Sunday, 7 June 2026
POLITICS NEWS

สถานทูตจีนแสดงความยินดี ‘อนุทิน’ นายกฯ คนที่ 32 พร้อมผลักดันความร่วมมือ ‘จีน-ไทย’ ทุกมิติ

เมื่อวันที่ (7 ก.ย. 68) สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความยินดีต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย

ทางการจีนระบุว่า จีนและไทยเป็นมิตรประเทศและเพื่อนบ้านใกล้ชิด ความสัมพันธ์ภายใต้คำกล่าว “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ได้ยืนยาวและทวีความสำคัญมากขึ้น โดยปีนี้ครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองชาติ

จีนย้ำพร้อมเดินหน้าร่วมมือกับไทยต่อเนื่อง ทั้งการเสริมสร้างความไว้ใจเชิงยุทธศาสตร์ การขยายความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม และการผลักดันการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน เพื่อประโยชน์ด้านสันติภาพ เสถียรภาพ และความรุ่งเรืองของภูมิภาค

‘จิราพร’ ฟาด ‘พรรคส้ม’ ตรรกะสับสน เลือก ‘อนุทิน-ภูมิใจไทย’ แก้รัฐธรรมนูญ 60

(7 ก.ย. 68) น.ส.จิราพร สินธุไพร แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “จิราพร สินธุไพร - Jiraporn Sindhuprai” แสดงความคิดเห็นต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 โดยระบุว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นภารกิจที่ยากและท้าทายที่สุด แต่พรรคประชาชนกลับมอบอำนาจและความไว้วางใจให้พรรคภูมิใจไทยทำหน้าที่นี้ ทั้งที่พรรคภูมิใจไทยไม่เคยมีนโยบายหาเสียงเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ และเคยมีท่าทีขัดขวางมาตลอด

น.ส.จิราพรตั้งข้อสังเกตว่า หัวหน้าพรรคประชาชนอ้างว่าไม่ได้เลือกคุณอนุทิน มาบริหารประเทศ แต่เลือกมายุบสภา แต่การตัดสินใจนี้กลับสวนทางกับกรณีของพรรคเพื่อไทยที่เสนอจะยุบสภาทันทีหลังแถลงนโยบาย แต่พรรคประชาชนยังยืนยันโหวตสนับสนุนคุณอนุทิน ทำให้เกิดความสับสนในตรรกะทางความคิดตั้งแต่เริ่มต้น

ทั้งนี้ น.ส.จิราพร สินธุไพร สรุปว่า หากพรรคประชาชนมองว่าพรรคเพื่อไทยไม่น่าไว้วางใจ คำถามสำคัญคือพฤติกรรมของพรรคภูมิใจไทยที่ผ่านมา น่าไว้วางใจตรงไหนกันแน่ และท้ายที่สุด “คำพูดมากมาย ความหมายยังไงก็จะเลือกอนุทิน”

‘ณัฐวุฒิ’ วิเคราะห์ ‘พรรคประชาชน–ภูมิใจไทย’ ตั้งรัฐบาล ‘อนุทิน’ เงื่อนไขพิสดาร!! ยากจะเดินหน้า…โอกาสสำเร็จน้อย

เมื่อวันที่ 6 กันยายน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ออกมาวิเคราะห์ผ่านคลิปวิดีโอถึงการโหวตเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี โดยชี้ว่าการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้แม้จะเป็นไปตามระบบรัฐสภาและถือเป็นสิทธิ์ของพรรคประชาชน แต่เงื่อนไขที่เกิดขึ้นมีความ “พิสดาร” และทำให้รัฐบาลมีโอกาสสำเร็จได้ยาก

นายณัฐวุฒิ ระบุว่า พรรคประชาชนในฐานะแกนนำเสียงข้างมากไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบทางการเมืองได้ แม้จะเลือกยกมือให้นายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาล แต่ตัวเองกลับไปนั่งเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งสะท้อนภาพที่คล้ายกับกรณีพรรคเพื่อไทยเคยถูกวิจารณ์เมื่อครั้งตั้งรัฐบาลข้ามขั้วที่ผ่านมา

อดีตที่ปรึกษานายกฯ ยังชี้ว่า สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนเพราะพรรคประชาชนยังต้องช่วยจัดองค์ประชุมให้รัฐบาล เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยมีเสียงไม่เพียงพอ ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลดู “พิลึกพิลั่น” เพราะแกนนำฝ่ายค้านกลับกลายเป็นผู้ช่วยรัฐบาลในการทำงานด้านสภา ขณะที่ผลประโยชน์ทางการเมืองตกอยู่กับพรรคภูมิใจไทยเพียงฝ่ายเดียว

