Monday, 29 June 2026
NEWS FEED

‘ไทย’ ค้นพบซากดึกดำบรรพ์ ‘อัลลิเกเตอร์ มูลเอนซิส’ ชี้ เป็นสายพันธุ์ใหม่ของโลก อายุ 230,000 ปี ที่จ.โคราช

เมื่อวานนี้ (18 ต.ค.66) เพจ กรมทรัพยากรธรณี รายงานการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ ‘อัลลิเกเตอร์ มูลเอนซิส’ (Alligator munensis) หรือ ‘อัลลิเกเตอร์แม่น้ำมูล’ ซึ่งเป็นอัลลิเกเตอร์สายพันธุ์ใหม่ของโลก ที่ถูกค้นพบที่อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา โดยระบุว่า...

นักบรรพชีวินวิทยาค้นพบซากดึกดำบรรพ์อัลลิเกเตอร์สายพันธุ์ใหม่ของโลก จากจังหวัดนครราชสีมา ประเทศไทย อายุกว่า 230,000 ปีก่อน ถูกศึกษาและตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Scientific Reports

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยทือบิงเกน ประเทศเยอรมนี นำโดย Dr.Gustavo Darlim ร่วมกับกรมทรัพยากรธรณีและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาวิจัยซากดึกดำบรรพ์กะโหลกสภาพเกือบสมบูรณ์ของอัลลิเกเตอร์ จากบ้านสี่เหลี่ยม ตำบลใหม่ อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา และพบว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่ของโลก โดยตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ว่า อัลลิเกเตอร์ มูลเอนซิส (Alligator munensis) หรืออัลลิเกเตอร์แม่น้ำมูล ซึ่งตั้งชื่อตามแหล่งที่ค้นพบใกล้กับแม่น้ำมูล

ทีมนักวิจัยได้ศึกษาตัวอย่างโดยเปรียบเทียบกับตัวอย่างที่เคยศึกษามาก่อน 19 ตัวอย่าง ประกอบด้วยตัวอย่างชนิดที่สูญพันธุ์ไปแล้ว 4 ชนิด และตัวอย่างในปัจจุบัน อีก 2 ชนิด คือ อัลลิเกเตอร์อเมริกา (Alligator mississippiensis) และอัลลิเกเตอร์จีน (Alligator sinensis)

อัลลิเกเตอร์แม่น้ำมูล (Alligator munensis) พบซากดึกดำบรรพ์อยู่ในชั้นตะกอนทรายลึกลงไปจากผิวดินประมาณ 2 เมตร คาดว่ามีอายุในช่วงไม่เกินสมัยไพลสโตซีนตอนกลาง หรือประมาณ 230,000 ปีก่อน หรืออาจมีอายุอ่อนกว่านั้น มีลักษณะเด่นเมื่อเทียบกับอัลลิเกเตอร์ชนิดอื่น คือ มีจะงอยปากกว้างและสั้นกว่า มีกะโหลกสูงกว่า มีตำแหน่งรูจมูกอยู่ห่างจากปลายจะงอยปาก มีการลดจำนวนเบ้าฟันลงและมีเบ้าฟันขนาดใหญ่ขึ้นบ่งบอกว่ามีฟันขนาดใหญ่ใช้สำหรับกินอาหารที่มีเปลือกแข็ง เช่น หอยน้ำจืดชนิดต่าง ๆ จากขนาดกะโหลกคาดว่ามีขนาดทั้งตัวยาวประมาณ 1 - 2 เมตร

นอกจากนี้ยังพบว่าลักษณะกะโหลกใกล้เคียงกับอัลลิเกเตอร์จีนในปัจจุบัน (Alligator sinensis) แสดงให้เห็นว่าอัลลิเกเตอร์ทั้งสองชนิดอาจมีบรรพบุรุษร่วมกันระหว่างลุ่มน้ำแยงซีและลุ่มน้ำแม่โขง-เจ้าพระยา แต่การเกิดธรณีแปรสัณฐานทำให้เกิดการยกตัวของที่ราบสูงธิเบต ส่งผลให้เกิดการแยกประชากรทั้งสองชนิดออกจากกัน และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้อัลลิเกเตอร์แม่น้ำมูลเกิดการสูญพันธุ์ไปก่อน

