‘สุพัชรี ธรรมเพชร’ แสดงจุดยืน งดออกเสียง เชื่อระยะเวลา 4 เดือน ไม่ว่าใครเป็นนายกฯ ล้วนแต่ทำเพื่อตัวเอง ไม่สนประชาชน
‘สุพัชรี ธรรมเพชร’ แสดงจุดยืน งดออกเสียง เชื่อระยะเวลา 4 เดือน ไม่ว่าใครเป็นนายกฯ ล้วนแต่ทำเพื่อตัวเอง ไม่สนประชาชน
‘สุพัชรี ธรรมเพชร’ แสดงจุดยืน งดออกเสียง เชื่อระยะเวลา 4 เดือน ไม่ว่าใครเป็นนายกฯ ล้วนแต่ทำเพื่อตัวเอง ไม่สนประชาชน
เปิดประวัติ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ของไทย จากผู้เคยถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง สู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรี เจ้าของวลี “โควิดกระจอก” เมื่อครั้งโควิด-19 ระบาด
เป็นที่สรุปออกมาแล้วว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลงคะแนนให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ของประเทศไทย เป็นที่เรียบร้อย ด้วยจำนวน 311 คะแนน ขณะที่นายชัยเกษม นิติศิริ แคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทย ได้ 152 คะแนน (งดออกเสียง 27 เสียง จากที่เข้าประชุม 490 คน)
สำหรับประวัติของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นบุตรชายของนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล อดีต สส. และรัฐมนตรีหลายสมัย เกิดวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2509 ชื่อเล่น ‘หนู’ สื่อมวลชนนิยมเรียกกันว่า ‘เสี่ยหนู’ อายุในปี 2568 จะอายุครบ 59 ปี
ด้านการศึกษา นายอนุทิน สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญ ก่อนไปศึกษาต่อที่ สหรัฐฯ เมื่อปี พ.ศ. 2532 จบระดับอุดมศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยฮอฟสตรา (Hofstra University) ที่นิวยอร์ก และเริ่มต้นชีวิตการทำงานในธุรกิจของครอบครัว
ระหว่างนั้นก็ยังศึกษาหาความรู้เพิ่ม ทั้ง Mini MBA มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ปริญญาวิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยรามคำแหง, หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน รุ่นที่ 9 (วตท.9), หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง ด้านการบริหารงานพัฒนาเมือง รุ่นที่ 1 (มหานคร 1), หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง ด้านการพัฒนาเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง รุ่นที่ 3 (พ.ต.ส.3), หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง ด้านวิทยาการพลังงาน รุ่นที่ 1 (วพน.1), หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง รุ่นที่ 17 (บ.ย.ส.17), ปริญญาบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ รุ่นที่ 9 (TEPCOT 9), โครงการฝึกอบรมการพัฒนาผู้บริหารระดับสูง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
พ.ศ. 2560 หลักสูตรการปฏิรูปธุรกิจและสร้างเครือข่ายนวัตกรรม รุ่นที่ 1 (BRAIN 1), หลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 5 (ปธพ.5), หลักสูตรการบริหารการท่องเที่ยวสำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 1 (กทส.1), ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น, ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, หลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย รุ่นที่ 6 (นธป.6) และหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 61 (วปอ.61)
นายอนุทิน สมรสครั้งแรกกับ สนองนุช วัฒนวรางกูร เมื่อ พ.ศ. 2533 และมีบุตร 2 คน คือ นัยน์ภัค และ เศรณี ชาญวีรกูล ต่อมาใน พ.ศ. 2556 ได้หย่าร้าง และสมรสใหม่กับ ศศิธร จันทรสมบูรณ์ ต่อมาในเดือนมกราคม 2562 นายอนุทิน ได้หย่ากับ ศศิธร และปัจจุบันคบหาดูใจกับ สุภานัน นิราษิท หรือ จ๋า ภรรยาคนที่ 3 และเปิดตัวอย่างเป็นทางการ
ขณะที่เส้นทางการเมืองนั้น นายอนุทิน เข้าสู่วงการการเมืองเมื่อปี 2539 โดยการรับตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ประจวบ ไชยสาส์น) และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (พ.ศ. 2547 และ พ.ศ. 2548) และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (พ.ศ. 2547) ต่อมาถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารของพรรคไทยรักไทย และหลังจากพ้นกำหนดการตัดสิทธิทางการเมืองในปี 2555 ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคต้นสังกัดของ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ผู้เป็นบิดา ที่ย้ายมาจากพรรคพลังประชาชนร่วมกับกลุ่มเพื่อนเนวิน และต่อมาได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคต่อจากบิดา
