Monday, 29 June 2026
NEWS FEED

มุกดาหาร กฐินน้ำบูชาพญานาค “มหัศจรรย์พญานาคราชลุ่มน้ำโขงเรืองแสง” แผ่รัศมีบันดาลสุขมอบโชคชัยคืนลอยกระทง 

จังหวัดมุกดาหาร กำหนดในวันที่ 26-27 พฤศจิกายน 2566 (ตรงกับวันขึ้น ๑๔-๑๕ ค่ำเดือน ๑๒) 26 พย.จุดเทียนขึ้นภูบูชาพระใหญ่ 27 พย.บ่ายทอดกฐินน้ำบูชาพญานาค ณ ปากถ้ำพญานาค กลางลำน้ำโขง กลางคืน ตรงลอยกระทง “มหัศจรรย์พญาอนันตนาคราชลุ่มน้ำโขงเมืองมุกดาหารเรืองแสง” เปล่งประกายแผ่รัศมีสีแสงให้ประชาชนได้ชื่นชม อำนวยชัยให้ศิษย์พญานาค ผู้ศรัทธา และประชาชนที่ได้เห็นรับโชคชัย 

พ.ต.ท.ดร.จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า ด้วยจังหวัดมุกดาหาร องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลเมืองมุกดาหาร เทศบาลตำบลบางทรายใหญ่ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด วัฒนธรรมจังหวัด หอการค้า YEC สภาอุตสาหกรรม สมาคมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัด ท่าทรายอัญเชิญสถิต มูลนิธิการกุศลมุกดาหารเต็กก่าจีหมกเกาะ ผู้ประกอบการในแม่น้ำโขง ห้างยักษ์ร้านใหญ่ เหล่าสานุศิษย์สายพญานาค และประชาชนชาวจังหวัดมุกดาหาร ร่วมกันจัดงานกฐินน้ำบูชาพญานาค ปีที่ 16 กำหนดในวันที่ 26-27 พฤศจิกายน 2566 (ตรงกับวันขึ้น ๑๔-๑๕ ค่ำเดือน ๑๒) 

26 พย. ช่วงเย็นจุดเทียนขึ้นภูบูชาพระใหญ่ ณ องค์พญานาคฟ้า 27 พย. เวลาบ่ายทอดกฐินน้ำบูชาพญานาค ณ จุดที่เชื่อกันว่าเป็นถ้ำพญานาคใต้พิภพ กลางลำน้ำโขง ภาคกลางคืน “พญาอนันตนาคราชลุ่มน้ำโขงมุกดาหารเรืองแสง” เปล่งประกายแผ่รัศมีสีแสงกลางลำน้ำโขงให้ประชาชนได้ชื่นชม อำนวยโชคชัยความสุข ความเจริญรุ่งเรือง ขับไล่โรคภัยไข้เจ็บให้ศิษย์พญานาค ผู้ศรัทธา และประชาชนที่ได้เห็นได้รับบุญกันทั่วหน้า คืนลอยกระทง 
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด กล่าวต่อว่า สำหรับพิธีทอดกฐินน้ำ บูชาพญานาค ปีที่ 16 กำหนดจัดขึ้นบนเรือบัครับน้ำหนักได้กว่า 50 ตัน ล่องเรือสู่ทิศเหนือกลางลำน้ำโขง ณ จุดที่เชื่อกันว่าเป็นถ้ำพญานาคที่อยู่ใต้พิภพ ณ บริเวณศาลพญานาคสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 มุกดาหาร สะหวันนะเขต สำหรับกลางคืนวันที่ 27 พย. ตรงกับคืนลอยกระทง “มหัศจรรย์พญาอนันตนาคราชลุ่มน้ำโขงมุกดาหารเรืองแสง” พญานาค 2 ตน ลำตัวยาว 30 เมตรเศษ และ 20 เมตรเศษ ล่องลอยอยู่กลางลำน้ำโขง แสดงอภินิหารของพญานาคาผู้ทรงฤทธิ์ในลุ่มน้ำโขง เปล่งสีแสง แผ่รัศมีให้เหล่าสานุศิษย์และประชาชนผู้ศรัทธาได้รับบารมีของแสงที่ส่องออกจากตัวพญานาคสู่โลกมนุษย์ งานนี้องค์การบริหารส่วนจังหวัดดำเนินการเต็มพลัง

นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัด กล่าวว่า “มหัศจรรย์พญาอนันตนาคราชลุ่มน้ำโขงมุกดาหารเรืองแสง” คาดว่าจะมีกลุ่มลูกศิษย์ผู้ศรัทธาองค์พญานาคทั่วประเทศ ประชาชนผู้ศรัทธาองค์พญานาคและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในลุ่มน้ำโขง หลังจากมีกฐินพญานาค 3 พิภพเมื่อเดือนที่ผ่านมา ขอเชิญกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ เดินทางมาร่วมสักการะบูชาพญานาคลุ่มน้ำโขงมุกดาหาร ขอเชิญผู้ศรัทธานักท่องเที่ยวทุกท่านร่วมขอโชคขอพรพญานาค 3 พิภพ ที่จังหวัดมุกดาหาร เป็นกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวให้เกิดขึ้นในท้องถิ่น เป็นการสร้างงานสร้างเงินให้การท่องเที่ยวชุมชนในภูมิภาคนี้ จังหวัดตั้งใจที่จะจัดงานนี้ให้ยิ่งใหญ่สมความเข้มขลังของสิ่งสักสิทธิ์ที่อยู่ในลุ่มน้ำโขง
จึงขอเรียนเชิญลูกศิษย์ผู้ศรัทธาองค์พญานาคทุกท่านทุกแห่งทั่วโลก ท่านที่เคารพศรัทธาองค์พญานาค และประชาชนนักท่องเที่ยวทุกท่าน ร่วมงานกฐินน้ำบูชาพญานาค กลางลำน้ำโขง ที่จังหวัดมุกดาหาร พร้อมร่วมงาน “มหัศจรรย์พญาอนันตนาคราชลุ่มน้ำโขงมุกดาหารเรืองแสง” เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ท่าน คนรัก และครอบครัว ++++

เด็กๆ เศร้า!! ซ้อมเต้นรอเก้อ ถูกหลอกจะมาเลี้ยง 'ไก่ทอด-มอบทุน' แต่ยังดี!! มีผู้ใหญ่ใจดีตัวจริงมาช่วยเยียวยาแทน หลังโพสต์แพร่สะพัด

