Thursday, 30 July 2026
NEWS

บินด่วน ‘ทวี’ รมต.กระทรวงยุติธรรม เร่งมอบเงิน หลังชาวบ้านโวย รับเงินเยียวยาล่าช้า

วันที่ 14 ตุลาคม 2566 เวลา 10.30 น. พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และคณะ นาย กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส เขต 5 นราธิวาส ประธานกรรมาธิการกฎหมายฯ นายกูเฮง ยาวอหะซัน เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม บินด่วน ออกเดินทางจากสนามบิน ดอนเมือง ไฟลท์บินแอร์เอเชีย เที่ยวบินที่ FD3130 ไปยังท่าอากาศยานนราธิวาส เพื่อมอบเงินเยียวยาให้กับผู้ประสบเหตุ กรณีโกดังพลุระเบิด ที่ตำบลมูโนะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส หลังมีชาวบ้านออกมา ขอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เพราะเดือนพฤศจิกายน –มกราคมจะเป็นฤดูฝน และ ตำบลมูโนะก็เป็นจุดที่เกิดอุทกภัย น้ำท่วมหนักทุกปี

การมอบเงินเยียวยาแก่ผู้เสียหายในคดีอาญา กรณีโกดังพลุระเบิด ตำบลมูโนะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 11 ราย และได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 389 ราย และอนุภาพยังทำลายอาคารบ้านเรือนในเขตพื้นที่โดยรอบรัศมีประมาณ 3 กิโลเมตร จนทำให้ทั้งครัวเรือนและร้านค้า เสียหายกว่า 683 หลังคาเรือนและได้รับผลกระทบ 2,513 คน โรงเรียนเสียหาย 3 แห่ง รถยนต์เสียหาย 41 คัน รถจักรยานยนต์ 25 คัน รวมถึงทรัพย์สินอีกจำนวนมาก ( ข้อมูล 3 ส.ค 2566 )

วันที่ 14 ตุลาคม 2566 เวลา 13.45 -14.30 น. พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและคณะ นาย กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส นราธิวาส ประธานกรรมาธิการกฎหมายฯ นาย กูเฮง ยาวอหะซัน เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นางสาวเอมอร เสียงใหญ่ ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม (คณะรัฐมนตรีมีมติดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ) นาย ยู่สิน จินตภากรผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม โดย นาย ปรีชา นวลน้อย รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ได้รอต้อนรับ รัฐมนตรี และคณะ พร้อม ชาวบ้าน กว่า 300 รายที่ได้รับความเดือดร้อน ต่างมานั่งรอ เพื่ออยากบอกถึงสิ่งที่ได้รับความเดือดร้อนมากในขณะนี้  ทันทีที่มาถึง พ.ต.ท. ทวี ได้ทักทายแบบภาษามลายู (สลามัตดาตัง)ยินดี.. จนทำให้ชาวบ้านชื่นชม และมีรอยยิ้มกันถ้วนหน้า จากนั้นก็ได้เข้าไป พบปะชาวบ้าน และพูดคุย อย่างเป็นกันเอง พร้อมมอบเงินเยียวยา จำนวน 345 ราย เสียชีวิต 11 รายรวม 356 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,241,888 ( สองล้านสองแสนสี่หมื่นหนึ่งพันแปดร้อยแปดสิบแปดบาท) พร้อมทำความเข้าใจถึงความคืบหน้า ในการช่วยเหลือของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง และรับเรื่องร้องทุกข์กับประชาชน กรณีโกดังพลุระเบิด ณ. โรงเรียน บ้านมูโนะ ตำบลบ้านมูโนะ อำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส

กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพ ได้ดำเนินการลงพื้นที่มอบเงินช่วยเหลือเยียวยา กรณีโกดังพลุระเบิดในบริเวณบ้านมูโนะ ภายใต้กิจกรรม “ คุ้มครองคน คุ้มครองสิทธิ “ เพี่อสร้างวิถีชีวิตแห่งความเป็นธรรม ครั้งที่2 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ 2567 เพื่อเป็นการชี้แนะช่องทางให้บริการภารกิจคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของกระทรวงยุติธรรม และให้ความช่วยเหลือ ไปทั้ง 76 จังหวัด ให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่าง สะดวก รวดเร็วและเป็นธรรม

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีอัญเชิญกิ้วอ๊วงฮุกโจว เปิดมณฑลพิธีภายในศาลเจ้าไต้ฮงกง เนื่องในงานเทศกาลกินเจ ประจำปี 2566 พร้อมจัดบริการอาหารเจแก่สาธุชนฟรี ตั้งแต่วันนี้ - 23 ตุลาคม 66 ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

วันนี้ (วันที่ 14 ตุลาคม 66 เวลา 12.45 น.) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก คณะกรรมการ ผู้ช่วยกรรมการ ผู้บริหาร ศิษยานุศิษย์ และสาธุชน ร่วมในพิธีอัญเชิญกิ้วอ๊วงฮุกโจว (เทพเจ้า 9 องค์ หรือนัยหนึ่ง คือ ดาวพระเคราะห์ทั้ง 9 ดวง) เปิดมณฑลพิธีงานเทศกาลกินเจ ประจำปี 2566 โดยคณะสงฆ์อนัมนิกาย วัดอุทัยราชบำรุง ณ ภายในศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

เทศกาลกินเจ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ในปีนี้จะตรงกับวันที่  14 - 24 ตุลาคม 2566 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอเชิญชวนศิษยานุศิษย์และสาธุชนทุกท่าน ร่วมถือศีลกินผัก ละเว้นเนื้อสัตว์ เนื่องในเทศกาลกินเจ ประจำปี 2566 พร้อมสักการะหลวงปู่ไต้ฮง เพื่อความเป็นสิริมงคล และขอพรให้คุ้มครอง แคล้วคลาดปลอดภัย ทำบุญประทีปโคมไฟ (เต็งลั้ง) ถวายหลวงปู่ไต้ฮงเพื่อความเจริญรุ่งเรือง  ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ 

ในช่วงวันที่ 14-23 ตุลาคม 2566 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดให้มีบริการอาหารเจ [ในรูปแบบบรรจุกล่องกลับบ้าน] แก่ประชาชนฟรี วันละ 3 มื้อ (เช้า กลางวัน และเย็น) โดยเริ่มบริการตั้งแต่มื้อเที่ยงของวันที่ 14 ตุลาคม 2566  เป็นต้นไป นอกจากนี้ ระหว่างวันที่ 13 - 24 ตุลาคม 66 ขอเชิญชวนประชาชนชมอุปรากรจีน (งิ้ว) ที่คณะลูกศิษย์หลวงปู่ไต้ฮงจัดถวายรวม 12 คืน ณ บริเวณฝั่งสำนักงาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

และในวันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม 2566 เวลา 18.00 น. มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดจัดพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์รอบนอกศาลเจ้าไต้ฮงกง ตั้งจิตอธิษฐาน  ขอพรจากเทพเจ้า เพื่อเป็นสิริมงคล โดยเชื่อว่าเมื่อรับพรจากเทพเจ้าแล้ว จะทำให้จิตใจเบิกบาน ผ่องแผ้ว มีแต่ความสุขความเจริญรุ่งเรือง  จึงขอเชิญชวนสาธุชน ร่วมพิธีในวันและเวลาดังกล่าว

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และ
เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung 

#มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”
#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

‘เชฟเกาหลี’ แชร์ทริค ‘ปิ้งหมูกระทะ’ ไม่ให้เตาไหม้ ด้วยการนำไปต้มก่อนย่าง พร้อมยกให้ ‘ไทย’ เป็นประเทศแห่งซอส หลังเดินทางมาท้าพิสูจน์ความอร่อย

เมื่อวานนี้ (13 ต.ค.66) เป็นเชฟชื่อดัง ที่มีผู้ติดตามเกือบ 6 ล้านคน สำหรับ ‘แบคจงวอน’ เชฟ นักชิม นักเขียนเกาหลีชื่อดัง แห่งรายการ Baek Jong won’s Alley Restaurant

ล่าสุด เชฟแบค ก็ได้เดินทางมาพิสูจน์ความอร่อยของร้านอาหารไทย พาไปกิน ปูผัดผงกะหรี่ โจ๊กร้านดัง จิ้มจุ่ม และล่าสุดกับ หมูกระทะ ที่ขอเคลมว่า “ย่างหมูกระทะได้เก่งที่สุดในกรุงเทพฯ” พร้อมโชว์การย่างหมูกระทะแบบเชฟดังเกาหลี พร้อมมิชชั่น จนกว่าจะออกจากร้าน จะไม่ยอมให้กระทะไหม้เด็ดขาด

เชฟแบค มาไปกินหมูกระทะร้านดัง ที่มีหมูหมักซอส ตับ กุ้ง และบอกว่า “ในบรรดาแขกที่มาที่นี่ ผมน่าจะเป็นคนที่ย่างเก่งที่สุด” และยังโชว์ให้ดู โดยบรรยายใต้คลิปว่า

“คนกรุงเทพทุกคนครับ~ ได้ยินมาว่าหมูกระทะเริ่มมาจากที่เกาหลีเหรอครับ~ผมต้องใช้โอกาสนี้บอกวิธีทานหมูย่างที่ถูกต้องแบบเกาหลีหน่อยแล้วล่ะครับ วันนี้เราจะไม่นั่งอยู่กับที่ครับ! ทุกคนช่วยยืนดูเลยนะครับ”

ในคลิปได้บอกเคล็ดลับในการกินไม่ให้เตาไหม้ว่า เอาที่ต้มแล้ว มาไว้ที่ย่าง เพื่อป้องกันเตาไหม้และเอาที่กำลังไหม้ลงไปที่น้ำซุป เพื่อให้น้ำซุปอร่อยขึ้น ซึ่งเมื่อชิมแล้วก็พูดว่า “คงต้องเปิดร้านนี้ที่เกาหลี” เพราะอร่อยจริง ทั้งยังชมไทยว่า ‘ประเทศแห่งซอส’ ในการลองชิมน้ำจิ้มต่างๆ ทั้งสุกี้ และ ซีฟู้ด

ช่วงหนึ่ง แบคจงวอน ยังได้นำน้ำซุป เทราดลงไปที่หมูซึ่งย่างอยู่บนเตาเพิ่มความชื้นด้วย

ขอบคุณคนไทย รักษารสชาติดั้งเดิมให้อยู่ แต่ของเราเริ่มหายไปแล้ว เพราะว่าไปร้านที่ย่างเนื้อ ส่วนใหญ่ทำให้เตาไหม้ ก็เลยสั่งเนื้อเพิ่มไม่ได้ เมนูย่างเนื้อเริ่มหายไป ไม่ใช่เพราะว่าขายไม่ได้นะ ร้านเนื้อมีปัญหาว่าสั่งเพิ่มยาก (เตาไหม้เลยกินเยอะไม่ได้) ก็เลยเริ่มเปลี่ยนเป็นเนื้อธรรมดา

ทั้งนี้ แบคจองวอน ก่อตั้งธุรกิจอาหาร Theborn Korea ในปี 1993 และขยายออกไปมากกว่า 26 แบรนด์ ทั้ง Saemaeul , Bornga ที่คนไทยรู้จัก หรือ Paik’s Beer และ Baek’s Coffee กระจายอยู่ในหลายประเทศ กว่า 1,300 แห่ง

นราธิวาส-ชาวนราธิวาส 300 คน ต้อนรับคณะ รมว.ยุติธรรมในโอกาส เยือน นราธิวาสครั้งแรกหลังรับตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม - ว่าทีเลขาศอ.บต.ร่วมคณะ

บรรยากาศ บริเวณ ท่าอากาศยานนราธิวาส บ้านทอน ตำบลโคกเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ประชาชน จากจังหวัดนราธิวาส  กว่า 300 คน ต้อนรับ พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมกล่าวต้อนรับเป็นภาษามลายู สือลามัตดาตัง ( ยินดีต้อน) อีกทั้งยัง มีเสียง ชื่นชมที่ไม่เคยลืมชาวนราธิวาส  

ในโอกาสนี้ มีคณะผู้ติดตาม รมว.ยุติธรรม ประกอบด้วย นายกูเฮง ยาวอหะชัน เลขานุการ รมว.ยุติธรรม นายยู่สิน จินตภากร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม นางสาวเอมอร เสียงใหญ่ ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 9 พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน (ว่าทีเลขาธิการ ศอ.บต.) นายเสกสรร สุขแสง ผู้ตรวจการราชการกระทรวงยุติธรรม รักษาราชการแทน อธิบดีกรมบังคับคดี นายเกิดโชค เกษมวงศ์จิตรรองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ นายเฉลิมชัย บัวจันอัด หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมบังคับคดี นายธวัช เอียดพิมพ์ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางสงขลา ประธานเขต 9 แทนอธิบดีกรมราชทัณฑ์ นายรัชพล ปาละกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 9 แทนเลขาธิการปปส. นายจีระพันธุ์ มาชาวป่า นักนิติวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการ นิติวิทยาศาสตร์จังหวัดชายแดนใต้ (สนว. แทนผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ร่วมเดินทางลงพื้นที่ จังหวัดนราธิวาส จากนั้นรมว.ยุติธรรม ได้นำคณะเดินทางไป มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา กรณีโกดังพลุระเบิด อำเภอมูโนะ จังหวัดนราธิวาส  ภายใต้กิจกรรม คุ้มครองคน คุ้มครองสิทธิ เพื่อสร้างวิถีชีวิตแห่งความเป็นธรรม จำนวน 346 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,241,888 บาท 

