Sunday, 28 June 2026
NEWS FEED

‘รมว.พีระพันธุ์’ โพสต์รำลึกถึงคุณพ่อ ‘พลโท ณรงค์ สาลีรัฐวิภาค’ ผู้ก่อตั้งปั๊มน้ำมัน ‘สามทหาร’ ปั๊มน้ำมันแห่งแรกของคนไทย เพื่อคนไทย

(5 ธ.ค. 66) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ในหัวข้อ ‘วันพ่อแห่งชาติ’ ระบุว่า...

ก่อนนี้ วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันที่ชาวไทยร่วมกันเฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุยเดชมหาราช บรมนาถบพิธ พร้อมไปกับเป็นวันแสดงออกถึงความรักกับพ่อเนื่องในวันพ่อแห่งชาติ

วันนี้ วันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันที่เราชาวไทยทั่วแผ่นดินร่วมกันน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก พ่อของแผ่นดินที่สถิตอยู่กลางใจของปวงชนของพระองค์ชั่วนิจนิรันดร์ ไม่เสื่อมคลาย และขอถวายความจงรักภักดียิ่งชีวิตตลอดไป และยังเป็นวันพ่อแห่งชาติ ให้เรารำลึกถึงพ่อผู้ให้กำเนิดอีกด้วย

ผมขอใช้โอกาสนี้ บันทึกถึงพ่อที่เป็นที่เคารพรักยิ่ง ผู้ให้กำเนิดและวางรากฐานชีวิตของผมจนถึงวันนี้

เป็นที่ทราบกันในหมู่ญาติและคนใกล้ชิดว่าผมเป็นคนที่รักคุณพ่อและรักคุณแม่มาก ทุกอย่างในชีวิตของผมมาจากท่าน ผมซาบซึ้งในความรักและบุญคุณของท่านเป็นที่สุด

คุณพ่อของผม ‘พลโท ณรงค์ สาลีรัฐวิภาค’ เป็นอดีตเจ้ากรมการพลังงานทหาร และผู้อำนวยการองค์การเชื้อเพลิง เป็นผู้บุกเบิกการสำรวจและผลิตน้ำมันในยุคเริ่มต้นด้านพลังงานของประเทศตั้งแต่ยุคก่อน พ.ศ. 2500 เป็นผู้สร้างโรงกลั่นน้ำมันแห่งแรกของไทย ที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ สามารถขุดและผลิตน้ำมันเพื่อกองทัพ และยังมีเหลือมากพอที่จะนำมาให้คนไทยได้ใช้น้ำมันราคาถูก โดยการก่อตั้งปั๊มน้ำมัน ‘สามทหาร’ ปั๊มน้ำมันแห่งแรกของคนไทย เพื่อคนไทย สามารถให้บริการขายน้ำมันราคาถูก ให้คนไทยใช้มานานนับสิบๆ ปี เพราะเป็นน้ำมันที่ผลิตเองในประเทศ ก่อนที่รัฐบาลจะเปลี่ยนองค์การเชื้อเพลิงของกรมการพลังงานทหารมาเป็น การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย หรือ ‘ปตท.’ เมื่อ พ.ศ. 2521 แล้วในที่สุดก็กลายมาเป็น บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) บริษัทที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันว่า เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่ต้องหากำไรให้องค์กรและผู้ถือหุ้น 

ผมผูกพันกับเรื่องพลังงานมาโดยไม่รู้ตัว

ตอนเด็กๆ ผมชอบคุยกับคุณพ่อเรื่องทหาร และผมก็ซนมากด้วย ซนจนคุณพ่อไปไหนต้องหนีบเอาผมไปด้วยเสมอ เพราะกลัวจะหัวร้างข้างแตกหรือไม่ก็ทำของที่บ้านพัง ผมเลยมีโอกาสนั่งคุยกับคุณพ่อในรถไปตลอดทางบ้าง ได้ยินการประชุมการหารือเรื่องน้ำมันและพลังงานของคุณพ่อบ้าง เพราะวิ่งป้วนเปี้ยนอยู่ข้างคุณพ่อตอนคุณพ่อประชุมมาตั้งแต่เด็กๆ แม้ตอนนั้นจะไม่เข้าใจมากนักเพราะความเป็นเด็ก แต่ผมก็ได้รับทราบถึงความมุ่งมั่นของคุณพ่อและรัฐบาลในสมัยนั้น ที่มีความตั้งใจสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศและคนไทย โดยไม่มีเรื่องการทำมาหากินกับพลังงาน และไม่มีเรื่องหากำไรจากประชาชนด้านพลังงานเลย 

ครอบครัวเราเห็นคุณพ่อทำงานหนัก เดินทางไปที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เพื่อเสาะแสวงหาและขุดเจาะน้ำมันให้ได้ตามที่รัฐบาลมอบหมาย

ระหว่างทางพวกเราได้ยินคุณพ่อเล่าเรื่องมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้น ไม่เพียงแต่ครอบครัวเราที่รับรู้ แต่คนที่นั่นต่างก็รับทราบกันถ้วนหน้า จนถึงวันนี้ยังมีตำนานเล่าขานเรื่อง ‘เจ้าพ่อข้อมือเหล็ก’ ที่เป็นที่มาของศาลเจ้าพ่อข้อมือเหล็กที่โรงกลั่นน้ำมันฝางจนทุกวันนี้

ในปี พ.ศ. 2501 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้าและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงกลั่น คุณพ่อคุณแม่ของผมรวมทั้งทุกคนที่เกี่ยวข้องเฝ้ารับเสด็จด้วยความปลาบปลื้ม ในพระมหากรุณาธิคุณต่อวงการพลังงานไทยเป็นที่สุด

