๆ ที่ พรรคคอมมิวนิสต์เนปาลแนวมาร์กซ-เลนินได้เป็นรัฐบาล นั่นคือ ได้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยอยู่แปดเดือน

การที่พรรคคอมมิวนิสต์มาร์กซ-เลนินได้เป็นรัฐบาล หมายความว่า รัฐธรรมนูญเนปาลไม่ปิดกั้นการจัดตั้งพรรคการเมืองแนวคอมมิวนิสต์ตราบเท่าที่ไม่มีเป้าหมายล้มสถาบันพระมหากษัตริย์และต่อสู้ตามครรลองรัฐสภา

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพรรคเนปาลีคองเกรสจะได้เป็นรัฐบาลในช่วงเวลาส่วนใหญ่ แต่ก็มีปัญหาความขัดแย้งแตกแยกในพรรคมากพอสมควร

ในช่วงทศวรรษ 1990 ได้เกิดกลุ่มกบฏเหมาอิสต์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วทั้งในทางปริมาณและความเข้มแข็งจนสามารถฉีกตัวออกมาตั้งพรรคการเมืองของตนต่างหากในนามของพรรคคอมมิวนิสต์เนปาลสายเหมาอิสต์ในปี ค.ศ. 1994

โดยมีหลักการที่ว่า “การปลดแอกประชาชนที่แท้จริง จะต้องทุ่มเทความพยายามทั้งหมดไปที่การพัฒนาสงครามประชาชนที่จะนำมาซึ่งการปกครองประชาธิปไตยของประชาชนที่แท้จริง”

และพรรคได้หันหลังให้การต่อสู้ในวิถีทางรัฐสภาที่ผ่านการเลือกตั้ง ส่งผลให้พรรคกลายเป็นกลุ่มกบฏ และหันมาต่อสู้ด้วยกลยุทธ์การใช้กำลังความรุนแรงเพื่อนำการต่อสู้เพื่อคนยากจนในชนบทและสนับสนุนให้ล้มสถาบันพระมหากษัตริย์

และเมื่อถึงต้นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด การต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์เหมาอิสต์ได้กลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อรัฐบาลและนำเนปาลเข้าสู่สภาวะสงครามกลางเมือง

ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในราชวงศ์ก็ได้สร้างปัญหาซ้ำเติมเข้าไปอีก นั่นคือ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ 2001 ได้เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่พระราชวงศ์แห่งเนปาลขึ้นภายในพระราชวังในกรุงกาฐมาณฑุ เป็นผลให้พระมหากษัตริย์พิเรนทรพีรพิกรมศาหเทวะและสมเด็จพระราชินีไอศวรรยาราชยลักษมีเทวีศาหะ เสด็จสวรรคต พร้อมด้วยสมาชิกพระราชวงศ์อีก 7 พระองค์ ซึ่งล้วนแต่เป็นสมาชิกองค์สำคัญในราชวงศ์เนปาลทั้งสิ้น เหตุการณ์นี้ทำให้ชาวโลกตื่นตะลึง และยังความเศร้าโศกโกลาหลให้แก่ชาวเนปาลอย่างมหันต์

สำนักพระราชวังได้ประกาศสาเหตุของโศกนาฏกรรมว่า เกิดจากอุบัติเหตุพระแสงปืนลั่นโดยมกุฏราชกุมารดิเพนทรา เป็นผู้ทำพระแสงปืนลั่นในขณะที่สมาชิกพระราชวงศ์กำลังร่วมเสวยพระกระยาหารค่ำ ก่อนที่องค์มกุฎราชกฏราชกุมารจะทำพระแสงปืนลั่นถูกพระองค์เอง ในขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักพระราชวังและแหล่งข่าวหลายกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้เกิดจากการที่องค์มกุฏราชกุมารทรงบันดาลโทสะในขณะทรงวิวาทกับพระราชมารดาเรื่องการที่องค์มกุฎราชกุมาร ทรงต้องการจะอภิเษกกับสตรีจากตระกูลรานา (Rana: ราชวงศ์ที่ปกครองเนปาลก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง) และแหล่งข่าวอีกหลายกระแส ตั้งข้อสงสัยว่าองค์มกุฎราชกุมารทรงตกอยู่ในพระอาการมึนเมาจากน้ำจัณฑ์ (สุรา) และยาเสพติด และมกุฏราชกุมารสิ้นพระชนม์ไปด้วยจากบาดแผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำของพระองค์เอง

พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่คือ เจ้าชายชญาเนนทระ พระอนุชาของพระมหากษัตริย์พิเรนทราพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่พยายามปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเต็มที่ โดยพยายามเข้าไปควบคุมรัฐบาลด้วยพระองค์เอง โดยอ้างสาเหตุจากความล้มเหลวของพรรคการเมืองทั้งหลาย โดยในปี ค.ศ. 2002 หลังจากที่พระองค์ยุบสภา และสนับสนุนอย่างชัดเจนให้นายเชอ บาฮาดูร์ ดิวบาที่ชนะการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี

ต่อมาในปลายปี ค.ศ. 2002 พระองค์ทรงปลดนายดิวบา และเข้าไปมีอำนาจอิทธิพลในรัฐบาลด้วยพระองค์โดยตรงอย่างเต็มที่เป็นครั้งแรก

และในช่วงระหว่าง ค.ศ. 2002-2005 พระองค์ทรงเลือกและปลดนายกรัฐมนตรีถึงสามคนด้วยสาเหตุที่พวกเขาไม่สามารถจัดการเลือกตั้งและนำตัวพวกกบฏมาร่วมเจรจาได้

ในที่สุด พระองค์ตัดสินใจยึดอำนาจในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ค.ศ. 2005 และสัญญาว่าจะนำประเทศกลับคืนสู่สภาวะปกติมีความสงบเรียบร้อยและมีประชาธิปไตยที่เข้มแข็งภายในไม่เกินสามปี ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจจากพรรคการเมืองต่างๆ

ในช่วงที่พระองค์ปกครองประเทศ ได้มีการควบคุมปราบปรามผู้เห็นต่าง และพระองค์ได้ออกข้อบังคับอย่างเคร่งครัดควบคุมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพสื่อมวลชน ฯลฯ

ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2006 พันธมิตรพรรคการเมืองเจ็ดพรรครวมทั้งพรรคเหมาอิสต์ได้ลงใต้ดินทำการประท้วงต่อต้านการปกครองของพระมหากษัตริย์ชญาเนนทระ รัฐบาลได้ออกมาตรการควบคุมในระดับเบา แต่ประกาศเคอร์ฟิวเพื่อควบคุมไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลง และในการบังคับใช้กฎหมายเคอร์ฟิว

รัฐบาลได้ใช้กระสุนจริงและแก๊สน้ำตา ต่อมาในวันที่ 21 เมษายน มีผู้ประท้วง 23 คนเสียชีวิต

พระมหากษัตริย์ชญาเนนทระประกาศว่าพระองค์จะยอมให้อำนาจบริหารแก่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่มาจากการเลือกของพรรคการเมืองต่าง ๆ เพื่อดูแลการกลับคืนสู่ประชาธิปไตย หัวหน้าพรรคการเมืองทั้งเจ็ดปฏิเสธข้อเสนอและเรียกร้องให้พระองค์ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อกำหนดบทบาทในการเมืองของพระมหากษัตริย์

และภายใต้คำแนะนำของรัฐบาลอินเดียในขณะนั้น เห็นว่าพรรคการเมืองต่างๆของเนปาลควรจะตกลงให้มีสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ต่อไปในรัฐธรรมนูญที่จะร่างขึ้นมาใหม่

แต่พรรคการเมืองต่างๆไม่เห็นด้วยกับคำแนะนำดังกล่าวของรัฐบาลอินเดีย

และหลังจากที่นายคิริชา ประสาท โกอิราลาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีรัฐบาลรักษาการ เขาได้หารือและหาข้อตกลงเกี่ยวกับสถานะจุดยืนของพระมหากษัตริย์ นายโกอิราลามีความเชื่ออย่างยิ่งว่า ตราบเท่าที่พระมหากษัตริย์ชญาเนนทระยังอยู่ในโครงสร้างอำนาจ ย่อมจะเป็นภัยอันตรายต่อประชาธิปไตยของเนปาล

ในวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 2006 รัฐสภาเนปาลได้ยกเลิกอำนาจที่สำคัญ ๆ ของพระมหากษัตริย์ รวมทั้งอำนาจในการยับยั้งกฎหมาย ทำให้บทบาทของพระมหากษัตริย์ในฐานะที่ทำงานร่วมกับรัฐสภาได้สิ้นสุดลง (King in Parliament) และลดทอนพระมหากษัตริย์เป็นเพียงตรายาง แต่ให้พระองค์ยังทรงทำหน้าที่ประมุขของรัฐในการต้อนรับอาคันตุกะและทูตานุทูตต่อไปได้ และรัฐสภาได้โอนอำนาจที่พระมหากษัตริย์เคยมีไปที่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้อำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีมาตลอด 239 ปีมีอันต้องสิ้นสุดลง

ต่อมาในปี ค.ศ. 2007 นายกรัฐมนตรีนายโกอิราลาได้กล่าวว่า เขาเห็นว่า พระมหากษัตริย์ชญาเนนทระควรจะสละราชสมบัติเพื่อให้พระราชนัดดาของพระองค์ เจ้าชายหริทเยนทระขึ้นครองราชย์ ซึ่งขณะนั้นมีพระชนมายุได้ 5 พรรษา

ต่อมาวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 2007 รัฐบาลในช่วงเปลี่ยนผ่านของเนปาลได้ยึดทรัพย์สินทั้งหมดของพระมหากษัตริย์ชญาเนนทระที่สืบจากพระเชษฐาของพระองค์ให้เป็นสมบัติของชาติ รวมทั้งพระราชวัง (Narayanhiti Palace) แต่ไม่ได้ยึดทรัพย์สินที่กษัตริย์ชญาเนนทระครอบครองก่อนขึ้นครองราชย์

ต่อมาในวันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ. 2007 รัฐสภารักษาการได้ลงมติว่า อาจจะมีการให้สถาบันพระมหากษัตริย์ยุติลงชั่วคราวในปี ค.ศ. 2008 อันเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงสันติภาพกับพวกกบฏเหมาอิสต์ ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวนี้คือร่างกฎหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเปลี่ยนเนปาลให้เป็นสาธารณรัฐนั่นเอง

ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2008 พระมหากษัตริย์ชญาเนนทระให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศว่า “การตัดสินดังกล่าวไม่ได้สะท้อนคนส่วนใหญ่ของประเทศ มันไม่เป็นประชาธิปไตย ประชาชนควรมีสิทธิ์ที่จะตัดสินเกี่ยวกับความเป็นไปของสถาบันพระมหากษัตริย์”

ในวันที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ. 2008 สภาร่างรัฐธรรมนูญประกาศอย่างเป็นทางการว่าในรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขจะไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์อีกต่อไป และเนปาลจะเปลี่ยนไปเป็นสาธารณรัฐ

แม้การตัดสินดังกล่าวเกิดขึ้นโดยไม่มีการทำประชามติ กษัตริย์ชญาเนนทระก็ยอมรับการตัดสินดังกล่าว และขอให้รัฐบาลจัดที่พักอาศัยให้พระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์ และรัฐบาลได้จัดให้พระองค์พำนักอยู่ที่วังแห่งหนึ่ง (Nirmal Niwas Palace)

การเมืองเนปาลหลังเปลี่ยนแปลงเป็นสาธารณรัฐ 

พ.ศ. 2551 จากการลงมติของพรรคการเมืองต่างๆในสภา ส่งผลให้เนปาลยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์และเข้าสู่ระบอบสาธารณรัฐ

อย่างไรก็ตาม การยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์และเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสาธารณรัฐเกิดขึ้นโดยไม่มีการทำประชามติ 

แต่กษัตริย์ชญาเนนทระก็ทรงยอมรับการตัดสินดังกล่าว 

ต่อมาในปี พ.ศ. 2555  อดีตกษัตริย์ชญาเนนทระให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า พระองค์อาจจะกลับมาเป็นพระมหากษัตริย์เนปาล แต่ไม่ได้กล่าวว่าเมื่อไร 