(7 พ.ย.66) จิตใจทำด้วยอะไร…เมื่อเฟซบุ๊กโรงเรียนบ้านป่าหัด อำเภอปัว จังหวัดน่าน ได้โพสต์ข้อความต้อนรับ เภสัชกรหญิงรายหนึ่งและคณะ โดยระบุไว้ว่า…

“โครงการ #อุ่นน้องท้องอิ่ม ในปี 2566 นี้ วันศุกร์ที่ 3 พฤศจิกายน เป็นโครงการที่ ภกญ.xxxx และเพื่อนๆ กลุ่มเภสัชกร & เพื่อนๆ กลุ่มรร.มัธยมศึกษา 1-6 ได้จัดทำขึ้น ให้กับน้องๆ ตามรร.ต่างๆ ทุกๆ จังหวัดได้รับความอบอุ่น & อิ่มท้อง รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ความสุข ซึ่งโครงการนี้เริ่มต้นที่ จ.น่าน เป็น รร.แรก คือ โรงเรียนบ้านป่าหัด อำเภอปัว จังหวัดน่าน 

ทางคณะเราขอส่งมอบเสื้อวอร์ม คนละ 1 ชุด ให้กับน้องๆ ทุกคน รวม 117 ชุด เพราะเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว น้องๆ จะได้รับทุนการศึกษาคนละ 1,000 บาท ทุกคนรวม 117 คน เพื่อใช้จ่ายในด้านอุปกรณ์การเรียน น้องๆ ได้รับความอบอุ่นแล้ว ท้องก็ต้อง อิ่มด้วย ขอขอบคุณ เคเอฟซี ป.ต.ท ปัว ในด้านบริการ อาหารกลางวันให้กับน้องๆ ทั้งหมด 117 ชุด พร้อมคณะอาจารย์ทุกท่านและคณะทางเรา ได้อิ่มท้องแล้วพบกันค่ะ” 

ขณะที่ทางโรงเรียนและนักเรียนก็จัดสถานที่ จัดทำป้ายต้อนรับคณะผู้ใหญ่ใจดีพร้อมทั้งเด็กๆ นักเรียนก็ซ้อมทำการแสดงไว้รอต้อนรับอย่างมีความหวังและตื่นเต้นกันสุดๆ แต่แล้วเมื่อถึงเวลานัดหมายคือวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พบว่า กลุ่มเภสัชกร ไม่สามารถติดต่อได้และปิดเฟซบุ๊กไป คณะครูจึงได้ทำการตรวจสอบจึงพบว่าเป็น มิจฉาชีพ สร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงให้กับทางโรงเรียน ทางผู้บริหารได้ดำเนินการแจ้งความไว้เป็นคดีความเรียบร้อยแล้ว

หลังจากที่โพสต์นี้ถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์ ได้มีผู้ใหญ่ใจดีเข้ามาเยียวยาจิตใจเด็กๆ ด้วยการสมทบทุนกันซื้อไก่ทอด KFC ให้เด็กๆ ได้กินกันอย่างมีความสุข 

ชื่นชม!! 'น้องฮาคิม' นักเรียนสุดเก่งจาก รร.สหวิทย์ วัย 10 ขวบ คว้า 2 เหรียญทอง 1 รางวัลรองชนะเลิศ แข่งขันดนตรีไทย ประเภทเครื่องตี

(7 พ.ย.66) น้องฮาคิม หรือ ด.ช.นักปราชญ์​ พัฒนะ​พีระ​พงศ์​ หนุ่มน้อยวัย 10 ขวบ ปัจจุบันศึกษาอยู่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสหวิทย์ เป็น 1 ในเยาวชน จาก 1,065 คนทั่วประเทศไทย ที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศและคว้ารางวัลจากการประกวดดนตรีไทยชิงถ้วยพระราชทานฯ ‘Big C โสตศิลป์ สืบสาน ดนตรีไทย’ มาได้สำเร็จ

ซึ่ง ‘น้องฮาคิม’ เล่าว่า “โจทย์ในครั้งนี้สุดหิน เพราะเป็นการแข่งขันดนตรีไทยสร้างสรรค์ มีทั้งเครื่องดนตรีไทยและดนตรีพื้นบ้านหลากหลายรูปแบบจากทั่วประเทศ”

แต่ถึงจะยากแค่ไหน ‘น้องฮาคิม’ ก็คว้ามาได้ถึง 2 เหรียญทอง กับ 1 รางวัลใหญ่ ประกอบด้วย…

- รางวัลเหรียญทอง รายการเครื่องตี ประเภทเดี่ยว รุ่นอายุ 6-12 ปี
- รางวัลเหรียญทอง และรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 รายการเครื่องตี ประเภทคู่ รุ่นอายุ 6-12 ปี

“การแข่งขันครั้งนี้ยากและท้าทายมากทั้งแบบประเภทคู่และประเภทเดี่ยว ผมใช้เวลาฝึกซ้อมนานและเหนื่อยมากๆ แต่พอได้รางวัลก็รู้สึกภูมิใจ ต้องขอขอบคุณครอบครัวที่สนับสนุนในสิ่งที่ผมรัก ขอบคุณครูเก่ง พรเทพ สุขอุดม ที่ทำทางเพลงและฝึกซ้อมให้ คุณครู ผม และเพื่อน ตั้งใจทำโชว์นี้ออกมาให้ดีที่สุดแล้วมันก็ดีมากๆ หลายคนชมหลายคนชอบมันคือรางวัลจริงๆ แต่อยากบอกเพื่อนๆ อีกหลายคนที่ไม่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ว่าไม่เสียใจ เพราะการที่ได้เข้ารอบมาในครั้งนี้ไม่ง่าย ทุกคนเก่งมากๆ แล้วครับ และอยากฝากให้เยาวชนไทยหันมาเล่นดนตรีไทยกันเยอะๆ เพราะดนตรีไทยเป็นสมบัติของชาติไทยครับ” น้องฮาคิม กล่าว

ผบ.ตร.จัดสภากาแฟหารือผู้บริหาร ตร. พร้อมด้วย ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ และอดีตผู้บังคับบัญชา ขับเคลื่อนนโยบาย เพื่อดูแลตำรวจและประชาชนให้เกิดประสิทธิภาพ ทั้งหารือแก้ไขคำสั่งระเบียบพนักงานสอบสวน ให้ทำงานคล่องตัวมีประสิทธิภาพ

