Monday, 29 June 2026
NEWS FEED

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำหนดจัดพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำ ตร. เพื่อเสริมสร้างสิริมงคล เนื่องในโอกาส “วันตำรวจ” ประจำปี 2566

วันที่ 17 ต.ค.66 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำหนดจัดงานวันตำรวจ ประจำปี 2566 เนื่องในโอกาสวันครบรอบวันสถาปนาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.อ.ต่อศักดิ์  สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยคุณ นิภาพรรณ  สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ และ
คณะผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมประกอบพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และพิธีสงฆ์ เพื่อเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลแก่ข้าราชการตำรวจ ซึ่งมีรายละเอียดการจัดงาน  ดังนี้

• เวลา 07.00 น. พิธีบูชาพระภูมิ พระพุทธโสธร พระนิรันตราย และพระนารายณ์ ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 
• เวลา 08.00 น. พิธีสักการะรูปจำลอง พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ ณ ชั้น 3 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 
• เวลา 08.20 น. พิธีสักการะพระบรมรูปหล่อ รัชกาลที่ 9 ณ ห้องโถง ชั้น 1 อาคาร 1 
• เวลา 08.35 น. พิธีวางพานประดับพุ่มดอกไม้ถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ 
รัชกาลที่ 4 ณ ด้านหน้าอาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 
• เวลา 09.00 น. พิธีสงฆ์ (บำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานและเจริญพระพุทธมนต์ ณ ห้องสารสิน ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 
• เวลา 10.15 น. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมคณะสมาคมแม่บ้าน คณะผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่ผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 149 ราย ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติโดได้แบ่งประเภทของผู้ที่ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ ดังนี้

1. ผู้บริจาคเงินและสิ่งของ จำนวน 9 ราย
2. พลเมืองดีที่ช่วยเหลืองานตำรวจ จำนวน 9 ราย
3. หน่วยงานและข้าราชการตำรวจที่ประพฤติปฏิบัติดีเยี่ยมตามประมวลจริยธรรม 
และจรรยาบรรณของตำรวจ จำนวน 6 ราย
4. ศูนยรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 ดีเด่น จำนวน 11 ราย
5. โครงการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมระดับตำบล (Strong Together) จำนวน 6 ราย
6. การแข่งขันการประชาสัมพันธ์คลิปวิดีโอผ่านทางโซเซียล TikTok ในหัวข้อ 
“รู้ทัน 18 กลโกง อาชญากรรมทางเทคโนโลยี” จำนวน 10 ราย

7. สถานีตำรวจที่มีชุดปฏิบัติการ RTP Cyber Village ดีเด่น จำนวน 10 ราย
8. สถานีตำรวจที่ชนะเลิศการฝึก จำนวน 12 ราย
9. ข้าราชการตำรวจที่ทำหน้าที่พนักงานสอบสวนดีเด่น จำนวน 15 ราย
10. ข้าราชการตำรวจที่ทำหน้าที่จราจรดีเด่น จำนวน 9 ราย
11. ข้าราชการตำรวจที่ทำหน้าที่ป้องกันยาเสพติดดีเด่น จำนวน 14 ราย
12. ข้าราชการตำรวจที่ทำหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดดีเด่น จำนวน 13 ราย
13. ข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติงานในสายป้องกันปราบปรามดีเด่น จำนวน 11 ราย
14. ข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติงานในสายงานสืบสวนดีเด่น จำนวน 14 ราย

หลังจาก เมื่อเสร็จสิ้นพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณฯ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมคณะเดินทางเพื่อไปตรวจเยี่ยมและมอบขวัญกำลังใจแก่ข้าราชการตตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ณ หอผู้ป่วยข้าราชการตำรวจ ชั้น 11 อาคารมหาภูมิพลราชานุสรณ์ 88 พรรษา โรงพยาบาลตำรวจ จำนวน 4 ราย 

‘กองทุนดีอี’ หนุนโครงการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล เดินหน้าสร้างมิติใหม่การทำธุรกรรมภาครัฐและเอกชน

กองทุนดีอี หนุนโครงการจัดหาระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) และระบบเปรียบเทียบภาพใบหน้า (Face verification System) ตอบโจทย์เศรษฐกิจและสังคมยุคดิจิทัล สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย

จากแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (พ.ศ. 2561 - 2580) ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ 4 ปรับเปลี่ยนภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล ซึ่งเป็นการมุ่งเน้นใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในกระบวนการทำงานและการให้บริการภาครัฐ เพื่อให้เกิดการปฏิรูปกระบวนการทำงานและขั้นตอนการให้บริการที่มีประสิทธิภาพ ถูกต้อง รวดเร็ว อำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการ สร้างบริการของภาครัฐที่มีธรรมาภิบาลและสามารถให้บริการประชาชนแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว ผ่านระบบชื่อมโยงข้อมูลอัตโนมัติ การเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐที่ไม่กระทบต่อสิทธิส่วนบุคคลและความมั่นคงของชาติผ่านการจัดเก็บ รวบรวม และแลกเปลี่ยนอย่างมีมาตรฐาน ให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และข้อมูล

