Wednesday, 24 June 2026
NEWS FEED

สมุทรปราการ-ยิ่งใหญ่ !! ครบรอบ 12 ปี วันสถาปนา PWS นักธุรกิจร่วมมอบทุนสนับสนุนการศึกษา กว่า 3 ล้านบาท

โรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ จัดงานครบรอบ 12 ปี วันสถาปนาโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา (PWS) ซึ่งตรงกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี พร้อมกับได้มอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา สังกัดเทศบาลตำบลแพรกษา จำนวน 233 ทุน ภายใต้โครงการ “ร้อยโรงงาน ร้อยดวงใจ หนึ่งโรงเรียน” ประจำปีการศึกษา 2567 

โดยมี ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา ในฐานะผู้ริเริ่มก่อตั้งโครงการ “ร้อยโรงงาน ร้อยดวงใจ หนึ่งโรงเรียน” พร้อมด้วย นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา ตลอดจนคณะครูโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา ร่วมให้การต้อนรับนักธุรกิจ ผู้ประกอบการ ข้าราชการ และผู้ให้การสนับสนุนทุนการศึกษานำเข้ากองทุน ร้อยโรงงาน ร้อยดวงใจ หนึ่งโรงเรียน

ภายในงานยังได้รับเกียรติจากท่านศาสตราจารย์ ดร.สมบูรณ์ สุขสำราญ ราชบัณฑิต อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีกล่าวเปิดงาน โดยมี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการปกครองท้องถิ่น นายสุรพล เจริญภูมิ รองอธิบดีกรมการปกครองท้องถิ่น นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ นายสุจินต์ วาจากิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ 

นายประทีป นทีทวีวัฒน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ นายสมศักดิ์ แก้วเสนา ปลัดจังหวัดสมุทรปราการ ตลอดจนตัวแทนหน่วยงานองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ตัวแทนสถานประกอบการ โรงงานอุตสาหกรรม บริษัท ห้างร้าน และผู้มีจิตศรัทธาร่วมในงานครั้งนี้

โดยทางด้าน ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์จังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า ในฐานะผู้ริเริ่มก่อตั้งโครงการ ร้อยโรงงาน ร้อยดวงใจ หนึ่งโรงเรียน โดยในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี ซึ่งเป็นวันสถาปนาโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา ที่ได้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 นับถึงปัจจุบัน รวมเวลา 12 ปี ประกอบกับผู้บริหารเทศบาลตำบลแพรกษาและโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา ได้ร่วมกันจัดตั้ง กองทุน ร้อยโรงงาน ร้อยดวงใจ หนึ่งโรงเรียน เพื่อให้นักธุรกิจ บริษัท ห้างร้าน รวมทั้งผู้มีจิตศรัทธา ได้ทำกิจกรรมร่วมกับทางโรงเรียน 

โดยการร่วมมอบเงินสนับสนุนส่งเสริมการศึกษา อีกทั้งเพื่อช่วยเหลือนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ แต่ประพฤติตนเป็นเด็กดี มุ่งมั่น ตั้งใจเรียน สมควรได้รับการส่งเสริม สนับสนุนให้ได้รับทุนการศึกษา พร้อมทั้งส่งเสริมให้มีโอกาสเทียบเท่าผู้อื่น อีกทั้งโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษาได้ส่งเสริมการแข่งขันทางวิชาการ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ทั้งภายในและต่างประเทศ ซึ่งปรากฏผลเป็นที่น่าพอใจ และการมอบทุนการศึกษาในครั้งนี้ จำนวน 233 ทุนด้วยกัน 

ประกอบกับ ในปีนี้โรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษาของเราได้รับการสนับสนุนส่งเสริมจาก นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ ห้างร้าน ข้าราชการ และหน่วยงานต่างๆ โดยได้รับเงินสนับสนุนเข้ากองทุนการศึกษา ร้อยโรงงาน ร้อยดวงใจ หนึ้งโรงเรียน จำนวนเงินกว่า 3 ล้านบาท 

อย่างไรก็ตาม โอกาสต่อไปคาดว่าในปี 2570 โดยนางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา มีนโยบายในการช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ในส่วนของค่าเทอมค่าใช้จ่ายของลูกๆ PWS โดยจะไม่เสียค่าเทอมแม้แต่บาทเดียวเพื่อเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง

ไวรัลจุกอก!! ‘รปภ.’ เขียนข้อความกลั่นมาจากใจถึง ‘นศ.’ อวยพรเด็กๆ เรียนให้จบทุกคน เพราะตนไม่มีโอกาสนี้

เมื่อวานนี้ (15 ก.พ. 67) เป็นไวรัลที่ทำให้หลายคนประทับใจไม่น้อย เมื่อผู้ใช้ TikTok ที่ชื่อว่า ‘oxf_26’ แชร์ภาพของ รปภ.มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง กำลังนั่งคุกเข่าลงกับพื้น เพื่อเขียนข้อความในแผ่นผ้าสีขาว อวยพรนักศึกษา

โดยเมื่อเข้าไปซูมอ่านข้อความที่เขียนไว้นั้น เหมือนเป็นคำแทนใจให้กับหลายคนที่อยากมีโอกาสได้เขียน แต่ไม่สามารถทำได้ และขออวยพรให้แทนว่า…

“ขอให้น้องๆ ตั้งใจเรียน เรียนให้จบทุกคนนะ เพราะพี่ไม่มีโอกาสได้เรียน 07 รปภ.ศรีปทุม”