นอกจากนี้ ยังมี ข้าราชการ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงจาก ศอ.บต. ร่วมให้การต้อนรับ คณะรมว.ยุติธรรมและ พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน (ว่าทีเลขาธิการ ศอ.บต.) ในฐานนะเยือนพื้นที่เป็นครั้งแรก

'ทูตอิสราเอล' รับปาก 'นายกฯ' เร่งอพยพ 6 พันคนไทย ยัน!! ถ้ามีเครื่องบินพอ ก็สามารถออกมาได้หมด

เมื่อวานนี้ (13 ต.ค.66) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ร่วมหารือกับ น.ส.ออร์นา ซากิฟ เอกอัคราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เพื่อขอความช่วยเหลือในการดูแลคนไทยในสถานการณ์สู่รบระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส

ภายหลังการหารือ นายเศรษฐา แถลงว่า ในส่วนแรงงานไทยที่เสียชีวิต ได้ขอร้องผ่านเอกอัครราชทูตไปว่า ขอให้นำกลับมายังประเทศไทยโดยเร็วที่สุด ซึ่งได้รับปากว่าจะช่วยอย่างเต็มที่ เนื่องจากปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตเป็นพันศพ จำเป็นต้องมีการชันสูตรและพิสูจน์ทราบ แต่การยืนยันว่าจะให้ความสำคัญอย่างเต็มที่ สำหรับคนไทยจำนวนหนึ่งที่แสดงเจตจำนงกลับประเทศไทยกว่า 6 พันคน ซึ่งทางเอกอัครราชทูตยืนยันว่า มีเครื่องบินมารับเท่าไร ก็พร้อมจะนำส่งกลับออกมาทันที จุดใหญ่วันนี้คือเครื่องบินที่จะต้องไปรับกลับมาให้ได้

นายเศรษฐา กล่าวว่า เรื่องสุดท้ายคือเรื่องของตัวประกัน ขอให้ดูแลและขอร้องให้เร่งเจรจาเพื่อนำตัวออกมาให้ได้ และตัวประกันไม่ได้ของชาติไทยเพียงชาติเดียว คนเหล่านี้ต้องถูกปล่อยออกมาโดยเร็วที่สุด

เมื่อถามว่า ความคืบหน้าการนำคนไทยไปพักไว้ในประเทศที่ 3 นายเศรษฐา กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศกำลังหารืออยู่ ซึ่งน่าจะมีประเทศอียิปต์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเมืองจิดดาห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย หากเข้าไม่ได้ก็จะพักคอยไว้ เมื่อมีสายการบินสามารถบินเข้าออกได้ก็ให้รับมาเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว

“จากการพบกับทูตอิสราเอล ผมมีความสบายใจขึ้นมานิดนึง เพราะท่านทูตยืนยันว่าไม่ต้องห่วงตอนนี้พร้อมหมด ถ้ามีเครื่องบินพอก็สามารถออกมาได้หมด ขณะนี้สามารถขนย้ายคนมาอยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว “นายกฯ กล่าว

ตำรวจไซเบอร์ เตือนภัยผู้สูงอายุระวังถูกมิจฉาชีพใช้คำหวานหลอกลวงให้ลงทุน ฝากบุตรหลานช่วยสอดส่องการใช้เงินที่ผิดปกติ

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ โฆษก บช.สอท. กล่าวว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีบุตรชายพาผู้เสียหายซึ่งเป็นมารดา อายุ 75 ปี เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน หลังจากถูกมิจฉาชีพหลอกลวงชักชวนให้ร่วมลงทุนในทองคำ ความเสียหายกว่า 18 ล้านบาท นั้น

การหลอกลวงในรูปแบบดังกล่าวเป็นการหลอกลวงในรูปแบบเดิมๆ มิจฉาชีพจะเริ่มจากการมองหาเหยื่อที่ค่อนข้างมีอายุ หรือมีฐานะการงานดี ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Facebook Instagram รวมถึงแอปพลิเคชันหาคู่รักต่างๆ สร้างบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอมเป็นบุคคลเพศตรงข้ามหน้าตาดี แล้วติดต่อขอเป็นเพื่อนกับเหยื่อ หรือขอเป็นเพื่อนกับเพื่อนของเหยื่อก่อน เมื่อเหยื่อไม่ทันระวังตัวรับมิจฉาชีพเป็นเพื่อน เนื่องจากเห็นว่ามีเพื่อนร่วมกันหลายท่าน จะเริ่มติดต่อทักทายเหยื่อ เพื่อพูดคุยเรื่องทั่วไป สอบถามกิจวัตรประจำวัน หรือถ่ายภาพทำกิจกรรมต่างๆ ส่งมาให้ ต่อมาก็จะขอพูดคุยกับเหยื่อผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ เมื่อเริ่มสนิทสนมกับเหยื่อ หรือเหยื่อไว้ใจมากขึ้นแล้ว จะบอกเหยื่อว่าตนมีรายได้จากการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เช่น เงินดิจิทัล เงินสกุลต่างประเทศ ทองคำ หุ้น เป็นต้น หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน หวังดีอยากให้เหยื่อมีรายได้เพิ่ม จากนั้นจะชักชวนให้ลองลงทุนผ่านเว็บไซต์ หรือเเพลตฟอร์มการลงทุนปลอมที่มิจฉาชีพสร้างขึ้นมา ซึ่งในช่วงเเรกๆ ที่เหยื่อลงทุนในจำนวนเงินที่ไม่มาก เหยื่อมักจะได้รับผลตอบเเทนจริงเสมอ เเต่เมื่อเหยื่อใช้เงินลงทุนที่มากขึ้นเรื่อยๆ จะไม่สามารถถอนเงิน หรือถอนกำไรออกมาใช้ได้ โดยมิจฉาชีพจะอ้างเหตุผลต่างๆ เช่น แจ้งว่าอย่าเพิ่งถอนเงินรอจังหวะที่เหมาะสมก่อน และหลอกลวงให้เหยื่อเพิ่มเงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง หรือหากจะถอนเงินดังกล่าวจะต้องโอนเงินค่าภาษี ค่าค้ำประกันต่างๆ เป็นต้น กระทั่งเมื่อเหยื่อรู้ตัวว่าถูกหลอกก็จะปิดช่องทางการติดต่อแล้วหลบหนีไป