พร้อมกันนี้ นายณัฐวุฒิยังตั้งข้อสังเกตต่อการเพิ่มคะแนนเสียงของรัฐบาล และประเด็นการแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ตรงกันในเอกสารราชการ ซึ่งสะท้อนความซับซ้อนและอาจสร้างปัญหาในอนาคต แม้ท้ายที่สุดเจ้าตัวย้ำว่า ต้องเคารพการตัดสินใจของพรรคประชาชน แต่ยังไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะยุบสภาภายใน 4 เดือนตามที่ประกาศไว้จริง

‘อนุทิน’ กินเค้ก!! โชว์ว่าที่รัฐมนตรี ‘เอกนิติ – สีหศักดิ์ - อรรถพล’ ยึดสโลแกน!! สั่งวันนี้ เสร็จเมื่อวาน ต้องมีผลงานภายใน 4 เดือน

(6 ก.ย. 68) ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีต ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง และนายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ดื่มกาแฟร่วมกัน ที่ร้านจานิสตาร์ ชั้น1 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ภายหลังหารือร่วมกันที่บริเวณชั้นบน

ทั้งนี้คาดว่านายสีหศักดิ์ จะถูกทาบทาม ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขณะที่ นายเอกนิติ คาดว่าจะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้านนายสันติ คาดว่าจะมาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ขณะที่นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้ตามมาสมทบในภายหลัง โดยคาดว่า จะได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

นายอนุทินได้แนะนำตัวแต่ละคนให้สื่อมวลชน พร้อมระบุถึงว่าที่ตำแหน่งที่ชัดเจนอย่าง นายสีหศักดิ์จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเอกนิติ จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพร้อมระบุว่าเลือกจากความสามารถ ประสบการณ์ความทุ่มเทเสียสละ ซึ่งเมื่อทั้งหมดตอบรับชัดเจนก็ไม่ต้องมาคอยคาดการณ์ว่าใครจะดำรงตำแหน่งอยู่ตรงไหน เดี๋ยวจะทำงานกันไม่สะดวกเพราะเวลาเรามีน้อย ก็จะเริ่มเตรียมงานและประสานงานกันไว้ก่อน หลังเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตน ก็จะได้ทำงานได้เลย

นายอนุทินยังยืนยันว่ารัฐมนตรีในสัดส่วนคนนอกยังมีอีก หลังจากนี้ก็จะทยอยแนะนำให้พี่น้องประชาชนรับทราบ ที่แน่แล้วคือกระทรวงการคลังและกระทรวงการต่างประเทศ

เมื่อถามความคาดหวังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ จากกระทรวงการคลังในระยะสั้น นายอนุทินกล่าวว่าทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อยู่ในกระทรวงการคลังมาโดยตลอด มีประสบการณ์ การทำงาน ทั้ง ต่างประเทศ และในประเทศ เป็นอธิบดีมาหลายกรม เป็นผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ผู้อำนวยการรัฐวิสาหกิจ อธิบดีกรมสรรพากร อธิบดีกรมสรรพสามิต และอธิบดีกรมธนารักษ์ ท่านมีความรู้ความสามารถ ที่จะประสานงานกับฝ่ายประจำ ทำงานต่อเนื่องได้อย่างไม่มีปัญหา

เมื่อถามว่า ส่วนการฟื้นโครงการคนละครึ่งนายอนุทินระบุว่าทุกอย่างเป็นไปได้หมดถ้าเป็นประโยชน์และเป็นความต้องการของพี่น้องประชาชน วันนี้ก็ดูเต็มฟีด ก็จะเร่งมอบหมาย ให้ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเร่งพิจารณา เมื่อปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ก็จะได้ดำเนินการต่อไปเพราะเวลาเรามีน้อย ไม่มาก

ส่วนจะมีการสานต่อจาก Application เดิมหรือไม่นายอนุทินยืนยันว่าอะไรที่ดี ก็จะทำต่อ เราไม่มีเข้ามาแล้วบอกว่าอันนี้ไม่ใช่ของเรา ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลของผมจะไม่ทำ

ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศข้อพิพาทไทยกัมพูชาแก้ไข MOU 43 และ 44 นายอนุทินกล่าวว่า ถ้าพูดถึงชื่อสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เชื่อว่าทุกคน ที่อยู่ในวงการการทูตความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเศรษฐกิจ น่าจะมีความพึงพอใจและมั่นใจ รัฐบาลนี้เข้ามา ท่ามกลางปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ ต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็ว เพราะฉะนั้น ต้องนำ ผู้ที่มีประสบการณ์ ต้องได้รับการยอมรับจากนานาชาติแก้ไขปัญหาโดยเร็ว