ที่เจ้าของคลิปก็ได้โพสต์ไว้จนมีคนเข้าไปชมกว่า 1.7 ล้านครั้ง โดยว่า “ขอให้พี่มีความสุขในทุกๆ วันนะคะ”

โดยมีคนเข้าไปคอมเมนต์ข้อความต่างๆ อาทิ

- “อายุ 30 แล้วลงเรียน ป.ตรีได้ไหมครับ”
- “ขอบคุณพี่ รปภ.จากใจศิษย์เก่าศรีปทุมรุ่น 52”
- “ไม่มีโอกาสได้เรียนเหมือนกัน นี่จบแค่ ม.6 อายุ 23 แล้ว ยังมีโอกาสจะได้ใส่ชุดนักศึกษาอยู่ไหม”
- “ใจฟูขึ้นมาทันทีเลยค่ะ”
- “พี่รปภ.คนนี้น่ารักจริง ๆ ค่ะ หนูรอสอบข้างโรงเย็นนั่งคุยกับเพื่อนที่พื้นพี่เขาเห็นก็ไปยกม้านั่งเหล็กมาให้แล้วบอกอย่านั่งพื้นเลยนั่งอันนี้ดีกว่า”
- “ประโยคเดียวแต่ความรู้สึกเป็นล้านเลย”

“พวงเพ็ชร” ลุยกวาดล้างบุหรี่ไฟฟ้า วันเดียว ยึดของกลางกว่า 5 ล้าน หลังพ่อแม่แห่ร้อง สคบ. เด็ก-เยาวชน เข้าถึงง่ายเหตุราคาถูก

15 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 22.00 น.  นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายกฤช เอื้อวงศ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  นายธสรณ์อัฑฒ์ ธนิทธิพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) พร้อมด้วยผู้แทนจากกรุงเทพมหานคร และกรมควบคุมโรค ลงพื้นที่ย่านคลองถม ถ.วรจักร แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ เพื่อติดตามและตรวจสอบการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า หลังประชาชนร้องเรียนผ่าน สคบ. ว่ามีการเปิดร้านลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าราคาถูก ทำให้มีเด็กและเยาวชนไปซื้อมาใช้เป็นจำนวนมาก

การลงพื้นที่วันนี้เป็นไปตามภารกิจหลักของชุดปฏิบัติการ สคบ. ที่บูรณาการความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน ในการปราบปรามและกวาดล้างการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า ที่มีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค โดยในช่วงบ่ายชุดปฏิบัติการ สคบ. ได้ลงพื้นที่ย่านนวลจันทร์และเสนานิคม สามารถตรวจยึดและจับกุมผู้ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าได้ 2 แห่ง มูลค่า 2 ล้านบาท และในช่วงค่ำ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ย่านคลองถม พร้อมชุดปฏิบัติการ สคบ. กรุงเทพมหานครและกรมควบคุมโรค สามารถตรวจยึดของกลางจากร้านที่ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าได้ 7 แห่ง มูลค่าประมาณ 3 ล้านบาท ขณะที่ผู้ค้าทำการหลบหนีระหว่างการลงพื้นที่ โดยรวมตลอดทั้งวันสามารถยึดของกลาง รวมมูลค่าทั้งสิ้น กว่า 5 ล้านบาท 

“นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า ที่ นอกจากเป็นอันตรายต่อสุขภาพแล้ว อาจส่งผลกระทบและมอมเมาเด็กและเยาวชน ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแล สคบ. ได้สั่งการให้เร่งตรวจสอบ ติดตาม และกวาดล้างอย่างจริงจัง ประกอบกับมีผู้ปกครองเป็นห่วงต่อสถานการณ์ดังกล่าว จากการลงพื้นที่วันนี้ พบว่าการหาซื้อบุหรี่ไฟฟ้าทำได้ง่าย และราคาไม่แพง เด็กและเยาวชนสามารถหาซื้อได้จากตลาดใจกลางเมือง ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก เราจะเร่งติดตามและขยายผลการลงพื้นที่อีกหลายจุด เพื่อกวาดล้างบุหรี่ไฟฟ้าให้หมดไป ขณะเดียวกันจะพูดคุยกับทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อหาแนวทางสกัดกั้นการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านระบบออนไลน์ หากผู้ใดพบเห็นการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า สามารถแจ้งได้หลายช่องทาง เช่น สายด่วน สคบ. 1166 เว็บไซต์ www.ocpb.go.th แอปพลิเคชัน OCPB Connect  ศูนย์ดำรงธรรมในทุกจังหวัด รวมถึง Traffy Fondue ของ กทม.” นางพวงเพ็ชร กล่าว 

ปัจจุบันการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าหรือน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้ายังเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

ศาลพิพากษาบทสรุปคดี 'อ้อย เข็มทิศชีวิต' แอบอ้างศาสนาหากิน สวนทาง 'พระตถาคต' ที่สอนคนเพื่อให้เกิดปัญญา โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

เมื่อไม่นานมานี้ เพจ ‘ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ’ ได้โพสต์ข้อความยกตัวอย่างกรณี ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษายกฟ้อง คดี ‘ฐิตินาถ ณ พัทลุง’ ไลฟ์โค้ชเข็มทิศชีวิต หรือ อ้อย เข็มทิศชีวิต ฟ้องสื่อรายหนึ่งฐานหมิ่นประมาท พร้อมเรียกค่าเสียหายกว่า 5 ล้าน โดยระบุว่า…

จากคำพิพากษาคือ สุดมาก ถ้าค่อย ๆ อ่านจะเห็นว่าศาลคือ ทรงภูมิทางพระพุทธศาสนา และอธิบายเข้าใจไม่ยากนะ

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ที่พระโพธิสัตว์ยอมละทิ้งราชสมบัติ บุตร และภรรยาเสด็จหลีกออกผนวชแสวงหาทางพ้นทุกข์ จนได้ปัญญาตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ สำเร็จเป็นองค์พระอรหันตระสัมมาสัมพุทธเจ้าและตั้งพระศาสนาหรือพระธรรมวินัยขึ้น โดยมีองค์ประกอบสำคัญคือพระรัตนตรัย ได้แก่ พระพุทธ, พระธรรม และพระสงฆ์ ไว้ให้พระพุทธศาสนิกชนได้ยึดถือเป็นสรณะนั้น...