ความสำเร็จของการขุดเจาะน้ำมันและกลั่นน้ำมันใช้เองครั้งนั้น เป็นการปลดแอกการผูกขาดของบริษัทน้ำมันต่างชาติ ยกเลิกข้อผูกพันที่ทำไวักับบริษัทต่างชาติ เรื่องห้ามมิให้รัฐบาลจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมแก่ประชาชน สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ให้กับกองทัพ ไม่ต้องง้อต่างชาติหากเกิดศึกสงครามและต่างชาติบีบไม่ส่งน้ำมันให้ ขณะเดียวกันก็สร้างทางเลือกให้กับประชาชนมีน้ำมันใช้ในราคาถูก

พลังงานเพื่อผลประโยชน์ชาติและประชาชน คือ จิตวิญญานพื้นฐานของการจัดการพลังงานไทย ในยุคตั้งต้นที่ผมซึมซับจากพ่อเสมอมา

ต่อมา ในปี พ.ศ.2521 องค์การเชื้อเพลิงได้ถูกเปลี่ยนมือจากกองทัพมาเป็นการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ปั๊มน้ำมัน ‘สามทหาร’ ทุกแห่งทั่วประเทศถูกปลดป้ายชื่อเปลี่ยนเป็นปั๊ม ‘ปตท.’ หลังจากนั้นจิตวิญญาณของปั๊ม ‘สามทหาร’ และ ‘องค์การเชื้อเพลิง’ ที่มุ่งมั่นตั้งใจผลิตน้ำมันเพื่อความมั่นคงของประเทศ และเพื่อให้คนไทยได้ใช้น้ำมันในราคาถูกก็ค่อยๆ เลือนหายไป กลายเป็นธุรกิจการค้าเพื่อหากำไรเต็มรูปแบบ โดยรัฐฯ เข้าไปมีบทบาทกำกับควบคุมได้น้อยมากอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน  

ผมไม่คิดไม่ฝันว่า วันหนึ่งต้องมารับผิดชอบดูแลพลังงานของชาติเหมือนคุณพ่อในอดีต 

สิ่งที่ต่างไป คือ วันนี้พลังงานกลายเป็นเรื่องธุรกิจ เป็นเครื่องมือทำมาหากินของคนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง บริหารน้ำมันและพลังงานในเชิงธุรกิจการค้า ทำมาหากินกับน้ำมันและพลังงาน ไม่มีการบริหารจัดการพลังงานในด้านความมั่นคงของประเทศอย่างจริงจัง 

ผมต้องยอมรับว่าผมตกใจและแปลกใจ ที่มีหลายต่อหลายเรื่องที่ถูกปล่อยให้เป็นมาแบบนี้ ภาระทุกอย่างมาตกที่รัฐบาลและประชาชน ขณะที่กำไรมหาศาลตกอยู่กับผู้ประกอบการ ประชาชนแบกรับภาระกันไป ความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศทั้งก๊าซและน้ำมันก็มีปัญหา และไม่มีระบบรองรับ  

ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่ไม่มีการสำรองน้ำมัน เพื่อความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ หรือ ‘SPR’ (Strategic Petrolium Reserve) น้ำมันสำรองที่มีอยู่ก็ไม่ใช่ของรัฐบาลและที่มีสำรองอยู่ก็เพื่อการค้า ไม่ใช่เพื่อความมั่นคงทางด้านยุทธศาสตร์ของประเทศ (SPR) การจัดสัดส่วนก๊าซและรายได้ของรัฐฯ จากก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยก็ไม่เหมาะสม 

แต่ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจครับว่า ตราบใดที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อนำจิตวิญญาณของพลังงาน เพื่อความมั่นคงของประเทศและประชาชน เหมือนในอดีตยุคคุณพ่อผมกลับคืนมาให้ได้ 

เพราะในยามคับขันไม่มีใครช่วย เราต้องเตรียมความพร้อมและยืนบนขาตัวเองให้ได้

ปัญหาพลังงานของประเทศวันนี้จึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่ปัญหาโครงสร้าง ตามที่หลายคนชอบพูดชอบเรียกร้องเอาเท่ๆ ว่าให้ปรับโครงสร้างๆๆ ทำไมไม่ทำสักที ทำไมช้าจัง

ผมขอเรียนว่า ผมคงไม่ทำแค่ปรับโครงสร้างหรอกครับ เพราะปัญหาในภาพรวมมันไกลเกินกว่าจะทำเพียงแค่ปรับโครงสร้างแล้ว แต่มันต้อง ‘รื้อ’ ทั้งระบบ และเป็นการ ‘รื้อครั้งใหญ่’ ครับ 

เพราะมันจะเป็นการ ‘รื้อครั้งใหญ่’ ไม่ใช่แค่ปรับโครงสร้าง จึงต้องรอบคอบ และแก้ทุกอย่างอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แก้ตรงนี้แล้วไปสร้างปัญหาตรงโน้น หากแต่ต้องแก้ตรงนี้แล้วตรงโน้นได้รับการแก้ไขต่อกันไปด้วย ตอนนี้ผมและทีมงานได้ข้อมูลเกือบเพียงพอที่จะเริ่มเดินหน้าเรื่องนี้ได้แล้ว อีกไม่นานครับ… เมื่อถึงเวลานั้น ผมจะเป็นผู้นำ ‘รื้อครั้งใหญ่’ นี้เอง 