วันนี้ (7 พ.ย.66) เวลา 09.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. , พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. , พล.ต.ท.ธนา ชูวงศ์ และ พล.ต.ท.สราวุฒิ การพานิช รรท.รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย ผู้ช่วย ผบ.ตร. , ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ , พล.ต.อ.วินัย ทองสอง , พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ , ดร.ประทิต สันติประภพ , อดีตผู้บังคับบัญชา และผู้บัญชาการภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมหารือ “สภากาแฟ” ขับเคลื่อนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ   

ระหว่างการพูดคุยแบบไม่เป็นทางการ ได้มีการหารือประเด็นการแก้ไขปรับปรุงคำสั่ง 419/2556 เพื่อให้พนักงานสอบสวนทำงานได้คล่องตัวมีประสิทธิภาพ เข้ากับบริบทสังคม ให้พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด รวมทั้งการเพิ่มค่าตอบแทน ค่าสำนวนให้พนักงานสอบสวนให้เทียบเท่าหรือใกล้เคียงกระบวนการยุติธรรมหน่วยงานอื่น เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้พนักงานสอบสวน 

นอกจากนี้ ยังได้มีการพูดคุยแนวทางการบริหารราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในภาพรวม ที่ได้รับคำชี้แนะ คำแนะนำที่มีประโยชน์จาก ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ และอดีตผู้บังคับบัญชา ในการขับเคลื่อนองค์กร ดูแลสวัสดิการ ขวัญกำลังใจ การเจริญเติบโตของข้าราชการตำรวจ รวมถึงมาตรการดูแลความปลอดภัยพี่น้องประชาชน นักท่องเที่ยวตามนโยบายรัฐบาล

ทั้งนี้ การพูดคุยหารือในรูปแบบสภากาแฟ เป็นดำริของ ผบ.ตร.ที่ต้องการรับฟังความเห็นจาก รอง ผบ.ตร. ,ผู้ช่วย ผบ.ตร. , ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ และอดีตผู้บังคับบัญชา ในการขับเคลื่อนนโยบายของ ตร. อีกทั้งเป็นการแสดงถึงความสามัคคี เป็นหนึ่งเดียวขององค์กรในการขับเคลื่อน ตร.เพื่อดูแลข้าราชการตำรวจ และพี่น้องประชาชน ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ นำทีมหารือ ตม.ย่างกุ้ง ช่วยเหลือคนไทยกลับประเทศ มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

วันนี้ (วันอังคารที่ 7 พ.ย.66) เวลาประมาณ 10.00 น. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศพดส.ตร. ที่รับผิดชอบงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พร้อมด้วยกงสุลไทย ณ กรุงย่างกุ้ง เจ้าหน้าที่ DSI และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการ ศพดส.ตร. และผู้ช่วยทูตตำรวจไทย ณ กรุงย่างกุ้ง เข้าพบหารือกับนายหม่อง หม่อง ทาน รัฐมนตรีกระทรวงกิจการสังคมและตรวจคนเข้าเมืองย่างกุ้ง ณ ที่ทำการ เพื่อหาแนวทางร่วมกันในการช่วยเหลือคนไทยที่อยู่ที่เมืองเล้าก์ก่ายกลับประเทศไทยโดยปลอดภัย ซึ่งมีความคืบหน้าไปมาก 

โดย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ เปิดเผยว่าจากการที่เราได้ร้องขอในการช่วยเหลือคนไทยนี้ ทางการพม่าแจ้งว่า คนไทยทั้ง 162 คน ที่เมืองเล้าก์ก่ายนั้น เข้าเมืองมาผิดกฎหมายทั้งหมด แต่เห็นแก่ความร่วมมืออันดีระหว่างกันที่ผ่านมา ทั้ง ตม.ไทย และ ตม.เมียนมา ทำให้ทางการพม่าจะไม่ดำเนินคดีตามกฎหมายเข้าเมืองกับคนไทยทั้ง 162 คน ที่เมืองเล้าก์ก่าย และจะเร่งรัดส่งกลับประเทศไทยให้เร็วที่สุด โดยในช่วงบ่ายวันนี้ ทางการพม่าก็จะมีการประชุมหารือกันระหว่าง ตม.เมียนมา และสำนักงานตำรวจแห่งชาติเมียนมา เกี่ยวกับกระบวนการส่งกลับคนไทยทั้งหมด และการรักษาความปลอดภัยในเส้นทางส่งกลับ เนื่องจากบ้านเมืองเขายังมีการสู้รบกันอยู่ และก่อนที่จะมีขึ้นเครื่องบินกลับประเทศไทยต่อไป 

อีกทั้งการมาเข้าพบหารือครั้งนี้ ยังได้ร้องขอว่าคนไทยที่เมืองเล้าก์ก่ายนั้น มีทั้งคนไทยตั้งครรภ์ และเจ็บป่วย ขอให้ทางการเมียนมาช่วยดูแลรักษาให้ด้วย ซึ่งทางการเมียนมารับปากรับคำเป็นอย่างดีในการที่จะให้การดูแล และการเดินทางมาครั้งนี้ การมาเข้าพบพูดคุยด้วยตนเองนั้น ยังเป็นการเร่งรัดการดำเนินการกับทางการเมียนมาไปในตัว และย้ำความเชื่อมั่นกับพี่น้องประชาชนว่าเราพร้อมจะประสานงานกับทุกภาคส่วน เพื่อให้การช่วยเหลือคนไทยเป็นไปด้วยความรวดเร็วและปลอดภัยที่สุด รวมทั้งได้มีการแลกหมายเลขโทรศัพท์มือถือไว้ติดต่อโดยตรงระหว่างกันกับนายหม่อง หม่อง ทาน ทั้งปัญหาการค้ามนุษย์ แก็งค์คอลเซ็นเตอร์ และอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อร่วมมือกันรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศให้กับประชาชนทั้งสองประเทศได้อยู่กันอย่างสงบสุขต่อไป

'มุมมองต่างชาติ' ถึงคนรุ่นใหม่ไทย หากพ่อแม่รักเราแบบไม่มีเงื่อนไข แล้วทำไม ลูกๆ จะไม่อยู่เคียงข้าง และเลิกอ้าง 'การถูกทวงบุญคุณ'