'เป็นการกระทำเพื่อโปรดเหล่าสรรพสัตว์ที่จะได้ศึกษาเรียนรู้ตามจนเกิดปัญญารู้เห็นสัจธรรม ทำให้ทุกข์ในใจเบาบางลงไปจนหมดสิ้นอันเป็นที่สุดแห่งทุกข์'

โดยพระตถาคตไม่ได้กระทำไปด้วยความปรารถนาในลาภ ยศ คำสรรเสริญ หรือทรัพย์สินเงินทองใดๆ 

ส่วนการเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนไปสู่ผู้มีศรัทธา ก็ทรงให้เป็นหน้าที่ของเหล่าสงฆ์สาวก หรือ นักบวชในธรรมวินัย ที่ได้รับการศึกษาธรรมวินัยจนสำเร็จเป็นประโยชน์แก่ตน ซึ่งจะมีคุณสมบัติเป็นผู้มักน้อย สันโดษในลาภสักการะ...

...เลี้ยงขึ้นด้วยปัจจัยสี่ที่ผู้ครองเรือนมอบให้ด้วยใจศรัทธา เที่ยวจาริกไปเผยแผ่คำสอนและชี้ทางแห่งความสุขความเจริญในชีวิตให้แก่คฤหัสถ์ผู้ครองเรือน ให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธา ในพระรัตนตรัย...

...มีความเห็นชอบเป็นสัมมาทิฏฐิ ได้ตาปัญญาเป็นแสงสว่างของชีวิต ก็ย่อมจะพบชีวิตใหม่ที่มีคุณค่ากว่าการได้ทรัพย์สินอันใดในโลก เพราะแม้จะยังทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ไม่ได้ในอัตภาพนี้ ก็ต้องได้มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติในอัตภาพต่อๆ ไปอย่างแน่นอน 

ส่วนการดำรงอยู่อย่างมั่นคงของพระศาสนาเป็นที่พึ่งของเหล่าสรรพสัตว์ชั่วกาลนาน พระองค์ทรงมอบให้เหล่าพุทธบริษัท 4 อันประกอบด้วย ภิกษุ, ภิกษุณี, อุบาสก และอุบาสิกา ช่วยกันกระทำ 

โดย ภิกษุ และ ภิกษุณี ต้องอยู่ในพระธรรมวินัย ขณะที่ อุบาสก และ อุบาสิกา มีความเคารพในพระรัตนตรัย เป็นต้น 

ดังนั้น เมื่อน้อมใจเข้าไปพิจารณาหลักการสำคัญของพระศาสนาตามพระประสงค์ที่กล่าวมาข้างต้นและความต้องการอยากพ้นทุกข์ของมนุษย์เข้าด้วยกัน ผู้เป็นพุทธศาสนิกชนย่อมต้องยอมรับว่า...

'พระธรรมคำสั่งสอนที่ได้ประทานไว้ให้โดยมหากรุณานั้น ย่อมเป็นสิ่งที่ประเสริฐสูงสุดมีคุณค่ายิ่งกว่าทรัพย์สินใดๆ ในโลก และเป็นการประทานให้เปล่าๆ ไม่ต้องใช้เงินหรือทองเข้าแลก'

ดังนั้น จึงไม่เป็นการสมควรอย่างยิ่งที่เหล่าพุทธบริษัท 4 ผู้หนึ่งผู้ใด ที่ได้เรียนรู้พระธรรมแล้วจะอาศัยเอาพระธรรมนั้นออกแสดงเพื่อการค้า หรือเพื่อแสวงหาผลกำไร 

เพราะเป็นการตีราคาพระธรรมคำสอนเทียบค่ากับเงินทอง เป็นการกระทำที่ไม่เคารพต่อพระรัตนตรัยประการหนึ่ง เป็นหนทางที่จะนำไปสู่การเบียดเบียนในทางทรัพย์สิน เงินทองได้ประการหนึ่ง...

ทำให้บุคคลที่ยังไม่ได้มั่นคงในพระรัตนตรัยพากันเสื่อมถอยหนีห่างไปจากศาสนาประการหนึ่ง...

...และประการสำคัญอีกประการหนึ่ง ในการสั่งสอนหรือถ่ายทอดธรรมะให้บุคคลอื่น ผู้ตั้งตนเป็นครูอาจารย์ต้องมีคุณสมบัติที่สำคัญคือ เป็นผู้ได้เปรียญธรรมหรือศึกษาปฏิบัติธรรมจนเป็นผู้ข้ามโคตรจากปุถุชนเป็นอริยะบุคคลอย่างชอบขั้นโสดาบัน...