ผมไม่ค่อยชอบพูด ไม่ชอบให้สัมภาษณ์ แต่ชอบลงมือทำ ขอให้เชื่อมั่นครับ ว่าเรื่องนี้ผมทำจริงแน่นอน และจะทำเพื่อให้ประโยชน์ตกอยู่กับประเทศและประชาชนทุกคน 

สุดท้ายนี้ ผมขอให้คุณพ่อทุกคนมีความสุขในวันพ่อแห่งชาติ และขอให้ลูกทุกคนเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ รัก เคารพ และเชื่อฟังพ่อแม่ตลอดไปทุกๆ วันครับ

‘ป๋องแป๋ง’ เคลื่อนไหวแล้ว ยอมรับด่าทอรุนแรง  แต่ยืนยันไม่เคยล่วงละเมิดทางเพศใคร

จากกรณี ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘Plai Fon Bys’ เปิดเผยเรื่องราวช็อกวงการวิทยาศาสตร์ อ้างว่า ชายรายหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงอย่างมาก หรือ ‘ไอดอลวิทยาศาสตร์’ มีพฤติกรรมคุกคามทั้งร่างกายและจิตใจกับผู้หญิงหลายๆ คน มีผลกระทบรุนแรง ส่งผลให้คนคนหนึ่งถึงกับสูญเสียความมั่นใจ สูญเสียตัวตน จนคิดจะจากไป ทั้งนี้ THE STANDARD ซึ่งเป็นต้นสังกัดของรายการที่ ‘ไอดอลวิทย์’ คนดังกล่าวได้ร่วมงานด้วย ได้ออกแถลงการณ์ยุติร่วมงานและระงับการเผยแพร่รายการในทันที

เช่นเดียวกับ ‘ฟาง รัฐโรจน์’ พิธีกรคู่กับ ‘ไอดอลวิทย์’ ในรายการ ‘ใดๆ ในโลกล้วนฟิสิกส์’ ก็แจ้งยุติบทบาท พร้อมปิดรายการ ขณะที่ WiTcast รายการคุยเรื่องวิทย์อย่างอารมณ์ดี ดำเนินรายการโดย ‘แทนไท ประเสริฐกุล’ และ ‘อาบัน’ แสดงจุดยืนไม่สนับสนุนพฤติกรรมของชายรายดังกล่าว ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในทีมงานของรายการ ยืนยันลบคลิปรายการทุกชิ้นที่มีชายคนดังกล่าวร่วมด้วย

ล่าสุด เช้าวันนี้ (5 ธ.ค. 66) อาจวรงค์ จันทมาศ หรือ ‘ป๋องแป๋ง’ นักเขียน นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ และสุดยอดแฟนพันธุ์แท้นักวิทยาศาสตร์ เคลื่นไหวทางเพเฟซบุ๊ก ‘อาจวรงค์ ป๋องแป๋ง จันทมาศ’ ชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้น ดังนี้

“เนื่องด้วยเหตุการณ์ call out มากมายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้
สืบเนื่องจากที่น้องผู้หญิงคนหนึ่งพูดถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของผม เป็นเหตุให้เกิดผลกระทบออกไปในวงกว้างทั้งในสังคมออนไลน์และในสังคมรอบตัวผมขณะนี้

ผมจะใช้ช่องทางนี้เพื่ออธิบายให้ทุกคน ทั้งที่รักผม หรือเกลียดผมเข้าใจนะครับ ผมก็แค่คนคนหนึ่งที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย มีความบกพร่องในเรื่องต่างๆ โดยที่ผ่านมาตลอดระยะเวลาทั้งชีวิตผม สิ่งหนึ่งที่ผมตระหนักได้ในวินาทีนี้ว่ามันส่งผลกระทบกับคนอื่นมากๆ คือ ‘คำพูด’ ของผมเอง

ผมเป็นคนพูดจาไม่ดี เวลาผมใช้อารมณ์ หรือด่าทอใคร ผมมักจะใช้พูดที่รุนแรงมาก
มากเกินไปจริงๆ แม้จะรู้ว่ามันทำให้คนฟังรู้สึกแย่ แต่ผมไม่ได้ตระหนักว่ามันจะทำให้คนฟังรู้สึกถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ถูกทำลายตัวตน หรืออัตลักษณ์ของคนคนนั้น จนทำให้รู้สึกไม่เหลือความเป็นคน จนสิ่งที่ผมทำมาตลอดกลับมาสะท้อนและส่งผลกับตัวผมเองในวันนี้

หลายคนรอบตัวผมที่ยังเป็นห่วงผม ยังคอยให้กำลังใจผม คอยปลอบโยนผม ต่างคอยบอกว่ามันไม่ใช่ขนาดนั้น แต่ผมยืนยันครับว่า วันนี้ผมรู้ดีว่าสิ่งเลวร้ายเหล่านี้มันเป็นเรื่องจริง ส่งผลกับคนอื่นจริงๆ และผมต้องยอมรับผลของมันให้ได้

ผมรู้ดีว่าการขอโทษมันอาจไม่ได้ช่วยให้คนหลายๆ คนที่ผมเคยพูดจาทำร้ายจิตใจ กลับมารู้สึกดีขึ้นมาได้ แต่ผมก็หวังว่าเค้าเหล่านั้นจะรับรู้ว่าผมได้รับผลจากสิ่งที่ผมทำแล้ว ผมอยากกล่าวขอโทษจากใจจริงถึงสิ่งที่ผมเป็น สิ่งที่ผมทำ ทั้งที่ตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจกับคนเหล่านั้น

