Sunday, 28 June 2026
NEWS FEED

‘รถไฟสายใต้’ กรุงเทพ-ชุมพร ลดเวลาได้กว่า 2 ชม. พร้อมขยายการให้บริการอีก 4 เท่าตัว เริ่ม 15 ธ.ค. นี้

(17 พ.ย. 66) เพจ ‘โครงสร้างพื้นฐาน ประเทศไทย Thailand Infrastructure’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับรถไฟสายใต้ ระบุว่า…

รถไฟสายใต้เริ่มให้ผล กรุงเทพ-ชุมพร ลดเวลาได้กว่า 2 ชม.

พร้อมขยายศักยภาพการให้บริการ กว่า 4 เท่าตัว เริ่มต้น 15 ธันวาคม 2566 นี้!!!

ออกแบบ รองรับความเร็วสูงสุด 160 กม./ชม. ในอนาคตสามารถเร็วได้มากกว่านี้อีก!!! ถ้ามีดีเซลราง ชุดใหม่….

วันนี้เอาข่าวการเปลี่ยนแปลงตารางการเดินรถไฟสายใต้ ทั้ง!!! จากการเปิดใช้ทางคู่สายใต้ ช่วง นครปฐม-ชุมพร

โดยจะสามารถ ลดระยะเวลารอหลีกได้ ทำให้การให้บริการเป็นไปได้แบบรวดเร็ว และต่อเนื่องได้อย่างเต็มที่ ตลอดเส้นทางสายใต้ ไปจนถึงชุมพร 

ซึ่งการเปิดให้บริการในช่วงนี้ จะสามารถลดระยะการเดินทางได้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง (ขึ้นกับ จำนวนสถานีทีศักดิ์จอด และ ศักดิ์ของรถ) โดยรถไฟที่เห็นได้ชัดเจนที่ี่สุดคือ รถไฟด่วนพิเศษดีเซลราง 
ซึ่งช่วงกรุงเทพ-ชุมพร สามารถลดเวลา จาก 8:16 ชั่วโมง เหลือเพียง 6:20 ชั่วโมง เท่านั้น!!! ไม่ต่างกับการเดินทางด้วยรถยนต์ 

แต่!!! ทางคู่ที่เรากำลังสร้างกันทั่วประเทศ ไม่ได้มีแค่การลดเวลารอทางหลีก 

แต่มันรองรับการเพิ่มความเร็วการให้บริการ ในอนาคตสูงสุดถึง 160 กิโลเมตร / ชั่วโมง พร้อมกับเพิ่มขีดความสามารถการให้บริการของทางรถไฟ จากเดิม ขึ้นอีก 4 เท่า!!! คู่ขนานกับการเพิ่มความปลอดภัย ด้วยจากการยกระดับระบบอาณัติสัญญาณ เป็นระบบ ETCS Level 1 

ทั้งหมดนี้ เราจะได้เห็นบนทางรถไฟทางคู่ทุกสายที่กำลังก่อสร้าง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถระบบรางของไทย เพื่อให้เป็นศูนย์กลาง Logistics ของภูมิภาคที่หวังไว้ซักที

*** ที่สำคัญ เมื่อมีขีดความสามารถเพิ่ม ก็ต้องหารถไฟมาเพิ่ม คู่กับการเปิดให้เอกชนมาร่วมให้บริการบนทางรถไฟเดียวกัน ทั่วประเทศ เพื่อให้ใช้ศักยภาพของระบบรางได้อย่างเต็มที่

สำหรับใครที่เดินทางหลังวันที่ 15 ธันวาคม 2566 ควรจะเช็กตารางเดินรถไฟใหม่ ก่อนเดินทาง นะครับ!!!
สามารถตรวจเช็กตารางเวลาการเดินรถได้จากเว็บไซต์ https://dticket.railway.co.th

ไทยออยล์ มอบเงินช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบน้ำมันรั่วไหล 323 ราย เป็นเงินกว่า 5.8 ล้านบาท

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) มอบเงินช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีน้ำมันรั่วไหล ในพื้นที่ ศรีราชา บางพระ อ่าวอุดมและแหลมฉบัง จำนวน 323 ราย เป็นเงิน 5,831,000 บาท พิธี