เมื่อไม่นานมานี้ จากเพจเฟซบุ๊ก ‘David William’ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘ครูเดวิด วิลเลียม’ ซึ่งเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ที่รู้จักกันบนโลกโซเชียลมีเดียจากการที่เขาสามารถใช้สำเนียงการพูดได้หลากหลายเพื่อคำคอนเทนต์สนุกๆ บนโลกโซเชียล จนยอดผู้ติดตามในเพจเฟซบุ๊กสูงถึง 1.4 ล้านคน โดยล่าสุดนั้น ‘ครูเดวิด วิลเลียม’ ได้โพสต์คลิปวิดีโอในหัวข้อ ‘บุญคุณของพ่อแม่เป็นเรื่องสำคัญไหม?’ ผ่านมุมมองของคนอเมริกันหรือในฐานะชาวต่างชาติคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ทั้งอเมริกาและไทย โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจ ดังนี้…

สิ่งแรกที่ต้องมาคุยกันก่อน คือ สำหรับชาวต่างชาติเรื่อง ‘บุญคุณ’ มันไม่ใช่ประเด็น เพราะเขาจะไม่เข้าใจมันด้วยซ้ำ และถ้าแปลเป็นภาษาอังกฤษจะไม่มีคำนี้เลย ดังนั้นสำหรับคนอเมริกันและคนยุโรปหลายคน เมื่ออายุ 18 ปีแล้วจะถูกเชิญออกไปใช้ชีวิตด้วยตัวเอง แต่ทุกวันนี้หากถามว่าดีขึ้นหรือมีการดูแลลูกมากกว่าเดิมไหม คำตอบคือ ‘มี’ อย่างเช่น ยังมีการจ่ายค่าเทอมสำหรับเรียนมหาวิทยาลัยให้อยู่ แต่ก็ไม่ใช่กับทุกคน เพราะฉะนั้นยังถือว่า 50/50 อยู่

ครูเดวิด วิลเลียม ยอมรับว่าตนก็เป็นเด็กคนนึงที่อายุยังไม่ถึง 18 ปี แล้วถูกคุณพ่อเชิญออกจากบ้าน ซึ่งก็ยอมรับเลยว่าเหตุการณ์ตอนนั้นมันเป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกโกรธและทุกข์ทรมานมาก เพราะในฐานะลูกเราจะมีความรู้สึกที่ว่าพ่อแม่ควรจะดูแลเรารึเปล่า และถ้าหากมองในมุมวิทยาศาสตร์เรื่องนี้จะน่าสนใจมาก เพราะแท้จริงแล้วสมองของมนุษย์ยังไม่ได้ถูกพัฒนาออกมาให้สุด จนกระทั่งอายุ 25 ปี สิ่งนี้คือเรื่องที่สำคัญมากเพราะคนอเมริกันจะมองว่าคนที่อายุ 18 19 หรือ 20 ปี จะเหมือนผู้ใหญ่ แต่ในมุมวิทยาศาสตร์ที่แท้จริงแล้วนั้น เด็ก ๆ เหล่านี้ยังไม่ได้เป็นผู้ใหญ่ด้วยซ้ำ เพราะสมองของเขายังไม่โต ต้องรอจนกระทั่งอายุ 25 ปีก่อน ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ต่างพูดกันทั่วโลกว่ามันเป็น ‘หน้าที่’ ที่พ่อแม่ควรจะดูแลลูกไปจนกระทั่งจบมหาวิทยาลัยและเริ่มมีวุฒิภาวะแล้ว ดังนั้นเรื่องนี้จึงสำคัญมาก และอยากให้ทุกคนเข้าใจกันก่อน เพราะฉะนั้นแล้วจะไม่ขอเหมารวมทุกครอบครัวเช่นกัน

ครูเดวิด ยังบอกอีกว่า แต่ ‘ประเทศในเอเชีย’ มักจะดูแลลูกได้ดีกว่าและมากกว่าทางตะวันตก เพราะผู้ปกครองส่วนใหญ่ในประเทศเอเชียจะเข้าใจการดูแลลูกว่ามันไม่ใช้ ‘ทางเลือก’ แต่มันคือ ‘เรื่องจำเป็น’ ที่ต้องทำ และถ้าสังเกตดี ๆ คนเอเชียจะทำกันแบบนี้จริง ๆ แต่ก็จะมีคำถามที่ตามมาสำหรับบางกลุ่มคนโดยเฉพาะประเทศไทย เกี่ยวกับการดูแลพ่อแม่ ว่านี่คือนิยามของ ‘บุญคุณ’ 

ครูเดวิด อธิบายความถึงเรื่องนี้โดยเปรียบเทียบความต่างระหว่าง 'มนุษย์' กับ 'สัตว์' ไว้ว่า ถ้าถามว่า ‘สัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม ทำไมยังดูแลลูกของตัวเองได้ ฉะนั้นพ่อแม่ก็ต้องดูแลเราได้เหมือนกันหรือไม่ ซึ่งมันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องบุญคุณหรือเปล่า?’ ตรงนี้ผมยอมรับว่าไม่เห็นด้วย

ต้องแยกกันก่อนว่า ระหว่างที่สัตว์ชนิดนึงดูแลลูก และต้องขอใช้คำว่า ‘ตามมีตามเกิด’ ซึ่งก็คือการเลี้ยงตาม ‘สัญชาตญาณ’ ... แต่สำหรับการเลี้ยงลูกของมนุษย์นั้นมันไม่ใช่แค่เรื่องสัญชาตญาณ เพราะมันลึกกว่านั้นเยอะ 

เพราะอย่าลืมว่ามนุษย์เป็นสิ่งที่ถูกพัฒนามากกว่าสัตว์หลายเท่าพันเท่า หากถามว่าการเลี้ยงลูกของมนุษย์มันเหมือนการเลี้ยงลูกตามสัญชาตญาณของสัตว์ไม่? คำตอบจึง ‘ไม่ใช่’

ผมขอเปรียบเทียบสมองของมนุษย์กับสัตว์แบบนี้ ถ้าตามหลักวิทยาศาสตร์ ถามว่าสัตว์มีความรู้สึก ‘ทางอารมณ์’ ไหม? อย่างการรักหรือเสียใจ ... คำตอบโดยพื้นฐานคือ ขอใช้คำว่า ‘ได้บ้าง’ แต่ ‘ไม่เต็มที่’ เหมือนกับมนุษย์ ฉะนั้นส่วนนี้จะมีความคล้ายคลึงกันระหว่างสัตว์กับมนุษย์ ซึ่งสามารถเข้าถึงอารมณ์ได้ทั้งคู่ 