อยากขอโทษเพื่อนร่วมงานทั้งในอดีตและปัจจุบันที่การกระทำของผมทำให้ทุกคนต้องเดือนร้อน อยากขอโทษน้องผู้หญิงคนนั้นและอีกหลายคนที่คำพูดของผมมันทำร้ายและส่งผลเสียอย่างที่สุดต่อเค้าเหล่านั้น และสุดท้ายผมอยากขอโทษสังคมที่เคยตั้งความหวังไว้กับคนอย่างผม แต่ก็ถูกผมเองนี่แหละที่ทำลายความหวังเหล่านั้น บรรดาสิ่งต่างๆ เหล่านี้ผมขอโทษจากใจจริงครับ

อีกเรื่องที่ผมไม่สามารถปล่อยให้มันเงียบหายไปได้เหมือนที่ใครหลายคนแนะนำหรือที่ผมถูกกล่าวหาในตอนนี้คือ พฤติกรรมการล่วงละเมิดทางเพศ ลวนลาม หรือการข่มขืนกระทำชำเรา ผมขอยืนยันตรงนี้เลยว่าผมไม่เคยมีพฤติกรรมแบบนี้กับใครทั้งสิ้น และไม่เคยกระทำเช่นนั้นกับใคร แต่ผมก็ยอมรับครับว่าที่ผ่านมาผมก็ชอบใช้คำพูดคำจาที่ไม่เหมาะสม หรือมีพฤติกรรมที่ชวนให้เข้าใจไปในทางที่ว่าผมกำลังจีบ หรือกำลังชอบพอใครหลายๆ คน ไปบ้าง แม้ระยะหลังมันก็ค่อยๆ ลดลงตามคุณวุฒิและวัยวุฒิของเรา

ผมเข้าใจว่ามันไม่ได้ทำให้สิ่งที่เราเคยทำผิดพลาดไปในอดีตเลื่อนหายไปได้

ผมจึงขอใช้โอกาส ณ ที่นี้ กล่าวขอโทษทุกคนจากใจจริงครับ และผมยืนยันว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก

ในวินาทีนี้ ผมได้ตระหนักรู้จากตัวผมเองถึงผลกระทบของสิ่งเหล่านี้อย่างแท้จริง ถึงแม้ผมต้องสูญเสียงานที่ผมรัก ต้องสูญเสียคนใกล้ตัวหลายคนที่รับมันไม่ได้ ต้องสูญเสียโอกาสหลายอย่างในชีวิต ผมก็รับรู้และเข้าใจมันเป็นอย่างดีครับว่ามันเทียบไม่ได้จริงๆ กับสิ่งที่บรรดาคนเหล่านั้นเคยสูญเสียเพราะคำพูดของผม แต่อย่างน้อยมันก็ได้ทำให้ผมได้รู้ว่าผมผิดจริงๆ ในเรื่องนี้

ในวันนี้ผมทราบดีครับว่า แม้ผมจะรับรู้ยังไง หรือรู้สึกผิดแค่ไหนมันก็อาจไม่ได้ช่วยให้อะไรๆ มันดีขึ้นมาเลย สิ่งเดียวที่ผมอาจทำได้ตอนนี้อาจไม่ใช่การขอโทษ แต่คือการปรับปรุงคำพูดและแนวความคิดของผมให้ดีขึ้น เพื่อไม่ทำให้ต้องมีใครถูกทำร้ายจิตใจด้วยคำพูดของผมอีก และสิ่งนี้จะเป็นเป้าหมายในชีวิตผมต่อไป

ใดๆ ก็ตามที่ผมผิดไป
ผมขอกราบขอโทษจากใจจริงครับมา ณ ที่นี้ครับ

อาจวรงค์”

‘ท่านอ้น’ เข้ากราบ ‘เสด็จปู่’ น้อมรำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 พร้อมร่วมกิจกรรมวันพ่อแห่งชาติ 66 หลังกลับไทยครั้งที่ 2

ท่านอ้น วัชเรศร วิวัชรวงศ์ โอรสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เดินทางมาถึงประเทศไทยแล้ว ซึ่งการมาครั้งนี้ ถือเป็นการเดินทางกลับไทยเป็นครั้งที่ 2 ในรอบปี โดยท่านอ้น เดินทางมาเป็นการส่วนตัว ตั้งใจร่วมทำกิจกรรมน้อมรำลึกพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และทำกิจกรรมเนื่องในวันพ่อ 5 ธันวาคม รวมถึงเดินทางท่องเที่ยวตามจังหวัดต่าง ๆ โดยจะไปแบบเรียบง่าย โดยมีกำหนดการจะอยู่ประเทศไทยนาน 14 วัน หรือประมาณ 2 สัปดาห์

(5 ธ.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ‘ท่านอ้น วัชเรศร วิวัชรวงศ์’ ได้นำพานพุ่มมาถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติ ร.9 เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2566

จากนั้นได้ทักทายและถ่ายภาพร่วมกับประชาชน ก่อนเดินทางกลับพร้อมคณะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต่อมา ท่านอ้น วัชเรศร วิวัชรวงศ์ โพสต์ภาพและข้อความผ่านเพจ ‘Vacharaesorn Vivacharawongse’ ระบุว่า…

“ไปกราบทูลกระหม่อมปู่

ถวายราชสักการะ พระบรมราชานุเสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องใน วันคล้ายวันพระราชสมภพ 5 ธันวาคม”

'ม.แม่ฟ้าหลวง' ออกแถลงการณ์ กรณีฟ้อง 'ดร.เค็ง' ชดใช้ทุนคืน  เปิดปม!! เจ้าตัวไม่เคยส่งเอกสารหลักฐานทางการแพทย์ให้ มฟล.