อัลลิเกเตอร์มีลักษณะคล้ายกับจระเข้ แต่แตกต่างกันตรงที่อัลลิเกเตอร์มีจะงอยปากเป็นรูปตัวยู(U) ในขณะที่จระเข้มีจะงอยปากเรียวแหลมเป็นรูปตัววี (V) และเมื่อปิดปากจระเข้จะเห็นฟันทั้งบนและล่าง ในขณะที่อัลลิเกเตอร์จะเห็นเฉพาะฟันบนหรือแทบไม่เห็นเลย

โดยในปัจจุบันพบจระเข้มีหลายสายพันธุ์และพบได้เกือบทั่วโลก ในขณะที่อัลลิเกเตอร์พบเหลืออยู่เพียง 2 สายพันธุ์เท่านั้น คือ อัลลิเกเตอร์อเมริกา (Alligator mississippiensis) พบเฉพาะบริเวณตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา และอัลลิเกเตอร์จีน (Alligator sinensis) พบเฉพาะบริเวณลุ่มน้ำแยงซี ประเทศจีน ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มาก

ปัจจุบันข้อมูลด้านการอพยพย้ายถิ่นที่อยู่ของอัลลิเกเตอร์ระหว่างเอเชียและอเมริกายังคงเป็นปริศนาว่าเกิดขึ้นเมื่อใด และมีเส้นทางการอพยพเป็นอย่างไร แต่อย่างไรก็ตาม การค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของอัลลิเกเตอร์ในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงในประเทศไทย แสดงให้เห็นว่าถิ่นที่อยู่ของอัลลิเกเตอร์ในอดีตนั้นเคยกว้างขวางกว่าในปัจจุบันมาก

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ประชุมแม่ทัพภาคที่2-ป.ป.ส.-ดีเอสไอ บูรณาการทุกหน่วยงาน ร่วมมือแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างมีประสิทธิภาพ

วานนี้ (18 ตุลาคม 2566) พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นำคณะผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด อาทิ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมประชุมและหารือข้อราชการระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและ พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ แม่ทัพภาคที่ 2 ในการดำเนินการร่วมกันเรื่องการดำเนินการของ ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ อาคารกระทรวงยุติธรรม

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หารือและแลกเปลี่ยนกรอบแนวคิด สภาพปัญหา และแนวทางแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายของรัฐบาล โดยปัญหาเรื่องยาเสพติดเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทยที่ต้องแก้ไขปัญหาให้ลดน้อยลงและหมดไป ปัญหายาเสพติดนั้นมีหลายมิติ หากทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจกันจะเป็นจุดเริ่มต้นในการขจัดปัญหานี้ออกไปจากสังคมไทย

“ตั้งเป้าปัญหาการนำเข้ายาเสพติดให้เป็นศูนย์” พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าว

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยังกล่าวด้วยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประกาศแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมย้ำทุกหน่วยงานต้องร่วมมือแก้ไขปัญหา บังคับใช้กฎหมายยาเสพติดอย่างจริงจัง และมีประสิทธิภาพ 

ที่ประชุมยังได้หารือถึงการแก้ปัญหาร่วมกัน 3 ข้อ คือ 1.) นโยบายแก้ปัญหายาเสพติดที่เข้มแข็ง 2.) การตั้งงบประมาณที่สอดคล้องกัน และ 3.) การประสานงานที่เข้มแข็ง โดยมีเป้าหมายคือ สกัดกั้นยาเสพติดในรูปแบบมิติใหม่ ที่พลเรือน ตำรวจ ทหาร ท้องถิ่น และประชาชน เข้าร่วมด้วยกัน โดยภายใน 1 ปี ต้องให้เห็นผลจากการกำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน

สาวร้องสื่อ ถูกสามีทำร้ายร่างกาย-แอบโอนสินสมรสนับพันล้าน ด้านเพจดังแฉ!! ที่แท้ฝ่ายชายเป็นหนึ่งในทีมงานของ ‘ก้าวไกล’