จากสถิติศูนย์บริหารการรับแจ้งความออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.65 - วันที่ 30 ก.ย.66 พบว่า การหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มีผู้เสียหายแจ้งความออนไลน์กว่า 27,509 เรื่อง หรือคิดเป็น 8.20% จากเรื่องการรับแจ้งความทั้งหมด สูงเป็นลำดับที่ 4 รองจากการหลอกลวงซื้อขายสินค้าออนไลน์ หลอกให้โอนเงินเพื่อทำงาน และหลอกให้กู้เงิน โดยมีมูลค่าความเสียหายกว่า 13,952 ล้านบาท สูงเป็นลำดับที่ 1 ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด

การกระทำลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายเป็นความผิดฐาน “ ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น และร่วมกันโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวงนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่ง ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ” หรือกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ตามนโยบายของรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ในด้านการป้องกันปราบปราม และแก้ไขปัญหาอาชญาทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงประชาชนให้ลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ โดยได้กำชับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งวางมาตรการในการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดในโลกออนไลน์ทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่อง และจริงจัง รวมถึงสร้างความตระหนักให้แก่ประชาชนรู้เท่าทันภัยที่แฝงมากับเทคโนโลยี

ที่ผ่านมา บช.สอท. โดย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ได้ขับเคลื่อนตามนโยบายของรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดในโลกออนไลน์ทุกรูปแบบ มุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

โฆษก บช.สอท. กล่าวต่ออีกว่า กรณีการหลอกลวงในลักษณะดังกล่าว แม้ว่าจะมีผู้เสียหายในจำนวนที่น้อยกว่าการหลอกลวงในรูปแบบอื่นๆ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นยังคงสูงเป็นอันดับแรกเสมอ ฝากไปยังประชาชนให้พึงระมัดระวังการรับเพื่อนทางสื่อสังคมออนไลน์ หากไม่ได้รู้จักผู้นั้นจริงอย่าได้รับเป็นเพื่อน หรือติดต่อพูดคุยเป็นอันขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นบุคคลเพศตกข้ามติดต่อมาพูดคุยตีสนิท แล้วชักชวนให้นำเงินมาลงทุน โดยมิจฉาชีพเหล่านี้มักใช้คำหวานเพื่อหลอกลวงเหยื่อ ใช้ประโยคสนทนาในการพูดคุยที่ผิดปกติ เหมือนมีการใช้โปรแกรมแปลภาษามาก่อน และมิจฉาชีพจะไม่ยอมเปิดกล้องเพื่อให้เห็นใบหน้าแต่อย่างใด รวมถึงอย่าหลงเชื่อการลงทุนที่ได้รับผลตอบแทนสูงในเวลาอันรวดเร็ว นอกจากนี้แล้วฝากบุตรหลานช่วยสอดส่องบุคคลในครอบครัวว่ามีการใช้จ่ายเงินที่ผิดปกติหรือไม่ เพื่อป้องกันและยับยั้งความการสูญเสียที่จะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามหากท่านตกเป็นเหยื่อจากการถูกหลอกลวงในลักษณะดังกล่าว สามารถยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิ โดยการแสดงหลักฐานที่เกี่ยวข้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ได้ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย 66 ถึงวันที่ 13 ธ.ค. 66 เวลา 08.30 - 16.30 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เพื่อเฉลี่ยทรัพย์คืนให้แก่ผู้เสียหายรวมกว่า 600 ล้านบาท

‘สุวัจน์’ นำคณะกรรมการบริหารพรรคชาติพัฒนากล้า วางพวงมาลา ถวายบังคม พระบรมราชานุสาวรีย์ ร.9 เนื่องในวันนวมินทรมหาราช

(13 ต.ค. 66) ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า ได้นำกรรมการบริหารพรรคชาติพัฒนากล้า ประกอบด้วย

นายอดุลย์ เลาหพล รองหัวหน้าพรรค นาย อรัญ พันธุมจินดา ผู้อำนวยการพรรค และ นางสาวเยาวภา บุรพลชัย โฆษกพรรค ร่วมพิธีวางพวงมาลา และ ถวายบังคม พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องใน ‘วันนวมิทรมหาราช’ 13 ตุลาคม 2566 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้

บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด ร่วมน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องใน วันนวมินทรมหาราช

นางสาวกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด นำทีมผู้บริหารของบริษัท เข้าร่วมพิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2566 ณ พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร อุทยานเฉลิมพระเกียรติ สนามม้านางเลิ้ง เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงเพียรพยายามในการสร้างความสะดวกด้านการคมนาคมขนส่ง ทรงริเริ่มเส้นทางการสัญจรต่าง ๆ เพื่อให้ราษฎรทุกหมู่เหล่าสามารถเข้าถึงการเดินทางที่มีคุณภาพ การเข้าถึงสถานีอนามัย โรงพยาบาล โรงเรียนได้ง่ายขึ้น ซึ่งพนักงานของบริษัท ไทย สมายล์ บัส ทุกคนขอน้อมนำแนวพระราชดำริหลักแนวคิดสำคัญมาเป็นภารกิจหลักในการดำรงชีวิต พัฒนาสังคมและประเทศชาติ ก้าวตามรอยพระยุคลบาทสืบต่อไป💕

#Thaismilebus #TSB

บลูเทค ซิตี้ ร่วมจัดตั้งโรงทานเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต ในหลวงรัชกาลที่ 9

📍เมื่อวันที่ (13 ต.ค.66)ที่ ริมเขื่อนแม่น้ำบางปะกงหลังอาชีวะ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา นางสาวกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรม ฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ คุณสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทพลังงานบริสุทธิ์ พร้อมด้วยทีมงาน csr นิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา บลูเทคซิตี้ ได้ร่วมกันจัดตั้งโรงทานแจก กุ่ยไช่จำนวน 2,000 กล่อง ข้าวหลาม จำนวน 1,000 กระบอก ขนม จำนวน 500 ถุง ให้แก่ประชาชน ผู้ยากไร้ทั้งในเขตเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา และผู้ที่สัญจรผ่านไปมาบนเส้นทางดังกล่าว ได้รับประทานฟรี🎉

👉เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต ในหลวงรัชกาลที่ 9 และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย

‘ดร.สุวินัย’ ยก ‘ในหลวงรัชกาลที่ 9’ เปรียบดั่งมหาบุรุษของแผ่นดินสยาม ขอคนไทยจงภูมิใจที่ครั้งหนึ่งเคยได้มีชีวิตอยู่ในรัชสมัยของพระองค์