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2566 นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในพิธีมอบเงินช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำมันดิบรั่วไหลลงทะเล เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2566 ท่ผ่านมา โดยมี นายอำนาจ เจริญศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ประธานคณะทำงานติดตามการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบฯ  นายวิโรจน์ มีนะพันธ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านกำกับองค์กรและกิจการสัมพันธ์ นายวรจักร สถาพรภิญโญ นายอำเภอศรีราชา ตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนที่ได้รับผลกระทบเข้าร่วมในพิธี

ตามที่ได้เกิดเหตุน้ำมันดิบรั่วไหลลงทะเลเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2566 ทางจังหวัดชลบุรีได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานติดตามการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีน้ำมันรั่วไหล รวมถึงผู้บริหารของบริษัท ไทยออยล์ เพื่อติดตาม ขับเคลื่อน ประสาน และประชาสัมพันธ์ให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ทั่วถึง และไม่ซ้ำซ้อน โดยที่ผ่านมาคณะทำงานฯ ได้กำหนด หลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินช่วยเหลือ ผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำมันรั่วไหล อย่างเป็นธรรมและทั่วถึง

โดยบริษัท ไทยออยล์ จํากัด(มหาชน) เป็นผู้รับผิดชอบในการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาให้แก่ประชาชนที่ได้รับ ผลกระทบด้านต่างๆในพื้นที่เทศบาลเมืองศรีราชา เทศบาลตำบลบางพระ บ้านอ่าวอุดม และบ้านแหลมฉบัง เป็นกลุ่มแรก ในพื้นที่อำเภอศรีราชา จำนวน 323 ราย เป็นเงิน 5,831,000 บาท และ ในส่วนที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือในครั้งนี้ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาในการให้ความช่วยเหลือ ในครั้งต่อไป

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง ยกย่องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่กล้าหาญ ลบประวัติอาชญากร คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ พร้อมเสนอเป็นกฎหมาย

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ร่วมแถลงข่าว โครงการลบประวัติ ล้างความผิด คืนชีวิตให้ประชาชน ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ วัตถุประสงค์เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนที่เคยมีประวัติถูกฟ้องคดีอาญา แต่ศาลยกฟ้อง ซึ่งยังมีประวัติอาชญากรรมอยู่ในฐานข้อมูลของกองทะเบียนประวัติอาชญากร ทำให้อาจถูกตัดสิทธิ ไม่ได้รับการพิจารณาเข้าทำงาน ขาดโอกาสในการกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ

โดยบนเวที ทางด้านพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้กล่าวว่ากิจกรรมในวันนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเราพูดเสมอว่า เราจะธำรงไว้ซึ่งความสูงสุดของรัฐธรรมนูญ หรือความศักดิสิทธิ์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด และที่สำคัญอย่างยิ่ง ก็คือ มนุษย์ทุกคนมีคุณค่า มีความสำคัญ และมีศักดิ์ศรี ในรัฐธรรมนูญได้บัญญัติว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค ย่อมได้รับการคุ้มครอง วันนี้ต้องยอมรับว่าเมื่อเรา ได้รับความคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คือการบันทึกประวัติอาชญากร ซึ่งตนมองว่าถ้าเราทำนอกเหนือจากรัฐธรรมนูญ ที่ศาลยังไม่ได้ตัดสินแล้วเป็นอาชญากร ก็คือการกระทำโดยไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญ และทำลายศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ซึ่ง ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด 

ซึ่งโครงการที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดทำขึ้น สมควรได้รับรางวัลที่สุดในด้านสิทธิมนุษยชน เราจนควรผลักดันให้ เป็นกฎหมาย และเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น กับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะกลุ่มความเห็นของคนที่พ้นโทษ และนอกจากนี้กระทรวงยุติธรรม ได้จัดทำพระราชบัญญัติขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล ซึ่งถือว่าเป็นพระราชบัญญัติ ที่จะส่งเสริม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งได้มีการเสนอไป ครม.แล้ว หนึ่งในจำนวนขจัดการเลือกปฏิบัติ ก็คือเลือกปฏิบัติต่อผู้พ้นโทษ ในวันนี้ผู้พ้นโทษ เมื่อได้ผลโทษมาแล้ว มีระเบียบ มีหน่วยงานต่างๆจำนวนมาก เข้ามาจำกัดในสิทธิเสรีภาพของผู้พ้นโทษ 