อีกทั้ง มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 เรื่อง แนวทางการพัฒนาระบบรองรับการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิล หรือ Digital ID ด้วยการพัฒนาระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนด้วยใบหน้าทางดิจิทัล (Face Verification Service - FVS) โดยอนุมัติให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการพัฒนา และจัดให้มีระบบ FVS และดำเนินการให้บริการกับหน่วยงานของรัฐและเอกชน โดยให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำในส่วนงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ระบบ FVS ที่กระทรวงมหาดไทยพัฒนา มีความมั่นคงปลอดภัย มีความน่าเชื่อถือ สอดคล้องตามกฎหมาย หลักเกณฑ์ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกัน มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2564 เรื่อง การขับเคลื่อนการให้บริการประชาชนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e - Service) งานบริการ Agenda ที่กำหนดให้ส่วนราชการดำเนินการขับเคลื่อนฯ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 จำนวน 12 งานบริการ โดยระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (Digital ID) เป็น 1 ใน 12 งานบริการสำคัญการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (Digital ID) และ การพิสูจน์และยืนยันตัวตนด้วยใบหน้าทางดิจิทัล (Face Verification Service - FVS) เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จะเชื่อมต่อการยืนยันตัวตนจากทุกภาคส่วนเข้ามาไว้ด้วยกัน แทนระบบเดิมที่ผู้ให้บริการและผู้รับบริการต้องมาเผชิญหน้าและแสดงตนเพื่อยืนยันตัวตนด้วยเอกสารทางราชการ กรมการปกครอง 

จากนโยบายดังกล่าว ทางกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) จึงได้ดำเนินการสนับสนุนงบประมาณในโครงการจัดหาระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) และระบบเปรียบเทียบภาพใบหน้า (Face verification System) โดยทางกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ

สำหรับโครงการนี้ จะเป็นการสร้างมิติใหม่ในการทำธุรกรรมภาครัฐและเอกชน ที่มีความสะดวกรวดเร็ว ผ่านช่องทางดิจิทัลและมีความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น ลดความเสี่ยงในการแอบอ้างหรือปลอมแปลงตัวตน ในกระบวนการยืนยันตัวตนตามระบบเดิม ขณะเดียวกัน ยังเป็นการสนับสนุนการบริการประชาชนในภาครัฐและเอกชนที่จะต้องปรับตัวและวิธีการตอบสนองการบริการแนวใหม่ที่ไม่ต้องเผชิญหน้าหรือมีการเว้นระยะห่างทางสังคม โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ในส่วนของประชาชนที่ต้องการใช้สิ่งแทนเอกลักษณ์ดิจิทัล จำนวน 60 ล้านคน และในส่วนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่มีบริการออนไลน์ที่ต้องพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล จำนวน 200 หน่วยงาน

ทั้งนี้ ในส่วนของประโยชน์ที่จะได้รับนั้น ในส่วนของประชาชนจะมีบัญชีผู้ใช้งาน (Digital ID) ที่มีระดับความน่าเชื่อถือสูงได้โดยสะดวก และสามารถนำไปใช้ในการเข้าถึงข้อมูล และบริการต่าง ๆ ของรัฐได้ (Single Account) ขณะที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชน สามารถนำระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (Digital ID) ที่มีระดับความน่าเชื่อถือ มีการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ดี มีระดับความมั่นคงปลอดภัยสูง สอดคล้องกับกฎ ระเบียบ และมาตรฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไปใช้ในการให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล (Digital Service) ของหน่วยงานตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะสามารถผลักดันประเทศก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลได้เร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย

ตามสัญญา!! 'ลุงตู่' พาครอบครัว บินทัวร์ญี่ปุ่นในรอบ 10 ปี เผยที่ผ่านมาไปเพราะงาน ไม่เคยได้เที่ยวชมความงามของญี่ปุ่นเลย

(16 ต.ค. 66) หลังจากลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 'ลุงตู่' พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 29 พยายามเก็บตัวอย่างเงียบ ๆ แต่ดูเหมือนช่วงนี้จะมีความเคลื่อนไหวของลุงมาให้ติ่งพอได้หายคิดถึง

เริ่มจาก ศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรีหรือ 'PMOC' เพจเฟซบุ๊กที่สนับสนุนการทำงานรัฐบาลลุงตู่ เคลื่อนไหวเปลี่ยนชื่อเพจเป็น 'ผลงานพลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีแห่งความเปลี่ยนแปลง' (Prayuth’s Memory of Change)

ฟังว่า เหตุที่เปลี่ยนชื่อด้วย 'ลุงตู่' หมดวาระลง เราเป็นครอบครัวเล็ก ๆ ในออนไลน์ที่ช่วยกันเผยแพร่ผลงานเพื่อประชาชน ตามแนวคิด #ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์

ทีมแอดมิน PMOC ขอกราบขอบพระคุณ FC ทุกท่าน ที่ส่งกำลังใจให้นายกฯ ลุงตู่ ของเราอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เปิดเพจใน ต.ค.2562 จำนวน 77,463 follows

ทีมแอดมินขอปรับเปลี่ยนชื่อใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลง ในชื่อ #ผลงานพลเอกประยุทธ์นายกรัฐมนตรีแห่งความเปลี่ยนแปลง (Prayuth’s Memory of Change) เพื่อให้ครอบครัวเรายังเป็นส่วนหนึ่งในสังคมไทยในการสื่อสารผลงานของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์เพื่อประโยชน์ของชาติต่อไป

