Tuesday, 28 July 2026
POLITICS NEWS

‘วันชัย’ ฟาดใส่ ‘เฉลิม’ น่าสมเพชเวทนา แก่หงำเหงอะ เลอะเลือน ชี้!! วันเวลาฆ่าแม้กระทั่ง ‘ดาวสภา-ขุนศึกฝั่งธน’ หมดคนเกรงกลัว

(27 ก.ค.67) นายวันชัย สอนศิริ อดีตสว. โพสต์ข้อความเรื่อง ‘อยู่ให้คนอิจฉา ดีกว่าอยู่อย่างน่าสงสาร’ ในเพจเฟซบุ๊กทนายวันชัย สอนศิริ เตือนสติ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย 

กรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ตอบโต้สั้น ๆ ‘สงสารเขา อายุเยอะแล้ว’ ระบุว่า นายทักษิณได้ตอบคำถามของนักข่าว ที่ถามถึงเรื่องร.ต.อ.เฉลิม ให้สัมภาษณ์และท้าดีเบตว่า ‘อย่าไปพูดถึงเขาเลย สงสารเขา ผมสงสารเขา เขาอายุเยอะแล้ว’ นั้นถ้าตนเป็นร.ต.อ.เฉลิม จะรู้สึกเจ็บจี๊ดเข้าไปในส่วนลึกของหัวใจ ทะลุเข้าไปถึงตับไตไส้พุง เพราะคำพูดว่า สงสาร เขาอายุเยอะแล้ว มันเหมือนกับคำพูดที่ว่า สมเพชเวทนา แก่แล้ว หมดสภาพแล้ว ไม่อยากยุ่งด้วย ปล่อย ๆ เขาไปเถอะ

มีคำสั่งสอนที่พูดกันมานานว่า ต้องอยู่ให้คนอิจฉา อย่าอยู่อย่างน่าสงสาร หมายความว่าคนที่ประสบความสำเร็จ เจริญรุ่งเรือง มั่งคั่ง มีฐานะมีตำแหน่ง มีเกียรติยศชื่อเสียง คนมักจะอิจฉาตาร้อนริษยานินทาว่ากล่าว น่าหมั่นไส้ แต่คนที่ยากจนข้นแค้นต้อยต่ำ ไม่มีฐานะตำแหน่งชื่อเสียงเกียรติยศ หมดสภาพ แก่หงำเหงอะ เลอะเลือน คนเขาก็จะสมเพชเวทนา ช่างน่าสงสารเสียจริง เป็นมนุษย์จึงต้องอยู่ให้คนอิจฉา อย่าให้คนสงสาร นายวันชัยระบุ

นายวันชัย ระบุต่อว่า คุณเฉลิม ออกมาคราวนี้ เสียงก็เหือดแห้ง แรงก็โหยหา น้ำยาก็หมด จะกระโชกโฮกฮากใส่ใครก็ไม่มีใครเกรงกลัว หลานอุ๊งอิ๊งก็ยังดีดออก คุณทักษิณก็บอกว่าสงสารเขา เขาอายุเยอะแล้ว คงไม่ต้องมีคำอธิบายอะไรมากไปกว่านี้ วันเวลามันฆ่าทุกสิ่งทุกอย่าง ฆ่าแม้กระทั่งดาวสภา ขุนศึกฝั่งธน ฉลามและเฉลิม ผมละสงสารจับใจ ว่าง ๆ ไปกราบหลวงพ่อสัมฤทธิ์ประสิทธิโชค วัดไก่เตี้ย เขตตลิ่งชัน บ้างก็จะดีนะ จะได้มีคนอิจฉา

‘สส.อัครเดช’ ชี้ ‘ค่าเช่าบ้านตำรวจชั้นประทวน’ ควรได้รับการดูแลจากรัฐบาล เพื่อสร้างตำรวจน้ำดี ลดเรียกรับส่วย ‘จุลพันธ์’ ตอบรับทันที มีแผนแก้ปัญหาแล้ว

(27 ก.ค.67) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีในกรณีค่าเช่าบ้านของข้าราชการตำรวจชั้นประทวน โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้ตอบกระทู้

นายอัครเดช อภิปรายว่า จากการลงพื้นที่พบปะกับพี่น้องข้าราชการตำรวจชั้นประทวน ได้รับการร้องเรียนว่า เมื่อสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนพลตำรวจแล้ว การเลือกจังหวัดที่ต้องการเพื่อบรรจุแม้จะไม่ใช่จังหวัดภูมิลำเนาก็จะไม่มีสิทธิในการเบิกค่าเช่าบ้านตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นต้นธารของกระบวนการยุติธรรม รัฐจะต้องดูแลพี่น้องข้าราชการตำรวจให้ดีเพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรม หากรัฐไม่สามารถดูแลพี่น้องข้าราชการตำรวจให้ดีได้ พี่น้องประชาชนจะสามารถคาดหวังความยุติธรรมจากกระบวนการยุติธรรมได้อย่างไร