(13 ต.ค. 66) ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Suvinai Pornavalai’ ถึงความเมตตาอันล้ำลึกของมหาบุรุษ โดยระบุว่า…

เมตตาอันล้ำลึกของ ‘มหาบุรุษ’

เมตตาอันล้ำลึก คือการยอมเสียเปรียบโดยไม่มีประมาณ

เมตตาอันล้ำลึก ดุจ ‘ใจน้ำ’ (水心)  ที่อยู่ใต้ทะเล 100 เชียะ (水下百尺)

มหาบุรุษทุกคนล้วนมีเมตตาอันล้ำลึกเช่นนี้

เมตตาเป็นพลังบุญชนิดหนึ่ง ทุกครั้งที่ใจแผ่เมตตาออกไป เปรียบดังเทหยดน้ำลงเติมใน ‘ทะเลบุญ’ หยดน้ำแห่งบุญที่เทเติมลงไปรวมกับทะเลบุญ ย่อมไม่มีวันสูญหายไปไหน ตราบใดที่ทะเลบุญยังอยู่ ทะเลแห่งบุญนี้ย่อมกลายเป็นคลื่นน้อมนำ เกื้อหนุน นำพาผู้นั้นว่ายข้ามสังสารวัฏ ลุถึงความรู้แจ้งได้ในที่สุด

โลกทั้งหมดก็คือ ‘ใจ’

โลกทั้งหมดมิใช่สิ่งใดอื่นที่อยู่นอกเหนือใจ การเห็นโลกทั้งหมดเป็นแค่บ้านที่กำลังถูกไฟไหม้ 
ย่อมนำมาซึ่งการตื่นรู้และความเมตตาอันล้ำลึก เพราะด้วยเมตตาอันล้ำลึกเช่นนี้ มหาบุรุษจึงมองมนุษย์ทุกคนคือเพื่อนกัน เป็นหนึ่งเดียว มหาบุรุษมักเป็นผู้มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ใช้ชีวิตเรียบง่าย รักสันโดษ ไม่มีนอกไม่มีใน มิหนำซ้ำ มหาบุรุษยังเป็นคนแบบเดียวกันกับทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา

คนทั้งโลกส่วนใหญ่ล้วนตกอยู่ใต้อำนาจแห่งวัตถุ เมื่อมีผู้ใดหลุดจากอำนาจนี้ได้ ผู้นั้นย่อมข้ามพ้นขีดจำกัดของความเป็นคนธรรมดา กลายเป็นมหาบุรุษผู้มีความพิเศษอันน่าทึ่ง และล้ำลึกสุดหยั่งถึง

มหาบุรุษทุกคนล้วนเป็นผู้ใช้ชีวิตที่ถูกต้องทั้งทางโลกและทางธรรม มหาบุรุษเป็นผู้ที่ทำหนึ่งแต่ได้ทั้งหมด… ไม่ใช่ผู้ทำทุกอย่างแต่ไม่ได้อะไรซักอย่าง…

ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าตรัสกับพระสารีบุตรเอาไว้ว่า “เรารักราหุลเยี่ยงไร เราก็รักเทวทัตเยี่ยงนั้น” 
หมายความว่า พระองค์ทรงรักผู้ที่เคยลอบปลงพระชนม์พระองค์ เท่ากับที่พระองค์ทรงรักบุตรชายคนเดียวของพระองค์

คนเราต้องใช้ความเมตตามากขนาดไหน จึงสามารถทำจิตใจให้เป็นเช่นนี้ได้?

มหาบุรุษทุกคนล้วนมีความเมตตาอันล้ำลึกเช่นนี้ หากแม้สามารถรับบาปกรรมในนรกอเวจีแทนสรรพสัตว์ได้ พวกท่านจะไม่ลังเลรีรอเลยที่จะทำ มิหนำซ้ำมหาบุรุษไม่เคยคาดหวังให้ผู้อื่นมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่ตนเองได้กระทำ

“เขาตบแก้มขวา ให้เอียงแก้มซ้ายให้ตบอีก” มหาบุรุษท่านหนึ่งเคยกล่าว

“เรารักราหุลเยี่ยงไร เราก็รักเทวทัตเยี่ยงนั้น” มหาบุรุษพระองค์นั้นทรงตรัสไว้

“เมตตาแปลว่ายอมเสียเปรียบ” พระอริยเจ้ารูปหนึ่งเคยกล่าวไว้

“เศรษฐกิจพอเพียงคือทางรอด ความพอเพียงคือกุญแจสู่อิสรภาพ” มหาบุรุษคนล่าสุดของแผ่นดินนี้เคยสอนไว้

จะมีใครกี่คนกันที่รับรู้ถึงความลึกซึ้งของถ้อยคำเหล่านี้ได้?

ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นวาทะจากจิตวิญญาณที่เขย่าโลก เพราะมันเป็นคำพูดที่มาพร้อมการกระทำอันเป็นแบบอย่าง จึงมีพลังถึงขั้นสามารถกระตุ้นปลุกความเมตตาในจิตใจของผู้ใฝ่ธรรมทั้งหลายให้ลุกโชน ตื่นรู้จากความเห็นแก่ตัวที่ปกปิดห่อหุ้มจิตวิญญาณให้มืดบอดหลับใหล

เมตตาอันล้ำลึกคืออะไร?
แม้เราเกลียดท่าน ท่านยังเมตตา
แม้เราทำร้ายท่าน ท่านยังรักใคร่
แม้เราแล้งน้ำใจต่อท่าน ไม่เคารพท่าน
ท่านก็ยังเอาชีวิตของท่านรับใช้เพื่อประโยชน์แห่งเราทุกคน

นี่มิใช่หรือ ที่เรียกว่า ‘ความเมตตาอันล้ำลึก’ เท่าที่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งสามารถยกระดับจิตวิญญาณของตนไปถึงได้ คนธรรมดาย่อมกลายเป็นคนไม่ธรรมดา หรือมหาบุรุษได้ หากมีความมุ่งมั่นในการปรับเปลี่ยนจิตวิญญาณของตนเพียงพอ

หากแม้น ชีวิตคือบทสนทนาไม่รู้จบ กับเหล่า ‘บุคคลต้นแบบ’ ของตนเอง นิยามใหม่ของชีวิต ย่อมมิใช่สิ่งใดอื่น… นอกจากการใช้เวลาทั้งชีวิตของตนเอง เพื่อถมเต็ม ‘ช่องว่าง’ ระหว่างจิตวิญญาณของตน กับจิตวิญญาณของมหาบุรุษเหล่านั้น ผู้มีเมตตาอันล้ำลึก และเป็น ‘บุคคลต้นแบบ’ ของตนนั่นเอง