- มีคุณธรรมวิเศษในใจ 
- มีดวงตาเห็นธรรมรู้เห็นอยู่ในแนวทางแห่งพระนิพพาน 
- มีมรรคองค์ 8 เป็นปฏิปทาในตน 

แล้วจึงค่อยสามารถให้การอบรมสั่งสอนปุถุชนผู้ยังมีปัญญามืดบอดแต่มีศรัทธาได้ เพราะคนที่ยังเป็นปุถุชนและยังไม่ได้เปรียญธรรมหากเที่ยวไปสั่งสอนคนอื่น ก็เท่ากับคนตาบอดเดินจูงคนตาบอดไป ย่อมจะไม่สามารถถึงจุดหมายตามที่ปรารถนาได้ แต่กลับต้องประสบกับทุกข์และคลาดเคลื่อนออกนอกทางแห่งพรหมจรรย์ที่ทรงแสดงไว้ให้อย่างแน่แท้ 

และยิ่งหากเข้าลักษณะเป็นการใช้เงินจ้างในการจูง ก็เป็นการพ้นวิสัยที่จะเอาผิดเอาโทษกับบุคคลผู้จูงทั้งในทางแพ่งและทางอาญาได้ ด้วยเหตุผลที่เขาอ้างเอาว่าการชำระเงินเป็นความสมัครใจของผู้อยากเรียนรู้ธรรม และที่ใครไม่สามารถสร้างปัญญาได้ก็เป็นเรื่องของวาสนาแต่ละบุคคลเท่านั้น 

ทั้งนี้ หากมีบุคคลใดได้แสดงตนกระทำการดังกล่าวเช่นนั้น จึงไม่นับว่าเป็นบุคคลที่สมควรจะได้รับการยกย่องจากสาธุชนทั่วไปว่า เป็นผู้ประกอบคุณงามความดีหรือนำประโยชน์ทางศาสนามาให้สังคมแต่ประการใด ในขณะเดียวกัน ก็ย่อมเป็นผู้ไม่สมควรที่จะได้ไปซึ่งเงินของบุคคลที่แสวงหาที่พึ่งทางใจจากคำสอนในพระพุทธศาสนาอีกด้วย

ดังนั้น เมื่อคดีนี้โจทก์เป็นผู้ยังไม่ได้เปรียญธรรม มีแต่ปริญญาทางโลก ได้ยอมรับว่าได้นำเอาหลักศาสนาพุทธมาใช้เป็นปัจจัยในการประกอบธุรกิจ มีรายได้และผลกำไรจากการเปิดคอร์สอบรม 'เข็มทิศชีวิต' เป็นเงินไม่น้อยประมาณปีละ 10 ล้านบาทขึ้นไป โดยการเก็บเงินค่าสมัครเข้าอบรมคอร์สเข็มทิศชีวิต ซึ่งจะกำหนดค่าสมัครตามจำนวนผู้สมัคร 

หากมีผู้สมัครจำนวนน้อยจะคิดค่าสมัครแพงกว่ากรณีที่มีผู้สมัครจำนวนมาก ค่าคอร์สรายบุคคลในราคาหลักหมื่นไม่ก็หลักแสน โดยเพียงบุคคลเดียวหากเรียนหลายคอร์สจะต้องใช้เงินประมาณ 3 ล้านบาทนั้น ย่อมเท่ากับเป็นการรับรองอยู่ในตัวต่อผู้มีศรัทธาในพระศาสนาว่า ตนเองมีภูมิจิตภูมิธรรมสูง เลยขั้นปุถุชนคนหนึ่งด้วยกิเลสไปแล้ว 

อย่างไรก็ดี คุณธรรมภายในใจ เช่นว่าที่รู้ได้แต่เฉพาะตนส่วนคนอื่น ไม่สามารถจะรู้เห็นได้ ทำได้แต่เพียงคาดเดาเอาจากบุคลิกภาพ อันประกอบด้วย วาจากิริยา ท่าทางและการแต่งกาย 

แต่หากพอจะมีเครื่องหมายที่จะบ่งชี้ว่า อริยสาวกผู้ใดเป็นผู้มีคุณธรรมภายในเช่นนั้นได้จริง กล่าวคือ อริยสาวกผู้นั้นจะต้องเป็นผู้มีจิตเมตตา กรุณา ไม่กระทำสิ่งที่เป็นการเบียดเบียนผู้อื่นให้ได้รับความเดือดเนื้อร้อนใจด้วยประการใดๆ ทั้งสิ้น

‘อาจารย์ ม.ศิลปากร’ เจ้าของภาพลายเส้น ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ ฉะ!! มือดีฉกผลงานไปทำเสื้อขาย วอน!! อย่าซื้อถือเป็นของโจร

(15 ก.พ.67) จากกรณีชาวโซเชียลฯ ได้ร่วมแสดงจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นำภาพวาดลายเส้น สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผลงานของ รองศาสตราจารย์อาวิน อินทรังษี อาจารย์ประจำคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ไปขึ้นเป็นภาพปกหรือแชร์บนหน้าวอลล์เฟซบุ๊กเป็นจำนวนมาก เพื่อแสดงพลังถวายกำลังใจ แสดงความจงรักภักดี ต่อกรณีถูกกลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดีคุกคามขบวนเสด็จฯ จากเมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมาตามที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

วันนี้เฟซบุ๊ก ‘Arwin Intrungsi’ หรือรองศาสตราจารย์อาวิน อินทรังษี อาจารย์ประจำคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร พบว่ามีบุคคลนำภาพวาดลายเส้นของตนเองไปทำเสื้อออกมาขาย โดยไม่มีการขออนุญาต และได้ออกมาโพสต์ข้อความ ถึงกรณีดังกล่าวระบุว่า “ใครเป็นคนทำ หยุดการกระทำนี้นะครับ ผมไม่ได้อนุญาตให้นำไปทำขาย ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์นะครับ หากจะเอาไปพิมพ์แจก ยินดีครับ ใครพบเห็นว่ามีการขาย โปรดอย่าซื้อนะครับ ผมถือเป็นของโจร”