ดังนั้นเราจะต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับหลักนิติธรรม ก็คือหลักที่กฎหมายเป็นใหญ่กว่าคน  และกฎหมายจะต้องต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ กฎระเบียบต้องต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญต้องมีความศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นกฎระเบียบอะไรที่ไปขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ก็ขอให้มีการพิจารณาด้วย  ซึ่งต้องขอขอบคุณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ที่ได้ปลดโซ่ตรวน ปลดความเป็นทาสของบุคคล ขอขอบคุณและขอชื่นชมสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่กล้าหาญ เพราะไม่มีหน่วยงานไหน ที่จะกล้าทำ

เบตง ผบ.ฉก.ยะลา มอบบ้านตามโครงการหน่วยเฉพาะกิจยะลา ไม่ทิ้งท่าน

เบตง ผบ.ฉก.ยะลา มอบบ้าน ตามโครงการหน่วยเฉพาะกิจยะลา ไม่ทิ้งท่าน ที่หน่วยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่44 ก่อสร้าง ในพื้นที่ ต.ธารน้ำทิพย์ อ.เบตง จ.ยะลา

วันที่ 16 พ.ย.66 ที่บ้านเลขที่ 48/5 หมู่4 ต.ธารน้ำทิพย์ อ.เบตง จ.ยะลา พล.ต.นิติ ติณสูลานนท์ ผบ.ฉก.ยะลา ได้เป็นประธานในพิธีส่งมอบบ้านให้กับ นางแยนะ เปาะมะ อายุ 46 ปี ตามโครงการหน่วยเฉพาะกิจยะลา ไม่ทิ้งท่าน โดยมีนายเอก ยังอภัย ณ สงขลา นายอำเภอเบตง พ.ต.อ.เอกชัย พราหมณกุล รอง ผบก.ภ.จ.ยะลา พ.ต.ท.ธีรศักดิ์ โพธิ์ศรีมา ผบ.ฉก.ตชด.44 นายสมัคร นอระพา นายกเทศมนตรีตำบลธารน้ำทิพย์ หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้าน เข้าร่วม พร้อมทั้งมอบสิ่งของเครื่องใช้ มอบเครื่องอุปโภค บริโภคให้แก่ครอบครัว นางแยนะ เปาะมะ

พ.ต.ท.อรรถพล จินตาคม รอง ผบ.ฉก.ตชด.44 กล่าวว่า ตามที่ กอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้า มีดำริ ในการดำเนินการสร้างที่อยู่อาศัยสภาพเก่า ชำรุดทรุดโทรม มีฐานะยากจน แต่เป็นบุคคลที่มีจิตอาสา ซึ่งนางแยนะ เปาะมะ เป็นผู้ที่คณะกรรมการหมู่บ้าน จากสภาสันติสุขตำบล พิจารณาแล้วว่า เป็นผู้ที่มีความเหมาะสม ที่จะได้รับการช่วยเหลือตามโครงการดังกล่าว โดยได้รับงบประมาณ ในการดำเนินงาน จากผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจยะลา ไตสมาสที่3 งบประมาณปี2566 หน่วยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่44 จึงได้จัดชุดช่างเข้าเริ่มทำการก่อสร้าง เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2566 จนแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566

นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจาก นายกเทศมนตรีตำบลธารน้ำทิพย์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องถิ่นและพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้ร่วมมือร่วมใจในโครงการดังกล่าวและได้ร่วมกันบริจาคเงินบางส่วนเพื่อสนับสนุนในการก่อสร้าง จนทำให้โครงการดังกล่าว สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ด้านนางนางแยนะ เปาะมะ กล่าวว่า รู้สึกดีใจ ซาบซึ้ง ตื้นตันใจ เป็นอย่างมาก ที่หน่วยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่44 มาสร้างบ้านให้ และต้องขอบคุณหน่วยเฉพาะกิจยะลา ที่จัดทำโครงการดีๆแบบนี้ช่วยเหลือชาวบ้าน รวมถึงขอบคุณหน่วยงานต่างๆที่เข้ามาช่วยเหลือครอบครัวของตน

นายอำเภอหญิง…นำส่วนราชการ ชาวบ้านลงแขกเกี่ยวข้าว นำไปสร้างปราสาทรวงข้าว หนึ่งเดียวในจังหวัดร้อยเอ็ด