จงภูมิใจเถิดว่า ครั้งหนึ่งพวกเราเคยมีชีวิตร่วมสมัยเดียวกับมหาบุรุษคนล่าสุดของแผ่นดินสยาม

สุวินัย ภรณวลัย
Suvinai Pornavalai

‘กองทุนดีอี’ ชูระบบสืบค้นข้อมูลอาคารชุด ‘CondoMaps’ หลังสนับสนุนงบ ‘กรมที่ดิน’ พัฒนาสู่ดิจิทัลแพลตฟอร์ม

ภายหลังจาก สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) โดยกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ กองทุนดีอี ได้สนับสนุนงบประมาณให้ กรมที่ดิน ให้ดำเนินโครงการพัฒนาแพลตฟอร์มให้บริการการใช้ประโยชน์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของประเทศไทย ในปีงบประมาณ พ.ศ.2565

จากผลการดำเนินงานล่าสุด ทางกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ได้พัฒนาระบบสืบค้นอาคารชุด ห้องชุด (CondoMaps) สำเร็จพร้อมเปิดให้บริการประชาชนเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ กรมที่ดิน ในฐานะผู้พัฒนาระบบ CondoMaps ได้ทำพิธีเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา โดยได้รับเกียรติจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิด โดยมีนายชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมในพิธีเปิดด้วย 

สำหรับระบบสืบค้นอาคารชุด ห้องชุด (CondoMaps) พัฒนาขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้ภาคประชาชน ภาคเอกชน และผู้ประกอบการที่ถือครองห้องชุด เจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุด สามารถสืบค้นข้อมูลอาคารชุด ห้องชุด ได้โดยใช้เลขทะเบียนอาคารชุด ห้องชุด ที่ระบุในหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด ระบบจะแสดงตำแหน่งที่ตั้งอาคารชุด ห้องชุด ในรูปแบบภูมิสารสนเทศ 3 มิติ ผู้ใช้งานสามารถมองเห็นทัศนียภาพเสมือนจริง โดยแสดงผลร่วมกับข้อมูลรูปแปลงที่ดินของกรมที่ดิน ภาพถ่ายดาวเทียม แผนที่ภูมิประเทศ (Open Street Map) และภาพถ่ายทางอากาศเชิงเลข (DMC) ให้บริการผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

โครงการนี้ เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรม ที่ช่วยสร้างฐานข้อมูลอาคารห้องชุดให้เป็นระบบ เชื่อมโยงข้อมูลเอกสารสิทธิห้องชุดทั่วประเทศ นอกจากจะสร้างความสะดวกสบายให้ประชาชนแล้ว ยังจะเป็นการสร้างศักยภาพของภาครัฐ ตอบโจทย์ทางด้านการลงทุนให้แก่นักลงทุนทั้งชาวไทย และ ชาวต่างชาติอีกด้วย

ทั้งนี้ จากข้อมูลในปัจจุบัน กรมที่ดินมีฐานข้อมูลห้องชุดแบบ 3 มิติ สำหรับให้บริการบนระบบ CondoMaps จำนวน 180,000 ยูนิต ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งในปีนี้กรมที่ดินอยู่ระหว่างดำเนินการนำเข้าฐานข้อมูลอาคารชุด ห้องชุด เพื่อให้มีฐานข้อมูลภูมิสารสนเทศ 3 มิติ เพิ่มมากขึ้นอีกจำนวน 480,000 ยูนิต หากดำเนินการแล้วเสร็จจะมีฐานข้อมูลห้องชุดรวมจำนวนทั้งสิ้น 660,000 ยูนิต

นายชยาวุธ จันทร อธิบดีกรมที่ดิน กล่าวย้ำว่า การดำเนินโครงการพัฒนาแพลตฟอร์มให้บริการการใช้ประโยชน์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของประเทศไทยผ่านระบบ CondoMaps นั้น เป็นการให้บริการกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในรูปแบบ Data as a Service (Daas) เป็นการเพิ่มศักยภาพและยกระดับขีดความสามารถในการให้บริการ รวมทั้งเป็นข้อมูลพื้นฐานใช้ประกอบการวางแผนงาน นโยบาย หรือวางแผนต่อยอดทางด้านธุรกิจ สนับสนุนการพัฒนาประเทศ สอดคล้องกับหลักการภาครัฐของประชาชน เพื่อประชาชน และประโยชน์ส่วนรวมอย่างครบวงจร

สงครามอิสราเอล สถานการณ์วัดใจ ‘นายกฯ-รมว.ต่างประเทศ’ มือใหม่ ต้องผนึกพลังร่วมกันทำงาน ประสานทุกฝ่ายเร่งดูแลคนไทยให้ปลอดภัย

(13 ต.ค. 66) ผู้ซึ่งคร่ำหวอดในวงการแรงงานไทยได้บอกว่า การอพยพแรงไทยกลับออกจากอิสราเอลนั้น ทั้งวิธีคิดและวิธีปฏิบัติไม่ถูกต้อง เพราะทันทีที่แรงไทยออกจากอิสราเอลนั้น เท่ากับแรงงานไทยรายนั้น ๆ ต้องจากประเทศอิสราเอลแล้วทันที กระบวนการกลับไปทำงานต้องเริ่มต้นโดยการนับหนึ่งใหม่ แรงงานไทยรายไหนที่สัญญาจ้างเปิดกว้างและเอื้อประโยชน์ต่อแรงงานไทยรายนั้น ถือว่าโชคดีไป แต่โดยส่วนใหญ่แล้วมักไม่เป็นเช่นนั้น

สิ่งที่นายกรัฐมนตรีควรทำ คือให้รัฐมนตรีต่างประเทศสั่งการสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเทอาวิฟ อิสราเอล ประสานกับทางการอิสราเอลให้หาพื้นที่หลบภัยให้กับแรงงานไทยในพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ แล้วอพยพแรงงานไทยดังกล่าวไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย จนกว่าเหตุการณ์จะกลับสู่สภาวะปกติ ซึ่งแรงงานไทยดังกล่าวก็จะสามารถกลับไปทำงานได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่เสียสิทธิในการจ้างงานตามสัญญาจ้าง

สิ่งที่รัฐบาลไทยควรดูแลใส่ใจ นอกจากการจัดตั้งศูนย์อพยพแรงงานไทยในพื้นที่ปลอดภัยแล้วคือ อาหารการกิน ชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงานไทยทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ โดยจัดทีมดูแลเฉพาะทางจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย ไปดำเนินการจนกว่าเหตุการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