‘อ.เฉลิมชัย’ ประกาศยุติบทบาท เลิกรับงานทุกอย่าง ลั่น!! ตนแก่แล้ว ขอออกไปทำในสิ่งที่ชอบก่อนตาย

(15 ก.พ. 67) ลูกศิษย์ของอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติชาวเชียงราย ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ‘นรินทร ทามาส’ เผยแพร่คลิปอาจารย์เฉลิมชัยที่ออกมาประกาศว่าเช้าวันที่ 15 ก.พ.นี้เป็นวันครบรอบ 69 ปีของตน จึงขอฝากประกาศอย่างเป็นทางการว่า..ตนตั้งใจว่าเมื่ออายุถึง 69 ปี ผ่านการกระทำต่างๆ มามากมาย วันนี้ต้องขอฝากไปถึงทุกคนที่เคยใช้ตนหรืออยากจะขอความช่วยเหลือจากตนในทุกเรื่อง หรือแม้แต่จะเชิญตนไปไหน ขอฝากว่าอย่ารบกวนตนอีกเลย ขอให้ปล่อยตนไป ปล่อยชีวิตของตนไปให้มีความสุข อย่าให้ตนวุ่นวายกับทุกเรื่องเพราะตนพอแล้วและเลิกแล้ว

"วันนี้เป็นต้นไป นั่นคืออย่ามาเชิญอะไรผม การตัดสินงาน กรรมการ ที่ไหนก็ตาม ประกวดอะไรก็ตามอย่ามาเชิญผม และที่ผมเคยเป็นอยู่ก็ขอให้ยกเลิกทุกที่ที่ผมเคยเป็นกรรมการ ทุกที่ที่ผมเคยทำอะไรร่วมกับไม่ว่าหน่วยงานใดก็ตาม ก็ยกเลิกหมด แม้กระทั่งพุทธศิลป์ของ มจร.ของแม่ฟ้าหลวง (มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง) ก็งดหมด ผมแก่แล้ว ผมอยากมีชีวิตที่เหลืออย่างแข็งแรง แล้วก็ท่องเที่ยวไปในโลกของผม นั่นก็คือเที่ยวไปทุกที่ทุกแห่งด้วยมอเตอร์ไซค์"

อาจารย์เฉลิมชัย กล่าวอีกว่า ตนขอฝากทุกท่านว่าอย่ามาใช้งานตนไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์องคเจ้า หน่วยงานราชการ ไม่ว่าหน่วยงานเอกชนใดๆ ก็ตาม ถ้าเป็นไปได้ก็ขอร้องอย่ารบกวนตน ปล่อยตนไป โดยตนขอไปที่ชอบๆ ก่อนที่จะตาย และนั่นคือสิ่งที่ตนเองต้องการ หากว่ารักตน อย่าได้มาสนใจตนเลย และให้ปล่อยตนไป

รายงานข่าวแจ้งว่า อาจารย์เฉลิมชัยเคยประกาศวางมือครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 ภายในศาลาธรรม วัดร่องขุ่น ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมืองเชียงราย ระหว่างแถลงข่าวก่อสร้างหอศิลป์ร่วมสมัยเมืองเชียงราย ที่ได้ทุ่มเงินส่วนตัวขั้นต่ำ 35-40 ล้านบาท ก่อสร้างเพื่อจะใช้จัดงานมหกรรมศิลปะนานาชาติที่ จ.เชียงราย หรือ Thailand Biennale Chiangrai 2023 ซึ่ง จ.เชียงราย เป็นเจ้าภาพจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค. 2566-30 เม.ย. 2567 สร้างความตื่นตะลึงและตกใจแก่ทุกฝ่ายมาแล้ว

ต่อมาวันที่ 4 ต.ค. 2566 นายประสพ เรียงเงิน ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) และผู้ที่เกี่ยวข้องได้เข้าพบกับอาจารย์เฉลิมชัย และอาจารย์สุวิทย์ ใจป้อม นายกสมาคมขัวศิลปะ เพื่อขอให้กลับมาร่วมเตรียมความพร้อมในการจัดงานอีกครั้ง ซึ่งอาจารย์เฉลิมชัยยินดีกลับไปร่วมงานจนทำให้งาน Thailand Biennale Chiangrai 2023 มีความยิ่งใหญ่ และอาจารย์เฉลิมชัยได้ประกาศวางมืออย่างเป็นทางการในครั้งนี้ดังกล่าว

'ฝรั่ง' อวด!! ได้เป็นคนไทยแล้ว ยอมรับ!! สัญชาติไทยขอยากมาก พร้อมเผยความในใจ!! 'อยู่ที่นี่แล้วสบายใจ-เมืองไทยเหมือนบ้าน'

(15 ก.พ.67) ช่องยูทูบชื่อ ‘มุมมองเพื่อนบ้าน’ ได้โพสต์วิดีโอถึงกรณีชาวต่างชาติรายหนึ่งออกมาแสดงความดีใจที่ได้สัญชาติและถือพาสปอร์ตไทยอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า…

ชาวต่างชาติรายนี้ชื่อ Mark Abbott ได้โพสต์คลิปแสดงความดีใจในอินสตาแกรมส่วนตัว ‘markabbott_official’ ว่า “I got my Thai citizenship. Video about the whole process coming soon! ผมได้รับสัญชาติไทยอย่างเป็นทางการแล้วครับ มันขอยากกว่าสัญชาติอังกฤษ/อเมริกันมาก ๆ ครับ เดี๋ยวจะทำวิดีโอเรื่องการขอแปลงสัญชาติเป็นไทยครับ”