สื่อได้ถามว่า พระองค์จะทรงเข้ามามีบทบาททางการเมืองอีกหรือไม่ ? (เพราะสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พรรคการเมืองพากันลงมติยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะพระองค์ทรงเข้าแทรกแซงการเมืองโดยการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ค.ศ. 2548 และสัญญาว่าจะนำประเทศกลับคืนสู่สภาวะปกติมีความสงบเรียบร้อยและมีประชาธิปไตยที่มีเข้มแข็งภายในระยะเวลาไม่เกินสามปี)

พระองค์ตอบว่า พระองค์ไม่ใช่นักการเมือง และพระองค์ไม่สนใจการทำประชามติในการนำสถาบันพระมหากษัตริย์ให้กลับมามีอำนาจในเนปาล เพราะตอนที่นักการเมืองยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ไม่ได้ทำประชามติถามประชาชน  ดังนั้น พระองค์จึงไม่จำเป็นต้องอาศัยประชามติในการกลับมา 

และพระองค์ยืนยันว่าก่อนหน้าที่นักการเมืองจะยกเลิกสถาบันฯ ได้มีข้อตกลงที่เป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างนักการเมืองกับพระองค์ว่า จะให้ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญกลับคืนมา หลังจากที่พระองค์ยอมสละอำนาจให้นักการเมืองและตั้งรัฐสภาที่พระองค์ให้ยุติไปสามปีกลับคืนมา 

นั่นคือ พระองค์กำลังกล่าวว่า พระองค์ถูกหักหลัง !

พ.ศ. 2554 ในวันคล้ายวันประสูติของพระองค์  มีชาวเนปาลหลายพันได้เดินทางไปยังวังของพระองค์ (Nirmal Niwas Palace) และลงนามถวายพระพร 

หลังจากนั้น พระองค์ได้ทรงเรียกนักวิเคราะห์การเมืองที่มีชื่อเสียงมาหารือเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองปัจจุบันของเนปาล  

จากนั้น นักวิเคราะห์การเมืองดังกล่าวได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า พระองค์ไม่ได้แสดงความสนใจเด่นชัดว่าจะกลับมาเป็นพระมหากษัตริย์หรือเข้าสู่การเมืองเนปาล 

แต่พระองค์แสดงความห่วงใยอย่างยิ่งต่อสภาพการณ์บ้านเมืองที่มีวิกฤตเศรษฐกิจและการคุกคามทางการเมือง 

ในงานเลี้ยงส่วนตัวที่ภัตตาคารแห่งหนึ่ง มีการเผยแพร่รูปถ่ายที่พระองค์เต้นรำ ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์และความไม่พอใจจากนักการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำฝ่ายเหมาอิสต์และนายกรัฐมนตรีซาร์มา โอลี (ที่ล่าสุด เพิ่งลาออกไปหลังเกิดการประท้วงใหญ่) 

แต่ประชาชนต่างพากันประณามที่นักการเมืองมาวิจารณ์พฤติกรรมส่วนตัวของอดีตกษัตริย์ 

มีรายงานว่าประชาชนทั่วไปต้องการให้สถาบันพระมหากษัตริย์กลับมา  
เนื่องจากมีการทุจริตคอร์รัปชันมากมายทั่วไปในหมู่นักการเมือง 
อีกทั้งรัฐบาลก็ไม่มีเสถียรภาพและรวมทั้งบุคลิกภาพที่ไม่น่าเชื่อถือของประธานาธิบดี 
และตัวนายกรัฐมนตรีที่บินไปรักษาตัวที่สิงคโปร์บ่อยๆโดยใช้เงินจากภาษีประชาชน

พ.ศ. 2568 เดือนพฤษภาคม ผู้คนทุกชนชั้นออกมาเดินขบวนนับแสน เรียกร้องให้นำระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญกลับมา ประชาชนต่างร้องตะโกนให้ “นำกษัตริย์ของพวกเขากลับมา ประชาธิปไตยที่ได้มา ไม่ได้ทำให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้น” และล่าสุด ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 อย่างที่ทราบกัน มีการเดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่ที่นำไปสู่การใช้กำลังความรุนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์เนปาล นายกรัฐมนตรี ซามาร์ โอลี ได้ลาออกไปแล้ว และจะมีการแต่งตั้งผู้ว่าเมืองหลวงให้รักษาการนายกรัฐมนตรี