(4 ธ.ค. 66) มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) จ.เชียงราย ออกแถลงการณ์เรื่อง ‘การยื่นฟ้องคดีกับอาจารย์เพื่อให้ชดใช้ทุนการศึกษา’ ระบุว่า ได้มีอาจารย์ที่เคยเป็นพนักงานมหาวิทยาลับแม่ฟ้าหลวง สังกัดสำนักวิชาการ ทราบชื่อว่า ดร.เค็ง เข้าปฏิบัติงานที่ มฟล. เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2548

ต่อมาได้รับทุนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และทางมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ให้ไปศึกษาในระดับปริญญาเอก ที่ University of Kent ประเทศอังกฤษเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2551 จากนั้นได้กลับไปปฏิบัติงานต่อที่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2556

แต่เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2557 ได้ลาออกโดยแสดงเจตนาสมัครใจและได้รับทราบเงื่อนไขการชดใช้ทุนดังกล่าวแล้ว ทางมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จึงอนุญาต โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2557 ดังนั้น มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จึงจำเป็นต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขโดยเรียกให้ชดใช้ทุนจากกระทรวงฯ จำนวน 630,207.48 บาท และ 194,730 ปอนด์ ส่วนของ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มีจำนวน 726,305.94 บาท

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง แถลงอีกว่า ตามเงื่อนไขสัญญาและหลักเกณฑ์ของกระทรวงการคลังกำหนดให้ผู้รับทุนไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินตามสัญญาหากว่าเป็นบุคคลวิกลจริต จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบโดยให้แสดงหลักฐานทางการแพทย์จากโรงพยาบาลของรัฐโดยมีแพทย์ที่รักษาระบุยืนยัน

อย่างไรก็ตามขณะที่ ดร.เค็ง ลาออกไม่เคยส่งเอกสารหลักฐานทางการแพทย์ดังกล่าวให้ มฟล.ทราบ แต่ได้ยื่นในชั้นพิจารณาของศาลปกครองเชียงใหม่ เมื่อล่วงพ้นระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาแล้ว ทำให้ศาลเคยพิพากษาให้ ดร.เค็ง ชดใช้ทุนมาแล้ว ปัจจุบันมีการอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2566 โดยคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาทำให้ไม่สามารถไกล่เกลี่ยกันได้

แถลงการณ์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ระบุว่า ได้ปฏิบัติต่ออดีตอาจารย์คนนี้ด้วยความเมตตาและมีคุณธรรมมาโดยตลอด โดยสนับสนุนและส่งเสริมให้ได้รับโอกาสไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ ดังนั้น มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ยืนยันว่าเป็นไปตามขั้นตอน หลักเกณฑ์ กฎหมาย และระเบียบของทางราชการ กระนั้นหากศาลปกครองสูงสุดพิจารณาและพิพากษาเป็นอย่างไร ทางมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ก็จะปฏิบัติตามนั้นทุกประการ

รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้ ดร.เค็ง ได้ออกมาเปิดเผยตามสื่อต่าง ๆ ว่าได้เริ่มมีอาการป่วยตั้งแต่เรียนปริญญาเอกอยู่ที่ประเทศอังกฤษ โดยมีอาการวิตกกังวลเหมือนมีคนติดตามและมีการคลุ้มคลั่งเป็นบางครั้งทำให้เข้ารับการักษาที่โรงพยาบาลแต่เมื่ออาการดีขึ้นจึงอยู่ที่ประเทศอังกฤษอีก 1 ปี จนทำวิทยานิพนธ์และงานวิจัยแล้วเสร็จก็กลับไปทำงานที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง แต่กลับมีอาการหลอนโดยที่ไม่ได้กลับเข้าสู่ระบบการรักษาอีก ดังนั้นจึงขอลาออกในวันที่ 19 ส.ค. 2557 ซึ่งก็ได้รับอนุญาต

แต่ต่อมา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้ส่งจดหมายทวงหนี้ค่าทุนการศึกษาเพราะทำงานให้ไม่ครบตามสัญญาและ ดร.เค็ง ได้แจ้งกลับว่าไม่ได้ทำผิดจึงไม่ควรต้องชดใช้ ต่อมาจึงมีการฟ้องร้องกระทั่งคดีถึงศาลปกครองและ ดร.เค็ง ได้เริ่มปรากฏเป็นข่าวโดยระบุว่าถูกเรียกทุนคืนจำนวน 16 ล้านบาท แม้แต่นายสมบัติ บุญงามอนงค์ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองก็ออกมาเผยแพร่ทั้งข้อความและภาพเกี่ยวกับเรื่องนี้ กระทั่งเรื่องถึงศาลปกครองสูงสุดและทาง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้มีแถลงการณ์ดังกล่าว

'อดีตทูตนริศโรจน์' โพสต์!! ส่วนตัวไม่ขัดสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง ช่วย 'อำนวยความสะดวก-ดูแลจราจรมนุษย์-ธรรมชาติไม่เสื่อม'

(4 ธ.ค.66) นายนริศโรจน์ เฟื่องระบิล อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก Fuangrabil Narisroj ว่า...

โดยส่วนตัวผมเห็นด้วยกับการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึงครับ ด้วยเหตุผล...