นอกจากนี้ยังได้เล่าประวัติคร่าว ๆ ของ Mark Abbott ว่า เขาเป็นชาวอังกฤษ และได้มาประเทศไทยครั้งแรกตอนที่อายุประมาณ 20 ปี ซึ่งในปัจจุบันเขาอยู่ในประเทศไทยมากกว่า 20 ปีแล้ว จนรู้สึกว่าประเทศไทยคือบ้านของเขา และประเทศไทยก็ได้ตอบแทนความภักดีของเขาด้วยการมอบสัญชาติไทยให้

Mark Abbott ยังเคยบอกอีกว่า เขาหลงเสน่ห์ประเทศไทย ด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่าง เช่น อากาศดี (ไม่หนาวเกินไป) อาหารอร่อย คนไทยน่ารัก จึงตัดสินใจเรียนต่อจนจบปริญญาตรี ได้เดินทางไปหลายประเทศ รู้สึกว่าที่ไหน ๆ ก็เหมือนกัน แต่ประเทศไทยมีคนไทย ชอบคนไทยมาก ชอบวัฒนธรรมไทย ชอบความเอื้ออารี ใจกว้าง ยิ้มง่าย และใส่ใจผู้อื่นของคนไทย ที่สำคัญคือ ประเทศไทยปลอดภัยมาก นี่คือเสน่ห์ที่ชื่นชอบประเทศไทย

แม้ชาวตะวันตกจะมีความคิดแง่ลบกับนิสัยของคนไทย แต่สำหรับ Mark abbott มองว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ และเขาพร้อมที่จะปรับตัวเข้ากับบริบทของสังคมไทย เขาเข้าใจดีว่าสังคมไทยเป็นอย่างไร 

ภายหลังที่เขาได้แชร์เรื่องการขอสัญชาติไทยไปแล้ว ก็มีหลาย ๆ คนเข้ามาแสดงความคิดเห็น ส่วนใหญ่เป็นคนไทยที่เข้ามาแสดงความยินดี และมีชาวต่างชาติหลาย ๆ คนที่ไม่เชื่อว่าเขาขอสัญชาติไทยได้จริง ซึ่ง Mark Abbott ก็ออกมายอมรับและบอกว่า การขอสัญชาติไทยยากมาก และยากกว่าขอของอังกฤษหรือสหรัฐฯ ด้วยซ้ำ ซึ่งหากใครไม่เชื่อก็ไปดูประกาศราชกิจจานุเบกษาได้เลย

‘หนิง นิรุตติ์’ ออกโรงเตือน!! แก๊งทะลุงวัง หลังป่วนขบวนเสด็จ

เมื่อวานนี้ (14 ก.พ. 67) ช่องติ๊กต็อก Thinkingradio FM96.5 คลื่นความคิด ได้เผยแพร่วิดีโอสัมภาษณ์ นิรุตติ์ ศิริจรรยา นักแสดงและพิธีกรอาวุโส ที่ได้แสดงความคิดเห็นต่อกรณีกลุ่มทะลุวังป่วนขบวนเสด็จฯ สรุปได้ดังนี้

“สำหรับคนรุ่นผม ทุกครั้งที่มีขบวนเสด็จของพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ พวกเราที่ใช้รถใช้ถนน จะหยุดและยืนดู ไม่มีการวิ่งเข้าไปหา หรือแทรกแซงใด ๆ พวกเราจะแค่เฝ้าชมพระสิริโฉม ยิ่งในต่างจังหวัด จะมีการปิดถนน ประชาชนจะเอาเสื่อมาปูข้างถนน ได้เห็นแค่เสี้ยววินาที แล้วทุกคนจะเปล่งเสียงว่า ‘ทรงพระเจริญ’ ทุกคนจะรู้สึกปิติ รู้สึกดีใจที่ได้เห็นพระองค์…

“ในปัจจุบันนี้เราได้ยินได้เห็นสิ่งที่มิบังควรที่จะเกิดขึ้นกับราชวงศ์บ่อยครั้ง มีการจับกุม และการปล่อยตัวออกมาหลายครั้ง แต่ประเด็นคือมีผู้ใหญ่บางกลุ่มที่คิดว่าสนับสนุนเด็ก และพูดว่า “จะทำอะไรก็ทำ แต่อย่าใช้ความรุนแรง” นั่นคือการส่งเสริมให้เด็กทำอะไรก็ได้ และห้ามคนที่ไม่เห็นด้วย อย่าใช้ความรุนแรง แต่ไม่ได้บอกเด็กว่า ห้ามใช้ความรุนแรง…

“การที่ขับรถเร็ว บีบแตร พยายามตามเข้าไปในขบวนเสด็จ แล้วบอกว่านี้คือการใช้ความละมุนละม่อม และเมื่อเจ้าหน้าที่มาสกัดไม่ให้ทำ กลับเถียงเจ้าหน้าที่ ใช้คำพูดไม่เหมาะสม ซึ่งในความเป็นจริงขบวนเสด็จใช้เวลาไม่นาน หรือหากใช้เวลามากสักนิดหนึ่ง แต่ก็เพราะท่านกำลังไปทำภารกิจเพื่อประชาชน…