ปัจจุบันตำรวจมักตกเป็นจำเลยของสังคมในเรื่องความโปร่งใส โดยเฉพาะกรณีการเรียกรับเงิน ซึ่งรัฐต้องยอมรับความจริงในเรื่องนี้ สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการดูแลพี่น้องข้าราชการตำรวจยังไม่ดีเท่าที่ควร หากสามารถบริหารจัดการเรื่องค่าเช่าบ้านซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีวิต หากรัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้เชื่อได้ว่าพี่น้องประชาชนจะได้รับประโยชน์จากกระบวนการยุติธรรมต้นน้ำก็คือข้าราชการตำรวจที่มีคุณภาพยิ่งขึ้น

ด้านนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ได้กล่าวว่า คำถามที่ทางนายอัครเดชได้สอบถามนั้นตรงกับแนวคิดของนายกรัฐมนตรีที่มีนโยบายให้ดูแลพี่น้องข้าราชการโดยเฉพาะเรื่องที่อยู่อาศัย ลำดับแรกกรณีค่าเช่าบ้านพักนั้น ไม่ได้เป็นสวัสดิการสำหรับข้าราชการทุกคนแต่จะมีเฉพาะผู้ที่ถูกโอนย้าย และโอนเปลี่ยนที่ทำงาน จึงไม่สามารถเบิกค่าเช่าบ้านได้ ทางรัฐบาลได้มีแผนแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของพี่น้องข้าราชการ ผ่านการสร้างอาคารที่พักเพิ่มเติมผ่านงบประมาณซึ่งต้องใช้ระยะเวลากว่า 20 ปี จึงจะสามารถแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยได้ซึ่งเป็นไปอย่างล่าช้า โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ใช้กลไกอื่น ๆ ในการแก้ปัญหาที่พักข้าราชการผ่านธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจใต้การกำกับของกรมธนารักษ์ ซึ่งสามารถระดมทุนเพื่อสร้างบ้านพักอาศัยให้กับข้าราชการทั้งหมดได้เร็วยิ่งขึ้น 

หลังจากฟังคำตอบจากนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ นายอัครเดชกล่าวว่า “ขอขอบคุณรัฐบาลที่ได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของพี่น้องข้าราชการ โดยเฉพาะข้าราชการตำรวจชั้นประทวน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแนวคิดในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของข้าราชการจะประสบความสำเร็จโดยเร็ว”

โจทย์หนัก 'บิ๊กจ้อน' ประนอมอำนาจบ้านใหญ่-หยุดเกมรื้อ รธน. ในจังหวะ 'สว.พันธุ์ใหม่' ตีปี๊บมาแต่ไกล แต่สุดท้ายไม่ว้าว

ตามโผ...ตามคาด...ตามนัด...ผลการเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภา เมื่อวันที่ 23 ก.ค.67 

- ประธานวุฒิสภา นายมงคล สุระสัจจะ (159 คะแนน)
- รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ (150 คะแนน)
- รองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 นายบุญส่ง น้อยโสภณ (167คะแนน)

คอลัมน์นี้ ขอบันทึกผลการลงคะแนนอย่างเป็นทางการเฉพาะตำแหน่งประธานไว้ ณ โอกาสนี้

- นายมงคล สุระสัจจะ 159 คะแนน
- ดร.นันทนา นันทวโรภาส 19 คะแนน
- นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ 13 คะแนน
(งดออกเสียง 4 บัตรเสีย 5)

ดูจากคะแนนที่ลงมติก็ต้องยืนยันตามที่ 'เล็ก เลียบด่วน' นำเสนอมาโดยลำดับว่า สว.สีน้ำเงินนั้น...ของแทร่...140 บวกลบ ท่านมงคลประเดิมที่ 159 เสียง (จาก 200) พล.อ.เกรียงไกร 150 เสียง และบุญส่ง 167 

ต้องบอกว่าเหตุที่คะแนนของ บุญส่ง มากกว่าใครเพื่อน ก็เพราะคู่แข่งไม่แข็งแรง และกลุ่มอิสระที่แต่เดิมนายบุญส่งไปเกาะเกี่ยวอยู่ด้วยเทเสียงให้มากเป็นพิเศษ...