จากนั้นในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2557 นายอนุทิน ลงสมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคภูมิใจไทย ลำดับที่ 1 แต่การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ต่อมาในการเลือกตั้งปี 2562 ได้รับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งภายหลังการเลือกตั้ง นายอนุทิน และพรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ และสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อเป็นสมัยที่ 2 และได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และยังดำรงตำแหน่งประธานสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขอีกตำแหน่งหนึ่ง
โดยระหว่างที่ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีดราม่าเมื่อ นายอนุทิน ใช้คำว่า “โควิดกระจอก” ก่อนที่ต่อมา โควิดจะระบาดหนักในประเทศ
จากนั้น ในการเลือกตั้งปี 2566 นายอนุทิน ได้รับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคภูมิใจไทย ลำดับที่ 1 และได้รับการเสนอชื่อให้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง และต่อมาเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลโดยมีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ก่อนจะได้ดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
(5 ก.ย. 68) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ห้องพิจารณา 608 เมื่อเวลา 09.00 น. ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำที่อ.778/2564 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้อง นายเอกชัย หงส์กังวาน นักเคลื่อนไหวทางการเมือง, นายบุญเกื้อหนุน เป้าทอง หรือฟรานซิส นักเคลื่อนไหวทางการเมือง, นายสุรนาถ แป้นประเสริฐ หรือตัน ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง (Active Youth) นายชนาธิป ชัยชะยางกูร และนายภาณุภัทร ไผ่เกาะ เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินีฯ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา110 ฐานมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ให้เกิดความวุ่นวายตาม มาตรา215 และกีดขวางการจราจร ที่กลุ่มจำเลยชุมนุมใกล้ขบวนเสด็จพระราชินีเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563
ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในวันเกิดเหตุคณะราษฎร 2563 นัดชุมนุมกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตั้งแต่ช่วงเช้า ต่อมาเวลาประมาณ 14.00 น. แกนนำของผู้ชุมนุมประกาศว่าจะเดินทางไปล้อมทำเนียบรัฐบาลเพื่อเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นลาออกจากตำแหน่ง รวมถึงร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ
โดยวันดังกล่าวตรงกับวันที่พระบรมวงศานุวงศ์จะเสด็จไปถวายผ้าพระกฐินที่วัดราชโอรสาราม ในเวลา 17.50 น. โดยมีกำหนดการระบุแจ้งไว้ล่วงหน้ารวมถึงออกประกาศตามช่องทางสื่อต่างๆ มีกลุ่มประชาชนเข้าร่วมรอรับเสด็จตลอดเส้นทาง
ต่อมากลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มคณะราษฎรบางส่วนได้เดินมาถึงสะพานชมัยมรุเชษฐ์ พบเห็นตำรวจ และ คฝ. ตั้งแถวตลอดแนว เพื่อดูแลผู้ชุมนุมและรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณดังกล่าว
ต่อมาพยานได้ยินประกาศจากรถนำขบวนเสด็จขอผ่านทาง แต่จำเลยอ้างว่า บริเวณดังกล่าวมีเสียงประชาชนอื้ออึงจึงไม่ได้ยินเสียงประกาศ เพียงแต่เห็นว่ากลุ่มตำรวจควบคุมฝูงชนเพิ่มจำนวนมากขึ้น มากกว่าผู้ชุมนุม
จำเลยจึงคิดว่าจะถูกสลายการชุมนุม และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ประจำการอยู่บริเวณดังกล่าวไม่ได้แจ้งให้แกนนำทราบว่าจะมีขบวนเสด็จผ่านมาบริเวณดังกล่าว ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มต่อต้านตำรวจโดยการยืนขวางถนนและมีกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนนั่งขวางเส้นทางเพื่อไม่ให้สลายการชุมนุมได้โดยง่าย
ต่อมาโจทย์นำคลิปเหตุการณ์ก่อนเกิดเหตุเล็กน้อยแต่มียาวจนจบที่ขบวนเสด็จผ่านไปได้ จากหลายมุม หลายคลิปทั้งจากฝั่งตำรวจ สายสืบที่แฝงตัวกลุ่มผู้ชุมนุม ตำรวจจราจรในพื้นที่ มาเป็นหลักฐานต่อศาล
ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยทั้ง 5 มีพฤติกรรมขัดขวางการปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่ และเมื่อเห็นว่าเป็นขบวนเสด็จแต่ไม่ทราบเป็นพระองค์ใด ก็ชู 3 นิ้ว และตะโกนบอกผู้ชุมนุมคนอื่นว่าเป็นขบวนเสด็จให้ชู3นิ้ว จำเลยบางคนได้ตะโกนถ้อยคำไม่เหมาะสม พร้อมร่วมขวางทาง จนขบวนเสด็จต้องหยุดนิ่งเป็นเวลา 10 นาที กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจและ คฝ. สามารถผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุมพ้นจากทางขบวนเสด็จ