(18 ต.ค. 66) เพจเฟซบุ๊ก ‘วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร’ ได้โพสต์ภาพผู้หญิงถูกทำร้ายพร้อมระบุข้อความว่า…

“ทุกคนคะ นักการเมืองทำร้ายร่างกายผู้หญิงอีกแล้วค่ะ วันนี้ ‘พี่อ้อ’ ประธานกลุ่มเป็นหนึ่ง จะพาพี่ผู้หญิงที่ถูกทำร้ายร่างกายจากสามี ซึ่งเป็นคณะทำงานของพรรคก้าวไกลสกลนคร ไปออกรายการ ‘เคลียร์ชัดๆ’ ช่อง WP23 เวลา 13.00 น. ค่ะ”

เพจเฟซบุ๊ก ‘วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร’ ยังโพสต์ภาพซึ่งระบุว่า “เป็นสามีของผู้หญิงที่ถูกทำร้ายร่างกาย ขณะลงพื้นที่โดยสวมเสื้อพรรคก้าวไกลด้วย”

ขณะที่เพจเฟซบุ๊กเป็นหนึ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มจิตอาสา ได้โพสต์ข้อความถึงเรื่องดังกล่าวว่า…

“คุณลักษณ์ทีมงานเป็นหนึ่ง นักธุรกิจพันล้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถูกสามีทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บสาหัส ซ้ำยังถ่ายโอนทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสนับพันล้านออกไป ไปให้กับบุคคลที่ 3 เตรียมเดินหน้าฟ้องหย่าเต็มที่”

พร้อมระบุรายละเอียดเพิ่มเติมว่า “ทางเป็นหนึ่งหลังได้ทราบเรื่องดังกล่าวจากทางคุณลักษณ์ว่า มีการทำร้ายร่างกายกันภายในครอบครัวของคนในองค์กร ทางเราไม่ได้นิ่งนอนใจใดๆ กับเรื่องนี้ เบื้องต้นเราได้ให้คำปรึกษาและแนวทางการฟ้องร้องแล้ว ส่วนทางคุณลักษณ์ก็ได้ดำเนินการฟ้องหย่า เพื่อแบ่งทรัพย์สินและเรียกร้องค่าเสียหายไปบางส่วนแล้ว”

ต่อมาทางทีมเป็นหนึ่งได้สืบทราบว่า คุณลักษณ์ได้ทราบว่ามีการพยายามนำชื่อคุณลักษณ์ออกจากการเป็นกรรมการบริษัทและเปิดบริษัทภายใต้ชื่อใหม่โดยใช้ชื่อบุคคลที่ 3 ถือหุ้น 90 % และฝ่ายสามีถือหุ้นเพียง 10% โดยที่ตนไม่ได้รับทราบการกระทำนี้มาก่อน ซึ่งหลังจากที่เราตรวจสอบ มีการโยกย้ายชื่อคุณลักษณ์ เข้า-ออก บริษัทถึง 11 ครั้ง ซึ่งอาจมองได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่มิชอบ และเจ้าตัวไม่ได้รับทราบเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย

“ทางเป็นหนึ่งจะตรวจสอบและหาข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดความชอบธรรมที่สูงสุดกับตัวคุณลักษณ์ โดยเฉพาะความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัว ในเมื่อคนในองค์กรไม่ได้รับความเป็นธรรม ทางเราไม่สามารถนิ่งนอนใจได้อีกต่อไป”

เตรียมพบกับ ‘แนวหน้าสุขภาพ’ โดย ‘คุณเปิ้ล จารุณี-เจ๊ปอง อัญชะลี’ ติดตามได้ทางช่องยูทูบ-ติ๊กต็อก เริ่มสัปดาห์หน้า แฟนคลับห้ามพลาด!!