(16 พฤศจิกายน 2566) เวลา 09.00 น. ณ ทุ่งนาเกษตรวัฒนธรรมวัดราชวารีบ้านโคกล่าม อำเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด ร.ต.อ.หญิงอรุณี อินทรมณี นายอำเภอจตุรพักตรพิมาน เปิดกิจกรรมลงแขกเกี่ยวข้าวสืบสานวัฒนธรรม พร้อมบวงสรวงแม่โพสพ เพื่อนำไปสร้างปราสาทรวงข้าว หนึ่งเดียวในจังหวัดร้อยเอ็ด โดยมี นายเศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด ,หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และพี่น้องประชาชน ร่วมกันเกี่ยวข้าว 

เนื่องด้วย วัดราชวารีบ้านโคกล่ามบ้านโคกล่าม จะมีการจัดงานประเพณีเทศกาลบุญประจำปี นมัสการพระธาตุหลวงเมืองพรหม เที่ยวชมปราสาทรวงข้าว ซึ่งที่ได้นำพี่น้องชาวบ้าน ผู้มีจิตศรัทธา ร่วมดำนา ซึ่งขณะนี้ข้าวที่ปักดำไว้ถึงช่วงฤดูเก็บเกี่ยวสำหรับนำมาสร้างปราสาทรวงข้าว จึงได้มีการจัดงานสืบสาน วัฒนธรรมลงแขกเกี่ยวข้าว พร้อมบวงสรวงแม่โพสพ 

เพื่อเป็นการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าวตามประเพณีอีสานให้คงอยู่ ทั้งนี้ นายอำเภอจตุรพักตรพิมาน ได้นำพี่น้องประชาชน ร่วมกันเกี่ยวข้าว ด้วยรอยยิ้มและรำวงอย่างสนุกสนาน ที่เป็นการแสดงออกถึงความรัก ความสามัคคี ระหว่างชุมชนและส่วนราชการ ที่มอบให้กัน และนำข้าวที่ได้ไปสร้างปราสาทรวงข้าว หนึ่งเดียวในจังหวัดร้อยเอ็ดต่อไป 

เลขาฯ ศอ.บต. เผย "ศอ.บต. ขอทำงานเป็นทีมเดียวกับจังหวัด" หลังเดินทางพบหัวหน้าส่วนราชการนราธิวาส ด้าน รองผู้ว่าฯ เสนอ แก้ปัญหาการค้าชายแดน-ทรัพยากรมนุษย์-ว่างงาน ฯลฯ ในพื้นที่

เมื่อวานนี้ (16 พ.ย. 2566) พ.ต.ท. วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พบปะรองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นายปรีชา นวลน้อย รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นายอำเภอและหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ ณ ห้องประชุมพระภิศัยสุนทร ศาลากลางจังหวัดนราธิวาส (แห่งที่ 2) เพื่อแลกเปลี่ยนการดำเนินงานพัฒนา จชต. 

เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า การพบปะคนทำงานในพื้นที่วันนี้ เพื่อขออนุญาตมาทำงานร่วมกับจังหวัด และทุกส่วนงานใน 5 จชต. เพื่อให้ ศอ.บต. เป็นทีมเดียวกับจังหวัด เป็นหน่วยสนับสนุนภารกิจงานด้านการพัฒนา ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนนราธิวาส และอีกทั้ง 4 จังหวัด ให้ทำงานเป็นแพ็คเป็นทีมเดียวกัน และมองภาพใหญ่ร่วมกัน 

ด้านรองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า จังหวัดนราธิวาส มีเป้าหมายในการพัฒนานราธิวาสสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน โดยมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาการค้าชายแดน การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การศึกษา เนื่องจากพบว่า เด็ก ประถมศึกษา 3 ในพื้นที่ ยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ และได้คะแนนสอบ O-NET และ A-NET ศูนย์คะแนนเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังวางแนวทางแก้ไขปัญหาว่างงาน พบว่า แต่ละปีมีเยาวชนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นจำนวนมาก แต่กลับว่างงาน จึงไม่มีรายรับในการจ่ายหนี้ กยศ. และมุ่งแก้ปัญหาด้านสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะแม่และเด็ก ทั้งนี้เสนอให้ ศอ.บต. เป็นหน่วยจัดโครงการสร้างสัมพันธ์ไทย-มาเลเซีย โดยรวมผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 5 จังหวัด และภาคเอกชน ร่วมทำกิจกรรมเพื่อสร้างสัมพันธ์ที่ดี และใช้โอกาสนี้ในการหารือแก้ไขปัญหาด่านชายแดนต่อไป