และก็ต้องแสดงความเสียใจกับ สว.สีส้ม ที่แปลงโฉมมาในนามกลุ่ม 'สว.พันธุ์ใหม่' นำโดย ดร.นันทนา นันทวโรภาส ที่เอาเข้าจริงเหลือเพียง 15-19 เสียง  จากที่เคยตีปี๊บว่ามี 30 เสียง...แต่เอาเหอะ จะเหลือกี่เสียงก็ไม่สำคัญเท่ากับบทบาทที่จะกระทำนับจากนี้ไป ซึ่งเชื่อว่าหาก ดร.นันทนา ไม่ 'ส้มจี๊ด' จนเกินเหตุ บทบาทของเธอ ก็คงน่าติดตามเหมือนกัน...

ส่วนท่านประธานมงคลนั้น...ฟังจากวิสัยทัศน์ภายใต้คำยืนยันจะปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แล้ว ก็ต้องบอกว่า 'บิ๊กจ้อน' หรือ 'สหายจ้อน' ที่สื่อมวลชนเริ่มเรียกขานกัน เป็นคนที่นุ่มและลุ่มลึกทางความคิด...เพราะก็อย่างที่รู้ๆ กันว่าช่วงหนึ่งของชีวิตหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ท่านมงคลเคยหลบภัยเผด็จการไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) บนเทือกเขาบรรทัด ประมาณ 6-7 เดือน...

ก็เหมือนๆ กับ สหายใหญ่...ภูมิธรรม เวชยชัย, สหายจรัส นพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช ฯลฯ...นั่นแหละ  

ดังนั้นในมิติประสบการณ์ การตกผลึกทางความคิดที่จะให้วุฒิสภาเป็นสภาที่ประนอมอำนาจแก้วิกฤตประเทศตามที่แสดงวิสัยทัศน์เป็นประเด็นที่น่าติดตามยิ่ง...

อย่างไรก็ตามว่ากันตรงๆ สิ่งที่ประธานมงคลจะต้องเผชิญในชีวิตจริงเฉพาะหน้าก็คือ การประนอมอำนาจกับบ้านใหญ่บุรีรัมย์ที่มีธงทางอำนาจผ่านวุฒิสภาอย่างชัดเจน...ด้านหนึ่งเพื่อหยุดเกมรื้อรัฐธรรมนูญที่เลยเถิดของบางกลุ่ม ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่ธงอำนาจเรื่องการเลือกบุคคลในองค์กรอิสระ...อะไรคือ วาระของชาติ อะไรคือ วาระของบ้านใหญ่ เป็นเรื่องที่สหายจ้อนจะต้องยึดความถูกต้อง-ผลประโยชน์ของชาติให้ได้...

เฉพาะหน้า...วัดกันที่กระบวนท่าการจัดสรรเก้าอี้ประธานกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภา 20 กว่าคณะ...ข่าวล่ามาเรือระบุว่า สว.สีน้ำเงิน จะกินรวบ แต่ไม่กวาดเรียบ...แปลไทยเป็นไทยว่า กมธ.ที่ตรงกับกระทรวงที่พรรคสีน้ำเงินดูแล และกมธ.เกรดเอ อย่าง กมธ.ปปช., กมธ.คมนาคม, กมธ.สื่อสาร ฯลฯ...สว.สีน้ำเงินขอจอง...

โชคดีครับท่านประธานจ้อน!!

‘ธนกร’ ชี้ ‘พณ.-กรมการค้าภายใน’ ต้องลงพื้นที่ ควบคุมราคาสินค้า เผย!! ชาวบ้านบ่นอุบ ข้าวของแพง วอนรัฐบาลเห็นใจ ‘ผู้มีรายได้น้อย’

(27 ก.ค.67) นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ สส.แบบบัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาจากที่ตนได้ลงพื้นที่ย่านการค้า ร้านอาหารและตลาดต่าง ๆ ได้รับฟังเสียงสะท้อนปัญหาค่าครองชีพจากพี่น้องประชาชน พบว่า ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าราคาสินค้าปรับราคาขึ้นเกือบทุกชนิด โดยบางรายการแม้ไม่ปรับราคาแต่กลับลดปริมาณลงเพราะต้นทุนวัตถุดิบปรับราคา โดยเฉพาะอาหารตามสั่งที่ต้องใช้วัตถุดิบเครื่องปรุงรส ทั้งน้ำตาล,ผงชูรส รวมถึงผักที่ราคาสูงขึ้น ทำให้ผู้ขายจึงจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาอาหาร ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคตามมาเป็นทอด ๆ 

ทั้งนี้ จึงขอฝากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงมาแก้ปัญหาในเชิงรุก หากสินค้าประเภทใดที่เป็นสินค้าควบคุมควรจะต้องมีการตรวจสอบว่าผู้ประกอบการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่  แต่ส่วนไหนที่ไม่ใช่สินค้าควบคุม จะมีมาตรการใดออกมาช่วยลดรายจ่ายประจำวัน ลดค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนได้

“รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงาน ออกมาตรการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน โดยตรึงราคา ทั้งค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมันดีเซล เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางรวมถึงประชาชนทั่วไปไว้แล้ว แต่ในส่วนของค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหารการกิน ของใช้ในบ้าน สินค้าอุปโภคบริโภค ยังไม่มีมาตรการใดออกมาที่ชัดเจน จึงขอฝากไปยังกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง เร่งออกมาตรการและควบคุมราคาสินค้าประเภทต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือลดค่าใช้จ่าย บรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเรื่องค่าครองชีพสูง ค่าแรงขั้นต่ำยังไม่ปรับขึ้น และช่วงที่เศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ในช่วงนี้” นายธนกร กล่าวทิ้งท้าย

‘พิธา’ ลงพื้นที่ ‘ชุมชนบุญร่มไทร’ รับฟังปัญหาเช่าที่การรถไฟ ชี้!! ควรให้ระยะผ่อนนานกว่านี้ เปรียบต่างชาติยังได้สิทธิ 99 ปี

(26 ก.ค. 67) ที่ชุมชนบุญร่มไทร กทม. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ และประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วย สส.พรรคก้าวไกล อาทิ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร, นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ และ นายเอกกวิน โชคประสบรวย สก.เขตราชเทวี พรรคก้าวไกล ลงพื้นที่ชุมชนบุญร่มไทร เขตราชเทวี ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายชุมชนคนเมืองผู้ได้รับผลกระทบรถไฟ เพื่อรับฟังปัญหา

โดยนายพิธา ระบุว่า ต้องการผลักดันการแก้ปัญหาการเช่าที่ดินกับรัฐ มองว่าควรจะได้เช่าระยะยาว เพราะขนาดคนต่างชาติยังได้เช่า 99 ปี และ กทม.นั้นทำงานได้อย่างไร้รอยต่อ ระหว่างท้องถิ่น สามารถทำงานร่วมกับ สส.ในการผลักดันปัญหาในระดับชาติได้

"ผมเสียดายที่ไม่ได้เข้าทำเนียบรัฐบาล ไม่ได้มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ไม่มีรัฐมนตรี ไม่มีอำนาจบริหารกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ไม่เช่นนั้นก็พอจะแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้"

นายพิธา กล่าวต่อว่า การให้เช่าที่การรถไฟโดยผ่อน 3,000 บาทต่อปี ถือว่าสั้นเกินไป เมื่อเทียบกับต่างชาติอยู่ได้ 99 ปี ขณะที่ชนชั้นกลางทั่วไป สามารถผ่อนบ้านที่อยู่อาศัยได้ 30 ปี จนถึงเกษียณ แต่ตรงกันข้ามคนที่ถูกไล่ที่ ควรที่จะให้ระยะเวลาผ่อนยาว และยืดหยุ่นให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ ซึ่งก็เข้าใจวิถีชีวิตของชาวบ้านถ้าให้ไปอยู่ตึกสูงของการทำมาหากิน การค้าขายเป็นปัญหา

ด้านตัวแทนชุมชน ระบุว่า ชุมชนนี้ได้รับการแก้ปัญหา เพราะขณะนี้สามารถเช่าที่การรถไฟบริเวณริมบึงมักกะสันได้ทั้งหมดกว่า 7 ไร่แล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการขออนุญาตก่อสร้างและขอใบอนุญาตเข้าพื้นที่ โดยจัดตั้งสหกรณ์เรียบร้อยแล้ว ทั้งหมดเป็นความสำเร็จจากการผลักดันของเครือข่ายชุมชนคนจนเมืองผู้ได้รับผลกระทบรถไฟ และพีมูฟที่ช่วยผลักดันเรื่องนี้

'ธนกร' ขอบคุณ 'รัฐบาลเศรษฐา' เดินหน้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่อเนื่อง ชี้!! ดูแลคนจนได้ตรงเป้าสุด แนะ!! ปรับเพิ่มวงเงินรับ ศก.ยุคข้าวของแพง