ส่วนรัฐมนตรีมั่นใจว่าจะแก้ไขปัญหานี้ได้ใช่หรือไม่นายสีหศักดิ์กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญ ต้องวางพื้นฐานให้เป็นระยะยาว ส่วนมองว่าเป็นเผือกร้อนหรือไม่ยืนยันว่า ทุกอย่างต้องให้ความสำคัญ

นายอนุทินยังยอมรับว่ากว่า ว่าที่รัฐมนตรีโควต้าคนนอกจะตอบรับตนใช้เวลาหลายวันหลายคืน เพราะอธิบดีเอกนิติมีอายุราชการเหลืออีก 6 ปี ซึ่งความรู้ความสามารถยังมีอนาคตในทางราชการ สามารถก้าวหน้าไปได้มากกว่านี้อีก แต่ท่านก็เสียสละ เราเห็นพ้องต้องกันว่าเรื่องประเทศชาติ เรื่องพี่น้องประชาชนมีความสำคัญ ซึ่งคุณสมบัติความรู้ความสามารถของท่านขณะนี้ต่อให้พ้นวาระนี้ไป คงจะมีเส้นทางในอาชีพของท่านได้มากมาย ซึ่งท่านขอเวลาคิด 2-3 คืน ก็ตัดสินใจมาร่วมทำงาน ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่ท่านตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต โดยมุ่งมั่นถึง ประเทศของเรา และพี่น้องประชาชน

เมื่อถามว่าหน้าตาครม.ไม่ขี้เหร่หรือไม่ นายอนุทิน บอกว่าไม่แน่นอน ต้องเป็นครม. ที่เข้ามาแล้ว ทำงานได้เลย สโลแกนทำวันนี้เสร็จเมื่อวานของตนก็ยัง ถือว่าเป็นแนวทางการทำงานของพวกเราอยู่

ส่วนการจัดตั้งรัฐบาลจะให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 วันนี้หรือไม่นายอนุทินกล่าวว่าจะทำให้เร็วที่สุด และคอยคิดถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ ทางการเมือง และเรื่องทางการเมืองตนคิดว่ามีความชัดเจนแล้ว อีก 4 เดือนก็ต้องยุบสภา ดังนั้นต้องทำทุกอย่างภายในอีก 4 เดือนให้เกิดผลงาน ให้เกิดความคืบหน้าและการแก้ปัญหา ให้มากที่สุด

เมื่อถามว่ามีโครงการใดที่ครม.ชุดใหม่ ต้องการทำเพิ่มอีกบ้างนายอนุทินกล่าวว่าให้ใจเย็นๆ ให้รัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายในแต่ละกระทรวง มีอำนาจเต็มที่ในการกำหนดนโยบาย ด้วยความรวดเร็วโดยไม่ต้องรอว่าหัวหน้ารัฐบาลจะเอาด้วยหรือไม่ ซึ่งจะมาพูดว่าเดี๋ยวจะขัดกับพรรคโน้นพรรคนี้หรือไม่ ตนรับรองว่าไม่มี เราจะเอาประสบการณ์ที่มี ของรัฐบาล 2-3 ชุดที่ผ่านมา ที่เห็นจุดอ่อนของการมีปัญหาและไม่ทำงาน ที่กังวลเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบกัน

ทั้งนี้ระหว่างที่นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนนายอรรถพล ได้เดินเข้ามาสมทบทำให้นายอนุทิน พูดขึ้นมาว่า ท่านมาแล้วความลับแตกหมดเลย ก่อนจะหัวเราะ จากนั้นนายอรรถพลก็ได้แนะนำตัวเอง ตำแหน่งที่เคยเป็นอดีต CEO ของปตท. ทำแน่นอนก่อนที่นายอนุทินจะแซวขึ้นมาว่าไม่ได้เอามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมอย่างแน่นอน

ส่วนเหตุผลที่ท่าทางนายอรรถพลนั้นนายอนุทินกล่าวว่า อย่างที่ตนบอกว่าเป็นรัฐบาลที่มีภารกิจแน่นอน เราต้องได้ผู้ที่เข้ามาแล้ว ทำงานได้เลย ไม่ต้องมาเรียนรู้งาน แต่ละท่าน ที่เข้ามาก็ล้วนแต่เป็นผู้บริหารสูงสุด ในองค์กรที่ท่านกำลังจะเข้าไปรับผิดชอบ ดังนั้นจะเป็นการสร้างความมั่นใจว่า เราจะสามารถเดินหน้าได้ดี ไม่ต้องรำมวย

เมื่อถามว่ากระทรวงกลาโหมควรจะเป็นทหารเข้ามานั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการประจำกระทรวงหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ก็ต้องการให้เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถในวิชาชีพ

ส่วนกระแสข่าวที่จะเป็นร้อยเอกธรรมนัสพรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม แข่งกับพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐนั้น นายอนุทินกล่าวว่าหากตรงไหนมีความชัดเจน ก็จะพามาเปิดตัวเช่นนี้ เพื่อให้พี่น้องประชาชน รับทราบโดยไม่ต้องคาดเดา ดังนั้นการที่ยังไม่พาคนอื่นมา แสดงว่ายังไม่แล้วเสร็จ หรือมีคำถามที่จะต้องเคลียร์กันก่อน

ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาขณะนี้ จำเป็นจะต้องเป็นพลเอกประวิตรหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าอย่าถามแบบนี้ อะไรที่ตอบได้ก็ตอบ เพราะสไตล์การทำงานของตนไม่ต้องการให้ประชาชน มาคาดการณ์ใดๆ ถ้ามีความชัดเจนแล้ว ก็จะนำมาแนะนำตัว ต่อพี่น้องประชาชนทุกคน ให้รับรู้ รับทราบ ว่ารัฐบาลจะเป็นไปในทางใด พยายามจะทำงานให้ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด ให้ทำเหมือนว่ามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศร่วมกัน ฝ่ายการเมืองอย่างพวกเราฟังเสียงของพี่น้องประชาชนเป็นหลักอยู่แล้ว

เมื่อถามว่าภาพของครม.อนุทินจะออกมาเป็นแบบใด นายอนุทินกล่าวว่า เป็นภาพมืออาชีพที่ทำงาน ผู้ที่ร่วมทำงานทุกคนมีความเป็นพี่น้องสมัครสมาน สามัคคี เพราะตนเป็นสมาชิก ใน 36 คนมาหลายสมัย มีความรู้สึกว่า ความสัมพันธ์ส่วนตัวแทบจะไม่เลย คุยแต่เรื่องที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ไม่เคยมีการตัดสินใจร่วมกันเลย ภาพแบบนี้จะไม่เกิดขึ้น ในรัฐบาลของตนแน่นอน เนื่องจากทุกคนจะต้องเข้าใจเป้า หมายเดียวกันและเข้าใจภารกิจที่เรามีอย่างจำเพาะ ต้องให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน ไม่ใช่พรรคนี้เสนอ พรรคนี้ค้าน หัวหน้ารัฐบาลไม่ใช่มองว่าอันนี้ไม่เกิดประโยชน์กับพรรคตนเองก็ให้เรื่องช้าหน่อย สิ่งเหล่านี้จะไม่มี

ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม ถึงตำแหน่งของนายสันติที่จะมานั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายอนุทินรีบปัดตอบว่าฝ่ายการเมืองเดี๋ยวมาพูดคุยกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ว่าชื่อรัฐมนตรีป้ายแดงทั้ง 4 คนได้นั่งพูดคุยกับนายอนุทินด้วยบรรยากาศเป็นกันเอง และมีการเสิร์ฟเมนูเค้กส้ม

‘วรชัย เหมะ’ เพื่อไทย ซัดเดือด!! พรรคประชาชน ไม่คำนึงถึงปัญหาประเทศชาติ โชว์หล่อ!! โหวตให้ ‘อนุทิน’ โดยไม่เข้าร่วมรัฐบาล เชื่อ!! เกิดวิกฤติศรัทธาแน่นอน

(6 ก.ย. 68) นายวรชัย เหมะ อดีตสส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคประชาชนโหวตสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยให้เป็นนายกฯ ว่าวันนี้เราได้เห็นธาตุแท้ของพรรคประชาชนว่า มีจุดยืนเพื่ออะไร ระยะเวลา 2 ปี ที่ผ่านมาพรรคประชาชนไม่เคยพูดถึงการแก้ปัญหาให้ประเทศชาติและประชาชนเลย อ้างแต่ว่าพรรคตัวเองยืนหยัดอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย ตั้งข้อเรียกร้องอย่างเดียวคือให้มีการยุบสภาฯเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ คิดว่าตัวเองจะได้คะแนนเสียงถล่มทลายยิ่งกว่าเดิมเป็นรัฐบาลพรรคเดียว ได้นายกฯจากพรรคตัวเองอย่างเดียว