แต่ความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างสัตว์กับมนุษย์ คือ มนุษย์จะสามารถ ‘คิด-วิเคราะห์-แยกแยะ’ ได้ แต่สัตว์จะไม่สามารถทำสิ่งนี้ได้ 

- ทุกอย่างที่สัตว์ชนิดนึงจะทำ ไม่ใช่ทำเพราะอยากทำ แต่จะทำเพราะสัญชาตญาณ 
- แต่สำหรับมนุษย์นั้น เวลาที่ทำสิ่งที่ดีหรือไม่ดี มันเป็นเพราะการตัดสินใจล้วน ๆ ที่ผ่านการคิดวิเคราะห์มาแล้ว และมองสิ่งนี้คือสิ่งที่อยากทำ 

นั่นแปลว่าเวลามนุษย์คนนึงเวลาตัดสินใจทำสิ่งที่ดีไม่ว่าจะเป็นการดูแลลูก ทุ่มชีวิตให้ คอยไปรับไปส่ง ใช้เงินทั้งหมดของตัวเองเพื่อที่จะเลี้ยงดูเขามายังดี หรืออะไรก็แล้วแต่ … เพราะมนุษย์เลือกที่จะทำมัน ซึ่งไม่ได้เป็นการทำตามสัญชาตญาณ

***ดังนั้น ถ้าหากเรามีพ่อแม่ที่ดี หรือคนที่คอยดูแลและเอาใจใส่อย่างดีโดยตลอด เราควรจะรักเขา… และมันก็ถูกต้องแล้วที่ต้องกลับไปช่วยเหลือในวันที่เขาไม่มีใคร หรือในวันที่เขาต้องการความช่วยเหลือ…หากสงสัยว่าทำไม? เพราะมันเป็นสิ่งที่เราควรทำ เนื่องจากเรามีมนุษย์คนนึงที่ดูแลเรามาอย่างดี และการดูแลนี้ไม่ใช่การเลือกทำตามสัญชาตญาณ แต่เป็นการเลือกที่จะ 'รัก' และ 'ให้อภัย' ในทุกเรื่องที่เราดื้อรั้นและทำลงไปในสมัยวัยรุ่นหรือแม้กระทั่งตอนเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งท่านยังให้อภัย เพราะคำว่ารักและพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างเราเสมอ…

ดังนั้น ในมุมของผมที่เป็นชาวต่างชาติ จึงคิดว่าควรกลับไปช่วยและอยู่เคียงข้างพวกท่าน เพราะนั่นคือสิ่งที่ท่านเคยทำให้เรา และในทุกความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์รูปแบบไหนก็แล้วแต่ สามี ภรรยา เพื่อน พี่น้อง ตราบใดที่มีคนคนนึงดีกับเราขนาดนี้ ในสัญชาตญาณของความเป็นมนุษย์ เราก็จะอยากดีกับเขาเหมือนกัน และนี่คือเหตุผลสำหรับเรื่องบุญคุณ เพราะมันเป็นความถูกต้องและควรทำ

แต่…ในวันที่เรามีพ่อแม่ที่ไม่ได้รักเรา อาจจะทำร้ายหรือคอยเอาเปรียบ ก็อย่าโดนเอาเปรียบ เพราะมันไม่จำเป็นว่าต้องมอบทั้งชีวิตให้เขา ในวันที่เขาไม่ได้รักเราจริง 

***ดังนั้น นี่คือสิ่งที่อยากจะพูดกับนักเรียนทุกคนคือ ‘การเหมารวม’ เป็นสิ่งที่ต้องหยุด เราไม่สามารถที่จะบอกว่า… พ่อแม่ทุกคนควรที่จะรับใช้เราตลอดเลย ไม่ต้องไปคืนอะไรให้กับท่าน สิ่งนี้มันไม่ใช่… มันต้องดูในแต่ละกรณีว่าท่านรักเราไหม? ช่วยเราไหม? อยู่เคียงข้างเราไหม?

ไม่มีพ่อแม่คนไหนบนโลกที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีคนไหนที่ไม่พลาด… แต่เราต้องดูภาพรวม ... ทำไมพ่อแม่เขาอยู่ตรงนั้น คอยให้การช่วยเหลือเรามาตลอดชีวิต ไม่ว่าจะทะเลาะกันกี่ครั้ง เราจะดื้อแค่ไหน ทำผิดแค่ไหน เขาก็อยู่ตรงนั้นเสมอ นั่นคือพ่อแม่ที่ประเสริฐมาก เชื่อเถอะ ในฐานะคนอเมริกันคนหนึ่งที่เคยโดนไล่ออกจากบ้าน…

‘ภาคีฯ ประชาสังคม’ ชี้!! คุกคามทางเพศใน ‘องค์กรการเมือง’ มีมาก เร่งหาทางออก ‘สร้างที่ทำงาน ไม่เพิกเฉยต่อการคุกคามทางเพศ’

เมื่อวานนี้ 5 พ.ย. 66 ภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม ร่วมกันจัดเสวนา ‘ก้าวแรกสู่การสร้างสถานที่ทำงานไม่เพิกเฉยต่อการคุกคามทางเพศ’ เป็นครั้งแรก ณ Clayzy Café ศูนย์การค้าซีซั่นมอล พญาไท เป็นกิจกรรมแรกของเดือนพฤศจิกายนซึ่งถูกกำหนดให้เป็นเดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรีสากล

โดยภาคประชาสังคม ได้แก่ The Publisher, Thaiconsent, SHero, Social Equality Promotion Foundation, ACWC-Thailand for Women’s Rights, Nabi Fellows งานเสวนาอย่างไม่เป็นทางการ เผยที่มาของการจัดเสวนานี้ว่า เป็นการตอบสนองประเด็นเร่งด่วน อันเนื่องมาจากการร้องเรียนกรณีคุกคามทางเพศในที่ทำงานที่ถูกนำเสนอผ่านสื่ออย่างบ่อยครั้งในปีนี้ ยังไม่นำพามาซึ่งมาตรฐานอย่างที่ ‘ควรจะเป็น’ และทวีความซับซ้อนมากขึ้นเมื่อที่ทำงานดังกล่าว เป็นพื้นที่ของงานทางการเมือง