เมื่อพิจารณาด้านเศรษฐกิจ จะพบว่า หลังเข้าสู่ระบอบสาธารณรัฐ  เศรษฐกิจเนปาลมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะว่าไปแล้ว ก็ต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2551

แต่ปัญหาสำคัญของเศรษฐกิจเนปาล คือ ปัญหาการกระจายรายได้ และความเหลื่อมล้ำที่สูงขึ้น และอัตราการว่างงานของคนหนุ่มสาว และที่เรื้อรังคือ ปัญหาคอร์รัปชันของนักการเมือง

เราคงต้องติดตามสถานการณ์การเมืองเนปาลกันต่อไป

กกต.สรุปผลเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7 ‘สง่า’ จากเพื่อไทย คว้าชัยเหนือผู้สมัครพรรคส้ม

กกต.ผลการเลือกตั้ง สส.เชียงราย เขต 7 อย่างไม่เป็นทางการ ‘สง่า พรมเมือง’ ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย คว้าชัย เหนือผู้สมัครจากพรรคประชาชน ด้วยคะแนน 45,615 คะแนน ขณะที่ประชาชนออกมาใช้สิทธิ 59.19%

(15 ก.ย. 68) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สรุปผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 7 (ผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ) ที่กำหนดวันเลือกตั้งในวันที่ 14 ก.ย.2568 ที่ผ่านมา และได้ดำเนินการออกเสียงลงคะแนนและนับคะแนนเสร็จสิ้นแล้วนั้น 

เขตเลือกตั้งที่ 7 ประกอบด้วย อ.แม่จัน (เฉพาะ ต.จันจว้า และ ต.จันจว้าใต้) อ.เชียงแสน อ.ดอยหลวง อ.เชียงของ (เฉพาะ ต.ครึ่ง ต.ศรีดอนชัย ต.ริมโขง ต.เวียง ต.สถาน และ ต.ห้วยซ้อ) และ อ.เวียงแก่น ดังนี้

1. จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้น 133,960 คน
2. จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 79,288 คน คิดเป็นร้อยละ 59.19
3. จำนวนบัตรดี 65,477 ใบ คิดเป็นร้อยละ 82.58 จำนวนบัตรเสีย 3,072 ใบ คิดเป็นร้อยละ 3.87 และจำนวนบัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 10,739 ใบ คิดเป็นร้อยละ 13.54
4. ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนสูงสุด ได้แก่ นายสง่า พรมเมือง ผู้สมัครหมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย ได้รับคะแนนเสียงทั้งสิ้น 45,615 คะแนน

ขณะที่ นายสุทัศน์ ยาละ พรรคประชาชน ได้รับคะแนนเสียง 19,862 คะแนน

ทั้งนี้ กกต. จะดำเนินการตรวจสอบและรวบรวมรายงานผลการนับคะแนน พร้อมทั้งพิจารณาคำร้องหรือเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง หากไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม และไม่มีคำร้องคัดคัดค้านภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จะพิจารณาประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการภายใน 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง 

ย้อนบทเรียนประชาธิปัตย์ยุค ‘ถนัด คอมันตร์’ กู้วิกฤต ก่อน ‘ชวน หลีกภัย’ นำพรรคพลิกฟื้นกลับเป็นรัฐบาล

(15 ก.ย. 68) บทเรียนประชาธิปัตย์ ยุค “ถนัด คอมันตร์” ในสถานการ์พรรคอ่อนแอ

ผมเคยได้รับมอบหมายให้ทำต้นฉบับพ๊อคเก็ตบุ๊ค บทเรียนประชาธิปัตย์ในยุค “พ.อ..ถนัด คอมันตร์” ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค เนื้อหาหลักคือบทสัมภาษณ์ พ.อ.ถนัด ที่มีสุทธิชัย หยุ่น เป็นคนดำเนินการสัมภาษณ์

เป็นบทสัมภาษณ์ที่สนุกมาก เต็มไปด้วยลีลา สำนวนที่ยียวนในสไตล์นักการทูต และยากมากกับการแกะเทปสัมภาษณ์ ถนัด คอมันตร์ 

ขออนุญาตนำบทเรียนเล็กๆน้อยของพรรคประชาธิปัตย์ในยุค พ.อ.ถนัด คอมันตร์ เป็นหัวหน้าพรรคมาเล่นให้ฟังสั้นๆ เท่าที่พอจำได้นะ