สิ่งหนึ่งที่สังคมไทยไม่รู้ คือ ความเห็นแก่ตัวของนายจ้างชาวอิสราเอลที่ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจต่อสวัสดิภาพของแรงงานไทยผู้เป็นลูกจ้าง เช่น การสั่งให้ลูกจ้างทำงานทั้งที่มีการยิงจรวดจากกลุ่ม Hamas สิ่งแรกที่นายจ้างชาวอิสราเอลควรจะสนใจและใส่ใจ ต่อสวัสดิภาพของแรงงานไทยผู้เป็นลูกจ้าง คือให้เข้าที่หลบภัย เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสีย เช่นกรณีนี้ ‘หัวใจสลาย แม่-พี่สาวร่ำไห้ หนุ่มอุดรฯ ถูกบังคับทำงานในไร่ซูกินี โดนระเบิดดับพร้อมเพื่อน หลังวิดีโอคอลวางสายไม่ถึง 10 นาที’ https://mgronline.com/local/detail/9660000091973

เพราะระบบป้องกัน Iron dome มีการคำนวณเพื่อเลือกเป้าหมายที่จะทำการสกัดกั้น ในกรณีที่จรวดที่กลุ่ม Hamas ยิงมาแล้วตกในเขตชุมชน Iron dome จะยิงสกัดกั้น เมื่อแรงงานไทยถูกสั่งให้ออกไปเก็บผักในไร่ซึ่งไม่ใช่เขตชุมชน ระบบป้องกัน Iron dome จึงไม่ทำการสกัดกั้น และทำให้จรวดตกใส่แรงงานไทยผู้เคราะห์ร้ายไป เหตุที่ Iron dome ไม่สกัดกั้นนั้น เพราะราคา Tamir ขีปนาวุธที่ใช้ในการสกัดกั้นจรวด ราคาสูงถึงลูกละ US $40,000 หรือราว 1,500,000 บาท

'พ.ต.อ.ทวี' ไม่ทิ้งภาคใต้ เตรียมคืนความเป็นธรรมชาวมูโนะ มอบเงินเยียวยาเหยื่อโกดังพลุระเบิดนราธิวาส 346 ราย กว่า 2.2 ล้านบาท พร้อมเปิดเวทีให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และหัวหน้าพรรคประชาชาติ มีแผนจะเดินทางลงพื้นที่ จ.นราธิวาส ในวันเสาร์ที่ 14 ต.ค.66 เพื่อเป็นประธานทำพิธีมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา กรณีโกดังพลุระเบิด อ.มูโนะ จ.นราธิวาส โดยพิธีจะจัดขึ้นบริเวณโรงเรียนบ้านมูโนะ ภายใต้กิจกรรม “คุ้มครองคน คุ้มครองสิทธิ เพื่อสร้างวิถีชีวิตแห่งความเป็นธรรม” 

สำหรับเงินเยียวยาที่จะมอบแก่ผู้เสียหาย จำนวน 346 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,241,888 บาท

กิจกรรมครั้งนี้จะมีการชี้แจงทำความเข้าใจความคืบหน้าในการช่วยเหลือเยียวยาของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง และรับเรื่องร้องทุกข์จากประชาชนในมิติอื่นๆ และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับกฎหมายอีกด้วย 

โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยังมีกำหนดการร่วมพบปะและรับฟังความคิดเห็นจากผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา ประชาชน ในพื้นที่ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ที่โรงเรียนสอนศาสนาตาดีกาดารุลฮูดา หมู่ 1 ต.กาวะ อ.สุไหงปาดี และจะเดินทางไปในพื้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส อีกด้วย

กสทช.-กตป.จัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในเรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

กสทช.-กตป.จัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ‘Public Hearing’ ในเรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการติดต่อสื่อสารถึงกันจากทุกภาคส่วน โดยกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานฯ ร่วมกับที่ปรึกษา ม.บูรพา ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียง

วันที่ 12 ต.ค.2566 ตั้งแต่เวลา 08.30-16.00 น. ณ ห้องประชาสโมสร บอลรูม ชั้น 2 โรงแรมอวานี ขอนแก่น โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ อ.เมือง จ.ขอนแก่น พล.ร.อ.ประสาน สุขเกษตร ประธานคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ตาม พรบ. กสทช. และ กตป. ด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน กล่าวเปิดงานประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ(Public Hearing) การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินการและการบริหารงานของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช.ในด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ประจำปี 2566 พร้อมด้วย ดร.ณฐาภพ สมคิด หัวหน้าโครงการ กล่าวรายงานความเป็นมาของโครงการ โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงานราชการ สื่อมวลชน ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมการผลิต บุคลากรจากสถาบันการศึกษา เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้นำชุมชน กลุ่มชาติพันธุ์ รวมทั้งเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียงกัน 

หลังเปิดงานอย่างเป็นทางการแล้ว ภาคเช้า พล.ร.อ.ประสาน สุขเกษตร ได้บรรยายสรุป บทบาทหน้าที่และภารกิจของคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ศ.ดร.สุมาลี วงษ์วิฑิต คณะที่ปรึกษาโครงการและเป็นวิทยากรด้านกฎหมาย ได้บรรยายสรุปแนวทางการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินการและการบริหารงานของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช.ด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ประจำปี 2566  และนายสัญญา กระจ่างศรี ผู้อำนวยการของสำนักงาน กสทช. ภาค 2 ร่วมเป็นวิทยากร บรรยายถึงบทบาทหน้าที่และภารกิจของสำนักงาน กสทช. ภาค 2 ภาคบ่ายได้มีการจัดกลุ่มย่อย 6 กลุ่มเพื่อรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ(Public Hearing) จากผู้เข้าร่วมประชุม เพื่อร่วมกันแสดงความคิดเห็นอย่างทั่วถึงกัน และก่อประโยชน์สูงสุด

พล.ร.อ.ประสาน สุขเกษตร เปิดเผยว่า “การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดย กตป.ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(สำนักงาน กสทช.) และที่ปรึกษา ม.บูรพา จัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ(Public Hearing) การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินการและการบริหารงานของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช.ในด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ประจำปี 2566 ขึ้นที่จังหวัดขอนแก่น”

โดยกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ จะได้รับทราบบทบาทหน้าที่ และผลการดำเนินการในปี 2566 ของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช. พร้อมทั้งสามารถให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินการด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการติดต่อสื่อสารถึงกัน ที่สำคัญ คือ ทาง กตป.และที่ปรึกษาจากมหาวิทยาลัยบูรพา จะได้รับทราบปัญหาขัดข้อง และข้อเสนอแนะในการติดต่อสื่อสารของประชาชนในจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งผู้ประกอบการ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผู้แทนจากกลุ่มต่างๆ เพื่อรวบรวมไปวิเคราะห์และรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