(25 ก.ค.67) นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ สส.แบบบัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้เสนอแนะต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่า ตนได้อ่านข้อมูลรายงานประจำปีกระทรวงการคลังอย่างละเอียด ก็ต้องขอบคุณกระทรวงการคลัง เพราะ 'โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ' เป็นโครงการที่เกิดขึ้นในสมัยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีและเกิดขึ้นในปี 2559 ซึ่งเป็นโครงการต้นแบบและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทยที่จะใช้ดูแลพี่น้องประชาชนผู้มีรายได้น้อยอย่างตรงเป้าหมายที่สุด ซึ่งปัจจุบันผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 14 ล้านคน แม้ว่าในช่วงแรกโครงการดังกล่าว จะถูกวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ว่าไม่ได้ช่วยพี่น้องคนยากคนจน แต่สุดท้ายโครงการนี้กลับเป็นโครงการที่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศชื่นชมมากที่สุด เพราะดูแลคนยากคนจนอย่างตรงเป้าหมายที่สุดแล้ว  

ดังนั้นโครงการนี้ จึงมีความสำคัญและต้องขอขอบคุณรัฐบาลนี้ ภายใต้การนำนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีที่ได้ดำเนินโครงการนี้และดูแลพี่น้องประชาชนกลุ่มเปราะบางผู้มีรายได้น้อยต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และตนยังมีข้อเสนอแนะด้วยว่า อยากให้ทางกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการปรับปรุงเงื่อนไข เนื่องจากวันนี้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศมีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เพราะฉะนั้นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ควรจะปรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ให้กับพี่น้องประชาชนเพิ่มขึ้น เพราะวันนี้ราคาสินค้าต่าง ๆ ก็ปรับขึ้น สิ่งที่พี่น้องประชาชนต้องแบกรับค่าครองชีพ ค่าอาหาร ค่าบริโภค ค่าเดินทางเหล่านี้ ภาครัฐต้องมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มวงเงินให้กับพี่น้องประชาชนไม่มากก็น้อย ซึ่งได้มีการสำรวจข้อมูลออกมาแล้วจึงขอให้ไปดูรายละเอียดและปรับเงื่อนไขให้เกิดความเหมาะสม 

ขณะเดียวกัน ข้อมูลผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 14 ล้านคน มีข้อมูลอาชีพ การศึกษา รายได้ และต่าง ๆ เหล่านี้ จึงขอให้กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อมูลเหล่านี้ไปปรับปรุงและออกแบบเพื่อนำไปสู่การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในแต่ละด้านให้ตรงเป้าหมาย นอกจากนั้นยังมองว่าการอบรมสัมมนาผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐควรจะมีการเพิ่มอบรมด้านอาชีพให้ตรงกับตลาดของแรงงานเกี่ยวกับทักษะการศึกษาและให้สามารถเข้าถึงแหล่งการบริการของภาครัฐให้มากยิ่งขึ้น

"วันนี้รัฐบาลนี้เป็นมืออาชีพและมีการดำเนินการต่อหลายโครงการในสมัยรัฐบาลชุดที่แล้ว ที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน สามารถนำมาปรับปรุงต่อยอดให้ดีขึ้นกว่าเดิม ต้องขอขอบคุณพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือ ลุงตู่ที่ทำโครงการดี ๆ นี้ ไว้ให้กับพี่น้องประชาชนและเชื่อว่า ทุกวันนี้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ต่างก็คิดถึงลุงตู่ที่ได้ทำโครงการดี ๆ ไว้มากมาย" นายธนกร กล่าว

‘นพ.วรงค์’ ตั้งข้อสังเกต 5 ข้อ 'เงินดิจิทัล' เอื้อทุจริตวงกว้าง ซ้ำร้าย!! รายใหญ่จะรวยขึ้น รายย่อยจะถูกฆ่าอย่างเลือดเย็น

(25 ก.ค. 67) นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ ‘พายุหมุนหรือลมบ้าหมู’ มีเนื้อหาระบุว่า…

วันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา พวกเราคงได้ฟังคำแถลงของ ขุนคลัง ‘พิชัย-จุลพันธ์-เผ่าภูมิ’ แถลงเรื่องแจกเงิน ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ 4.5 แสนล้านบาท ให้คนอายุ 16 ปีขึ้นไป 50 ล้านคน ผมมีข้อสังเกตคือ…

1.ทำไมต้องเอาเงินสด ที่กว่าจะรวบรวมมาได้ มาแปลงเป็นเงินดิจิทัล และสุดท้ายจึงแปลงเป็นเงินสดอีกรอบ ทำไมไม่แจกเงินสด ทำแบบนี้ทำให้ระบบเงินบาทไทย มีเงินบาทสองระบบ นั่นคือเงินบาทดีกับเงินบาทเลว

2.การที่รัฐบาลกำหนด negative list คือรายการสินค้าที่ห้ามซื้อ ห้ามใช้หนี้ เท่ากับว่าพวกท่านได้สร้างกำแพงต้านพายุหมุนที่คาดว่าจะเกิด มันจะทำให้พายุหมุน กลายเป็นแค่ลมบ้าหมู