พ.อ.ถนัด คอมันตร์ เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (พ.ศ. 2522–2525) ไม่ใช่เรื่องปกติ เนื่องจากท่านเป็นนักการทูต ไม่ใช่นักการเมืองโดยอาชีพ ท่านประสบความสำเร็จด้านการทูตมากกว่า

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญของการเมืองไทย ที่นำการเปลี่ยนแปลงโดยนักศึกษาประชาขน และการเปลี่ยนแปลงการเมืองสู่ยุค รัฐบาลธานินทร์–เกรียงศักดิ์–เปรม พรรคประชาธิปัตย์เองประสบปัญหาหนักคือ

1.เกิดความแตกแยกภายใน กลุ่มรุ่นใหญ่ เช่น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช (แม้ไม่ได้อยู่ ปชป. แต่มีอิทธิพลในฝ่ายอนุรักษ์นิยม) และกลุ่มภายในพรรค ไม่สามารถหาคนกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ พรรคขาดผู้นำที่มีพลัง มีอำนาจบารมี ผู้นำรุ่นก่อน ไม่เข้ามารับตำแหน่ง
 2.ภาพลักษณ์พรรคย่ำแย่ พรรคประชาธิปัตย์เคยเป็นแกนกลางรัฐบาล แต่หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา ประชาชนจำนวนมากมองว่าพรรคเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมและไม่ตอบโจทย์ประชาธิปไตย พรรคถอดถอย ฐานเสียงในสภาก็อ่อนแรง
 3.การหาคนกลางที่ “สะอาด” และเป็นที่ยอมรับไม่ได้ พรรคต้องการ “คนกลาง” ที่มีภาพลักษณ์ดี ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อยในการเมือง ต้องเป็นผู้ที่ได้รับความเชื่อถือศรัทธาจากทั้งฝ่ายทหาร (ผู้มีอำนาจจริงในยุคนั้น) และสังคมสากล

พรรคประชาธิปัตย์ยุคนั้นจึงสอดส่ายสายตาไปยัง พ.อ.ถนัด คอมันตร์ และไปเชิญ พ.อ.ถนัดมาเป็นหัวหน้าพรรค ด้วยเหตุผลที่เชิญถนัด คอมันตร์ ถนัดเป็นอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศชื่อดัง (สมัยจอมพลสฤษดิ์) และผู้ก่อตั้งอาเซียน อันเป็นภาพลักษณ์ในระดับสากล น่าเชื่อถือ ไม่เคยลงเล่นการเมืองในสนามเลือกตั้งมาก่อน มองว่าเป็น “คนนอก” ที่ไม่เกี่ยวพันความขัดแย้งภายในพรรค

พ.อ.ถนัดได้รับการยอมรับจากทั้งฝ่ายทหารและราชสำนัก ว่าสามารถรักษาเสถียรภาพพรรคได้ ในปี 2522 ที่มีการเลือกหัวหน้าพรรค พรรคจึงเชิญท่านมาเป็นหัวหน้าพรรค “แบบประนีประนอม” เพื่อกอบกู้ศรัทธาพรรคเป็นการชั่วคราว

พ.อ.ถนัด คอมันตร์ เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ 2522–2525 แต่ท่านไม่ถนัดงานการเมืองในสภาและการจัดตั้งพรรค พรรคก็ยังคงอ่อนแรง ไม่ฟื้นจากศรัทธา ในที่สุด 2525 พ.อ.ถนัด คอมันตร์ ลาออก พรรคได้เปลี่ยนหัวหน้าอีกครั้ง โดยเลือก ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรคใหม่ชั่วคราวอีกรอบ

พิชัย รัตตกุล เสี่ยหมากหอมเยาวราช ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนยุคชวน หลีกภัย และจริง ๆ แล้วถือเป็น “สะพานเชื่อม” ที่สำคัญมากระหว่างรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ของพรรค

ช่วงพิชัย รัตตกุล ถือเป็น “ยุคฟื้นตัว” ของพรรคประชาธิปัตย์ มีวีระ มุสิกะพงศ์ นักการเมืองรุ่นใหม่ขึ้นมาเป็นเลขาธิการพรรค