นายนิรุตติ์ กล่าวต่อว่า “หากให้เหตุผลว่า คุณไปงานหนึ่ง และกำลังไปต่ออีกงาน นั่นคือคุณกำลังทำเพื่อตัวคุณเอง แต่สำหรับพระองค์ท่าน ท่านทำเพื่อประชาชน และใช้เวลาแค่ 31 วินาที คุณรอไม่ได้เลยเหรอ? จำเป็นต้องพุ่งเข้าไปในขบวนเสด็จเลยเหรอ? และการบีบแตรที่เกิดขึ้น ก็ถือเป็นการใช้ความรุนแรงแล้ว…

“สมเด็จพระเทพฯ หรือว่าพระราชวงศ์ต่าง ๆ ที่เสด็จ ไม่ได้ทําให้ตัวพระองค์ท่านเอง เพราะท่านคิดว่าทุก ๆ คนในประเทศไทย คือตัวของท่านเอง เป็นเหมือนเพื่อนฝูงของท่าน เป็นเหมือนคนของท่าน”

“คุณต้องแยกให้ออกว่า คนเหมือนกันทําอะไรก็ได้เหมือนกันเหรอ? ผมว่าไม่ใช่นะ…คนเหมือนกัน แต่คนที่ไม่ใช่คนนั้น มันไม่ใช่คนเหมือนกัน ถ้าคุณมีความคิดที่กระทําแบบนี้ คุณคือคนที่ไม่ใช่คน คงจะรู้ว่าคนที่ไม่ใช่คนมันเป็นอะไร ถ้าคนที่เป็นคนเขาจะไม่คิดทําตนแบบนี้” นายนิรุตติ์ ทิ้งท้าย

'โฆษก กห.' เผย ‘ในหลวง’ ทรงมีรับสั่งปรับขบวนเสด็จให้สัญจรได้ร่วมกับ ปชช. แม้ปัจจุบันจะไม่มีการปิดการจราจรเมื่อมีขบวนเสด็จฯ มานานแล้วก็ตาม

(15 ก.พ. 67) ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) นายสุทิน​ คลังแสง​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังการประชุมสภากลาโหม​สัญจร​ ครั้งที่​ 2/2567 ถึงกรณีการปกป้องสถาบัน ภายหลังนักกิจกรรมบีบแตรใส่ขบวนเสด็จ ในการประชุมสภากลาโหมวันนี้มีการพูดคุยถึงกรณีดังกล่าว และก่อนหน้านี้ก็เฝ้าติดตามสถานการณ์เรื่องนี้มาโดยตลอด พร้อมกับได้สั่งการทุกเหล่าทัพที่มีหน้าที่ในเรื่องดังกล่าว ได้เกาะติดสถานการณ์ และสกัดกั้นไม่ให้เกิดเหตุการณ์อีก

ขณะที่​ พลเรือตรี​ธนิตพงศ์ สิริเศวตศักดิ์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันไม่มีการปิดการจราจรเมื่อมีขบวนเสด็จฯ นานแล้ว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีความห่วงใยประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากขบวนเสด็จฯ ทั้งขบวนเสด็จฯของพระองค์ และพระบรมวงศานุวงศ์ จึงทรงมีพระราโชบาย มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้กำหนดแนวทางอำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้มีความเหมาะสม มีการจัดช่องทางให้เสด็จฯ ในส่วนของพระองค์ และช่องทางของประชาชน

ในส่วนของฝ่ายความมั่นคงก็จะปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ.2557 และ 2560 และดำเนินการถวายพระเกียรติต่างๆ ในการปฏิบัติภารกิจ ให้เป็นไปตามพระราชประสงค์

‘ติ๊กต็อกดัง’ ชำแหละ!! กลยุทธ์ ‘กระบวนการล้มเจ้า’ มักคอย ‘ด้อยค่า-ลดบทบาท-ลดความสำคัญ’

(15 ก.พ.67) ผู้ใช้งานบัญชีติ๊กต็อก ‘Spark Update’ ได้โพสต์คลิปเกี่ยวกับขบวนเสด็จฯ โดยระบุว่า…

ถ้าใครอายุ 35 เกินไปแล้วสัก 36-37 ปี ก็จะเห็นภาพชินตาซึ่งก็คือพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ท่านทรงงานหนักมาก บินไปนู้นไปนี่ ไปทํานู่นทํานี่ แต่เราไม่บอกหรอกว่าท่านทําอะไรบ้าง…

ทั้งนี้ แล้วกระบวนการล้มเจ้ามีจริงเหมือนที่ ชาดา ไทยเศรษฐ์ พูดไหม? มีตลอดเวลา…แต่เราอาจจะไม่รู้ตัว ซึ่งปกติสมมติว่าเราต้องไปชกหรือสู้อะไรกับใครสักอย่าง มันต้องมีหลายกลยุทธ์ และกลยุทธ์ที่ทําได้ง่ายที่สุดนั่นก็คือการไปด้อยค่า ไปลดบทบาท ลดความสําคัญ ทำให้สิ่งที่เราจะไปโจมตีหรือทําลายเกิดไร้ค่า ไม่มีค่า ด้อยค่า และขั้นตอนแรก พวกเธอจงรักภักดีและคอยปกป้องใช่ไหม? พวกเธอคือ ‘สลิ่ม’ คือคนไม่เก๋ ไม่อินเทรนด์ ไม่เลิศ หรือพวกเธอจงรักภักดีใช่ไหม? พูดเรื่องพระราชกรณียกิจ เทิดทูนบูชาองค์สถาบันใช่ไหม? พวกเธอคือ ‘โขนเจ้า’