โดยหลักฐานรวมทั้งพยานหลายปากแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้ง 5 มีเจตนาแน่ชัดในการขัดขวางขบวนเสด็จ และระหว่างเหตุการณ์ในช่วงนั้นตำรวจควบคุมฝูงชนก็ไม่ได้แสดงการกระทำใด ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าเป็นการสลายการชุมนุม เพียงแต่เพิ่มจำนวนคนเพื่อถวายการอารักขา หนึ่งในพยานโจทก์ยังอ้างว่าจำเลยบางคนความสูงมีความสูงมากกว่า 180 เซนติเมตร สามารถมองผ่านตำรวจควบคุมฝูงชนไปเห็นขบวนเสด็จได้
ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้ง 5 ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย
อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับเป็น จำเลยทั้ง 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 110 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 80,215 วรรคหนึ่ง 385 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 เฉพาะจำเลยที่ 1 และ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 วรรคสามด้วย และจำเลยทั้ง 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 114 วรรคหนึ่ง, 148 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83
การกระทำของจำเลยทั้ง 5 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักที่สุดฐานร่วมกันพยายามกระทำประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 110 วรรคคหนึ่ง และ 110 วรรค 2 อันเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุกคนละ 16 ปี แต่เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น 21 ปี 4 เดือน
ต่อมาทนายความของจำเลยทั้ง 5 รายได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
นายอธึกกิต แสวงสุข หรือ 'ใบตองแห้ง' คอลัมนิสต์ด้านการเมืองชื่อดัง โพสต์เฟซบุ๊กส่งสัญญาณครั้งสุดท้ายไปยังพรรคประชาชน ก่อนลงมติเลือก นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า
พรรคส้มไม่เปลี่ยนใจแน่แล้ว
ก็ขอสงวนความเห็นในโค้งสุดท้าย
ว่าควรโหวตชัยเกษมเพื่อยุบสภาทันทีดีกว่า
ประเด็นสำคัญคือ ดีล ใบอนุญาตที่สอง ย้ายข้างมาที่อนุทินชัดเจนแล้ว
เพื่อไทยหมดแล้ว ต่อไปก็แพแตก
ภายใต้เงื่อนไข 4 เดือนเท่ากัน เพื่อไทยอาจจะเบี้ยว อาจไปทำดีลใหม่
แต่ตอนนี้เพื่อไทยจนตรอกแล้ว
เข้าใจความมุ่งหวังพรรคส้ม ที่อยากแก้รัฐธรรมนูญ
แต่มันคือความเสี่ยงสูงมากที่มีความหวังความฝันของประชาชนเป็นเดิมพัน
ไม่ใช่แค่อนาคตของพรรคเพียงลำพัง
ถ้าไม่สำเร็จ พังทั้งกระดาน ประชาชนจะหมดหวัง มันไม่ใช่จะระบายความโกรธไปที่ภูมิใจไทยและชนชั้นนำ
แต่จะสูญเสียความเชื่อมั่นพรรคส้ม
ปลุกอย่างไรก็ไม่ขึ้นอีก
หลังจากนั้นอาจเป็นยุคมืดยาวไป
อนุทินนั้นอาจเชื่อได้บางอย่าง
แต่ภายใต้ดีล อนุทินก็ไม่กล้าหือหรอก
มันเป็นโอกาสที่ชนชั้นนำจะทำลายพรรคส้ม แบบให้ตายสนิท
เพราะความมุ่งหวังจะแก้รัฐธรรมนูญที่คาดหวังสูงเกินไป
ทำให้ต้อง pragmatism ที่กลืนหลักการไปหลายข้อ
ตัวอย่างง่ายๆ ก็เช่น ข้ามหลักการรักษาการนายกฯ ต้องยุบสภาได้
แม้พรรคส้มยืนยันแต่ไปโหวตอนุทิน ส่งเสริมการปฏิเสธอำนาจยุบสภา
‘ทักษิณ’ โพสต์แจงกลางดึก ถึงดูไบแล้ว ที่เปลี่ยนจุดหมายเพราะ ตม.ถ่วงเวลา 2 ชม. ลงสิงคโปร์ไม่ทัน จึงเปลี่ยนแผนไปหาหมอกระดูกที่ดูไบ ยืนยันกลับไทยไปศาล 9 ก.ย.นี้
(5 ก.ย. 68) หลังเป็นประเด็นใหญ่ที่สร้างความฮือฮา กรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ใช้เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว เดินทางไปต่างประเทศ โดยมีปลายทางคือประเทศสิงคโปร์ ก่อนเปลี่ยนเส้นทางไปทางตะวันตก ท่ามกลางการใส่ใจของคนไทยทั่วประเทศ
กระทั่งเมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ล่าสุด นายทักษิณ ได้โพสต์ในแพลตฟอร์ม X ระบุว่า วันนี้ผมตั้งใจเดินทางไปสิงคโปร์เพื่อไปตรวจสุขภาพ กับหมอที่เคยดูแลระหว่างอยู่ต่างประเทศ
ตม.ที่ไทย ถ่วงเวลาผมไว้เกือบ 2 ชั่วโมง ทั้ง ๆ ที่ผมได้ชนะคดี ที่ถูกห้ามออกเดินทางไปต่างประเทศมาแล้ว มีสิทธิเดินทางเช่นเดียวกับคนไทยทั่วไป
ระหว่างเส้นทางบิน นักบินแจ้งว่า การที่โดน ตม.ถ่วงเวลาผมไว้นาน ทำให้เครื่องจะไปลงสนามบิน Seletar ซึ่งใช้สำหรับเครื่อง Private Jet ลงที่สิงคโปร์ไม่ทัน เพราะสนามบินเปิดให้บริการ ถึงแค่ 4 ทุ่ม เท่านั้น (เวลาสิงคโปร์เร็วกว่าไทย 1ชม.)