1.กระเช้าไม่ได้ทำลายธรรมชาติ ต้นไม้ก็ยังขึ้นได้ด้านล่าง ยกเว้นแค่ที่ตั้งเสาเท่านั้น National Park ในต่างประเทศเขามีมานานแล้ว

2.ข้างบนภูกระดึงมีชุมชน มีคนอาศัย มีสำนักสงฆ์ ที่ต้องการเดินทางโดยสะดวก

3.การมีกระเช้าสามารถควบคุมการบริหารจัดการจำนวนคนได้ดีกว่าปล่อยให้เดินขึ้นไปแบบสะเปะสะปะ แบบควบคุมไม่ได้

4.กรณีมีเหตุฉุกเฉินที่ต้องขนย้ายคนก็สามารถทำได้รวดเร็วกว่า

5.ถ้ามีรถกระเช้าขนส่งสิ่งของเหลือใช้ / ขยะก็สามารถขนย้ายระบายนำมาฝังกลบ / กำจัดด้านล่างได้แทนที่จะทิ้งบนยอดภู

'หมอปลาย' เตือน 3 วันก่อนปีใหม่ 2567 มีเหตุที่ต้องระวังให้ดี ส่วนปีหน้ามีเรื่องใหญ่

(4 ธ.ค.66) เฟซบุ๊ก 'ตีสิบเดย์ At Ten Day' เผยคลิปวิดีโอ สัมภาษณ์ หมอปลาย พรายกระซิบ ซึ่งมีการเปิดคำทำนายในรายการตีสิบเดย์ เมื่อถามถึงคืนปีใหม่จะมีอะไรไหม หลังปีใหม่ ปีหน้าจะมีอะไร

หมอปราย ระบุว่า "ให้ระวังดีกว่า อย่างแรกช่วงก่อนวันที่ 1 วันเลขคู่ ประมาณ 28-29-30 ทั้ง 3 วันนี้ จะมีเหตุเรื่องเกี่ยวกับเวที หรือเครื่องเสียงที่มีปัญหา และมีคนเจ็บ เน้นเรื่องไฟฟ้าลัดวงจร...

"สำหรับในประเทศจะมีเรื่องเปลวไฟ ไฟไหม้ แต่เป็นเขตปริมณฑลมากกว่า ไม่ใช่ในกรุงเทพฯ เป็นเรื่องของโรงงาน หรือสถานที่เก็บของที่เป็นเชื้อไฟ จะมีเรื่องไฟเป็นหลักก่อนที่จะเข้าปีหน้า"

เมื่อถามถึงปีหน้า (2567) ทั้งปี หมอปลาย ตอบว่า "ปีหน้าเรื่องใหญ่ หลังมกราคมจะมีการเปลี่ยนแปลงเยอะมากๆ อะไรที่เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ ของที่มาจากของมีปีก ของบินได้ อะไรมีปีกเป็นสิ่งที่ค่อนข้างอันตรายเกือบทั้งหมด ระวังเรื่องเชื้อโรค ถ้าหลังจากนี้มีวัคซีนใหม่ต้องฉีด"

'มาดามแป้ง' พร้อมนั่งประมุขบอลไทย หลัง 60 สโมสรไทยลีกหนุน ลั่น!! อำลาประธานท่าเรือ 25 ธ.ค.นี้ เพื่อขจัดเสียงวิจารณ์

(4 ธ.ค.66) 'มาดามแป้ง' นวลพรรณ ล่ำซำ ได้แถลงข่าวเปิดตัวทีมสภากรรมการ เพื่อลงสมัครตำแหน่งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย โดยมี เนวิน ชิดชอบ นั่งแท่นที่ปรึกษา

อุปนายกสมาคมฯ ประกอบด้วย 'บอสปิ๊ป' ปวิณ ภิรมย์ภักดี ประธานสโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด, วิลักษณ์ โหลทอง ประธานสโมสรเมืองทอง ยูไนเต็ด, อรรณพ สิงห์โตทอง รองประธานสโมสรชลบุรี เอฟซี, 'บิ๊กป๋อม' อดิศักดิ์ เบ็ญจศิริวรรณ อุปนายกสมาคม ฝ่ายฟุตซอล, 'อ.หรั่ง' ชาญวิทย์ ผลชีวิน อดีตกุนซือทีมชาติไทย

กรรมการกลาง 'บิ๊กฮั่น' มิตติ ติยะไพรัช ประธานสโมสรลีโอ เชียงราย ยูไนเต็ด, 'เสี่ยรุท' อนุรุทธิ์ นาคาศัย ตัวแทนจากชัยนาท ฮอร์นบิล, ประมูลชัย นพสุวรรณวงศ์ จากบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, 'นายกเกียร์' ทรงเกียรติ ลิ้มอนุรักษ์ ประธานสโมสรพีที ประจวบ เอฟซี, 'เสี่ยฟลุ๊ค' ธนวัชร์ นิติกาญจนา ประธานสโมสร 'ราชันมังกร' ราชบุรี เอฟซี, 'มาดามจอย' กฤษยา ภู่มงคลสุริยา รองประธานสโมสรหนองบัว พิชญ เอฟซี, พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผช.ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, น.ท.นพ.พรเทพ ม้ามณี ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์การกีฬาและออกกำลังกายกรุงเทพ (BASEM) โรงพยาบาลกรุงเทพ ในฐานะแพทย์ประจำทีมกีฬาไทย, เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ส.ส.พรรคเพื่อไทย, พ.ต.ท.หม่อมหลวง กิติบดี ประวิตร จากสโมสรราชประชา, กุดั่น สุขุมานนท์ และ 'เดอะตุ๊ก' ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน อดีตกองหน้าทีมชาติไทย