วัตถุประสงค์ของกิจกรรมดังกล่าว คือการเชิญชวนผู้ที่สนใจในประเด็น และต้องการเสนอแนวทางในการยกระดับความปลอดภัยทางเพศในที่ทำงาน ทั้งบุคคลทั่วไป นักเรียน นักศึกษา นักการเมือง สื่อมวลชน นักกิจกรรม ศิลปิน มาร่วมทำความเข้าใจ เสนอแนวทางหรือประสบการณ์ รวมถึงแสดงพลังร่วมกัน เพื่อให้เกิดความร่วมมือที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่สาธารณะต่อไป

สำหรับผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย
1. บุษยาภา ศรีสมพงษ์ ผู้ก่อตั้ง SHero Thailand
2. สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง ผู้อำนวยการมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม
3. รัชดา ไชยคุปต์ ผู้แทนไทยด้านสิทธิสตรีในคณะกรรมาธิการอาเซียนว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิสตรีและสิทธิเด็ก (ACWC-Thailand for women’s rights)
4. พลตรี วันชนะ สวัสดี
5. วิภาพรรณ วงษ์สว่าง Thaiconsent รับหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ 

การเสวนาเป็นไปอย่างเข้มข้น ดำเนินยาวนานเป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมง 30 นาที โดยพูดถึงประเด็นต่าง ๆ เช่น มายาคติที่สังคมสร้างและยังคงอยู่ระหว่างการรื้อ, ข้อกังขาของการเมืองในที่ทำงานและเมื่อที่ทำงานเป็นพรรคการเมือง, ข้อท้าทายของผู้เสียหายจากการคุกคามทางเพศในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม, พัฒนาการทางด้านข้อกฎหมายอาญาและกฎหมายแรงงานที่เกี่ยวกับการคุกคามทางเพศ, กลไกระหว่างประเทศและกรณีศึกษาในการสร้างการรับรองอย่างเป็นทางการของนโยบายไม่เพิกเฉยต่อความรุนแรงทางเพศ, ความสำคัญของการร่วมมือกันโดยทุกคนในสังคม และการสร้างบรรทัดฐานกลางในการยุติความรุนแรงทางเพศ และการถอดปรากฎการณ์ความเข้าใจสาธารณะผ่านสื่อเมื่อเกิดเหตุการณ์คุกคามทางเพศในที่ทำงาน 

โดยหนึ่งในประเด็นร้อนที่ประชาชนให้ความสนใจและแสดงความเห็นบนโลกออนไลน์จำนวนมาก เป็นกรณีการคุกคามทางเพศที่เกิดในพื้นที่งานทางการเมือง โดยสุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง ผู้อำนวยการมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม เล่าถึงประสบการณ์ในการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 โดยกล่าวว่าตั้งแต่ทำงานในด้านนี้มา ตนได้รับมือกับกรณีที่ผู้กระทำเป็นคนมีฐานะ มีอำนาจ มีตำแหน่ง หรือมีภาพลักษณ์ที่ดีเป็นที่ประจักษ์ในทางสาธารณะ ทั้งผู้กระทำที่เป็นทหาร ตำรวจ นักบวช นักการเมือง โดยจากประสบการณ์ ภาพลักษณ์ดังกล่าวไม่ใช่เครื่องการันตีว่า ตัวตนที่น่านับถือของเขา จะเป็นตัวตนเดียวกันกับตอนที่มีโอกาสลงมือ

“หากจะกล่าวว่าอารมณ์ทางเพศควบคุมไม่ได้ โดยเฉพาะในตอนที่ไปปาร์ตี้รู้สึกมึนเมา ขอถามหน่อยว่า สมมติถ้าเป็นเช่นนั้นจริง คนที่ออกจากปาร์ตี้มา ถ้าเขาเห็นป้าขายไก่ย่างหน้าผับเป็นคนแรก เขาจะพุ่งหาป้าขายไก่ย่างเลยหรือไม่? ที่จริงผู้กระทำเขามีสติมากพอที่จะเลือกเหยื่อที่หมายตา โดยจะเล็งหรือเลือกมาก่อน หรือสร้างสถานการณ์ที่ปูทางไปสู่การฉวยโอกาสให้เกิดขึ้นได้ ที่จริงแล้วผู้กระทำในลักษณะนี้เขาคิดคำนวณมาเป็นอย่างดีว่าจะทำกับใคร ในพื้นที่ไหน ในสถานการณ์ใด และในรูปแบบใด ที่ตนทำเองแล้วมีโอกาสรอดหรือพอรับมือได้ โดยเลือกทำในสิ่งที่ไม่ทิ้งพยานและหลักฐาน”

สุเพ็ญศรียังกล่าวว่า "หนึ่งในการสร้างสถานการณ์ หรือหนึ่งในการฉวยโอกาสจากสถานการณ์ที่ผู้ถูกกระทำปฏิเสธได้ยาก (หรือยากที่จะปฏิเสธสำเร็จ) เป็นโอกาสที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางการทำงานเพราะเป็นสถานการณ์ที่ตัดสินใจได้ยาก เพราะผู้ถูกกระทำต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทั้งต่อความสัมพันธ์กับคนอื่นในที่ทำงาน หรือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อต้องร้องเรียนนายจ้าง รุ่นพี่ หรือคนที่มีอำนาจหรือชื่อเสียงทางสังคมมากกว่า

บุษยาภา ศรีสมพงษ์ ผู้ก่อตั้งองค์กร SHero ยังได้เสริมถึงมายาคติที่เป็นปัจจัยหนุนเสริม ที่เอื้อให้ผู้กระทำกล้าลงมือ ด้วยเชื่อว่า หากลงมือแล้ว ยังไงก็มีช่องว่างที่จะทำให้เหยื่อไม่เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม

“สังคมเรายังคาดหวังว่าผู้เสียหายจะต้องเป็นคนที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง และต้องต่อสู้กับสิ่งที่เรียกว่าความน่าเชื่อถือ ซึ่งมักถูกทวงถามจากบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวน ทั้งที่ในความเป็นจริง จะมีผู้ถูกกระทำสักกี่คนที่ถูกละเมิดแล้วรีบเก็บ DNA หรือเก็บหลักฐานทางชีวภาพต่าง ๆ แล้วเข้าไปแจ้งความในทันที เพราะอันที่จริงแล้วกลไกทางจิตวิทยาของคนเราเมื่อเข้าสู่โหมดป้องกันตนเองจากความทรงจำที่เจ็บปวด (Trauma) มันไม่ได้มีแค่การสู้หรือหนี (Fight or Flight) แต่ยังมีการหยุดนิ่ง (Freeze หรือ Tonic Immobility) ทำให้คนจำนวนมากเริ่มขอความช่วยเหลือหลังจากเวลาผ่านไปเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน หรือเป็นปี” 