เมื่อไม่สามารถไปลงที่สิงคโปร์ได้ ผมจึงตัดสินใจให้นักบินเปลี่ยนแผนไปลงดูไบ เพราะที่ดูไบผมมีหมอกระดูก และหมอปอดที่ผมใช้ประจำมานาน และยังมีโอกาสได้เยี่ยมเพื่อนที่ดูไบ ซึ่งไม่ได้เจอกันมา 2ปีกว่าแล้ว
ระหว่างรอขออนุญาตจากสนามบินดูไบ นักบินต้องบินวนรออยู่พักใหญ่ จนกระทั่งได้รับอนุญาตจึงได้หันหัวบินต่อไปยังดูไบ
ผมตั้งใจจะกลับไปไทยไม่เกินวันที่ 8 เพื่อเดินทางไปศาลด้วยตัวเอง วันที่ 9 กันยายนนี้ ครับ
‘ชัยเกษม’ ลั่น หากได้รับโหวตเป็นนายกฯ จะยุบสภาทันที ไม่ต้องรอถึง 4 เดือน
‘อัครเดช’ ดัน ร่าง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า เข้าสภาฯ ปกป้องผู้บริโภคไทย ส่งเสริม SME ไทย ให้เติบโตอย่างยั่งยืน
(4 ก.ย. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 พรรครวมไทยสร้างชาติ และประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ตนในฐานะผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า ได้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยกล่าวว่า ร่างพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า ที่ตนเสนอจะเป็นการแก้ไขแทนร่างพระราชบัญญัติเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2560 เพื่อให้กฎหมายตอบโจทย์กับความเปลี่ยนแปลงไปของสังคมในยุคปัจจุบัน โดยย้ำว่า การแข่งขันทางการค้าในปัจจุบันมีความสำคัญและส่งผลต่อการดำเนินชีวิต ความเป็นอยู่ของพ่อแม่พี่น้องคนไทย โดยเฉพาะเมื่อเกิดการผูกขาดสินค้า
นายอัครเดช กล่าวต่อว่า ร่างพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า ฉบับที่ตนเสนอนั้น มีเหตุผลสำคัญ 3 ประการที่เห็นว่าต้องมีการปรับปรุง ประกอบด้วย
1.การป้องกันและขจัดปัญหาความคลุมเครือของขอบเขตการบังคับใช้ของกฎหมาย กรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจกระทำผิดกฎหมายนอกราชอาณาจักร แต่ผลการกระทำมีอิทธิพลต่อตลาดไทย ส่งผลต่อปัญหาในการลงโทษผู้กระทำผิด และปัญหาด้านการแข่งขันทางธุรกิจในประเทศไทยที่ส่งผลต่อการแข่งขันทางการค้า
2.การกำหนดอายุการฟ้องคดีที่ไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบัน
3.ประเด็นคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าที่ไม่มีรายละเอียดเพียงพอ
นายอัครเดช ยกตัวอย่างปัญหาให้เห็นภาพชัดเจน เช่น การที่ผู้ประกอบการต่างชาติเข้ามาดัมพ์ราคาตลาดสินค้าหลากประเภทในประเทศไทย ซึ่งเป็นการทำลายผู้ประกอบการรายอื่นและผู้บริโภค นอกจากนี้เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ตนได้ไปตรวจเยี่ยมการตรวจตราสินค้าที่ด่านศุลกากรเชียงของ จ.เชียงราย ซึ่งได้เห็นความเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ แต่ก็ยังมีสินค้าไร้ มอก. หลุดมาเสมอ แต่ก็มีทีมสุดซอย กระทรวงอุตสาหกรรม ของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม คอยตามจับกุม ซึ่งปัญหาเหล่านี้ คือ ปัญหาหลักที่สะท้อนถึงการแข่งขันทางการค้าที่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ต้องการจะแก้ไขให้สามารถเอาผิดผู้ประกอบการต่างชาติได้ จะได้ไม่เกิดปัญหาเช่นนี้อีก
ประเด็นต่อมา คือ อายุความการดำเนินคดี โดยจะแก้ไขให้ปรับอายุความฟ้องร้องเป็น 3 ปี จากเดิมที่กำหนด 1 ปี เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน รวมถึงประเด็นการเผยแพร่คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เพื่อให้พ่อแม่พี่น้องหรือผู้มีส่วนได้เสียได้เข้าถึงคำวินิจฉัยอย่างละเอียด อันจะช่วยสร้างความโปร่งใส ความสุจริตให้มีมากขึ้น