ฉะนั้นแล้ว สังคมต้องตื่นรู้แล้วว่าพวกนี้มันคือวาทกรรมกระบวนการลดทอนคุณค่า และเป็นกระบวนการแยกคนออกจากสังคม รัฐบาลที่มาจากประชาชนสิ่งแรกที่ควรทำเลยคือการหลอมร่วมใจคนไทยให้กลับมาอยู่กับร่องกับรอยก่อน ซึ่งเราไม่ต้องไปนั่งพูดถึงหรอกว่ากรมสมเด็จพระเทพฯ ท่านทําอะไรมาบ้าง เพราะไม่ว่าจะเป็น เรื่องผู้ยากไร้ทางการศึกษา ทําให้คนมีงานทําเท่าไหร่ คนบนดอยไม่ต้องไปปลูกฝิ่นเป็นโครงการหลวง ซึ่งไม่ต้องไปพูดถึงแล้ว มันเป็นเรื่องที่หาได้ในอินเทอร์เน็ต แต่จะหารึเปล่า? กล้าที่จะพูดถึงเรื่องของคนทําความดีหรือเปล่า? มันกลายเป็นไม่อินเทรนด์ไปซะตั้งแต่เมื่อไหร่…

ดังนั้น ต้องมีสติในการครองตนก่อนอันดับหนึ่ง การด้อยค่าง่ายที่สุดก็คือไม่เข้าพวก ไม่เก๋ นี่ก็คือการลดบทบาท ลดทอนคุณค่าของสถาบันที่ง่ายที่สุด คือใช้ปากคนที่ไม่ทําอะไรเลยแลกไปทําร้ายทําลายองค์สถาบันที่มีคุณประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองเรา ชีวิตเธอ เธอเล่าได้ร้อยคนพันคน เธอเคยไปช่วยคนจมน้ำไม่ให้เสียชีวิตแม้แต่คนเดียวก็เล่าไปสามบ้านแปดบ้าน ครอบครัวก็ภาคภูมิใจสุด ๆ เชื้อพระวงศ์เขารับคนไข้ในพระบรมราชูปถัมภ์เท่าไหร่ ปี ๆ หนึ่งคนรอดตายเท่าไหร่? เหตุการณ์สถานการณ์ต่าง ๆ นา ๆ ท่านลงไปในพื้นที่ช่วยคนเท่าไหร่? เอาแค่นี้ บ้านเมืองเรามันแข็งแรงมากพอที่จะไม่มีองค์สถาบันไม่ได้หรอก สงครามกลางเมืองเกิดขึ้นกี่ครั้ง ทําไมต่างชาติไม่ถอนการลงทุน เพราะเขารู้ว่าคนไทยยังมีสถาบันที่เป็นหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจอยู่ เวลาที่มีความวุ่นวายตีกันในประเทศ ถ้าลองเป็นประเทศอื่นวุ่นวายกันขนาดนี้ รบกัน สงครามกลางเมือง เขาถอนการลงทุนไปหมดแล้ว แต่นี่ยังอยู่…แต่ถ้าใครคิดเป็นก็จะรู้ว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร แต่ถ้าใครคิดไม่ได้ก็คือไม่ได้อยู่อย่างนั้น และการด้อยค่าว่าทําแบบนั้นเท่แบบนี้เท่เราจะต้องเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ซึ่งทุกคนมีหมด แต่มันควรอยู่ในกรอบที่เหมาะสมและเหมาะกับบริบทไหม?

เช่นนั้นแล้ว ประเทศเราไม่มีความสิทธิเสรีภาพตั้งแต่เมื่อไหร่ ดูอย่างพม่า พระออกมายิงจนจีวรปลิว ถามว่าเราอยู่ในบริบทแบบนี้ ทําหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เป็นนักศึกษาตั้งใจเรียน ถ้ารู้สึกอยากพัฒนาชาติ อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศ มีเป้าหมายแบบนี้ ก็ไปลงสมัครพรรคการเมือง ไปเป็นสมาชิกพรรค ไปขับเคลื่อน เป็นเอ็นจีโอ ไปดูซิแก้รัฐธรรมนูญไปถึงไหน ไปดูซิว่าเราจะทลายทุนผูกขาดด้วยกฎหมายอะไรได้บ้าง ปรับโครงสร้างระบบค่าน้ำค่าไฟ ทําตัวให้เป็นผู้เชี่ยวชาญไปเลย หากมีความเชี่ยวชาญด้านนี้ 1 2 3 4 ตั้งใจจะตั้งมูลนิธิมาเพื่อจะทําให้คนไม่ตกงาน 1 ล้านคน ตั้งเป้าไปเลยทําให้ประชาชนกินดีอยู่ดี มีนวัตกรรมสามารถทําคราวด์ฟันดิง (Crowdfunding) ได้ ก็ควรไปทําประโยชน์อย่างนี้ดีกว่า… ไปทําให้มันสร้างสรรค์ เพราะการเคลื่อนไหวเราสามารถทําในอย่างอื่นได้ ซึ่งเราไม่พูดถึงเรื่องที่มันไกลตัวเรามาก ๆ เอาเรื่องทั่วไป เพราะบนโลกใบนี้มันเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่มีมิตรแท้ไม่มีศัตรูถาวร อะไรก็เกิดขึ้นได้หมด

สุดท้ายอีกอย่างหนึ่งที่บอกเกี่ยวเสมอว่าเราต้องยึดแกนหลักก่อน ว่าประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประชาชนเป็นเจ้าของอํานาจ พระมหากษัตริย์ใช้อํานาจนั้นผ่านรัฐสภา ผ่านคณะรัฐมนตรี ผ่านศาล ผ่านอะไรต่าง ๆ ซึ่งต้องยึดหลักตรงนี้ให้มั่นและตั้งสติ…


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top