แน่นอนว่า เพจสนับสนุนลุงออกตัวแบบนี้ ในโลกโซเชียลฯ จะยังมีประเด็นของลุงตู่ให้ติดตาม

แต่หาก FC คนไหนอยากเจอตัว 'ลุงตู่' เป็น ๆ ช่วงนี้น่าจะหาตัวลำบากหน่อยเพราะแว่วว่า พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมครอบครัว ศรีภรรยา 'อาจารย์น้อง' นราพร จันทร์โอชา และลูกฝาแฝด บินไปพักผ่อนที่ประเทศญี่ปุ่น ปู๊น ๆ เมื่อคืน (15 ต.ค.) แล้วนะจ๊ะ

'ลุงตู่' พาครอบครัวไปญี่ปุ่นครั้งนี้ ไปในนามส่วนตัวซึ่งคนใกล้ชิดบอกว่า ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีเลยทีเดียว ที่ไปเที่ยวกันพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก

พล.อ.ประยุทธ์ เคยเปรยกับสื่อในวันสุดท้ายของการทำงานในตำแหน่งนายกฯ ว่า สิ่งที่อยากจะทำเป็นสิ่งแรก ๆ หลังจากว่างงานอยากจะพาครอบครัวเที่ยวสักครั้ง และประเทศที่อยากจะไปมากที่สุดก็คือ แดนปลาดิบ เพราะที่ผ่านมาเคยแต่ไปทำงาน ไม่เคยได้เที่ยวชมความงามของญี่ปุ่นเลย

โอกาสนี้เป็นโอกาสดีที่ชีวิตทุกอย่างลงตัวจึงไปทัวร์ญี่ปุ่นดูใบไม้เปลี่ยนสี รับอากาศดี ๆ ให้หนำใจสักประมาณหนึ่งสัปดาห์เต็ม

ช่วงระหว่างนี้ FC ลุงตู่ ที่อยู่ในญี่ปุ่นหากพบเจอลุงตู่ก็ทักทายกันได้นะจ๊ะ

‘เศรษฐา’ ยินดี!! อพยพคนไทยกลับถึงประเทศลุล่วง พร้อมสั่ง ‘ก.แรงงาน’ หางานเหมาะสมรองรับ

(6 ต.ค. 66) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ให้สัมภาษณ์ก่อนเป็นประธานการประชุม ก.ตร. ครั้งที่ 11/2566 หลังเครื่องบินกองทัพอากาศอพยพคนไทยในอิสราเอลจำนวน 130 คน ถึงยังท่าอากาศยานทหาร กองบิน 6 ดอนเมือง เมื่อช่วงเช้าวันนี้ ว่า ก็ดีใจที่คนไทยได้เดินทางกลับประเทศ หลังจากนี้ให้กระทรวงแรงงานช่วยหางานที่เหมาะสมให้ประกอบอาชีพ ส่วนเรื่องการอพยพคนไทยที่เหลือก็พยายามทำอย่างเต็มที่และจะดำเนินการให้เร็วที่สุด

ส่วนเที่ยวบินที่รับคนไทยเดินทางกลับยังยืนยันว่าเป็น 32 เที่ยวใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อย่างน้อย ต้องมี 32 เที่ยวบิน และจะต้องเพิ่มขึ้น

‘หน.อุทยานฯ เขาใหญ่’ แจงดรามา กลุ่มคนวิ่งไล่ตามถ่ายภาพช้างป่า เตือน!! อย่าหาทำ เพราะเป็นช่วงฤดูตกมัน หวั่นเกิดอันตรายกับ นทท.

หลังมีดรามา ตามถ่ายภาพช้างป่าเขาใหญ่ 3 ตัว ชื่อแม่ด้วน ช้างแม่ลูกอ่อน ‘น้องจิ๊ดริด’ และพี่สาวชื่อไพริน ออกมาหากินริมถนน ระหว่า กม.37-38 ถนนที่ทำการไปเหวนรก บนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ขณะเจ้าหน้าที่กำลังดูแลและเพื่อต้อนช้างป่าอยู่นั้น มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก จอดรถลงไปเดินตามช้างถ่ายภาพ ดูแล้วอาจจะเกิดอันตรายหากช้างมีอาการหงุดหงิด และบางคนวิ่งตามถ่ายภาพ เห็นภาพแล้วหลายคนบอกเป็นการไปรบกวนช้างป่าหรือไม่

ล่าสุดวันที่ 15 ต.ค. 66 นายชัยยา ห้วยหงษ์ทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กล่าวว่า หลังจากมีการเผยแพร่ภาพทางโลกโซเชี่ยล หลายคนก็โทรมาสอบถาม และได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ ที่ดูแลในเวลานั้นว่า เหตุการณ์จริงช่างภาพ กับช้างอยู่ห่างกันไกลพอสมควร ประมาณ 50 เมตร แต่มุมภาพจะดูว่าอยู่ใกล้ช้าง

แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ควรให้นักท่องเที่ยวหรือช่างภาพลงมาเดินถ่ายภาพ อาจจะเกิดอันตรายหากมีช้างตัวอื่น ๆ ที่หลบอยู่ในป่าข้างทางวิ่งออกมาทำร้ายได้ เนื่องจากช่วงนี้เป็นฤดูช้างตกมัน และพื้นที่ก็เป็นบ้านของสัตว์ป่า และได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้เข้มงวดมากกว่านี้ ถ้าเป็นไปได้ อย่าหาทำ

ซึ่งก็ขอฝากนักท่องเที่ยวขึ้นไปท่องเที่ยวในเขตอุทยานฯ ให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบ 4 ม.คือ 1.) ไม่ขับรถเร็ว 2.) ไม่ส่งเสียงดังรบกวน 3.) ไม่ให้อาหารสัตว์ป่า 4.) ไม่ทิ้งขยะ และห้ามนำสัตว์เลี้ยงขึ้นไปไม่กดแตรรถ ไม่ดับเครื่องยนต์ และอย่าเข้าใกล้สัตว์ป่าอยู่ห่างอย่างน้อย 50 เมตร เพื่อความปลอดภัย

‘รัฐบาล’ เตือน ‘คนไทยในฝรั่งเศส’ เลี่ยงพื้นที่ชุมนุม-สถานที่ท่องเที่ยว  หลังทางการออกประกาศยกระดับเฝ้าระวังเหตุก่อการร้ายสูงสุด

(15 ต.ค. 66) นายสัตวแพทย์ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประชาสัมพันธ์ข่าวสารจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ประกาศเตือนคนไทยในฝรั่งเศสให้เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทาง-ท่องเที่ยว ภายหลังทางการฝรั่งเศสประกาศยกระดับการเฝ้าระวังสถานการณ์การก่อการร้ายเป็นระดับสูงสุด

จากกรณีเกิดเหตุร้ายเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งทางการฝรั่งเศสคาดว่าอาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง อีกทั้งต่อมาในวันที่ 14 ตุลาคม 2566 ทางการฝรั่งเศสได้มีการอพยพผู้คนโดยด่วนออกจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ และพระราชวังแวร์ซาย และสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอื่น ๆ เนื่องจากทางการฝรั่งเศสได้รับแจ้งเตือนว่าอาจมีการวางระเบิดในพื้นที่ดังกล่าว

ทางสถานเอกอัครราชทูตฯ จึงได้ประกาศเตือนคนไทยและนักท่องเที่ยวชาวไทยในฝรั่งเศสให้เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทาง หลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมชนและสถานที่ท่องเที่ยว ตรวจสอบเส้นทางการเดินทาง และการเปิดทำการของสถานที่ต่าง ๆ รวมทั้งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการฝรั่งเศสอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ หากมีเหตุด่วนและฉุกเฉินต้องการความช่วยเหลือจากสถานเอกอัครราชทูตฯ กรุณาติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉิน +33 6 03 59 97 05 และ +33 6 46 71 96 94

“รัฐบาลห่วงใยสวัสดิภาพและความปลอดภัยของประชาชนไทยทุกคนด้วยขอให้ติดตามข่าวสารจากช่องทางหลักของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนการเดินทาง หรือก่อนวางแผนการเดินทางทุกครั้ง” นายสัตวแพทย์ชัย กล่าว

ขอนแก่น-"อาชีวศึกษาเอกชน" 19 แห่ง ร้อง ไม่ได้รับเงินอุดหนุน จากรัฐ ต้องยืมเงินจ่ายเงินเดือนครู 

โรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชน 19 แห่งในขอนแก่น ร้อง ไม่ได้รับเงินอุดหนุน ทำโรงเรียนแย่ ไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนให้ครู ต้องยืมเงินดอกมา สำรองจ่ายก่อน ส่งเรื่องให้กรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร เสนอเรื่องพิจารณาการทำงานของ ผอ.สนง.อาชีวศึกษา ทำไมไม่อนุมัติและไม่ดำเนินการในเรื่องเงินอุดหนุนให้ทางโรงเรียน

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 15 ตุลาคม 2566 ที่สำนักงาน สส.เอกราช ช่างเหลา ริมถนนเลี่ยงเมือง ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น ได้มี นายพยัต ชาญประเสริฐ ผู้รับใบอนุญาตวิทยาลัยเทคโนโลยีพิมพ์ไทย และ อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ,ผศ.ดร.ดำรงพล ดอกบัว ผู้อำนวยการวิยาลัยเทคโนโลยีภูเวียงพณิชยการ พร้อมด้วย ดร.ปกรณ์ ขันช้อน ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีอมตะ,ผศ.ดร.เกรียงไกร ปัญญาประเสริฐกุล ผู้ก่อตั้ง / ผู้รับใบอนุญาต ผู้จัดการวิทยาลัยเทคโนโลยีชุมแพ ไทย - เยอรมัน (จีเทค) ขอนแก่น, ดร.อัษฎางค์ แสวงการ ผู้รับใบอนุญาต และผู้อำนวยการโรงเรียนเอกชนในระบบ ในฐานะตัวแทนโรงเรียนเอกชนในระบบ 19 โรงเรียน เข้ายื่นหนังสือร้องเรียน ร้องทุกข์กับนายเอกราช ช่างเหลา สส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ กรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ตรวจสอบการทำงานของผู้อำนวยการสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้โรงเรียนเอกชนในระบบ ประเภทอาชีวศึกษาไม่ได้รับเงินอุดหนุน ประจำเดือนกันยายน 2566
 