นอกจากนี้จะมีการแก้ไขอำนาจของคณะกรรมการฯ และการเพิ่มผู้เชี่ยวชาญในด้านการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้า อันจะช่วยให้คณะกรรมการฯ มีความสามารถในการพิจารณาคดีมากขึ้น และสุดท้าย คือ รายงานประจำปีที่ต้องส่งให้คณะรัฐมนตรีและสภาผู้แทนราษฎร จะกำหนดให้ต้องเผยแพร่ต่อสาธารณชน เพื่อให้มีการตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการฯ อันจะช่วยให้คดีต่าง ๆ ที่เข้าสู่คณะกรรมการฯ เป็นไปอย่างโปร่งใสมากขึ้น
“ร่างพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า ที่ตนเสนอ มีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขและมั่นใจว่าจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องและประเทศชาติ รวมทั้งจะสอดคล้องกับสถานการณ์บริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป อันจะช่วยให้การแข่งขันทางการค้ามีประสิทธิภาพและเกิดความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการในประเทศไทยด้วย” นายอัครเดช กล่าว
(4 ก.ย. 68) ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาโพสต์แสดงความคิดเห็นลงเฟซบุ๊กส่วนตัว Puangthong Pawakapan กรณีการโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า ตอนนี้การคัดค้านโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ เปลี่ยนจากความไม่ไว้วางใจ ภท. ไปสู่ความไม่พอใจการแทรกแซงของอำนาจนอกระบบ ผลคือความไม่พอใจต่อ ปชน. รุนแรงมากขึ้นอีก มันยากที่จะทำให้คนยอมรับการตัดสินใจนี้ได้
“เราเห็นด้วยกับข้อเสนอของพี่ถึก พรรค ปชน. ควรโหวตให้ อ.ชัยเกษม และให้ประกาศยุบสภาทันที การล้มข้อตกลงกับอนุทินยังทำได้ เพราะกระบวนตามระบอบประชาธิปไตยถูกแทรกแซงอย่างเห็นได้ชัด พรรค ปชน. ไม่ใช่คนคุมเกม ไม่ใช่คนกำหนดกติกาอย่างที่เข้าใจ”
‘ชูวิทย์’ ลั่นเป็นการหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่เคยเห็นมาในการเมืองไทย แนะ ปชน. จะให้ภูมิใจไทยให้ทำตามเงื่อนไขได้ต้องร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องคุม "กระทรวงยุติธรรม - มหาดไทย" ไว้เอง ลั่นทำหล่อเป็นฝ่ายค้านไม่ได้ประโยชน์อะไร เตือนต้องรับผิดชอบกับผลที่ตามมา
วันที่ (4 ก.ย. 68) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีพรรคประชาชนประกาศโหวตหนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ คนที่ 32 โดยจะไม่ขอร่วมรัฐบาลด้วย ว่า ...
การหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบ
พรรคประชาชนประกาศสนับสนุน นายอนุทิน เป็นนายกฯ
พรรคเพื่อไทยยื่นยุบสภา แต่ไม่ผ่าน ประกาศยอมถอยไปเป็นฝ่ายค้าน ประธานสภานัดประชุมสภาโหวตนายกฯ วันศุกร์นี้
เมื่อนายอนุทินขึ้นเป็นนายกฯ การจัดตั้ง ครม. หนีไม่พ้นการตอบแทนบุญคุณทางการเมืองตามระบบโควต้า
นักการเมืองขาประจำก็กลับมาเป็นรัฐมนตรี เพื่อให้พรรคประชาชนอภิปรายตรวจสอบ
เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่เกิดขึ้น
และ 2 กระทรวง ขาประจำที่พรรคภูมิใจไทยจะต้องยึดไว้ คือ กระทรวงมหาดไทย กับกระทรวงคมนาคม
สัดส่วน ครม. ที่ พรรคภูมิใจไทยจะจัดจึงเหลือๆ เมื่อไม่มีพรรคประชาชนมาหารส่วนแบ่งให้เสียของไปถึง 140 กว่าเสียง
ด้วยมุมมองการเมืองแบบบริสุทธิ์อินโนเซ้นท์
.
พรรคประชาชนยังประกาศจะเป็นฝ่ายค้าน เพื่อจะตรวจสอบรัฐบาลเสียอีก
โหวตเลือกนายกฯ เพื่อตั้งรัฐบาล ส่วนคนโหวตยอมเป็นฝ่ายค้าน เพื่อมาตรวจสอบรัฐบาลที่ตั้งมา
เป็นเรื่องแปลกแต่จริง มีประเทศไทยที่เดียว
ต้องถามว่า ทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร?