ทั้งนี้ มิติหลักในการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญในการติดต่อสื่อสารถึงกัน ดำเนินการโดย กสทช. นั้น คือ การดำเนินการหลักเพื่อให้ประชาชนได้รับสิทธิและเสรีภาพในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์คลื่นความถี่ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้อย่างทั่วถึง เป็นธรรม  มีการแข่งขันอย่างเสรี รวมทั้งประชาชนได้สิทธิการเข้าถึงและใช้ประโยชน์คลื่นความถี่ จากการใช้วงโคจรดาวเทียม อันเป็นสมบัติของชาติ รวมทั้งประชาชนทุกภาคส่วน ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาสในทุกพื้นที่ รวมถึงในท้องถิ่นทุรกันการของประเทศไทยมีสิทธิในการรับบริการด้านการสื่อสารขั้นพื้นฐาน และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่รัฐบาลจัดให้อย่างเท่าเทียมกัน

ผบ.ทร.นำกำลังพลทำบุญตักบาตรและจัดกิจกรรม เนื่องในวันนวมินทรมหาราช

วันที่ 12 ต.ค.66 กองทัพเรือ ได้จัดให้มีพิธีบำเพ็ญกุศล เนื่องในวันนวมินทรมหาราช เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมจัดกิจกรรม ในพื้นที่ต่าง ๆ ของกองทัพเรือ ซึ่งในส่วนของกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล จัดพิธีทำบุญตักบาตร พระภิกษุ และสามเณร จำนวน 89 รูป พิธีสวดพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศล พิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะ ณ บริเวณลานทัศนาภิรมย์ หอประชุมกองทัพเรือ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร 

โดยในเวลา 07.10 น. พลเรือเอก อะดุง  พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตร พระภิกษุและสามเณร โดยนิมนต์พระสงฆ์จาก วัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร จำนวน 50 รูป วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร จำนวน 20 รูป และวัดชิโนรสารามวรวิหาร จำนวน 19 รูป รวมทั้งสิ้น จำนวน 89 รูป ณ ลานทัศนาภิรมย์ หอประชุมกองทัพเรือ โดยมี นางกีรตา พันธุ์เอี่ยม นายกสมาคมภริยาทหารเรือ และคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพเรือ พร้อมภริยา เข้าร่วมพิธี

ต่อมาในเวลา 08.10 น. ผู้บัญชาการทหารเรือ และนายกสมาคมภริยาทหารเรือ ได้นำคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพเรือ พร้อมภริยา ร่วมพิธีสวดพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศล ณ ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ โดยนิมนต์พระสงฆ์จากวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร มีพระพรหมวัชรเมธี (สมเกียรติ โกวิโท) เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

จากนั้น ในเวลา 09.10 น. ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และกล่าวน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ 

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ แผ่ไพศาลต่อพสกนิกรชาวไทย กองทัพเรือ นับเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ทรงมีพระราชดำริให้กองทัพเรือ สร้างเรือยนต์รักษาฝั่งไว้ใช้ได้เองโดยไม่ต้องจัดหา

จากต่างประเทศ ซึ่งในปี พ.ศ.2510 กรมอู่ทหารเรือ สามารถสร้างเรือยนต์รักษาฝั่งได้จำนวน 1 ลำ คือ เรือ ต.91 โดยพระองค์ได้พระราชทานคำแนะนำในการสร้างเรื่อยมาจนกระทั่งการต่อเรือเสร็จสมบูรณ์ และสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้พระองค์ได้มีพระราชดำรัสที่สำคัญตอนหนึ่งว่า “บรรดาเรือรบที่ใช้ในราชการ เป็นเรือที่สั่งทำจากต่างประเทศ การที่ราชการกองทัพเรือ สามารถเริ่มการต่อเรือยนต์รักษาฝั่งขึ้นใช้ในราชการ ได้เช่นนี้ จึงควรเป็นที่น่ายินดี และน่าสนับสนุนอย่างยิ่ง นับว่าเป็นความเจริญก้าวหน้าของกองทัพเรือ”

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงสนพระทัยและทรงเอาใจใส่ต่อกองทัพเรือเป็นอย่างยิ่ง ดังพระราชดำรัสของพระองค์ที่ว่า “เรือรบขนาดใหญ่มีราคาแพง และมีค่าใช้จ่ายปฏิบัติงานสูง กองทัพเรือจึงควรใช้เรือที่มีขนาดเหมาะสมและสร้างได้เอง ซึ่งเมื่อสร้างเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.91 ได้แล้ว ควรขยายแบบเรือให้ใหญ่ขึ้น และสร้างเพิ่มเติม” กองทัพเรือ จึงได้น้อมรับใส่เกล้าฯ และนำไปดำเนินการจนเกิดเป็นโครงการเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง ชุดเรือ ต.991 ซึ่งจัดเป็นหนึ่งในโครงการเฉลิมพระเกียรติของกองทัพเรือ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา

พระอัจฉริยภาพในด้านการต่อเรือของพระองค์ท่าน เป็นที่ประจักษ์แก่กำลังพลกองทัพเรือ นับตั้งแต่เริ่มโครงการ เรือ ต.91 จนถึงเรือ ต.991 พระองค์ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยให้แก้ไขแบบลายเส้น และรูปทรงของเรือ ซึ่งผลที่ได้จากการคำนวณเป็นไปตามที่ได้มีพระบรมราชวินิจฉัยไว้ กล่าวคือ เมื่อเปรียบเทียบกับผลการคำนวณเดิม ปรากฏว่า เรือ ต.991 มีความเร็วเพิ่มขึ้น และประหยัดเชื้อเพลิงได้ร้อยละ 6 ทั้งนี้ กองทัพเรือได้รับพระมหากรุณาธิคุณ เสด็จฯ ไปทรงวางกระดูกงูเรือ ต.991 ที่กรมอู่ทหารเรือด้วยพระองค์เอง อันเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเรือชุดถัดไป หลังจากนั้นในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2550 พระองค์ท่านและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปทรงเป็นประธานพิธีปล่อยเรือ ต.991 ลงน้ำ อันเป็นความปลื้มปีติแก่เหล่าทหารเรืออย่างหาที่สุดมิได้ รวมทั้งทำให้กองทัพเรือสามารถพัฒนาศักยภาพการต่อเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง ชุดเรือ ต.994 (ต.994 - ต.996) และชุดเรือ ต.997 (ต.997 - ต.998) รวมถึงเรือลำอื่น ๆ ที่ใช้ในราชการกองทัพเรือต่อมาตราบจนปัจจุบัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top