(18 ต.ค. 66) สายรักสุขภาพ ห้ามพลาด!! เตรียมพบกับ ‘แนวหน้าสุขภาพ’ โดย นางเอกแถวหน้าชื่อดัง ‘คุณเปิ้ล-จารุณี สุขสวัสดิ์’ และ ‘เจ๊ปอง-น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก’ ได้ที่ติ๊กต็อก ‘@naewna_online’ และ บนช่องทางยูทูบ ‘แนวหน้าออนไลน์’ เริ่มสัปดาห์หน้าเป็นต้นไป

‘นายอำเภอ’ ชี้แจง ปมชาวบ้านเจอ ‘กระสือ’ ในพื้นที่ จ.ลพบุรี ที่แท้ ‘โจรแสบ’ ใส่หน้ากากขโมยไก่ วอนปชช.อย่าตื่นตระหนก

(18 ต.ค.66) ประเด็นในโลกโซเชียล ที่ระบุว่าชาวบ้านพบกระสือในพื้นที่จังหวัดลพบุรี ออกอาละวาดเข้ากินเป็ดไก่ชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งมีคนพบเห็นหลายตำบล และมีการส่งภาพแชร์กันจนมีการวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง

ผู้โพสต์ท่านหนึ่งได้เขียนข้อความระบุว่า "ไม่อยากจะเชื่อแต่มันเกิดขึ้นจริงๆ ครับ กระสือที่โพธิ์ตรุ เข้ากินไก่ชาวบ้านถ่ายไว้ได้" สำหรับพื้นที่ที่พบเห็นคือที่ ต.โพธิ์ตรุ อ.เมืองลพบุรี จ.ลพบุรี

ขณะที่ล่าสุดในกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘แจ้งเหตุลพบุรี’ เป็นเอกสารที่นายพิษณุ ประภาธานานันท์ นายอำเภอเมืองลพบุรี แจ้งต่อผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีโดยมีข้อความว่า วันที่ 17 ตุลาคม 2566 ปรากฏภาพกระสือ จากสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการพบเจอกระสือในพื้นที่ ต.โพธิ์ตรุ อ.เมืองลพบุรี จ.ลพบุรี สร้างความหวาดกลัวและตื่นตระหนก ให้กับประชาชนในพื้นที่หลายตำบลของ อ.เมืองลพบุรี และต.บ้านเบิก อ.ทำวุ้ง

นายอำเภอเมืองลพบุรี จึงมอบหมายให้ปลัดอำเภอฝ้ายความมั่นคงร่วมกับนายก อบต.โพธิ์ตรู และกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตำบลโพธิ์ตรุ ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่อง ‘กระสือ’ ดังกล่าวสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

จากการสืบข้อเท็จจริงผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ต.โพธิ์ตรุ ซึ่งมีบ้านอยู่ติดกับบ้านนายวิเชียร แจ้งว่าช่วงเช้าหลังเกิดเหตุวันที่นายวิเชียรพบกระสือ ตนได้วิ่งออกกำลังกาย ได้พบหน้ากากบริเวณหน้าบ้านของนายวิเชียร มีลักษณะตรงตามที่นายวิเชียรให้ข่าว จึงเชื่อว่าน่าจะเป็นคนสวมหน้ากาก เพื่อมาขโมยไก่ชนของนายวิเชียร หรือทรัพย์สินมีค่าอื่น

ทั้งนี้ นายอำเภอเมืองลพบุรีขอความร่วมมือ อบต.โพธิ์ตรุ กำนันผู้ใหญ่บ้านตำบลโพธิ์ตรู ช่วยประชาสัมพันธ์เสียงตามสายและขับรถ แจ้งเตือนประชาชนอย่าตื่นตระหนกกับข่าวที่ปรากฏ พร้อมทั้งเฝ้าระวังทรัพย์สินของมีค่าและเครื่องมือการเกษตร

'วราวุธ' หนุนช่วย 'คนพิการ' เข้าถึงสิทธิสวัสดิการอย่างทั่วถึง เร่ง ‘แก้กฎหมาย-จ้างงาน-เพิ่มศูนย์บริการ’ ครอบคลุมทั่วประเทศ

(18 ต.ค.66) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เปิดเผยภายหลังการตรวจเยี่ยม กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ว่า 