3.ผลของการกำหนด negative list และห้ามใช้หนี้ จะนำไปสู่การทุจริตในวงกว้าง นั่นคือนำเงินดิจิทัลหรือเงินบาทเลว ไปแลกเป็นเงินบาทดี และถูกหักหัวคิว ด้วยเทคนิคศรีธนญชัย ที่คนไทยคุ้นเคย เป็นโอกาสที่ นำเงินสีเทามาฟอกขาว

4.สุดท้ายแล้ว ผู้ค้าตลาดนัด รายย่อย แผงลอย จะเป็นผู้เสียประโยชน์ ประโยชน์ต่าง ๆ สิทธิการแลกเป็นเงินสด ซึ่งคือเงินบาทดี จะไปกองที่รายใหญ่ นายทุนธุรกิจใหญ่ จะร่ำรวยมากขึ้น รายย่อยจะจนและลำบากมากขึ้น นโยบายนี้คือการฆ่ารายย่อยอย่างเลือดเย็น

5.สิ่งที่ต้องถามไปยังรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ขนาดให้คาดการณ์ผลต่อจีดีพี การเก็บภาษี ท่านยังตอบไม่ได้ ดังนั้นปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น จากความผิดพลาดในนโยบาย เงินดิจิทัลครั้งนี้ ท่านจะรับผิดชอบอย่างไร ช่วยประกาศความรับผิดชอบล่วงหน้าไว้ด้วย

‘อุ๊งอิ๊ง’ ใจถึง!! ดีด ‘เฉลิม’ ออกกลุ่มไลน์พรรค ขจัดความอึดอัดใจสมาชิก ส่วนจะต้องขับใครออกจากพรรคหรือไม่? ยืนยัน!! ไม่มีนโยบายนี้

(25 ก.ค.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ กทม. นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีดีด ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ออกจากกลุ่มไลน์ของพรรคเพื่อไทย ภายหลัง ร.ต.อ.เฉลิม เปิดบ้านริมคลอง แถลงข่าวท้าให้พรรคเพื่อไทยขับออกจากพรรค เมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา ว่า เป็นเรื่องจริง เพราะไลน์กลุ่มมีไว้สื่อสารเรื่องต่าง ๆ กับสมาชิกพรรคให้รับรู้รับทราบ จากที่ตนเห็นข่าวเมื่อวานแล้ว สิ่งแรกที่รู้สึกคืออยากให้คนในพรรค หรือคนที่อยู่ในกลุ่มไลน์นี้ ไม่อยากให้เกิดความบั่นทอน ตนก็ไม่อยากให้มีประเด็น และทุกคนรู้สึกกังวลไปด้วยว่าข่าวเป็นแบบนี้แล้วในพรรค และในกรุ๊ปไลน์นี้จะคุยกันอย่างไร

“ก่อนหน้านี้ คุณเฉลิม ก็ไลน์มาเรื่องว่าจะย้ายพรรค ซึ่งข้อความต่อ ๆ ไปทุกคนก็เริ่มอึดอัดใจ ซึ่งตนคิดว่าตรงนี้ถ้าตนนำไปปรึกษาใครว่าเอาออกดีไหม ทุกคนก็จะมีความเกรงใจกันเกิดขึ้น ซึ่งตนคิดว่ากรุ๊ปไลน์นี้ต้องเป็นกรุ๊ปของการคุยเรื่องการทำงาน เป็นกรุ๊ปของการนัดแนะ สส.ให้ทราบข้อมูลตรงกัน จึงมีการมูฟ คุณเฉลิม ออกไปดีกว่า ก็แค่นั้น เราก็บอกตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วว่าเราไม่อยากมีดรามามากขึ้น จริง ๆ ก็ไม่ทราบว่าการมูฟ คุณเฉลิม ออกจากกลุ่มไลน์จะเป็นข่าว แค่คิดว่าไม่อยากให้ในกลุ่มอึดอัดใจมากกว่า อันนี้คือความตั้งใจ เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นข่าวก็พร้อมจะอธิบายว่าเราต้องการจบจริง ๆ” นางสาวแพทองธาร กล่าว

เมื่อถามว่ามีการพูดคุยกับ ร.ต.อ.เฉลิม ก่อนหรือไม่ ก่อนที่จะตัดสินใจดีดออกจากไลน์ นางสาวแพทองธาร กล่าวว่า ไม่ได้ปรึกษาใครก่อน เพราะคิดแล้วว่าก็ต้องทำงานต่อไป นั่นคือสิ่งสำคัญ