พิชัยมีภาพลักษณ์นักการทูตสายสากล เคยเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
🔹 ในสมัยของพิชัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านหลักที่คอยตรวจสอบรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย–เปรม และวางฐานให้คนรุ่นใหม่อย่าง ชวน หลีกภัย, สุเทพ เทือกสุบรรณ, พล.ต.สนั่น ขจรประสาท และอีกหลายคนเข้ามามีบทบาทในพรรค และทางการเมือง

ชวน หลีกภัย ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคในปี 2535 หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ และนำพรรคเข้าสู่ตำแหน่งรัฐบาล โดยมี พล.ต.สนั่น เป็นเลขาธิการคู่ใจ

วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ตกอยู่ในฐานะไม่แตกต่างจากยุคก่อนพ.อ.ถนัด คอมันตร์ จึงขออนุญาตนำบทเรียนครั้งนั้นมาเป็นอุทาหรณ์สอนใจสำหรับชาวประชาธิปัตย์ในยุคนี้

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ริเริ่มโครงการคนละครึ่ง

(14 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Watthana Saen-u-dom’ ได้โพสต์คลิปของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ริเริ่มโครงการคนละครึ่ง ซึ่งในขณะนั้นมีหลายฝ่ายด้อยค่า ไม่เห็นด้วย แต่ในขณะนี้ เวลาได้พิสูจน์ทุกอย่างแล้วว่า เป็นโครงการที่มีประโยชน์กับประเทศชาติ และประชาชน

คิดถึงลุงตู่!!

โปรดเกล้าฯ ประกาศ พ.ร.ฎ. เลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขต 4 หลัง ‘ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์’ สส.เพื่อไทย ประกาศ!! ลาออก

(14 ก.ย. 68) เนื่องจากนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี เขต 4 พรรคเพื่อไทย ได้ยื่นหนังสือลาออกจาก สส. ทำให้ตำแหน่งว่างลง จึงต้องมีการเลือกตั้งซ่อม

ล่าสุด เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 142 ตอนที่ 59 ก เผยแพร่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี เขตเลือกตั้งที่ 4 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. 2568 ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน มีเนื้อหาว่า

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่าง อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 105 วรรคหนึ่ง (1) และมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา 1 พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี เขตเลือกตั้งที่ 4 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. 2568”

มาตรา 2 พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา 3 ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี เขตเลือกตั้งที่ 4 แทนตำแหน่งที่ว่าง

มาตรา 4 ให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี

‘ดร.เอ้’ เมิน!! ‘ปชป.’ เดินหน้าตั้งพรรคใหม่ ลั่น!! ว่ายน้ำออกมาแล้ว จะไม่ว่ายกลับไป

(14 ก.ย. 68) นายเทพชัย หย่อง สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

มีเสียงเรียกร้องให้ ดร.เอ้ สุชัชวีร์ กลับไปช่วยกอบกู้พรรคประชาธิปัตย์ หลังเฉลิมชัยลาออกจากหัวหน้าพรรค

แต่ ดร.เอ้ ประกาศชัดเจนต่อหน้าเพื่อนๆ พี่ๆ เมื่อวานนี้ว่า

 “ถ้าผมเดินหน้าทำอะไร จะไม่มีการถอยกลับ ผมว่ายน้ำออกมาขนาดนี้แล้ว ก็คงไม่ว่ายกลับไป”

ถึงจะส่งเรือยอร์ชมารับก็ไม่กลับ

ตอนนี้กำลังเตรียมเปิดตัวพรรคการเมืองอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ ‘พรรคไทยก้าวใหม่’ ที่จะชูเรื่องการศึกษาเป็นนโยบายหลัก

'เทพไท' กระตุ้น!!เร่งฟื้นฟูพรรค เรียกศรัทธาจากประชาชน กลับคืนมา ชี้!! จุดยืนทางการเมือง อุดมการณ์ประชาธิปัตย์ สำคัญกว่าตัวบุคคล

(14 ก.ย. 68) นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช ได้โพสต์คลิปพร้อมข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ‘เทพไท – คุยการเมือง’ โดยมีใจความว่า ...