เพราะการเป็นฝ่ายค้านไม่มีใครล้มรัฐบาลได้เลยสักครั้ง
เครื่องจักรดูด ส.ส. กำลังทำงาน สักพักเสียงอาจจะล้นเกินครึ่ง อ้างว่า “หนูเปล่าน้า เค้ามาเอง”
หากจะคุมพรรคภูมิใจไทยให้ทำตามเงื่อนไขที่พรรคประชาชนยื่นเป็นสัญญาประชาคม
พรรคประชาชนกลับต้องเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลต่างหาก เพื่อให้นายกฯ ยุบสภาตามกำหนด
การควบคุมที่ดี คือ เป็นส่วนหนึ่งใน ครม. เพื่อจะได้เห็นทุกความเคลื่อนไหว
กระทรวงที่พรรคประชาชนต้องคุม คือ กระทรวงยุติธรรม เพราะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทับซ้อนที่ DSI แจ้งข้อกล่าวหานายอนุทิน เรื่องฮั้ว ส.ว. และแม้แต่เขากระโดงอันลือลั่น
รวมถึงกระทรวงมหาดไทย ที่คุมบรรดาข้าราชการที่มีผลต่อการเลือกตั้ง แล้วยังมีกรมที่ดินที่ไม่รู้จะถอนโฉนดเขากระโดงได้หรือไม่?
นับเป็นข้อถกเถียงที่ล้วนแต่มีผลประโยชน์ทับซ้อนโดยทั้งสิ้น
แต่นี่กลับปล่อยให้พรรคภูมิใจไทยจัดสรรแบ่งปันกันเสร็จสรรพสบายใจเฉิบ ด้วยเงื่อนไขที่อ้าแขนรับได้หมด ชิลเหลือเกิน
มันผิดธรรมชาติการเมืองเป็นอย่างยิ่ง
แล้วคอยดูหน้าตา “ครม.หนู“ เถิด
พรรคประชาชนจะปฏิเสธไม่ได้ ที่ต้องรับผิดชอบต่อนายกฯ และ ครม. ชุดที่นายกฯ เลือกมา
ล้วนเป็นผลมาจากการโหวตสนับสนุนจากพรรคประชาชนอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
จะอ้างว่าเป็นฝ่ายค้านไม่เกี่ยวไม่ได้ เพราะพรรคประชาชนไปปลุกพรรคภูมิใจไทยให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาเอง ด้วยการโหวตให้นายอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯ
หรือไม่อย่างนั้น แทนที่พรรคประชาชนจะอยู่เฉย ๆ งดออกเสียง ไม่โหวตให้ใคร กลับทำตัวเป็นนั่งร้านให้พรรคภูมิใจไทยโดยไม่ได้อะไรแม้แต่น้อย ได้แค่ไปหางานทำ ตรวจสอบ อภิปราย ทำได้เท่านั้น
ในขณะที่อีกฝ่ายกุมอำนาจรัฐ และ ส.ว. ที่สามารถแต่งตั้งองค์กรกลาง
เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่นายอนุทิน เคยย้ำนักย้ำหนาว่า “ใครจะเป็น?”
แค่นี้ก็รู้แล้วว่า นักการเมืองลิ้นมันดิ้นได้ ให้ตายเถอะ
ถือเป็นการเล่นการเมืองแบบใสซื่อ ไม่เข้ากับบริบทการเมืองไทย และโดยเฉพาะกับพรรค ภูมิใจไทยเลย
การจะเปลี่ยนการเมืองไทยไม่สามารถกระทำได้ในระยะเวลาเพียง 4 เดือนนี้หรอกครับน้องเอ๋ย
เอาแค่สิ่งที่พรรคประชาชนบอกไว้ว่า “จะไม่ให้ใครเอา ม.112 มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการเล่นงานใคร”
แค่วันนี้ก็มีการแจ้ง ม.112 กับนายภูมิธรรมที่ไปยื่นยุบสภาเสียแล้ว
ทุกสิ่งทุกอย่างจะย้อนกลับมาที่พรรคประชาชนที่ไปเลือกข้างพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้
ทั้งการทำงานของนายกฯ และ ครม. เขี้ยวลากดิน การจัดสรรผลประโยชน์ การควบคุม ส.ว. ไปในทุกเรื่อง
ทุกอย่างล้วนมีต้นเหตุเพราะพรรคประชาชนเลือกนายอนุทินเอง โดยทำหล่อว่าตัวเองขอเป็นฝ่ายค้าน
พรรคประชาชนจะต้องร่วมรับผิดชอบกับการตัดสินใจครั้งนี้อย่างเจ็บช้ำเป็นคำรบสอง ต่อเนื่องมาจากการที่พรรคภูมิใจไทยไม่โหวตให้ “พิธา” เป็นนายกฯ
อย่างอ้างประชาชน เพราะสิ่งที่ทำไปประชาชนไม่ได้อะไร ล้วนมีแต่เสียกับการตัดสินใจแบบนี้
ที่ปล่อยเสือออกจากกรง แล้วคนเลี้ยงที่ว่าจะคุมเสือ กลับถูกเสือคาบไปกิน
รอดูได้เลย
ภาระที่พรรคประชาชนต้องแบกใส่บ่าหามไว้
จะส่งผลให้พรรคประชาชนเสียคะแนนมหาศาล
ที่กล้าเอาเนื้อสดไปฝากไว้กับเสือหิว
หรือจะว่าไป นี่เป็นการหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่เคยเห็นมาในการเมืองไทย