การโหวตนายกฯครั้งนี้โดยไม่เข้าร่วมรัฐบาลก็เพราะหวังโชว์หล่อให้พรรคตัวเองจะได้คะแนนนิยมมากยิ่งขึ้นกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนแล้วตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ใช่หรือไม่ ข้อเรียกร้องที่ให้ยุบสภาฯภายใน 4 เดือน เป็นใครก็รู้ว่าเวลาแค่นี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้ แล้วการแก้รัฐธรรมนูญก็ยังไม่เสร็จสิ้น ต้องเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญปี 60 ซึ่งชัดเจนแล้วว่าเป็นปัญหา ทำให้นายกฯโดนปลดโดยองค์กรอิสระ ที่เป็นของคนชั้นนำสร้างขึ้นมาเพื่อขัดขวางประชาธิปไตยที่แท้จริง การตัดสินใจของพรรคประชาชนวันนี้ทำให้ประชาชนที่เลือกพรรคก้าวไกลมา 14 ล้านเสียงเกิดวิกฤตศรัทธาเพราะถ้าต้องการแก้รัฐธรรมนูญจริงควรตั้งเงื่อนไขให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยก่อนแล้วค่อยเลือกตั้ง

นายวรชัย กล่าวว่า พรรคประชาชนไม่ควรทำเพื่อเป้าหมายตั้งรัฐบาลพรรคเดียวโดยไม่สนใจความเดือดร้อนของประชาชน อย่าเอาประชาชนเป็นเครื่องมือทำให้ตัวเองได้เป็นใหญ่ได้เป็นรัฐบาลพรรคเดียว ขอให้เห็นหัวประชาชนบ้าง ไม่รู้ว่าพรรคประชาชนโง่หรือแกล้งโง่ที่คิดว่าเวลา 4 เดือนเพียงพอทำให้อะไรมันดีขึ้น หรือว่ามีผลประโยชน์อะไรหรือไม่ที่ทำให้ตัดสินใจอย่างนี้ เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ต้องมีองค์กรประชาธิปไตยของประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อคานอำนาจกลุ่มการเมืองที่ทำให้ประเทศชาติเสียหายไม่คำนึงถึงประเทศชาติและประชาชน

‘รวี เล็กอุทัย’ สส.เพื่อไทย อุตรดิตถ์ ยัน!! เลือก ‘ชัยเกษม นิติสิริ’ ลั่น!! ดำเนินการทางกฎหมาย หากใครใส่ร้าย สร้างความเสียหาย

(6 ก.ย. 68) นายรวี เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุตรดิตถ์ เขต 3 พรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

สืบเนื่องจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 5 กันยายน 2568 

ในวาระการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ผมนายรวี เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 

จังหวัดอุตรดิตถ์ เขต3 พรรคเพื่อไทย ได้มีมติออกเสียงลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีให้แก่ 'นายชัยเกษม นิติสิริ' ครับ

จากการที่สำนักข่าวหลายแห่งได้เผยแพร่ข้อความผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ กล่าวหาว่าผมโหวตสวนมติพรรค 

ซึ่งข้อความดังกล่าวถือเป็นความเท็จและไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เนื่องจากตัวผมเองได้ลงมติโหวต 'นายชัยเกษม นิติสิริ' ตามมติพรรค 

การกระทำดังกล่าวถือได้ว่ามีเจตนาที่จะทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดในตัวของผม อีกทั้งยังส่งผลให้ผมต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง และเกียรติยศอย่างร้ายแรง การโพสต์ข้อความอันเป็นเท็จและก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของผมในลักษณะเช่นนี้ ถือเป็นการใส่ความบุคคลอื่นต่อสาธารณชนหรือต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผมถูกดูหมิ่น เกลียดชัง การกระทำดังกล่าวจึงเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 

นอกจากนี้ การที่สำนักข่าวได้ใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข้อความดังกล่าว ซึ่งเป็นช่องทางที่สามารถเข้าถึงและรับรู้ได้โดยบุคคลทั่วไปจำนวนมาก จึงถือเป็นการหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ซึ่งเป็นความผิดที่มีบทลงโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328

ด้วยเหตุนี้ ผมนายรวี เล็กอุทัย จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อปกป้องสิทธิและเกียรติยศของตนเองจากการกระทำอันไม่ชอบธรรมดังกล่าวและเพื่อเป็นบรรทัดฐานในการหยุดยั้งการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นในสังคมต่อไป

สามารถดูคลิปการลงมติของผมได้ที่ >> https://youtu.be/u20aykxstPY

‘อ.อุ๋ย’ เตือน!! ครม. ‘นายกฯ หนู’ ต้องมีความสามารถ มีจริยธรรม!! ความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ประจักษ์