ทั้งนี้ หัวหน้าส่วนราชการยังมีการเสนอการพัฒนาในมิติต่างๆ เพื่อเป็นหัวข้อในการดำเนินงานพัฒนาพื้นที่ในอนาคต อาทิ การจัดตั้งศูนย์ฟื้นฟูคนพิการ การดึงภาคเอกชนเป็นผู้ดำเนินงานในโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งกับตำบล เป็นต้น

‘รร.อัสสัมชัญ’ จุดเริ่มต้นการแปรอักษรในงานกีฬาฯ สู่การสานต่อในฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์

(16 พ.ย. 66) ผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก ‘David Boonthawee’ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

ภาพแรกการแปรอักษรในประเทศไทย

ปี พ.ศ. 2485 ในช่วงเวลาแห่งสงครามมหาเอเชียบูรพาและสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แร้นแค้นขาดแคลน สินค้าแทบทุกชนิดหายาก แม้แต่ผ้าตัดเสื้อ ดังนั้นเสื้อผ้าที่สวมใส่กันส่วนมากจึงมีอยู่ไม่กี่สี

วันหนึ่ง มาสเตอร์เฉิด สุดารา ครูโรงเรียนอัสสัมชัญ สังเกตเห็นคนกลุ่มหนึ่ง แต่งตัวด้วยเสื้อสีฟ้านั่งกันอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ จึงเกิดความคิดว่า ถ้านำเอาคนที่แต่งตัวเหมือน ๆ กัน มานั่งเป็นกลุ่มและจัดให้เป็นสัญลักษณ์อะไรก็คงจะทำได้ 

เวลานั้นโรงเรียนอัสสัมชัญมีการแต่งกายของนักเรียนอยู่ 2 แบบ คือ พวกที่เป็น ‘ยุวชนทหาร’ จะแต่งเครื่องแบบยุวชนทหารสีเข้ม ส่วนพวกที่ไม่ได้เป็นยุวชนทหารก็จะแต่งตัวด้วยเสื้อราชปะแตนสีขาว และใส่หมวกกะโล่สีขาวด้วย 

เมื่อถึงการแข่งขันฟุตบอลรุ่นกลางนัดชิงชนะเลิศ ระหว่างทีมโรงเรียนอัสสัมชัญ กับทีมโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย

มาสเตอร์เฉิดจึงได้นำนักเรียนอัสสัมชัญที่แต่งชุด ‘สีขาว’ ไปรวมกันไว้ที่ตอนบนของอัฒจันทร์ก่อน แล้วค่อย ๆ นำนักเรียนลงมาทีละกลุ่ม จัดให้นั่งเรียงกัน โดยเว้นช่องว่างไว้บางส่วน 

จากนั้นก็ให้พวกแต่งชุดยุวชนทหาร ‘สีเข้ม’ เข้าไปนั่งเติมเต็มในช่องว่าง 

เมื่อมองจากด้านหน้าของอัฒจันทร์ ก็จะเห็นเป็นภาพตัวอักษร ‘อสช’ ขึ้นมาจากสีเสื้อยุวชนทหาร ซึ่งเป็นอักษรย่อของชื่อโรงเรียนอัสสัมชัญ 

นั่นคือปรากฏการณ์ครั้งแรกของการแปรอักษรในประเทศไทย ที่เกิดจากการนำคนที่ใส่เสื้อต่างสี มานั่งเรียงกันเพื่อ ‘แปร’ ให้เป็น ‘ตัวอักษร’

เหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างความตื่นตะลึงและตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้ชมเป็นอย่างมาก

จากนั้นการแปรอักษรก็มีวิวัฒนาการเรื่อยมา จากสีเสื้อผ้า มาสู่การติดริบบิ้น แล้วใช้แผ่นกระดาษ จนกลายเป็น ‘เพลต’ ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น กระทั่งมาถึงยุคที่ ‘ลงโค้ด’ ด้วยคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน 