โดย 'มาดามแป้ง' กล่าวว่า “ที่ผ่านมาจะเห็นสมาคมฟุตบอลแบ่งคนละฝั่ง แต่วันนี้จะเห็นทุกคนในวงการฟุตบอลมาร่วมมือกัน ไม่มีการแบ่งฝ่าย ทุกคนพร้อมทำงานร่วมกัน ขณะนี้มีสโมสรที่รับรองตนเองเป็นนายกสมาคมกว่า 60 สโมสรแล้ว และจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แม้ว่าตนเองจะเป็นผู้หญิง แต่การที่อยู่ในวงการฟุตบอลมา 16 ปี แสดงให้เห็นแล้วว่าตัวเองรักในวงการฟุตบอล”

“ส่วนการที่แป้งยังนั่งเป็นประธานสโมสรการท่าเรือ แป้งจะลงจากตำแหน่งประธานท่าเรือ ในวันที่ 25 ธันวาคม เพื่อขจัดเสียงวิจารณ์ต่าง ๆ ที่จะตามมา”

“หลังจากนี้จะเดินทางไปแจงนโยบายกับสโมสรต่าง ๆ และจะเดินทางไปพบกับทุกทีม วันที่ 6 ธันวาคม จะไปยื่นสมัครนายก หากได้ตำแหน่งเรื่องแรกที่จะแก้ไขก็คือ เรื่องสิทธิประโยชน์คงจะมีการพูดคุยกันใหม่ เพราะที่ผ่านมาเงินมาจากลิขสิทธิ์ถ่ายทอด และคงจะแก้ปัญหานี้เป็นเรื่องแรก”

เริ่มแล้วประชุมครม.สัญจรหนองบัวลำภูโมเดล "นายกเศรษฐา" เล็งจัดงบประมาณซอฟพาวเวอร์ 5,164 ล้านบาท

วันที่ 4 ธันวาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่โรงแรมณัฐพงษ์ แกรนด์ จ.หนองบัวลำภู สถานที่ประชุมครม.สัญจร ครั้งที่ 1 "หนองบัวลำภูโมเดล"  3 ก. แก้จน แก้ยาเสพติด และแก้สารเคมี  โดยมีนักการเมือง ส่วนราชการ เดินทางมาร่วมงานจำนวนมาก ท่ามกลางความสนใจของประชาชน ที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่บริเวณรอบนอก ขณะที่ผู้ประกอบการสินค้าโอทอปในพื้นที่ จ.หนองบัวลำภู โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพผู้ผลิต และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผ้าฝ้าย ผ้าไหม ที่ได้จากภูมิปัญญาและเป็นชิ้นงานหัตถกรรมที่ชึ้นชื่อ หลายแบรนด์  ต่างนำผลิตภัณฑ์ มาจัดบูธแสดง และจำหน่าย บรรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก

ทั้งนี้ บริเวณสถานที่จัดประชุม ครม.สัญจร ครั้งที่ 1 เป็นครั้งแรกในภูมิภาคอีสานตอนบน หรือกลุ่มจังหวัด "สบายดี" ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน คือ เลย อุดรธานี หนองคาย และหนองบัวลำภู โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยทุกหน่วยงาน ทั้งในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบ  ตรึงกำลังอารักขาเข้มข้น บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย 

ทั้งนี้ สำหรับการประชุม ครม.สัญจรครั้งที่ 1 นี้ ฝ่ายดำเนินการประชุมได้ออกแบบให้นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงการคลัง   พร้อมคณะ สวมเสื้อ ครม.สัญจร สีชมพู "ลายขอ" ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการตัดเย็บจากผ้าลายบัวลุ่มภู ของดีขึ้นชื่อของกลุ่มผู้ผลิต จ.หนองบัวลำภู เพื่อแสดงอัตลักษณ์ และประชาสัมพันธ์ของดีที่โดดเด่น ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากยิ่งขึ้น 
สำหรับวาระการประชุม ครม.สัญจร ครั้งนี้ มีวาระสำคัญคือ เปิดโอกาสให้แต่ละจังหวัด เสนอโครงการเพื่อขออนุมัติงบประมาณจังหวัดเพิ่มอีกจังหวัดละ 100 ล้านบาท เพื่อนำไปแก้ไขปัญหาด้านการท่องเที่ยว ด้านยาเสพติด แก้ปัญหาทางการเกษตร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม รวมทั้งผลักดันให้ จ.หนองบัวลำภู เข้าร่วมในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้วย
โดยหลังการประชุมครม.สัญจร ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3 ชม. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.กระทรวงการคลัง ยืนยันว่า ในส่วนโครงการซอฟพาวเวอร์ที่กำลังขับเคลื่อนนั้น  จะใช้งบประมาณดำเนินการจำนวน 5,164 ล้านบาท ให้คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ และต้องเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากที่สุด

"ขณะที่ความคืบหน้าโครงการดิจิทัลวอลเลตนั้น จะมีการส่งเรื่องถึงคณะกรรมการกฤษฎีกาภายในสิ้นเดือนนี้" นายเศรษฐากล่าวในที่สุด

ไทย สมายล์ บัส มอบหมวกกันน็อค ในกิจกรรมจิตอาสาพระราชทาน เนื่องในวันพ่อแห่งชาติ ปี 2566

วันที่ 4 ธันวาคม 2566 

คุณกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด ประธานกิตติมศักดิ์ มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วย
นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์  และ ทีมงานมวลชนสัมพันธ์ (CSR) ไทย สมายล์ บัส 