(3 ก.ย.68) ‘เพนกวิน’ พริษฐ์ ชิวารักษ์ ผู้ต้องหาคดี 112 ซึ่งอยู่ระหว่างลี้ภัย โพสต์เฟซบุ๊กระบุข้อความถึงพรรคประชาชน ว่า จดหมายเปิดผนึกถึงคณะกรรมการบริหารพรรคประชาชน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคประชาชนทุกท่าน
ผมเพิ่งได้ทราบข่าวว่า พรรคประชาชนได้ตัดสินใจว่าจะยกมือสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ผมได้เคยรู้จักมักคุ้นกับบางท่านในคณะกรรมการบริหารพรรค หลายท่านเคยร่วมกันต่อสู้ในขบวนการประชาธิปไตยในหลายวาระโอกาส ผมจึงคิดว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่ผมจะต้องเขียนจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้เพื่อแสดงความคิดเห็นของผม (และอีกหลายคน) ที่เคยร่วมขบวนต่อสู้ด้วยกันต่อกรณีดังกล่าว
ผมเข้าใจดีว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก ท่านอาจรู้สึกว่าจำเป็นต้องเลือกระหว่างการจับมือกับพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทยที่เคยผิดคำพูดและหักหลังท่าน ท่านอาจรู้สึกว่าการเสียสัตย์ของพรรคเพื่อไทยในครั้งนั้น เป็นเรื่องที่ท่านเจ็บปวด จนจำต้องสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย ซึ่งผมเห็นด้วยว่า การผิดคำของพรรคเพื่อไทยครั้งนั้น เป็นเรื่องร้ายแรงมาก และประชาชนจะลงทัณฑ์พรรคเพื่อไทยเอง อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ท่านควรจะคิดจับมือกับนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยแต่อย่างใด
นายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยเป็นภัยคุกคามต่อประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดที่มีอยู่ในรัฐสภา ณ ขณะนี้ ในอดีตที่ผ่านมา พรรคนี้มีประวัติร่วมมือกับกองทัพและ … ทำลายประชาธิปไตยมานับครั้งไม่ถ้วน ในอดีตคนของพรรคนี้ก็เคยทำร้ายขบวนการประชาธิปไตยปี 63 มาอย่างสาหัส จนทำให้หลายคนเสียอิสรภาพและบาดเจ็บรุนแรง ในช่วงปีสองปีนี้ ก็ยังเป็นตัวการขัดขวางกระบวนการนิรโทษกรรมและการแก้ไขรัฐธรรมนูญอันเป็นหัวใจหลักของการแก้ไขปัญหาการเมืองเชิงโครงสร้าง นอกจากนี้ ในช่วงวิกฤติการณ์โรคระบาดที่ผ่านมา ตัวนายอนุทินก็ได้ดำเนินนโยบายสาธารณสุขอย่างฉ้อฉลจนมีคนบาดเจ็บล้มตายนับไม่ถ้วน
ที่สำคัญที่สุด ทุกคนที่ติดตามการเมืองย่อมทราบดีว่านายอนุทินและพรรคภูมิใจไทย มีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับ … จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นตัวแทนของ … ในรัฐสภา ผมเชื่อว่าทั้งหมดที่ผมกล่าวมานี้ ทุกท่านในพรรคประชาชนทราบเป็นอย่างดีอยู่แล้ว เมื่อทราบเช่นนี้ พวกท่านในฐานะเป็นพรรคฝ่ายประชาธิปไตยและปรารถนาประชาธิปไตยที่ไม่มีอำนาจนอกระบบแทรกแซง จะไปจับมือสนับสนุนพวกเขาได้อย่างไร
การที่พวกท่านจะไปสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยนั้นเป็นเหมือนการติดปีกให้เสือบินได้ จะทำให้พรรคภูมิใจไทย ในฐานะตัวแทนของ … เข้าถึงอำนาจรัฐและทรัพยากรรัฐได้อย่างเต็มที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งท้ายที่สุด หลังจากที่ท่านยกมือให้พวกเขาแล้ว พวกเขาจะทรยศพวกท่านและใช้อำนาจพร้อมทั้งทรัพยากรดังกล่าวทำร้ายพวกท่านพรรคประชาชน รวมถึงทำร้ายขบวนการประชาธิปไตยทั้งองคาพยพ