การแปรอักษรมาถึงยุครุ่งเรืองสุดขีดเมื่อฟุตบอล ‘จตุรมิตรสามัคคี’ ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2507 
และสานต่อด้วยการนำมาใช้ในฟุตบอลประเพณี ‘จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์’

ซึ่งผู้ที่นำการแปรอักษรไปเผยแพร่ในระดับมหาวิทยาลัยเป็นคนแรกก็คือ รศ.ดร. สุรพล สุดารา ศิษย์เก่าอัสสัมชัญ บุตรชายของมาสเตอร์เฉิด สุดารา นั่นเอง

อาจารย์สุรพล ขณะนั้นเป็นอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ได้นำการแปรอักษรที่คิดค้นโดยบิดาตนเอง มาปรับใช้กับการเชียร์ฟุตบอลประเพณี

และนั่นเองที่ทำให้การแปรอักษรไม่ได้เป็นเพียงแค่การเชียร์สถาบันตนเองอีกต่อไป แต่ขยายพรมแดนไปถึงการสร้างความบันเทิงสนุกสนานให้แก่ผู้ชมด้วยอารมณ์ขัน การล้อเลียนเพื่อนต่างสถาบัน กระทั่งการวิพากษ์วิจารณ์และสะท้อนถึงสถานการณ์ของสังคมโดยรวม

'ศิษย์เก่าเทพศิรินทร์' ไม่ทน!! ร้องสอบจริยธรรม 2 สส.ก้าวไกล-แก๊งสามนิ้ว ปั่น!! #เลิกบังคับแปรอักษร สร้างความแตกแยกสามัคคี 'จตุรมิตรสามัคคี'

(16 พ.ย.66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.ทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร ผู้ร้องเรียน และนักเรียนเก่าโรงเรียนเทพศิรินทร์ ได้ทำหนังสือถึงประธานคณะกรรมการจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตรวจสอบการกระทำซึ่งอาจขัดต่อข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมฯ กับ นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 กรุงเทพฯ ได้โพสต์ข้อความในบัญชีเฟซบุ๊กว่าจะมีศิษย์จากโรงเรียนจตุรมิตรไปยื่นหนังสือร้องเรียนที่รัฐสภา เรื่องการบังคับขึ้นสแตนแปรอักษรโดยไม่สมัครใจ จากนั้นได้มีการแพร่ภาพผ่านสื่อและมีข้อความ #เลิกบังคับแปรอักษร โดยมี น.ส.พิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ สส.กทม. พรรคก้าวไกล เป็นผู้แถลงข่าวว่า กมธ.ได้รับข้อมูลจากกลุ่มศิษย์เก่า รร.เทพศิรินทร์ และ รร.สวนกุหลาบ ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมาจากกิจกรรม ‘จตุรมิตรสามัคคี’ การแข่งขันฟุตบอลประเพณีของโรงเรียนชายล้วนเก่าแก่ 4 โรงเรียน คือ รร.เทพศิรินทร์ รร.สวนกุหลาบวิทยาลัย รร.กรุงเทพคริสเตียน และ รร.อัสสัมชัญ โดยมีชายจำนวน 2 คน อ้างว่าเป็นนักเรียนเก่าของโรงเรียนในเครือจตุรมิตร เป็นผู้ยื่นหนังสือ

ดร.ทันกวินท์ กล่าวต่อว่า ตามข้อบังคับประมวลจริยธรรม พ.ศ. 2563 ได้บัญญัติอุดมคติของการเป็นสมาชิกและกรรมาธิการ รวมถึงจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ที่วางไว้ โดยผู้ร้องเรียนได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงประกอบข่าวกรณีที่มีบุคคลภายนอกซึ่งไม่ใช่ประชาคมจตุรมิตรไปแสดงข้อความ #เลิกบังคับแปรอักษร บริเวณหน้าโรงเรียนเทพศิรินทร์ และสนามกีฬาแห่งชาติ สนามศุภชลาศัยแล้ว เห็นว่าการกระทำของบุคคลทั้งสามมีความสอดคล้องกับการกระทำของบุคคลภายนอก แถมมีการนัดหมาย ร่วมกัน วางแผน เพื่อให้เกิดประเด็นข่าวซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน และอาจนำไปสู่การแตกความสามัคคียิ่งเป็นการบั่นทอนอุดมการณ์อันสำคัญของการจัดการแข่งจตุรมิตรสามัคคี