นอกจากนี้ วิภาพรรณ วงษ์สว่าง ผู้ก่อตั้ง Thaiconsent ยังตั้งคำถามกับบทบาทของสื่อที่เอาวิธีคิดของข่าวทั่วไปมาใช้กับประเด็นคุกคามทางเพศ โดยนักข่าวเลือกที่จะนำเสนอเรื่องราวจากทั้งสองฝั่งอย่างละเอียด เพื่อให้มีข้อมูลเพียงพอต่อสาธารณชน (ในการเลือกเชียร์หรือเลือกแช่ง) การอำนวยความสะดวกแก่ผู้ชมในลักษณะนี้ จึงไม่ต่างจากมหรสพในรูปแบบการนำเสนอข่าว ที่เป็นทั้งการละเมิดซ้ำ เป็นการแสวงหาผลประโยชน์จากสถานการณ์ และในหลายครั้งก็เป็นเครื่องมือฟอกขาวให้กับผู้กระทำที่มีความคุ้นเคยกับการใช้พื้นที่สื่อ และใช้โอกาสที่สาธารณชนขุดคุ้ยเรื่องราวของผู้ถูกกระทำ มาเป็นหนทางในการบั่นทอนกำลังผู้ที่คิดจะสู้ถอนใจไปเอง

ในแง่มุมการเมือง สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง ผู้อำนวยการมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม ตอบกลับคำถามของผู้ชมที่ถามว่า คิดเห็นอย่างไรกับความเห็นสาธารณะที่มองว่า ประเด็นคุกคามทางเพศอาจเป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือมองว่าเราควรให้โอกาสคนที่ทำงานได้ดี ในการกลับตัวและปรับพฤติกรรม โดย สุเพ็ญศรี ยืนยันหนักแน่นว่า “การเมืองที่มีแน่ ๆ ในเรื่องนี้ คือการเมืองของคนที่โอบอุ้มพรรคพวกของตัวเอง ด้วยข้ออ้างต่าง ๆ ที่นำไปสู่การปฎฺิเสธความรับผิดชอบ ก็คงอุ้มกันจนกว่าจะจนมุม” 

โดยมุมที่ว่านี้ สุเพ็ญศรีไม่ได้หมายถึงท่าทีของประชาชนที่เสนอให้ไปร้องต่อ กกต. เกี่ยวกับลักษณะต้องห้ามของ สส. (ซึ่ง กกต. ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ในส่วนนี้) หรือคำแนะนำให้ไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ (ที่ส่วนหนึ่งมีประชาชนกังขาถึงความละเอียดอ่อนในประเด็นทางเพศ) ซึ่งสุเพ็ญศรีมองว่า มุมมองที่ธรรมดากว่านั้นอย่างกฎหมายอาญา และกฎหมายแรงงาน เป็นกลไกสำคัญที่ถูกนำมาพูดถึงน้อยอย่างมีนัยสำคัญ

ผู้เข้าร่วมการเสวนาเสนอแนวทางการสร้างความร่วมมือแบบเร่งด่วน และเตรียมตัวผลักดันประเด็นการพูดคุยในวันนี้ สู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการร่วมมือกันของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยในเบื้องต้น ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเรื่องการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม การเยียวยา สามารถประสานงานได้ผ่านช่องทางต่าง ๆ ของ The Publisher ที่มีความตั้งใจจะร่วมผลักดันประเด็นดังกล่าวในฐานะของสื่อมวลชน

‘TCSA-CSSAT’ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ คนรุ่นใหม่ไทย-จีน จัดกิจกรรมเชิงอนุรักษ์ พานักเรียนจีนท่องวิถีชุมชนไทย

เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 66 สมาคมนักเรียนไทย-จีน (TCSA) ร่วมสมาคมนักศึกษาและนักวิชาการจีนแห่งประเทศไทย (CSSAT) จัดกิจกรรม ‘One day trip กระชับมิตรไทย-จีน’ สนับสนุนโดยสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย มุ่งเดินทางบนเส้นทางการท่องเที่ยวแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไปยังจังหวัดสมุทรสงคราม ณ ศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคลน

กิจกรรมดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อการสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ผ่านการเดินทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นมิตรต่อชุมชน และการทำจิตอาสาปลูกจิตสำนึก ถึงคุณค่าของป่าชายเลน ซึ่งสำคัญต่อระบบนิเวศในองค์รวม นอกจากนี้ ยังเป็นกิจกรรมที่ได้นำพาเพื่อนๆ นักเรียนนักศึกษาชาวไทยและชาวจีนมาพบเจอกัน รู้จัก แลกเปลี่ยนทางภาษา เป็นสะพานในการสานความสัมพันธ์ในระดับนักเรียนนักศึกษา เพื่อสร้างโอกาสทางเครือข่าย อันจะเป็นผลดีต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในมุมของอนาคตความสัมพันธ์ไทย-จีน

กิจกรรม One day trip ในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมเป็นนักเรียนไทย-จีน จำนวน 40 คน เป็นคนจีน 24 คน คนไทย 16 คน รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ศ.ดร.หวัง ฮวน ภริยา ฯพณฯ หาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และนางเฝิง จวิ้นอิง อัคราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการศึกษา 

ภิริยาทูตจีนฯ กล่าวว่า “รู้สึกประทับใจกับกิจกรรมในวันนี้ และอยากให้มีกิจกรรมแบบนี้อีกในอนาคต ตัวท่านได้เปิดประสบการณ์และเรียนรู้หลาย ๆ อย่างในวันนี้”

อาจารย์หวังฯ ยังกล่าวอีกว่า “กิจกรรมดังกล่าวเป็นกิจกรรมที่มีความหมายเป็นอย่างมาก เพราะทำให้นักเรียนจีนในไทย ได้เปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ และได้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับชุมชนท้องถิ่นในประเทศไทย ที่สำคัญ ได้ทำกิจกรรมอาสา ที่เป็นการให้ประโยชน์กลับสู่ชุมชนด้วยเช่นกัน ต้องขอชื่นชมทีมงานผู้จัดกิจกรรม ที่จัดออกมาได้อย่างแปลกใหม่ และเข้ากับยุคสมัย”

‘ป.ป.ส.’ เปิดตัว ‘วินสีขาว สร้างพื้นที่ปลอดภัย ห่างไกลยาเสพติด’ ดึง ‘วินฯ-ไรเดอร์’ 2 แสนคน ช่วยสอดส่องแหล่งชุมชนในพื้นที่กทม.