นอกจากนี้ ที่ร้ายแรงที่สุดคือการตัดสินใจของท่านในครั้งนี้ เป็นการทำร้ายตัวท่านเอง การที่ท่านจะยกมือให้กับศัตรูอันดับหนึ่งของฝ่ายประชาธิปไตยนั้น เป็นการแสดงให้เห็นว่าท่านได้เคลื่อนออกไปจากจุดยืนประชาธิปไตยเสียแล้ว จริงอยู่ ท่านอาจคิดเปรียบเทียบกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งเคยผิดคำหักหลังท่านไปครั้งหนึ่งว่า “พวกเขาทำได้ พวกเราก็ต้องทำบ้าง” ผมจะขอเตือนว่าความคิดเช่นนี้นั้น หากท่านคิดอยู่ให้เลิกคิดเสียเพราะเป็นเรื่องผิดถนัด เพราะที่ผ่านมา ท่านได้รับการสนับสนุนและแรงศรัทธาจากผู้คนในขบวนการประชาธิปไตยในฐานะ “ความหวังของความก้าวหน้า” หลายคนคาดหวังกับท่านว่า ท่านจะเป็นพรรคการเมืองที่มั่นคงในจุดยืนและสามารถผลักดันเป้าหมายการปฏิรูปประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นจริง ผิดกับพรรคเพื่อไทยที่ในระยะหลังนี้ไม่ได้ถูกคาดหวังในเรื่องนี้มากนัก ท่านจึงจะต้องรักษาจุดยืนให้มั่นคงเป็นพิเศษ หากท่านไม่รักษาความมั่นคงในจุดยืน ก็เท่ากับว่าท่านได้ถดถอยไปเป็นพรรคการเมืองดาษดื่นทั่วไป มิใช่ “พรรคฝ่ายประชาธิปไตย” ดังที่ผมและหลายคนเคยเคารพท่านในฐานะนั้น
ดังนั้น ท่านอย่าปล่อยให้ความอยากแก้แค้นคนที่หักหลังท่านครอบงำ จนประพฤติตัวเหมือนคนที่หักหลังท่านเสียเอง การที่ท่านจะไปสร้างแนวร่วมกับพรรคภูมิใจไทย อันเป็นพรรคฝ่ายจารีตสุดขั้วนั้น ทำลายความคาดหวังที่ผมและหลายคนมีต่อตัวท่านอย่างถึงที่สุด เพราะคนที่จับมือกับตัวแทนของ … ในรัฐสภาได้นั้น ไม่อาจเป็นความหวังให้กับการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใด ๆ ได้ทั้งสิ้น
ด้วยเหตุดังนี้ ผมขอประณามถ้อยแถลงที่ท่านจะสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกุล เป็นนายกรัฐมนตรี การตัดสินใจดังนี้เป็นการทำให้การปฏิรูปการเมืองถดถอย และเป็นการทรยศหักหลังการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในปี 2563 อย่างรุนแรง ผมขอให้พวกท่านทบทวนการตัดสินใจนี้อีกครั้ง อย่าได้หลงเล่ห์หลงกลของฝ่ายจารีตนิยมสุดขั้ว มิเช่นนั้นจะถูกหักหลังเหมือนกับคนที่เคยหักหลังท่านไปทำข้อตกลงกับฝ่ายจารีตเมื่อสองปีที่แล้ว ซึ่งบัดนี้พวกเขาก็ถูกฝ่ายจารีตหักหลังอย่างรุนแรงเสียแล้ว
ในโอกาสนี้ ผมยังขอให้เพื่อนพ้องที่เคยร่วมต่อสู้ด้วยกันมาในปี 2563 ที่ทำงานในพรรคประชาชน ณ ขณะนี้ร่วมกันส่งเสียงจากในพรรค เพื่อให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจของพรรคทบทวนการตัดสินใจทางการเมืองครั้งนี้โดยเร็ว และขอให้มิตรสหายนักเคลื่อนไหวที่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาชน งดสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูลและพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าในทางใด อย่าปล่อยให้การต่อสู้ที่ผ่านมาเป็นเรื่องสูญเปล่า อย่าเอาการต่อสู้ไปขายกับสัญญาลม ๆ แล้ง ๆ ของฝ่ายจารีต ซึ่งประวัติศาสตร์ได้บอกไว้แล้วว่าเป็นขั้วการเมืองที่ฝ่ายประชาธิปไตยเราไม่สามารถไว้วางใจได้เลย
ท้ายที่สุด แม้พรรคประชาชนจะเสียความน่าศรัทธาไปมากจากการสื่อสารว่าจะสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย แต่ก็ยังกอบกู้ความศรัทธานั้นคืนมาได้ทันโดยการเปลี่ยนใจไม่สนับสนุนพรรคภูมิใจไทย แต่หากท่านจะตัดสินใจสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยจริง ๆ ผมก็ทำได้เพียงแสดงความเสียใจ และจะคงสนับสนุนเฉพาะตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางท่านที่ยังมีจุดยืนมั่นคงในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่ก็คงไม่อาจสนับสนุนในฐานะพรรคได้อีก และไม่อาจเลือกพรรคประชาชนได้เหมือนที่เลือกพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งครั้งก่อน ผมเชื่อว่า มีอีกหลายคนที่มีความรู้สึกทำนองเดียวกัน
ขอให้ท่านได้โปรดพิจารณา เพื่อประโยชน์แห่งสิทธิ เสรีภาพ และประชาธิปไตยของประชาชนไทย
พริษฐ์ ชิวารักษ์