อุดมการณ์ สำคัญกว่าตัวบุคคล

หลังจากนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้ลาออกจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แล้ว มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ มีข้อเสนอเกี่ยวกับตัวบุคคลที่จะเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ พูดถึงบุคคลที่เหมาะสม ที่จะเข้ามากอบกู้พรรคประชาธิปัตย์ให้กลับมายิ่งใหญ่เหมือนเดิม

ในฐานะที่เป็นศิษย์เก่าพรรคประชาธิปัตย์และปัจจุบันผันตัวมาเป็นนักวิเคราะห์ทางการเมือง อยากจะแสดงความเห็นเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงในพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากคณะกรรมการบริหารพรรคชุดนี้ได้สิ้นสภาพไปทั้งชุด หลังจากนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้ลาออกจากหัวหน้าพรรคแล้ว ก็เป็นโอกาสของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะสรรหาผู้นำพรรคคนใหม่ แต่ผู้นำพรรคคนใหม่ แม้ว่าจะมีบทบาทสำคัญ จะเป็นธงนำของพรรคในทางการเมืองก็ตาม แต่สิ่งที่สำคัญกว่าตัวบุคคล หรือตัวหัวหน้าพรรค นั้นก็คือจุดยืนทางการเมือง และอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์

ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ตกต่ำลง เพราะไม่มีการรักษาไว้ซึ่งอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้ประกาศมาตั้งแต่ 6 เมษายน 2489 เป็นเวลาร่วม 80 ปีแล้วอุดมการณ์ 10 ข้อ และข้อที่สำคัญที่สุดคือ ข้อ4 พรรคประชาธิปัตย์ต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ แต่ช่วงหลังพรรคประชาธิปัตย์กลับมีปัญหาในด้านอุดมการณ์ คือพรรคประชาธิปัตย์ ได้เข้าร่วมกับรัฐบาลที่มาจากคณะรัฐประหาร และล่าสุดเข้าร่วมกับระบอบทักษิณ ทำให้แนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ทางการเมืองเปลี่ยนไป จากการยึดมั่นอุดมการณ์ในการต่อสู้ทางการเมือง มาเปลี่ยนไปการดำเนินการทางการเมืองอิงระบบทุน จึงทำให้กลุ่มผู้สนับสนุนของพรรคประชาธิปัตย์สับสน

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ เป็นโอกาสที่จะรีเซ็ต หรือปรับปรุงพรรคประชาธิปัตย์ใหม่ ผมอยากจะเสนอให้พรรคประชาธิปัตย์ยึดมั่นในอุดมการณ์ของพรรค เพื่อเรียกศรัทธาจากประชาชนกลับคืนมา นั่นก็คือการต่อสู้และต่อต้านกับเผด็จการทุกรูปแบบ ทั้งเผด็จการทหาร เผด็จการทุนสามานย์ และเผด็จการอื่นใดที่จะเกิดขึ้น

อยากให้พรรคประชาธิปัตย์ดำเนินงานทางการเมืองที่ชัดเจน ใช้อุดมการณ์มากกว่าใช้ระบบเงินทุนดำเนินการทางการเมือง ต้องมีความชัดเจนในแนวทางการเมือง ไม่ใช่การใช้วิธีแบบไฮบริด คือยึดอุดมการณ์แบบก่ำๆกึ่งๆ ใช้ระบบทุนในการเลือกตั้งผสมเข้ามาด้วย ซึ่งจะเป็นความลักลั่นที่เกิดขึ้นในทางการเมือง

พรรคประชาธิปัตย์จะก้าวหน้า จะมั่นคงได้ ก็ยึดถืออุดมการณ์ของพรรคเป็นที่ตั้ง จะได้จำนวนที่นั่งส.ส.มากน้อยเพียงใดไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะสาระสำคัญคืออุดมการณ์ ถ้าพรรคมีอุดมการณ์ พรรคก็ค่อยๆพัฒนาเติบโตขึ้นไปได้

ในอดีตที่ผ่านมาประชาธิปัตย์ เคยรุ่งโรจน์ เคยตกต่ำ ก็เป็นเรื่องธรรมดาทางการเมือง และเชื่อว่าถ้ายังยึดมั่นในอุดมการณ์ของพรรคอย่างเคร่งครัด พรรคประชาธิปัตย์ก็มีโอกาสเจริญก้าวหน้าในโอกาสต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top