ได้ดำเนินงานและทิศทางการขับเคลื่อนงานด้านคนพิการของประเทศ ภายใต้ Campaign 'EQUAL' เพื่อคุณภาพชีวิตที่เท่าเทียมบนพื้นฐานความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อให้ 'คนพิการ' เข้าถึงสิทธิสวัสดิการอย่างทั่วถึง นำไปสู่ 'ความคุ้มครองทางสังคมที่เหมาะสมและครอบคลุม' 

ซึ่งได้มอบนโยบายให้ พก. ดำเนินงานอย่างเข้มแข็งในการส่งเสริมให้คนพิการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้สิ่งอำนวยความสะดวก สวัสดิการ และความช่วยเหลือต่าง ๆ ตามความต้องการและความจำเป็นที่เหมาะสม เร่งเพิ่มศูนย์บริการคนพิการทั่วไปให้ครอบคลุมทั่วประเทศในทุกมิติทั้งประเภทความพิการและบริการ และยกระดับองค์กรด้านคนพิการให้ได้รับการรับรองมาตรฐาน พร้อมทั้งนำฐานข้อมูล เทคโนโลยี นวัตกรรมที่ทันสมัย มาใช้ประโยชน์ เพื่อยกระดับศักยภาพคนพิการ

สำหรับการจ้างงานคนพิการตามที่กฎหมายกำหนด ขอให้ พก. ตระหนักถึงศักยภาพของคนพิการและตำแหน่งงานที่เหมาะสม มุ่งส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานตามมาตรา 33 และการส่งเสริมการประกอบอาชีพตาม มาตรา 35 อีกทั้งควรปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและให้ครอบคลุมคนพิการอย่างทั่วถึง ด้วยการใช้กลไกของคณะกรรมการด้านกฎหมาย ก่อนที่จะมีการรับฟังความคิดเห็น และควรบริหารจัดการกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการให้มีความคล่องตัวและยืดหยุ่นต่อการทำงานและการใช้งบประมาณกองทุนฯ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของคนพิการเป็นสำคัญ

เพชรบูรณ์ -มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ มอบสิ่งของพระราชทานให้แก่ผู้ประสบอัคคีภัยในพื้นที่อำเภอชนแดน 

18 ตุลาคม 2566 เวลา 14.00 น. นายนาวิน สังฆมาตร นายอำเภอชนแดน ผู้แทนประธานกรรมการมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ เชิญถุงยังชีพพระราชทานในมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ ไปมอบให้ ครอบครัว นายวีระ คล้ายแก้ว ผู้ประสบอัคคีภัย ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลพุทธบาท อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมี หัวหน้าส่วนราชการ นายก อบต.พุทธบาท ปลัดอำเภอ รองนายกกิ่งกาชาดอำเภอ สมาชิกกิ่งกาชาดอำเภอชนแดน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และจิตอาสา เจ้าหน้าที่ สมาชิก อส. เข้าร่วมพิธี

ทั้งนี้ครอบครัวของนาย นายวีระ คล้ายแก้ว อาศัยอยูบ้านเลขที่ 179 หมู่ที่ 24 ตำบลพุทธบาท อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ประสบอัคคีภัย เสียหายทั้งหลัง เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2566 เวลาประมาณ 10.00 น. ซึ่งในวันนี้เป็นการมอบสิ่งของพระราชทานเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ครอบครัว ผู้ประสบอัคคีภัย โดยในโอกาสนี้ยังมีคณะสงฆ์อำเภอชนแดนได้มอบเงิน เครื่องอุปโภค บริโภค พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเพชรบูรณ์ มอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคมกรณีฉุกเฉิน ครอบครัวละ 3,000 บาท ผู้แทนรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเพชรบูรณ์ มอบหน้ากากอนามัยและแอลกอฮอลล์ ผู้แทนสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเพชรบูรณ์ มอบชุดเครื่องนุ่งห่ม และยังมีส่วนราชการอื่นๆภาคเอกชน ประชาชน ร่วมมอบเงิน สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบอัคคีภัยอีกด้วย

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเพชรบูรณ์

นราธิวาส-กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ร่วมกับ ห้างแว่นท๊อปเจริญ จักิจกรรม“แว่นตาเพื่อพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” ครั้งที่ 3 ในพื้นที่ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส

ที่ว่าการอำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส พลโท ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นประธานเปิดโครงการ “แว่นตาเพื่อพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” ครั้งที่ 3 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพแก่ประชาชนในพื้นที่ โดยมี พันเอก มานิตย์ เผ่าพงษ์จันทร์ รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ,พันเอก ณรงค์ ตันติสิทธิพร รองผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ , พันเอก อนุชา โนนคู่เขตโขง รองเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า , พันเอก ภาคิณ เกื้อกูล ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 48 , นายอำเภอเจาะไอร้อง , ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากห้างแว่นท๊อปเจริญ ตลอดจนประชาชนในพื้นที่เข้าร่วม

พลโท ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 กล่าวว่า “ในปี 2566 - 2570 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้ร่วมทำบันทึกข้อตกลง ร่วมกับ บริษัทร่วมเจริญพัฒนา จำกัด หรือห้างแว่นท็อปเจริญ จัดโครงการแว่นตาเพื่อพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ บริการตรวจวัดสายตาประกอบแว่น และมอบแว่นฟรีให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปีละ 2,000 อัน รวมทั้งสิ้น จำนวน 11,000 อัน และในวันนี้ได้คัดเลือกให้ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอเจาะไอร้อง เป็นเจ้าภาพจุดศูนย์กลางบริการประชาชน ที่ได้รับการคัดเลือกจากหน่วยในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส จำนวน 500 คน หลังจากนี้จะจัดกิจกรรมในพื้นที่จังหวัดสงขลา ซึ่งผลจากการจัดกิจกรรมเมื่อปี 2557 - 2562 สร้างความพึงพอใจให้กับประชาชนที่เข้าร่วมโครงการเป็นอย่างมาก กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ประเมินโครงการและทำการสำรวจทราบว่า ยังมีพี่น้องประชาชนที่มีปัญหาด้านสุขภาพตา มีความต้องการตรวจวัดสายตาประกอบแว่นในทุกพื้นที่ จึงได้เดินทางไปทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับผู้บริหาร

ห้างแว่นท็อปเจริญ ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา เพื่อตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนอย่างเร่งด่วน ในนามของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ต้องขอขอบคุณบริษัท ร่วมเจริญพัฒนา จำกัด (ห้างแว่นท็อปเจริญ) ที่ได้จัดทำโครงการทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขอขอบคุณศูนย์ปฏิบัติการอำเภอเจาะไอร้อง และทุกภาคส่วนที่ได้ให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรม และคาดหวังว่าพี่น้องประชาชนที่เข้าร่วมโครงการทุกท่านจะได้รับบริการตรวจวัดสายตาประกอบแว่นอย่างครบถ้วน และสามารถเป็นส่วนหนึ่ง ในการช่วยส่งเสริมให้พี่น้องประชาชน สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข“

สำหรับ "โครงการแว่นตาเพื่อพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนใต้" จัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2566 - 2570 รวมระยะเวลา 5 ปีเต็ม จากความตั้งใจให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกหมู่เหล่า ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงและเป็นผู้ประสบปัญหาทางสายตาที่ยากไร้และขาดแคลน ให้สามารถเข้าถึงบริการตรวจวัดสายตาและประกอบแว่นใหม่ฟรี นอกจากประชาชนจะได้มีสุขภาพดวงตา ที่ดีขึ้นมองเห็นชัดเจนแล้ว ยังช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ประสบปัญหาทางสายตา ได้มีความปลอดภัยในการดำเนินชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น สามารถประกอบอาชีพ เลี้ยงดูแลตนเองและครอบครัวได้ ทั้งยังมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกด้วย โดยห้างแว่นท็อปเจริญได้ยกขบวนทีมผู้เชี่ยวชาญ ระดับมีออาชีพ พร้อมด้วยอุปกรณ์และเครื่องมืออันครบครัน เพื่อลงพื้นที่ตรวจวัดสายตาประกอบแว่นใหม่ฟรี ให้แก่พี่น้องชาว 3 จังหวัดชายแดนใต้ให้ครบทุกพื้นที่ รวมประชาชน เป้าหมายที่จะได้รับความช่วยเหลือจากโครงการฯ ทั้งสิ้น 10,000 ราย