(6 ก.ย. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า 

ก่อนอื่นผมขอแสดงความยินดีกับว่าที่ท่านนายกคนใหม่ ซึ่งผมหวังว่าท่านจะมีความเป็นตัวของตัวเอง มีอิสระในการใช้ดุลพินิจต่าง ๆ ในการบริหารประเทศโดยไม่ตกอยู่ใต้อาณัติของบุคคล กลุ่มบุคคลหรือคลิปเสียง คลิปภาพใด ๆ อย่างไรก็ตามผมมีความกังวลเมื่อได้เห็นบุคคลบางคนในโผ ครม. ซึ่งจะมานั่งเป็นรัฐมนตรีในกระทรวงต่าง ๆ ว่าจะมีคุณสมบัติครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 โดยเฉพาะ (4) และ (5) หรือไม่ กล่าวคือ ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และ ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ซึ่งบางคนตามโผ ครม. เคยถูกศาลพิพากษามาแล้วว่ามีความผิดจริง แม้จะไม่ใช่ศาลไทยก็ตาม และแม้มีการล้างมลทินแล้วก็ตาม ซึ่งเป็นเพียงการลบล้างโทษ และถอนชื่อออกจากทะเบียนประวัติอาชญากรรมเท่านั้น การล้างมลทินไม่ได้ลบล้างการกระทำผิดที่เคยเกิดขึ้น การกระทำผิดนั้นยังคงได้ชื่อว่าเคยกระทำอยู่ และศาลรัฐธรรมนูญได้วางหลักไว้ในคำวินิจฉัยที่ 21/2567 หน้าที่ 23-28 ว่า “...ความหมายของคำว่า ‘ซื่อสัตย์’ และ ‘สุจริต’ มิใช่เป็นเพียงเรื่องการกระทำทุจริตหรือประพฤติมิชอบเท่านั้น แต่ต้องเป็นการกระทำให้วิญญูชนทั่วไปที่ทราบพฤติการณ์หรือการกระทำนั้น แล้วยอมรับว่าเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ จึงจะถือได้ว่า เป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์...

...การที่นายกรัฐมนตรีจะเสนอแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นรัฐมนตรี มิได้อาศัยเฉพาะแต่เพียงความไว้วางใจส่วนตนโดยแท้ แต่คณะรัฐมนตรีซึ่งหมายถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีแต่ละคนต้องได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากสาธารณชนหรือประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง อันเป็นความเชื่อถือและไว้วางใจในความเป็นจริงด้วย” ดังนั้น แม้เพียงการไม่มีคดีอาญาติดตัว หรือได้รับอภัยโทษ หรือเคยทำผิดแต่ได้รับการตัดสิน รอการลงโทษ ก็ไม่ได้หมายความว่า บุคคลผู้นั้นจะถือว่ามีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เสมอไป 

และหากนายกรัฐมนตรีรู้ข้อเท็จจริงถึงคุณสมบัติของผู้ที่ตนจะแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีแล้วว่า ขาดคุณสมบัติในเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ แต่ก็ยังทูลเกล้า ฯ ถวายชื่อให้ทรงลงพระปรมาภิไธยอีก ก็จะถือว่านายกรัฐมนตรีผู้เสนอชื่อรัฐมนตรีนั้น ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง เป็นการกระทำที่เอาประโยชน์ส่วนตนเหนือผลประเทศชาติ ถือว่านายกรัฐมนตรีไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) (5) ไปด้วย ซึ่งจะส่งผลให้ความเป็นนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ 

ดังนั้นผมจึงอยากฝากให้ท่านนายกหนู พิจารณาแต่งตั้งคนดีมีความรู้ความสามารถ มีความรู้ลึกซึ้งในปัญหาความมั่นคงและเศรษฐกิจ ไม่ใช่คนที่รู้แต่ในตำรา เพราะตำราเศรษฐศาสตร์ ความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์ที่เขียนโดยชาวตะวันตก ซึ่งใช้กันก่อนหน้านี้ถอยหลังไปห้าปีขึ้นไป จะใช้ไม่ได้แล้ว เนื่องจากโลกกำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านจากยุคความเป็นมหาอำนาจโลกเจ้าเดียว (uni-polar world) ของตะวันตก ไปสู่ยุคของภาคีพหุนิยม (multi-polar world) ภายใต้หลักการของความเสมอภาค การค้าเสรี การไม่แทรกแซงในกิจการภายในของประเทศอื่น หรือการเคารพในอำนาจอธิปไตยของกันและกัน 

สรุป ผมขอให้ ครม. นายกหนู เป็น ครม. ที่ประกอบด้วยคนเก่ง คนดี มีความรู้ความสามารถ ตั้งใจทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง ซึ่งผมขอให้ท่านายกหนูมีความใจกว้างที่จะสรรหาคนนอก ที่มีคุณสมบัติเหล่านี้มาทำงานโดยไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องระบบอุปถัมภ์ พรรคพวกหรือระบบโควตาพรรคการเมืองใด ๆ และผมเชื่อว่า ประชาชนจะเทคะแนนเสียงให้พรรคของท่านอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ด้วยความปรารถนาดี

สาวกพรรคส้ม ลั่น!! ถอยออกมาจาก ‘Supporter’ เป็น ‘Observer’ ชี้!! เลือกตั้งครั้งต่อไป เลือกได้แค่ พรรคการเมืองที่เลวน้อยที่สุด

(6 ก.ย. 68) ‘วรา จันทร์มณี’ โพสต์ข้อความระบุว่า ...