ทั้งนี้ เห็นว่าการกระทำของ นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 กรุงเทพฯ และโฆษกกรรมาธิการการศึกษาฯ รวมถึงบุคคลตามภาพการแถลงข่าวของกรรมาธิการการศึกษาฯ เป็นการกระทำซึ่งขัดต่อข้อ 8 ข้อ 10 ข้อ 11 ข้อ 18 และข้อ 22 ของข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมฯ จึงเรียกร้องให้ตรวจสอบการกระทำของบุคคลทั้งสามและบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อโปรดพิจารณาส่งเรื่องคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

‘GRSC เครือ ปตท.’ เปิดรับสมัครบุคลากรเข้าทำงาน ร่วมเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจพลังงานในอินเดีย

(16 พ.ย. 66) บริษัท โกลบ  อล รีนิวเอเบิล ซินเนอร์ยี่ จำกัด หรือ ‘GRSC’ บริษัทย่อยของบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ ‘GPSC’ แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้าของกลุ่ม ปตท. เปิดรับสมัครผู้ที่สำเร็จ/ใกล้จบการศึกษา จากมหาวิทยาลัย หรือผู้ที่มีประสบการณ์ทำงานในประเทศอินเดีย ในสาขาที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบุกเบิกธุรกิจพลังงานในประเทศอินเดีย 🇮🇳

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติม หรือสอบถามและส่งประวัติมาได้ที่อีเมล [email protected]

คำขวัญ ‘สุภาพบุรุษจตุรมิตร’ จาก ‘อภิชาติ ดำดี’

(16 พ.ย. 66) ผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก ‘Apichat Dumdee’ โพสต์ข้อความระบุว่า..

#จตุรมิตรสามัคคี
#คำขวัญประจำโรงเรียน

สุภาพบุรุษจตุรมิตร

‘กรุงเทพคริสเตียน’ ใช้เตือนตัว ‘จงอย่าให้ความชั่วชนะได้’
พระคัมภีร์เก่าก่อนท่านสอนไว้ ‘ชนะความชั่วใดด้วยความดี’

‘สวนกุหลาบ’ สอนหลักเหล่านักสู้ ‘ผู้รู้ดีเป็นผู้เจริญ’ ศรี
‘สุวิชาโน ภวํ โหติ’ นี้ คือวิถีพระราชดำริให้วิชา

‘อัสสัมชัญ’ สืบอยู่มิรู้สิ้น คำละตินปลุกใจให้แกร่งกล้า
ความวิริยะอุตสาหะจะนำมา ซึ่งความสำเร็จ สมปรารถนาทุกคราไป

‘เทพศิรินทร์’ ดีงามด้วยความเห็น ‘ไม่ควรเป็นคนรกโลก’ นั้นยิ่งใหญ่
มีคำขวัญเป็นพรเพื่อสอนใจ บาลีใช้ ‘น สิยา โลกวฑฺฒโน’

สุภาพบุรุษทั้งสี่ครองชีวิต ด้วยหลักคิดสืบสานมานานโข
อยู่เหนือกาลเวลาอกาลิโก จึงเติบโตครองตนเป็นคนดี

กรุงเทพคริสเตียน-สวนกุหลาบ-อัสสัมชัญ เทพศิรินทร์มิ่งขวัญพระทรงศรี
สืบสานงานจตุรมิตรสามัคคี สืบวิถีสุภาพบุรุษจตุรมิตร…

อภิชาติ ดำดี
OSK96 ส.ก.19779
14 พ.ย. 2566

*อ.David Boonthawee รุ่นน้องธรรมศาสตร์ อัสสัมชัญนิก หนึ่งในจตุรมิตรสามัคคี ได้เขียนถึงคำขวัญประจำโรงเรียนอันเป็นหลักคิดของประชาคมทั้งสี่สถาบัน แล้วชวนให้ผมนำเรื่องนี้มาเขียนเป็นบทกวี สวนกุหลาบจึงรับคำชวนจากอัสสัมชัญ ร่วมขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมเรื่องนี้ด้วยความยินดียิ่ง และต่อไปนี้คือข้อเขียนของ อ.เดวิด บุญทวี อันเป็นสารตั้งต้นของบทกวี ‘สุภาพบุรุษจตุรมิตร’