ข่าว.แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

'ดร.หิมาลัย' โพสต์ยินดี 'พล.ต.ท.ไตรรงค์' นั่งผบช.สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ตอกย้ำ!! อุดมการณ์คนทำงาน ภายใต้ภารกิจยึดตามพยานหลักฐานเป็นสำคัญ

(17 ต.ค. 66) ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้ประสานงานพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า…

“ความยุติธรรมต้องไม่มีธง ทุกอย่างต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน”

หลังจากคำสั่งของ ตร.ให้อรรถ (พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ) ไปปฎิบัติราชการแทน ในตำแหน่ง ผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ผมได้โทรไปแสดงความยินดีและพูดคุยกันหลายเรื่อง สุดท้ายผมก็ถามอรรถว่า ย้ายไปอยู่ตำแหน่งใหม่ รู้สึกอย่างไรบ้าง คำตอบของอรรถฟังแล้วน่าปลื้มใจแทนพ่อ วันนี้ พ่อไม่อยู่แล้ว ผมก็ได้แต่ภูมิใจและยินดี ในสิ่งที่พ่อสอนสั่งเขามา ทำไมเป็นอย่างนั้น ลองมาฟังคำตอบที่น้องชายผมตอบกันนะครับ

พี่อ๊อด ในความคิดอรรถ ตำแหน่งทุกตำแหน่ง เป็นเกียรติและศักดิ์ศรี ของตำรวจทุกคน เป็นโอกาสที่จะได้ทำงานตอบแทนแผ่นดิน ตอบแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เลี้ยงดูและสั่งสอนอบรมเรามา ตอนอรรถได้มาเป็น ผู้บัญชาการกองกฏหมายและคดี อรรถภูมิใจมาก เวลาทำงานเหมือนมีพ่อมาอยู่ใกล้ ๆ 

อาชีพของพ่อ นอกจากเป็นตำรวจแล้ว จะบอกว่าพ่อมีอาชีพเป็นพนักงานสอบสวนก็ได้ พ่อภูมิใจที่ได้เป็นพนักงานสอบสวนดีเด่นของ ตร. อรรถก็ภูมิใจที่ได้เป็น ผบช.กมค. ซึ่งถือเป็นเหล่าแม่ เป็นบ้านของพนักงานสอบสวน ในอุดมคติของอรรถ “ความยุติธรรม ต้องไม่มีธง ทุกอย่างต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน” จะเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมต้องมี 2 สิ่งประกอบกันคือ พยานและหลักฐาน จึงสามารถให้ศาลลงโทษผู้กระทำผิดได้ 

พยานหลักฐานนอกจากจะได้มาจากการสืบสวนและสอบสวนแล้ว ส่วนสำคัญที่สุดอีกส่วนก็คือ การพิสูจน์ว่าหลักฐานที่ได้มานั้นมีความถูกต้องแม่นยำมากแค่ไหน การนำพยานหลักฐานที่ได้มาตรวจพิสูจน์ยืนยันตัวผู้กระทำความผิด หรือนำพยานหลักฐานมาเชื่อมโยงเพื่อพิสูจน์เหตุการณ์ หรือคำให้การของผู้เกี่ยวข้องกับคดี ว่าจริงหรือเท็จ ซึ่งส่วนนี้ศาลจะให้น้ำหนักค่อนข้างมาก เพราะวัตถุพยาน หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ หรือทางเทคโนโลยีการสื่อสาร เป็นพยานที่ไม่พูดเท็จ ไม่กลับคำให้การ ดังนั้นสำนักงานพิสูจน์หลักฐาน ต้องเป็นจรวดนำวิถีให้กับพนักงานสอบสวน คือต้องรวดเร็ว แม่นยำ และเข้าเป้า เป็นไม้ตายของกระบวนการยุติธรรมขั้นต้น