ดร.ปกรณ์ ขันช้อน ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีอมตะ  กล่าวว่า ที่ผ่านมาเรื่องของเงินอุดหนุนไม่เคยมีปัญหา และได้ย้ายมาในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาหรือ สอศ.มีการจ่ายเงินอุดหนุนเป็นไตรมาส และมีการตรวจสถานศึกษาปีละ 2 ครั้ง คือตรวจในช่วงเทอมที่ 1 และเทอมที่ 2 ให้เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติ  โดยมีคณะกรรมการการอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่นควบคุมดูแล ซึ่งการจ่ายเงินอุดหนุนนั้นจะจ่ายให้โรงเรียนเอกชนในระบบทั้ง  19 โรงเรียน   ประมาณวันที่ 25-26 เงินก็เข้าในระบบแล้ว แต่ในเดือนกันยายน 2566 ซึ่งอยู่ในไตรมาสสุดท้ายของปี ทุกโรงเรียนยังไม่ได้รับเงินอุดหนุน ทั้งที่มีการตรวจผ่านไปแล้ว ซึ่งทราบว่ามี 12 โรงเรียนที่ผ่านตามระเบียบส่วนที่เหลือจะมีการตรวจรอบที่ 2  แต่ก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมผู้อำนวยการสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น ไม่อนุมัติจ่ายเงินอุดหนุนให้โรงเรียนที่ผ่านมาตราฐานแล้ว  แต่กลับเหมารวมไม่จ่ายทั้งจังหวัด รวม 19 แห่ง และเป็นเพียงจังหวัดเดียวเท่านั้นที่ไม่ได้รับเงินอุดหนุน  ซึ่งก็ไม่ทราบว่าเพราะสาเหตุใด เพราะไม่มีการแจ้งรายละเอียดให้ทางโรงเรียนทราบ

จึงเห็นว่าไม่มีความเป็นธรรมกับโรงเรียนทั้ง 19 แห่ง  เพราะเงินอุดหนุนนั้นเป็นเงินภาษีของประชาชน ที่รัฐบาลจัดสรรมาอุดหนุนโรงเรียน ให้จัดการศึกษาให้นักเรียนที่ต้องการเรียนหนังสือ  โรงเรียนบางแห่งไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนครู  ไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำค่าไฟ ต้องไปกู้ยืมเงินดอกมาจ่ายแทน ทุกอย่างเกิดปัญหาโดยรวมทั้งหมด  จึงได้รวมตัวกันเขียนหนังสือร้องเรียน มาร้องเรียนกับ กรรมาธิการการศึกษาสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำเรื่องเสนอต่อคณะกรรมการการศึกษาสภาผู้แทนราษฎรและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้พิจารณาการปฏิบัติหน้าที่ของผู้อำนวยการสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่นว่าเหมาะสมหรือไม่ เพื่อแก้ไขปัญหาให้โรงเรียนเอกชนในระบบทั้ง 19 แห่ง

ทางด้าน ผศ.ดร.ดำรงพล ดอกบัว ผู้อำนวยการวิยาลัยเทคโนโลยีภูเวียงพณิชยการ  กล่าวถึงปัญหาของโรงเรียนเอกชนในระบบ 19 โรงเรียน  ในขณะนี้ว่า เกิดจากผู้อำนวยการสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น ไม่อนุมัติและไม่ดำเนินการในเรื่องเงินอุดหนุนให้ทางโรงเรียน เพราะถ้าคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ที่ลงพื้นที่ตรวจสถานศึกษาจนเสร็จเรียบร้อยรายงานไปยังผู้อำนวยการ ผู้อำนวยการก็ต้องอนุมัติเรื่องไปยังกระทรวง แล้วกระทรวงก็จะจ่ายเงินมาให้ทางโรงเรียน แต่ไม่มีการจ่ายของเดือนกันยายน 2566 ทั้ง 19 แห่งของจังหวัดขอนแก่น

“ในส่วนของการตรวจสถานศึกษานั้น หากพบว่าในวันตรวจ นักเรียนมาไม่ครบตามจำนวนที่แจ้งไป ทางโรงเรียนก็สามารถแจ้งหรือรายงานเข้าระบบในภายหลังได้ และถ้าโรงเรียนใดบกพร่อง คณะกรรมการการอาชีวศึกษาก็จะต้องแจ้งให้ปรับปรุงแก้ไข  ไม่ใช่เหมารวมไม่จ่ายทั้งจังหวัดเช่นนี้  เพราะทำแบบนี้ปัญหามันเกิดกับทางโรงเรียน ไม่มีเงินใช้จ่ายภายใน จึงอยากให้มีการแก้ไขการบริหารงานในสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่นด้วย เพราะขณะนี้ทั้ง 19 โรงเรียนเดือดร้อนกันทั้งหมด”

ท้ายสุด นายเอกราช ช่างเหลา สส.ขอนแก่น ในฐานะกรรมาธิการการศึกษาสภาผู้แทนราษฎร  กล่าวว่า วันนี้พึ่งทราบรายละเอียดจากทางผู้ร้องเรียน ในเบื้องต้นจะทำการประสานกับผู้อำนวยการสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น เพื่อขอทราบข้อเท็จจริงและขอทราบเหตุผลการไม่จ่ายเงินอุดหนุนให้โรงเรียนเอกชนทั้ง 19 แห่งว่า เกิดจากอะไร  ถ้าคุยกันรู้เรื่องก็จบกัน ถ้าคุยไม่รู้เรื่อง ก็จะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการการศึกษาสภาผู้แทนราษฎร และหากเรื่องไม่จบอีกก็จะนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการต่อไปตามขั้นตอน.