เมื่อผมวิจารณ์รัฐบาล คสช. ประยุทธ์ ประวิทย์ เพื่อไทย ชนชั้นนำศักดินา อย่างทะลุทะลวง ผมไปขึ้นเวที 3 นิ้ว ฝ่ายประชาธิปไตยชอบ พอใจ พอผมวิจารณ์พรรคประชาชน พวกฝ่ายประชาธิปไตยรับไม่ได้ ผมอยากให้พวกคุณเข้าใจไว้ แม้ผมจะเป็นสมาชิกพรรคประชาชน แต่ผมไม่ได้เป็นทาสพรรคประชาชน ผมมีสิทธิ์ทักท้วงวิพากษ์วิจารณ์ หากไม่เห็นด้วยในการดำเนินงานของพรรค

พวกคุณที่บอกว่ามีหัวใจประชาธิปไตย แต่พอฝ่ายที่ตัวเองชอบถูกวิจารณ์รับไม่ได้ ไม่เปิดใจรับฟัง คุณก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่คุณว่า ผมยกตัวอย่าง กรณี มาตรา 69 พรบ. ประมง คุณหลายคนเงียบกริบ กรณี สส.พรรคประชาชนทะเล่อทะล่ามาพูด “ทหารส้นตีน” “ไปไหว้อะไรก็ไม่รู้” คุณเงียบกริบ แถมหลายคนออกมาแถช่วยหาคำอธิบายต่างๆ นานา

คุณบอกว่าที่สังคมไทยมันห่วย เพราะระบบอุปถัมภ์ ระบบพวกพ้อง แต่พอคุณสมาทานพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งขึ้นมา พรรคการเมืองนั้นกลับกลายเป็นศาสดาหรือเทพเจ้าที่ถูกทำให้ศักดิ์สิทธิ์แตะต้องวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ ผมว่านี่เป็นอันตรายอีกอย่างหนึ่งทางการเมือง

ผมทนเห็นไม่ได้หรอกที่พรรคการเมืองจะมีนโยบายไปอุ้มชูกลุ่มทุนเช่นประมงพาณิชย์ โดยทำลายความยั่งยืนของทรัพยากรทางทะเล คุณลองไปดูว่านโยบายประมงของพรรคประชาชนในสมัยพิธา นั้นส่งเสริมการทำลายทรัพยากรหรือส่งเสริมความยั่งยืนของทรัพยากร เขาพูดถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืนบ้างหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ผมเก็บไว้ในใจนานแล้ว แต่ไม่อยากพูดเพราะถนอมน้ำใจพรรคที่ผมชอบเหมือนพวกคุณนานแล้ว แต่มันคืออะไรถ้าเราจะสงบปากสงบคำ แล้วไม่วิจารณ์การทำงานของพรรคการเมืองเลย เราก็ไม่ทุเรศต่างไปจากคนอื่นที่เราว่าหรอก

สิ่งที่ผมไม่อยากให้เกิดก็คือ การครอบงำทางการเมืองของผู้ก่อตั้งพรรค เมื่อเป็น สส. แล้วห่วงตัวเองมากกว่าสังคม คิดถึงแต่การรักษาสถานภาพหรือการชนะเลือกตั้งครั้งต่อไป และเมื่อไปสมาชิกพรรคการเมืองแล้วหลับหูหลับตาไม่วิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่พรรคที่ตนชอบทำ มันก็ไม่ต่างอะไรกับฝ่ายอื่น

สำหรับพรรคประชาชน ตอนนี้ผมถอยออกมาจาก Supporter เป็น Observer พรรคประชาชนไม่มีอะไรพิเศษกว่าพรรคอื่น ผมจะมองดูเขาด้วยสายตาเท่ากันกับที่มองพรรคอื่น 

เมื่อถึงฤดูกาลเลือกตั้ง การเลือกตั้งของผมครั้งต่อไปก็คงเลือกได้แค่พรรคการเมืองที่เห็นว่าน่าจะเลวน้อยที่สุด

สุดท้าย พวกที่คิดว่าตัวเองมีความรู้และเป็นฝ่ายประชาธิปไตยที่มาด่าผม ผมว่าคุณไม่ได้มีความรู้มากกว่าผมและไม่ได้มีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าผม

‘หมอสุภัทร’ หวั่น!! ‘ภูมิใจไทย’ ไม่รักษาสัจจะ ฝาก!! ‘อนุทิน’ จัดโผ ครม. ให้มียี้ น้อยที่สุด

(6 ก.ย. 68) นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการ รพ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา และประธานชมรมแพทย์ชนบท โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก โดยมีใจความว่า ...