เมื่อถามว่ามองอย่างไรกรณี ร.ต.อ.เฉลิม ออกมาแถลงข่าวท้าให้ขับออกจากพรรคเพื่อไทย นางสาวแพทองธาร กล่าวว่า ก็เป็นเรื่องของท่าน ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้น ตนพร้อมเสมอที่จะพูดคุย แต่ต้องมาคุยที่พรรคเพื่อไทย และการพูดคุยก็จะต้องมีเลขาธิการพรรค และผอ.พรรค หรือมีคนอื่นอยู่ด้วย เพื่อให้เป็นทางการ เพราะเรื่องของพรรคไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เพราะฉะนั้นถ้าจะคุยกันเรื่องนี้ก็อยากให้มาคุยกันที่พรรค

เมื่อถามว่ามีโอกาสที่จะขับ ร.ต.อ.เฉลิม ตามที่ร้องขอหรือไม่ นางสาวแพทองธาร กล่าวว่า เราจะมูฟออกอย่างเดียว ไม่มีนโยบายขับออกจากพรรค

เมื่อถามถึงกรณีที่นายวัน และ ร.ต.อ.เฉลิม ไปสนับสนุน พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ในวันนับคะแนนผู้สมัครนายก อบจ.ปทุมธานี นางสาวแพทองธาร กล่าวว่าตนไม่ทราบเลยว่า ร.ต.อ.เฉลิม ก็ไปด้วย และทั้งหมดนี้ตนก็ไม่เคยไล่ และข้อความก็ไม่เคยพูดสักคำว่าจะให้ ร.ต.อ.เฉลิม และนายวันออกจากพรรคเพื่อไทย และก็ไม่เคยแสดงเจตนาเช่นนั้นด้วย จึงอยากจะชี้แจงให้ชัดเจนตรงนี้

“แต่ว่าทุกคนโตแล้วก็ตัดสินใจเองได้หมดว่าจะทำอย่างไรกับการแพลนชีวิตไปข้างหน้า ก็เคารพเสมอ ก็ขออวยพรให้โชคดีให้ประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้น ขอให้ไม่มีเรื่องนี้ต่อแล้ว ขออนุญาตไม่ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้แล้ว ให้ทุกคนทำงานต่อ สำหรับฝั่งนี้ไม่มีดราม่าอะไรทั้งนั้น และขอให้เรื่องนี้จบ” นางสาวแพทองธาร กล่าว

เมื่อถามว่านอกจากเรื่องนี้แล้วมีเรื่องอื่นสะสมอีกหรือไม่ นางสาวแพทองธาร กล่าวว่า ไม่มี ไม่เคยมีปัญหาอะไร ส่วนที่ ร.ต.อ.เฉลิม จะขอดีเบตกับคุณพ่อ ก็ให้ไปถามคุณพ่อละกัน ตนไม่ทราบ

เมื่อถามว่าแม้พรรคเพื่อไทยไม่ขับออก แต่บทบาทในสภาอาจจะเปลี่ยนไป อาจจะอภิปรายมาทางฝั่งพรรคเพื่อไทย นางสาวแพทองธาร กล่าวว่า นั่นก็เป็นเรื่องที่พรรคต้องจัดการ และรับมือไปตามเรื่องนั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า วันที่ 26 ก.ค.เป็นวันเกิดของคุณพ่อ จะเปิดบ้านจันทร์ส่องหล้าให้คนสนิทเข้าไปอวยพรหรือไม่ นางสาวแพทองธาร กล่าวว่า ช่วงเช้าจะมีการทำบุญภายในครอบครัว ตอนเที่ยงคิดว่าจะมีคนสนิทของคุณพ่อมาทานข้าวด้วยกันบ้าง มีคนใกล้ชิด หรือนักการเมืองเข้าไปอวยพรบ้าง ก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย คุณพ่อไม่ได้ทำบุญแบบนี้มานานแล้ว

'อนุทิน' สั่ง!! ‘กรมการปกครอง’ จัดการเด็ดขาด หากพบขบวนการขึ้นโฆษณา 'ขายพาสปอร์ตผิดกฎหมาย'

(24 ก.ค. 67) ที่กรมโยธาธิการและผังเมือง (ยผ.) ถนนพระราม 6 กทม. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีป้ายโฆษณาทำพาสปอร์ตหลายสัญชาติ ที่มีกระแสข่าวเบื้องหลังขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ว่า การสอบสวนเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งขณะนี้การตำตรวจสอบก็เป็นไปตามขั้นตอน เมื่อวานได้มอบนโยบายให้กรมการปกครอง ว่าป้ายลักษณะเช่นนี้ได้มีการตั้งมาตรฐานแล้ว หากเป็นป้ายโฆษณาให้ไปทำพาสปอร์ตของประเทศใดก็ตามถือว่าผิด ประเทศไทยไม่ใช่เป็นที่ที่ใครจะมาอยู่แล้วทำสิ่งผิดกฎหมาย ไม่ใช่ว่าไม่ได้ขายพาสปอร์ตไทยแล้วจะไม่ผิด เรื่องนี้ถือเป็นสามัญสำนึกที่ต้องรู้ว่าพาสปอร์ตไม่สามารถขายได้ และเมื่อรู้ว่าการกระทำนั้นผิดก็ต้องหยุดเสีย นั่นคือสิ่งที่เราได้ดำเนินการไปแล้ว