ตำรวจไซเบอร์ เตือนภัยแก๊ง Call Center อ้างเป็นตำรวจ แจ้งว่าเป็นผู้เช่าบ้านที่มีการตรวจค้นพบยาเสพติด และพัวพันกับการฟอกเงิน ให้โอนมาตรวจสอบเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ โฆษก บช.สอท. กล่าวว่า ได้รับรายงานจากศูนย์บริหารการรับแจ้งความออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า ในช่วงที่ผ่านมาตรวจสอบพบแผนประทุษกรรมของมิจฉาชีพแก๊ง Call Center โทรศัพท์ไปยังผู้เสียหายจำนวนหลายรายแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจธุรการคดี สังกัดสถานีตำรวจต่างๆ ทั่วประเทศ โดยส่วนใหญ่จะเป็นสถานีตำรวจในพื้นที่ห่างไกล เริ่มจากสร้างความน่าเชื่อถือโดยการแจ้งชื่อ-นามสกุล เลขประจำตัวประชาชน หรือแจ้งข้อมูลตัวของผู้เสียหายได้อย่างถูกต้อง ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจริง จากนั้นมิจฉาชีพจะแจ้งว่าผู้เสียหายมีชื่อเป็นผู้เช่าบ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งจากการตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าวพบยาเสพติด และสิ่งของผิดกฎหมายเป็นจำนวนมาก เมื่อผู้เสียหายปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบ้านหลังดังกล่าว มิจฉาชีพจะให้ผู้เสียเพิ่มเพื่อนทางแอปพลิเคชันไลน์กับสถานีตำรวจเพื่อทำการสอบสวนปากคำ ระหว่างนั้นมิจฉาชีพจะส่งเอกสารราชการปลอมให้ตรวจสอบ รวมถึงสวมเครื่องแบบตำรวจเปิดกล้องโทรศัพท์วิดีโอคอลกับผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจริง นอกจากนี้จะแจ้งผู้เสียหายว่าเพื่อไม่การสอบสวนปากคำถูกเสียงภายนอกรบกวน ให้อยู่เพียงตัวคนเดียวในสถานที่ที่ไม่มีผู้อื่นอยู่

ต่อมามิจฉาชีพจะสอบถามว่าผู้เสียหายมีบัญชีธนาคารกี่บัญชี แต่ละบัญชีมีจำนวนเงินเท่าใดบ้าง กระทั่งแจ้งผู้เสียหายว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน เพื่อเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจให้โอนเงินมาตรวจสอบถึงแหล่งที่มา โดยเมื่อการตรวจสอบเสร็จสิ้นจะคืนเงินให้ผู้เสียหาย

ทั้งนี้ จากสถิติศูนย์บริหารการรับแจ้งความออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.65 - วันที่ 30 ก.ย.66 พบว่า การข่มขู่ทางโทรศัพท์ (Call Center) มีผู้เสียหายแจ้งความออนไลน์กว่า 24,601 เรื่อง หรือคิดเป็น 7.34% จากเรื่องการรับแจ้งความทั้งหมด สูงเป็นลำดับที่ 5 รองจากการหลอกลวงซื้อขายสินค้าออนไลน์ หลอกให้โอนเงินเพื่อทำงาน หลอกให้กู้เงิน และการหลอกลวงให้ลงทุน โดยมีมูลค่าความเสียหายกว่า 5,449 ล้านบาท สูงเป็นลำดับที่ 2 ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด รองจากการหลอกลวงให้ลงทุน

ที่ผ่านมา บช.สอท. โดย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ได้เร่งรัดขับเคลื่อนของนโยบายของรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมออนไลน์ในทุกรูปแบบ รวมถึงการสร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ส่งข้อความสั้น (SMS) หรือโทรศัพท์ไปหลอกลวงเอาทรัพย์สินของประชาชนสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ทั้งนี้นอกจากการระดมกวาดล้างจับกุมปราบปรามผู้กระทำผิดในหลายๆ ปฏิบัติการแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ยังได้ร่วมกันแสวงหาแนวทาง และวางมาตรการป้องกันในการแก้ไขปัญหาภัยออนไลน์ดังกล่าวอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นโครงการเตือนภัยไซเบอร์วัคซีน การทำบันทึกข้อตกลง (MOU) กับสถาบันการเงิน การบังคับกฎหมายตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 การแก้ไขการรับจ้างการเปิดบัญชีธนาคาร การครอบครองซิมโทรศัพท์มือถือ การอายัดบัญชีธนาคารอย่างรวดเร็วให้ทันท่วงที การตรวจจับบัญชี หรือการทำธุรกรรมการเงินที่ต้องสงสัย และการยืนยันตัวตนก่อนทำธุรกรรมการเงินที่มีวงเงินสูง เป็นต้น 

การกระทำลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐาน “ ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันเป็นซ่องโจร, ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และร่วมกันฟอกเงิน ” หรือกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง 

โฆษก บช.สอท. กล่าวอีกว่า สิ่งแรกที่มิจฉาชีพมักจะทำคือการสร้างความน่าเชื่อถือต่อผู้เสียหาย โดยการทราบชื่อนามสกุลของผู้เสียหาย ใช้จิตวิทยาเล่นกับอารมณ์ความรู้สึกของเหยื่อ มีการเขียนบทสนทนาให้มิจฉาชีพใช้พูดคุยกับเหยื่อ มีการแต่งกายเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมือนจริง เพื่อทำให้เหยื่อคล้อยตามหลงเชื่อ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วยในการหลอกลวง เช่น การใช้ระบบตอบรับอัตโนมัติ IVR (Interactive Voice Response) หรือเทคโนโลยี Deepfake เป็นต้น เพราะฉะนั้นประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชน ให้พึงระมัดระวังการรับสายโทรศัพท์หมายเลขที่ไม่คุ้นเคย ทั้งหมายเลขที่โทรมาจากในประเทศ หรือโทรมาจากต่างประเทศ ขอให้ท่านอย่าตื่นตระหนก อย่าเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว อย่าหลงเชื่อเปิดเผยข้อมูลทางการเงิน และโอนให้กับผู้ใดโดยเด็ดขาด

พร้อมขอประชาสัมพันธ์แนวทางป้องกันภัยจากมิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ดังนี้ 
1.หน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานเอกชน ไม่มีนโยบายที่จะต้องโทรศัพท์ไปยังประชาชน เพื่อแสดงเอกสารราชการ กล่าวอ้างว่าท่านเกี่ยวข้องกับกระทำความผิดกฎหมาย หากท่านได้รับสายในลักษณะดังกล่าวสันนิษฐานได้ว่าเป็นมิจฉาชีพอย่างแน่นอน
2.ไม่ตกใจกลัว ไม่เชื่อเรื่องราวต่างๆ จากบุคคลที่ไม่รู้จัก ให้วางสายการสนทนาดังกล่าว ตรวจสอบก่อนโดยการโทรศัพท์ไปยังหมายเลขคอลเซ็นเตอร์ของหน่วยงานนั้นๆ โดยตรง หรือโทรศัพท์สอบถามไปยังสายด่วนตำรวจไซเบอร์ หมายเลข 1441
3.ไม่เพิ่มเพื่อนทางแอปพลิเคชันไลน์เพื่อติดต่อกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ โดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานีตำรวจ หรือหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างๆ  
4.อย่าโอนเงินเด็ดขาด หากมีคำพูดว่าให้โอนเงินมาตรวจสอบเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ หรือเพื่อสิ่งใดก็ตาม นั่นคือแก๊งคอลเซ็นเตอร์มิจฉาชีพ
5.ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว และข้อมูลการเงินกับผู้ใดทั้งนั้น เช่น เลขบัตรประชาชน เลขบัญชีธนาคาร รหัสหลังบัตร รหัส OTP เป็นต้น 
6.ท่านสามารถบล็อกสายเรียกเข้าที่มาจากต่างประเทศได้ ด้วยการกด *138*1# แล้วโทรออก 
7.ติดตั้งแอปพลิเคชัน Whos Call เพื่อแจ้งเตือนระบุตัวตนสายเรียกเข้าที่ไม่รู้จัก ป้องกันภัยจากมิจฉาชีพที่อาจโทรศัพท์มาหลอกลวง

พอเสียที!! ตีข่าวในหลวงรับค่าธรรมเนียมพระราชปริญญาบัตร แม้สถาบันการศึกษามอบให้ พระองค์ก็ทรงคืนกลับไปทั้งหมด

เมื่อไม่นานนี้ พลตรี วันชนะ สวัสดี หรือ ‘ผู้พันเบิร์ด’ ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง เกี่ยวกับ ‘เงินค่าธรรมเนียมรับปริญญา’ โดยระบุว่า…

ที่ผ่านมา มักจะมีคําถามเกี่ยวกับ ‘เงินค่าธรรมเนียมรับปริญญา’ มาโดยตลอด เพราะมีคนที่มีความพยายามจะทําให้คนทั่วไปเข้าใจผิดว่า เงินค่าธรรมเนียมรับปริญญาที่บัณฑิตต้องจ่ายในพิธีรับปริญญานั้น จะถูกนำไปถวายให้ ‘ในหลวง’

ไม่จริงเลยครับ…

เงินค่าธรรมเนียมรับปริญญานั้น เป็นเงินที่ใช้สําหรับเป็นค่าบริหารจัดการของหน่วยงานนั้นๆ นะครับ ที่เขาจะเอาไปใช้จ่ายเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเปิดหอประชุม หรือค่าธุรการอะไรต่างๆ สำหรับในพิธีรับปริญญาทั้งหมด เป็นค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียม ซึ่งเป็นหน้าที่ที่มหาวิทยาลัยนั้นๆ จะต้องชี้แจงกับนักศึกษา

ผมยังไม่รู้เลยว่า เรื่องนี้นั้น จะมีใครบางคนชี้แจงแบบบิดเบือนหรือไม่ อีกทั้ง อาจจะมีอาจารย์บางท่านที่ชี้แจงอย่างไม่ครบถ้วนว่า เงินค่าธรรมเนียมนี้นั้น ส่วนนึงจะถวายให้ในหลวง จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่นักศึกษา สิ่งนี้ก็เลยอาจจะทำให้นักศึกษาเกิดอคติ เกิดความคิดที่ไม่ดีกับสถาบันพระมหากษัตริย์

แล้วเงินค่าธรรมเนียมต่างๆ เหล่านี้ มีการถวายให้ในหลวงจริงหรือไม่?