ผมชอบคำขวัญของโรงเรียน ‘จตุรมิตร’ ทั้ง 4 คำขวัญนี้มาก 

ทั้งหมดมีที่มาจากพระคัมภีร์ ภาษาบาลี และภาษาละติน 

แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ หากนำทั้งหมดมาเรียงร้อยกัน เราจะได้หลักการครองตนและดำเนินชีวิตที่สุดประเสริฐ 

กระทั่งยังทำให้เห็นถึงรากเหง้าและปรัชญาแห่งการก่อกำเนิดของทั้ง 4 โรงเรียน ซึ่งหยั่งลึกแข็งแรงมั่นคงมายาวนานนับร้อยปี 

ทั้งหลายเหล่านี้นำมาสู่สมญานามอันน่าภาคภูมิใจว่า ‘สุภาพบุรุษจตุรมิตร’

โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย 
ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2395 (ปัจจุบันอายุ 171 ปี)
คำขวัญ : อย่าให้ความชั่วชนะเราได้ แต่จงชนะความชั่วด้วยความดี (โรม 12:21)

โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย 
ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2425 (ปัจจุบันอายุ 141 ปี)
คำขวัญ : สุวิชาโน ภวํ โหติ - ผู้รู้ดีเป็นผู้เจริญ

โรงเรียนอัสสัมชัญ 
ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2428 (ปัจจุบันอายุ 138 ปี)
คำขวัญ : LABOR OMNIA VINCIT - ความวิริยะอุตสาหะ นำมาซึ่งความสำเร็จ

โรงเรียนเทพศิรินทร์
ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2428 (ปัจจุบันอายุ 138 ปี)
คำขวัญ : น สิยา โลกวฑฺฒโน - ไม่ควรเป็นคนรกโลก

ในฐานะที่เป็น ‘เด็กอัสสัม’ จะขอเล่าประวัติสั้น ๆ ของโรงเรียน ซึ่งพาดพิงถึงเรื่องการแปรอักษรไว้ด้วย ส่วนเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ จากอีกสามโรงเรียน ก็ขอเรียนเชิญมาเติมประวัติของโรงเรียนตัวเองได้ตามสะดวกครับ 

โรงเรียนอัสสัมชัญ เป็นผู้บุกเบิกการแปรอักษรที่ใช้ในการเชียร์ครั้งแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นแนวคิดของมาสเตอร์เฉิด สุดารา จนในเวลาต่อมา ก็ได้มีการเผยแพร่ไปสู่การแปรอักษรทั้งในงานจตุรมิตรสามัคคี และงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์

เป็นโรงเรียนชายที่เก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของประเทศไทย (ต่อจากกรุงเทพคริสเตียนและสวนกุหลาบ) และเป็นโรงเรียนโรมันคาทอลิกแห่งแรกของประเทศไทย 

มีศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันรวมแล้วกว่า 5 หมื่นคน 

คนที่จบจากโรงเรียนอัสสัมชัญจะใช้คำว่า ‘อัสสัมชนิก’ (เป็นคำแปลเทียบเสียงมาจากคำว่า Assumptionist ทั้งสองคำบัญญัติโดย เจษฎาจารย์ ฟ. ฮีแลร์ มีความหมายว่า ‘ชาวอัสสัมชัญ’ จริง ๆ แล้วคำนี้มีความหมายกว้างขวางมากกว่าแค่ศิษย์เก่า แต่ยังรวมถึงภราดา ครู พนักงาน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียน) 

ศิษย์เก่าจำนวนมากของอัสสัมชัญเป็นผู้ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงในสาขาวิชาชีพต่าง ๆ อาทิ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ 2 คน, องคมนตรี 15 คน, นายกรัฐมนตรี 4 คน, พระ ศิลปิน ผู้บริหารและนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงอีกจำนวนมาก ไม่เว้นแม้แต่ผู้บริหารองค์กรภาครัฐที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์

จากการจัดอันดับ ‘มหาเศรษฐีในไทยประจำปี 2016’ ของฟอร์บส์ประเทศไทย เฉพาะใน 10 อันดับแรก มีศิษย์เก่าโรงเรียนอัสสัมชัญ ติดอันดับรวม 3 อันดับ

มือจับกันไว้ อย่าให้ใครมาคอยยุแหย่ สิ่งแน่แท้ มิตรภาพจงยั่งยืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top