เมื่อถามว่า มีมาตรการอย่างไรในการรายงานผลความคืบหน้าความเคลื่อนคดีป้ายดังกล่าว นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานอยู่แล้วมองว่า ขณะนี้คงไม่ต้องรายงานแล้ว เพราะได้ไล่ปลดป้ายลงทั้งหมดแล้ว แต่ไม่พอแค่นั้น กรมการปกครองที่มีภารกิจเกี่ยวข้องในการออกวีซ่า และการตรวจคนเข้าเมืองของต่างชาติที่มาอยู่ในประเทศไทย ต้องไปร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบสวนถึงขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือเครือข่ายอะไรที่ทำเช่นนี้อยู่หรือไม่นั้น หากทราบที่มาก็ให้ไปกำจัดแค่นั้น

"อย่าไปใส่ความเครียดอะไรมาก ๆ ให้กับสังคม ให้กับประชาชน เรื่องบางเรื่องเมื่อเราไปจัดการก็จะจบไป" นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า คนส่วนใหญ่กลัวว่าไทยจะเป็นมณฑลไท่กั๋ว เสมือนเป็นส่วนหนึ่งของจีน นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่หรอก ประเทศไทยเรามีอธิปไตย อย่างที่ตนเคยบอกไป เราไม่รังเกียจคนต่างชาติที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยที่ทำถูกต้องตามกฎหมาย ตามสัมมาอาชีพ ซึ่งดีซะอีก เพราะบางอาชีพได้ขายของเอารายได้เข้าประเทศ พวกเราทุกคนก็เป็นต่างชาติทั้งนั้น

"ท่านชาดา ต่างชาติไหมล่ะ ก๋งผม อาม่าผม ก็คนต่างชาติทั้งนั้น ทุกคนก็ทำตามครรลอง มาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร และสร้างเนื้อสร้างตัวในประเทศไทย ถ้าใครทำผิดกฎหมายก็คงอยู่เมืองไทยไม่ได้ ก็แค่นั้นเอง" รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย กล่าว

'ทนายเคน' เอือม!! ใครได้อันดับดีกว่า 'นันทนา-อังคณา' เลวหมด ต้องเลือก 'พวกเจ๊' เท่านั้นหรือไม่ จึงจะเรียกว่า 'อิสระ'

(24 ก.ค. 67) นายณรงค์ ประดับสุข หรือ ทนายเคน อดีตผู้สมัคร สส.จังหวัดร้อยเอ็ด พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณี น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) แสดงความไม่พอใจผลการเลือกประธานวุฒิสภา ว่า

ในวันที่มีการเลือกตั้ง สว. ระดับประเทศ รอบสุดท้าย ซึ่งพอประกาศผลคะแนนออกมา ‘เจ๊’ ได้อันดับที่ ๘ ของกลุ่ม ก็ออกมาแสดงความเห็นออกสื่อด้วยการด้อยค่า ว่าที่ สว.ท่านอื่น (ขณะนั้น) ว่า " ..จะร้องให้ กกต.ตรวจสอบคนที่ได้คะแนนอันดับที่ ๑-๗ ของทุกกลุ่มว่ามีการ 'ฮั้ว' คะแนนกัน.." เสมือนประมาณว่า คนอื่นที่ได้อันดับดีกว่าตนนั้น ‘เลวหมด’ ฉันดีเลิศประเสริฐศรีคนเดียว...!!!

ด้อยค่าคนอื่น แล้วใครจะเลือกให้เจ๊เป็นประธานวุฒิสภา ละครับ 555+
#สรุปแล้ว_พันธุ์ใหม่_คือพันธุ์อะไร ..???

และได้โพสต์ตอบโต้ นางอังคณา นีละไพจิตร สว. ที่ให้สัมภาษณ์ว่า “วันนี้ทำให้เห็นชัดเลยว่า วุฒิสภาไม่มีความเป็นอิสระจริงๆ” 

ต้องเลือก ‘พวกเจ๊’ เท่านั้น จึงจะเป็น ‘อิสระ’...??
#ตรรกะเดียวกับ_สส_บางพรรคเปี๊ยบเลย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top