การที่ผู้บังคับบัญชา ไว้วางใจให้อรรถมาอยู่ตรงนี้ (ผบช.สพฐ.) อรรถตั้งใจจะทำให้ดีที่สุด อรรถมีหลาย ๆเรื่องที่อยากจะทำ กำลังพลที่นี่ดีมาก อรรถเคยสัมผัสมาตอนเป็น ผบก.ทว. เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีอุดมการณ์ ถ้าเขาไปอยู่ที่อื่น เขาจะได้ค่าตอบแทนมากกว่าเป็นตำรวจ แต่เขาเลือกที่จะอยู่กับเรา อรรถตั้งใจว่า เราจะมาช่วยกันพัฒนาหน่วยให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป เป็นที่ไว้วางใจและเชื่อถือของประชาชน

ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 'เบนจา-สมยศ-ณัฐชนน' ผิดข้อหาดูหมิ่นศาล หลัง 'ชุมนุม-มั่วสุม' หนุนแม่เพนกวิน

ศาลอาญาพิพากษาจำคุก'เบนจา-สมยศ-ณัฐชนน'ผิดข้อหาดูหมิ่นศาล จากการชุมนุมให้กำลังใจ ‘แม่เพนกวิน‘ หน้าศาลอาญา โดยสองรายแรกรวมโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน ปรับ 30,100 บาท แต่ศาลให้รอการลงโทษ 2 ปี ขณะที่'สมยศ'คุก 1 ปี 8 เดือน 40 วัน ก่อนศาลให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์

เมื่อวานนี้ 17 ต.ค. 66 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ศาลอาญานัดอ่านคำพิพากษาคดีที่ณัฐชนน ไพโรจน์, เบนจา อะปัญ, และสมยศ พฤกษาเกษมสุข ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 1-3 ตามลำดับ ฐานดูหมิ่นศาล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198, ชุมนุมมั่วสุมให้เกิดความวุ่นวายและไม่เลิกชุมนุมตามคำสั่งเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215-216, ฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต จากการชุมนุมเมื่อ 30 เม.ย. 2564 เพื่อให้กำลังใจมารดาของ ‘เพนกวิน’ พริษฐ์ ชิวารักษ์ ในการยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวพริษฐ์ที่ศาลอาญา ซึ่งขณะนั้นพริษฐ์อดอาหารประท้วงในเรือนจำเพื่อเรียกร้องสิทธิในการประกันตัว

ทั้งนี้ ศาลพิพากษาว่า จำเลยทั้ง 3 ทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 เฉพาะจำเลยที่ 1-2 มีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และร่วมกันใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่รับอนุญาต

พิพากษาจำคุกณัฐชนนและเบนจา ฐานดูหมิ่นศาล คนละ 2 ปี ปรับ 30,000 บาท ฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จำคุก 6 เดือน ปรับ 15,000 บาท ฐานใช้เครื่องขยายเสียงฯ ปรับคนละ 100 บาท จำเลยทั้งสองให้การเป็นประโยชน์ต่อกาารพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน ปรับ 30,100 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี ให้คุมประพฤติเป็นเวลา 1 ปี รายงานตัว 4 ครั้ง และทำงานบริการสังคมตามที่เจ้าพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร

ส่วนสมยศเพิ่มโทษจากคดีก่อนหน้าหนึ่งในสาม ลงโทษจำคุกเฉพาะข้อหาดูหมิ่นศาล 2 ปี 8 เดือน ลดโทษเนื่องจากให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาหนึ่งในสาม เหลือโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน 40 วัน โดยไม่รอลงอาญา

จากนั้น ทนายความได้ยื่นขอประกันตัวสมยศระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษา ต่อมาเวลา 16.45 น. ศาลมีคำสั่งให้ประกันสมยศ โดยเห็นว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดี ประกอบกับจำเลยที่ 3 ได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวในชั้นพิจารณา ไม่ปรากฏพฤติการณ์หลบหนี ศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว จำเลยที่ 3 ชั่วคราว ในระหว่างอุทธรณ์”

ศาลให้วางหลักทรัพย์ประกันในชั้นอุทธรณ์จำนวน 100,000 บาท ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ สมยศจึงได้รับการปล่อยชั่วคราวเพื่อใช้สิทธิในการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top