(6 พ.ย. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผช.ผบ.ตร. และรักษาราชการแทน เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวในพิธีเปิดงาน ‘วินสีขาว สร้างพื้นที่ปลอดภัย ห่างไกลยาเสพติด’ ระบุว่า รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้กำหนดให้ยาเสพติดเป็นมาตรการเร่งด่วน

สำนักงาน ป.ป.ส. จึงได้กำหนดมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในกลุ่มแรงงานนอกระบบ โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพให้บริการขนส่ง สำหรับวินที่มาร่วมกิจกรรมในวันนี้มีทั้งหมด 26 วิน กว่า 400 คน โดยเป็นวินที่อยู่บริเวณใกล้เคียงสถานที่จัดงานและพื้นที่ชุมชนแพร่ระบาด

โดยเราได้มีการส่งเสริมการป้องกันยาเสพติดในกลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้างในเขตกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ทั้งการส่งเสริมเรื่องด้านสุขภาพ ภูมิคุ้มกันยาเสพติด และส่งเสริมด้านการเฝ้าระวังยาเสพติด ภายใต้โครงการ ‘วินสีขาว’ ในวันนี้

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์กล่าวว่า ปัจจุบันมีไรเดอร์อาชีพที่แจ้งในระบบประมาณ 86,000 คน กว่า 5,300 วิน หากรวมผู้ที่ทำอาชีพไรเดอร์ที่ไม่ใช่วินมีกว่า 1-2 แสนคน ซึ่ง ป.ป.ส.จะดึงกลุ่มนี้ร่วมแก้ปัญหายาเสพติดในชุมชน โดยจะขยายไปทุกเขตใน กทม. และประกวดวินสีขาวที่ทำสำเร็จในการสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง ปลอดยาเสพติด ซึ่งวินที่ชนะและเป็น Best Practice จะเป็นตัวอย่างให้กับวินอื่น ๆ ในกรุงเทพฯ รวมถึงต่างจังหวัดต่อไป

สำหรับโครงการ ‘วินสีขาว สร้างพื้นที่ปลอดภัย ห่างไกลยาเสพติด’ เป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักงาน ป.ป.ส. และกรุงเทพมหานคร เพื่อส่งเสริมไรเดอร์ และวินมอเตอร์ไซค์ในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีศักยภาพให้เป็นวินต้นแบบ ที่จะมาช่วยในการเฝ้าระวังยาเสพติด ช่วยดูแลความปลอดภัยของชุมชนในพื้นที่ให้บริการ

เนื่องจากสำนักงาน ป.ป.ส. เล็งเห็นว่า ไรเดอร์ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ซึ่งประกอบอาชีพอยู่ภายในแหล่งชุมชนและท้องถนน มีลักษณะความเป็นจิตอาสาช่วยเหลือสังคมบนท้องถนนอยู่แล้ว รวมถึงมีความเสี่ยงในการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการใช้สารเสพติดและขนส่งยาเสพติดโดยอาจจะรู้หรือไม่รู้

ซึ่งกลุ่มอาชีพนี้มีจำนวนมากกว่าแสนคนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร วิ่งตามซอกซอยชุมชน พื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น รวมถึงในชุมชนที่มีการแพร่ระบาดของยาเสพติดอยู่ด้วย

'โซเชียล' ติง!! บางคนไม่ลุกช่วงเพลงสรรเสริญฯ ขึ้น 'งานโขนพระราชทาน' แต่กลับลุกเดินก้าวล่วงสิทธิผู้อื่น ที่มีใจสงบในการรับชมโขน

(6 พ.ย. 66) กำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันทั่วโซเชียล หลังมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์ข้อความชวนคิด ระบุว่า..

วันนี้เพื่อนผมไปดู ‘โขนพระราชทาน’ มาครับ

ได้เจอสองท่านนี้ = ไม่ลุกขึ้นยืนแสดงความเคารพ ช่วงเพลงสรรเสริญฯ ขึ้น!

(ในขณะที่ทุกคนรอบตัวลุกขึ้นยืนทั้งหมดเลย) 

(**ตามภาพ ถ่ายตอนช่วงพักครึ่ง 2 ท่านก็ลุกขึ้นได้+เดินเหินได้นะครับ) #ก้าวล่วงสิทธิผู้อื่นที่จะมีใจสงบในการดูโขน

#ไม่รักเจ้าแต่มาดูโขนพระราชทาน พี่ป้าน้าอาเค้าหันไปมอง ก็ยังเฉยจ้า #แปลกดีนะ #นายแน่มาก #อย่างนี้ก็มีด้วย

เพื่อนผม พูดเลยว่า "เป็นการจัดแสดงโขน ที่ดีงามมาก ๆ...

ประทับใจมาก ๆ บางช่วงมีน้ำตาซึมปลื้มใจ คุ้มค่ามาก ๆ แบบว่า รู้สึกรักเมืองไทย ภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทย
และซาบซึ้งใจ ที่เจ้าฯ ทรงกรุณาส่งเสริม ‘โขน’ ทำให้พวกเรามีโอกาสได้ชมงานแสดงที่ล้ำค่า ในราคาที่ไม่แพงเลยจริง ๆ คณะผู้แสดงและเล่นดนตรีไทย ก็ล้วนเป็นคนหนุ่มสาวทั้งนั้น (ผู้ชมก็มีทุกวัยจากเยาวชนไปถึงสว) เห็นแล้ว ใจชื้นขึ้นนะ เพราะคนรุ่นใหม่ที่ดี ๆ ก็ยังมีเยอะ..." 

หากมองบวก ก็หวังว่า 2 ท่านนั้น จะได้รับการขัดเกลาทางจิตใจได้บ้าง อาจเข้าใจตรรกะของชีวิตได้ใหม่ สู่ทางสว่าง ได้นะครับ หวังให้เป็นเช่นนั้น...

***โพสต์นี้ขอ ติติง #ติเพื่อก่อ ***ครั้งหน้าถ้าไม่ชอบ ก็อย่าไปเลยนะครับ***


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top