การที่มหาวิทยาลัยได้จัดการพระราชทานปริญญาบัตร และในหลวงท่านทรงเสด็จพระราชดำเนินไปมอบปริญญาบัตรแก่บัณฑิตนั้น มีการถวายเงินให้กับสถาบันฯ จริง

แต่เงินที่ถวายให้กับสถาบันฯ นั้น เป็นเงินที่ทางมหาวิทยาลัยนั้นๆ ทูลเกล้าถวายให้กับสถาบันฯ เปรียบเหมือนเป็นการขอบพระคุณพระองค์ น้อมรำลึกถึงความกรุณาของพระองค์ท่าน

แต่เงินที่ถวายนั้น ไม่ใช่เงินที่ได้มาจากการเก็บค่าธรรมเนียมรายหัวของนักศึกษาที่เข้ารับปริญญา เงินที่ถวายนั้น เป็นเงินหลังจากการที่ทางมหาวิทยาลัยบริหารจัดการทั้งหมดแล้ว จึงอยากทูลเกล้าถวาย หรืออาจจะเป็นเงินที่มาจากงบประมาณส่วนอื่นๆ ก็ได้

แต่สิ่งที่สําคัญยิ่งกว่านั้นคือ ในหลวงท่านไม่รับ…

ในหลวงทรงพระราชทานเงินทั้งหมดนั้นคืนแก่ทางมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยในเครือราชภัฏ

ในหลวงท่านทรงพระราชทานคืนมาทุกครั้ง ตั้งแต่เมื่อครั้งที่พระองค์ยังเป็นมกุฎราชกุมาร

ทูลเกล้าถวายไปกี่ครั้ง พระองค์ท่านก็จะทรงพระราชทานคืนลงมาที่ ‘มูลนิธิคุรุอุปถัมภ์’

เพราะฉะนั้น การที่เกิดอคติแบบนี้ขึ้นมาในสังคม แล้วไม่ใครออกมาชี้แจงข้อมูล อธิบายข้อเท็จจริง ผมจึงต้องออกมาอธิบายให้ทุกคนได้ฟัง

ข้อเท็จจริงที่ว่า “ในหลวงทรงไม่เคยรับเงินค่าธรรมเนียมรับปริญญา และพระองค์ทรงพระราชทานคืนแก่มหาวิทยาลัยทั้งหมด”

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมวางพวงมาลาและกล่าวรำลึก ในงานรำลึกครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ประจำปี 2566

เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 66 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมวางพวงมาลาและกล่าวรำลึก ในงานรำลึกครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ประจำปี 2566 และกล่าวรำลึกในภายในงาน รวมทั้งผู้แทน 3 ศาสนา ได้แก่ พุทธ อิสลาม และคริสต์ ผู้แทนพรรคการเมือง ตลอดจนประชาชน ร่วมกิจกรรม ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถนนราชดำเนิน เขตพระนคร

โดยในช่วงหนึ่งของงาน นายชัชชาติได้กล่าวสดุดีวีรกรรมของเหล่าวีรชนผู้กล้าในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ไว้ว่า…

“ขอกล่าวง่าย ๆ เพียงประเด็นเดียวว่า เผด็จการฉลาดขึ้น คนที่เป็นปฏิปักษ์กับประชาธิปไตยฉลาดขึ้น เราดูบทเรียนจาก 14 ตุลา เขาก็ดูบทเรียนเหมือนกัน เช่นเดียวกับเผด็จการทั่วโลกที่ฉลาดขึ้น

ฉะนั้น เราต้องรู้เท่าทัน เมื่อใดก็ตามที่ประชาชนทะเลาะกัน เมื่อนั้นเผด็จการจะเข้ามาฉวยโอกาสทุกที สิ่งสำคัญที่สุด คือ พวกเราต้องตื่นรู้ในตัวเราเอง เผยแพร่อุดมการณ์ ความคิด และเหตุการณ์ให้ประชาชนทุกคนเข้าใจด้วยตัวเอง เพราะเมื่อมีความเข้าใจถึงปัญหา มีความสามัคคีกัน ก็จะไม่หวั่นไหวต่อคนไม่หวังดีต่อประชาธิปไตยที่จะทำให้เราแตกกัน

ขอให้พวกเราร่วมมือกัน กทม.พร้อมจะสนับสนุนกิจกรรมที่เกี่ยวกับประชาธิปไตยในทุกด้าน ขอให้กรุงเทพมหานครและประเทศไทยของเรา มีความเป็นประชาธิปไตยที่เจริญ มั่นคง โดยมีรากจากเมล็ดพันธุ์ที่วีรชนได้หว่านไว้เมื่อ 50 ปีที่แล้ว” นายชัชชาติ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top