ได้ร่วมกับศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน (ศอญ.) กระทรวงแรงงาน และหน่วยงานต่างๆ จัดกิจกรรมจิตอาสา แจกหมวกกันน็อค  ในนามของ บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด 
เพื่อสนับสนุนงานด้านจราจรและความปลอดภัย เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2566 ณ วัดปากน้ำภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร

ซึ่งบรรยากาศของการจัดกิจกรรมจิตอาสาในจุดนี้มีพี่น้องประชาชน นักเรียน นักศึกษา เจ้าหน้าที่จากภาคส่วนต่างๆ และชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงต่างให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก

อีอีซี ชูศักยภาพพลังคนรุ่นใหม่ ร่วมโครงการ “อีอีซี สแควร์” เดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรมดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชน พร้อมผนึกกำลังทุกภาคส่วนผลักดันสร้างโอกาสขยายผลโครงการจริง

​เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 นางธัญรัตน์ อินทร รองเลขาธิการสายงานพื้นที่และชุมชน สกพอ. หรือ อีอีซี เป็นประธานพร้อมมอบรางวัลในงานประกาศรางวัลโครงการ อีอีซี สแควร์ ประจำปี 2566 (EEC2 : Environmental Empowerment CAMP & CONTEST) ณ โรงแรมบางแสนเฮอริเทจ จังหวัดชลบุรี ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน อาทิ นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านพื้นที่และชุมชน นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา นายชัยพร  แพภิรมย์รัตน์ ปลัดจังหวัดชลบุรี 

นายฉัตรชัย ทิมกระจ่าง นายกเทศมนตรีเมืองศรีราชา นายณัฏฐ์ธน สาตรจีนพงษ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี ผศ.ดร.ณยศ คุรุกิจโกศล ผู้รักษาการแทนรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยบูรพา ธนาคารกรุงไทย จำกัดบริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เข้าร่วมชมผลงานและแสดงความยินดีแก่เยาวชน โดยโครงการ อีอีซี สแควร์ ประจำปี 2566 ได้สร้างการมีส่วนร่วม และสิ่งเสริมให้เยาวชนใน อีอีซี แสดงศักยภาพผ่านการประกวดการสร้างสรรค์โครงงานนวัตกรรม และการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยพัฒนาสิ่งแวดล้อมท้องถิ่นในมิติต่างๆ ตามบริบทของพื้นที่ พร้อมสร้างโอกาสการขยายผลจริงในชุมชน 

​ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจากคณะกรรมการประเมินผลงานเยาวชนซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจาก EECi. NECTEC สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพื้นที่ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยศิลปากร PTTGC และธนาคารไทยพาณิชย์ โดยผลงานดีเด่น รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนเซนต์หลุยส์ฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา กับการออกแบบและพัฒนาถังดักไขมันในน้ำเสียเพื่อใช้ในครัวเรือน รองชนะเลิศอันดับ 1 โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ 2 จังหวัดฉะเชิงเทรา กับโครงการ Smart farm feeding เครื่องให้อาหารปลาอัตโนมัติและติดตามอุณหภูมิน้ำผ่าน Application และรองชนะเลิศอันดับ 2 โรงเรียนหมอนทองวิทยา จังหวัดฉะเชิงเทรา กับผลงานโครงการกระถางจากธรรมชาติ โดยนำฟางข้าวมาแปรรูปเป็นกระถางเพื่อลดมลภาวะทางอากาศจากการเผาฟางข้าว  
​นอกจากนี้ ยังมีรางวัลพิเศษแห่งความประทับใจ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกรุงไทย อีก 5 รางวัล ได้แก่ รางวัล Best Content Creator ได้แก่ โรงเรียนมกุฎเมืองราชวิทยาลัย จังหวัดระยอง รางวัล Best Impact ได้แก่ โรงเรียนแปลงยาวพิทยาคม จังหวัดฉะเชิงเทรา รางวัล School Supporter ได้แก่ โรงเรียนบ้านสวน (จั่นอนุสรณ์) จังหวัดชลบุรี รางวัล Young EEC Square Courage ได้แก่ โรงเรียนวัดป่าประดู่ จังหวัดระยอง และรางวัล Start Up DNA ได้แก่ โรงเรียนอัสสัมชัญระยอง จังหวัดระยอง 

​สำหรับโครงการ อีอีซี สแควร์ นับเป็นโครงการสำคัญที่ อีอีซี สร้างการมีส่วนร่วมและพัฒนาศักยภาพเยาวชน ซึ่งได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 โดยในปี 2566 นี้ได้เปิดรับสมัครเยาวชนระดับมัธยมศึกษาในพื้นที่อีอีซี มีเยาวชนเข้าร่วมจำนวน 17 โรงเรียน และได้รับการเรียนรู้เกี่ยวกับ อีอีซี การนำเทคโนโลยีนำเทคโนโลยี board Kidbright มาปรับใช้ในการทำโครงงาน ซึ่งตั้งใจให้เยาวชนที่เรียนเรื่อง coding ในโรงเรียนอยู่แล้วได้เข้าใจว่าสิ่งที่เรียนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาผลงานที่เป็นประโยชน์ได้อย่างไร รวมถึงมีการพัฒนาทักษะต่าง ๆ เช่น การทำงานเป็นทีม การศึกษาดูงานกระบวนการผลิตแบตตารีลิเทียมในอุตสาหกรรมจริง เป็นต้น และที่สำคัญ อีอีซี ได้รับความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชนหลายหน่วยงาน ให้ความสนใจนำผลงานเยาวชนไปพัฒนาต่อยอดขยายผลจริงในชุมชน ในโรงงาน และสร้างโอกาสต่อยอดเชิงพาณิชย์อีกด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top