ผมเฝ้าติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิด แม้สองสามวันที่ผ่านมาผมไม่ค่อยได้ส่งเสียง แต่ผมก็เฝ้ามองด้วยความห่วงใยในอนาคตของประเทศ และอนาคตของพรรคประชาชน พรรคที่แบกความหวังของคนในประเทศและของผมไว้

วันนี้ผมมีภารกิจ ออกตรวจ OPD ทั้งวัน เสร็จออกจากห้องตรวจตอนเย็นก็พบว่า “พรรคประชาชนยังรักษาสัจจะ โหวตให้อนุทินเป็นนายก” เพื่อนๆ ต่างถาม “แล้วผมจะไหวไหม” 

ผมเข้าใจพรรคประชาชนอย่างยิ่ง เพราะผมเองก็สู้ในระบบอย่างมะรุมมะตุ้ม ผมรู้ว่าการสู้ในระบบนั้นมีข้อจำกัดมากมาย มีโครงสร้างอำนาจที่ใหญ่โตกดทับอยู่ การทำลายโครงสร้างอำนาจกดทับด้วยการแก้รัฐธรรมนูญจึงสำคัญ โอกาสนี้ก็เป็นโอกาสเดียวนี้ที่มีอยู่ของพรรคประชาชนในการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะหากยุบสภาไป เลือกตั้งกลับมาใหม่ ก็ยังไม่มีใครชนะขาด สภาวะสามก๊กก็ยังคงอยู่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงแทบเป็นไปไม่ได้ การสู้ในระบบนั้นจึงมีบริบทที่ต่างจากการสู้นอกระบบอย่างมาก แต่แม้ผมจะเข้าใจ แต่ผมเองก็ยังอดรู้สึกผิดหวังไม่ได้

มาถึง ณ นาทีนี้ เราจะทำอะไรได้บ้างกับสังคมที่ความหวังลดฮวบ เพราะเราไม่เคยเชื่อมั่นในคุณอนุทินและพรรคภูมิใจไทยว่าจะรักษาสัจจะ ด้วยความรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะยุบสภาใน 4 เดือน เดี๋ยวก็มีข้ออ้างและลูกเล่นต่างๆ ในอนาคตอีกมากมาย 

ผมคิดว่า สังคมไทยทั้งหมดควรเปลี่ยนถ่ายพลังแห่งความหงุดหงิด พลังแห่งความผิดหวัง มุ่งเป้าไปยังคุณอนุทินและพรรคภูมิใจไทย ติดตามหน้าตาของคณะรัฐมนตรีให้มียี้น้อยที่สุด ติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องเกิดให้เร็วที่สุด ติดตามการใช้อำนาจรัฐโยกย้ายข้าราชการประจำหรือใช้งบประมาณเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการเลือกตั้งที่จะตามมา ใช้พลังของสังคมทั้งหมดทำหน้าที่เป็น watchdog  ร่วมกับพรรคประชาชน เพื่อให้สัญญาประชาคมครั้งนี้เกิดขึ้นจริงใน 4 เดือน 

ผมเองก็แอบคิดบวกๆ ว่า ถ้าพรรคภูมิใจไทยคิดยาว มองไกลๆ รักษาสัจจะได้จริง พรรคภูมิใจไทยนี่แหละจะเป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวที่สุดของพรรคประชาชนอย่างแท้จริง ประเทศไทยจะเข้าสู่ระบบ 2 พรรคการเมืองหลักก็เป็นได้

ประเทศไทยต้องเดินหน้า ประชาธิปไตยต้องเดินต่อ การเมืองต้องไม่ใช่ของพรรคการเมืองไปตกลงกันเท่านั้น แต่เราภาคประชาชนจะยังต้องเป็นพลังกดดันอย่างต่อเนื่องกันต่อไป 

‘ชัยวุฒิ’ โพสต์เฟซ!! ยินดี ‘อนุทิน’ นั่ง!! นายกฯ ชี้!! ผ่าทางตันให้ประเทศ เดินหน้าต่อไปได้

(6 ก.ย. 68) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวภายหลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับการโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่32ของไทยโดยระบุว่า …

ขอบคุณ สส.ทุกคนที่ช่วยกันโหวตให้ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ครับ เพราะนี่คือการผ่าทางตันให้ประเทศเดินให้เดินหน้าต่อไปได้ และขอแสดงความ ยินดีกับท่านอนุทินด้วยครับ ขอให้ทำงานอย่างราบรื่น และนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤต ไปให้ได้ครับ ผมเชื่อมั่นในพลังของพี่หนูครับ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top