Wednesday, 24 June 2026
NEWS FEED

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ 2 คดี รวบหนุ่มแดนมังกรนักเว็บพนัน หลอกเหยื่อ 2,500 ล้าน หนีเข้าไทย และแกะรอยรวบหนุ่มปากีสวมตัวทำบัตรฟอกตัวเป็นไทย

วันนี้ (16 ก.พ.67) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.มานัด ศรีวงษา รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผบก.สส.สตม., พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์ จิตต์ประยูรตี รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ศุภโชค หยงสตาร์ รอง ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.ชิตเดชา สองห้อง รอง ผบก.สส.ภ.7 ปฏิบัติราชการ บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ธวัชชัย นรินรัตน์ ผกก.1 บก.สส.สตม., พ.ต.ท.กฤตกรอิชณน์ คงขำ สว.ตม.จว.ปัตตานี ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 2 คดี 

ตามนโยบายของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. รวมทั้ง พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ สตม. สกัดกั้น ตรวจสอบ ระดมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบ ชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือ กลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุ หรือโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

คดีแรก รวบหนุ่มแดนมังกรนักเว็บพนันรวมหัวหลอกผู้เสียหายร่วม 2,500 ล้านบาท เพื่อส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดน : กก.1 บก.สส.สตม. จับกุม นายหวง มิน (นามสมมติ) อายุ 32 ปี สัญชาติจีน และกัมพูชา ผู้ต้องหาตามหมายจับระหว่างพิจารณาของศาลอาญา ที่ 97/2567 ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน ร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์สินของรัฐและประชาชน (ออกหมายจับผู้ร้ายข้ามแดน) นำตัวส่งพนักงานอัยการ สำนักงานต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด ดำเนินการตามพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2551 มาตรา 16 สถานที่จับกุม แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพฯ สืบเนื่องจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย ร้องขอให้ทางการประเทศไทยจับกุมตัวชั่วคราว นายหวง มิน (นามสมมติ) อายุ 32 ปี สัญชาติจีน เพื่อส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปดำเนินคดีที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์สินของรัฐและประชาชน อันเป็นความผิดตามมาตรา 266 ของประมวลกฎหมายอาญาแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีพฤติการณ์กระทำความผิด กล่าวคือ

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2566 สำนักงานตำรวจความมั่นคงสาธารณะนครเทียนจิน สาขาหนานไค ได้ยื่นฟ้องและดำเนินการสอบสวนนายหวง มิน และพวกในข้อหากระทำผิดฐานฉ้อโกง หลังจากที่สอบสวนพบว่า นายหวง มิน ได้สมรู้ร่วมคิดกันกับพวกเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ที่ผิดกฎหมายโดยใช้แพลตฟอร์มการพนัน “WANHE Football” ของต่างประเทศ จัดตั้งแก๊งฉ้อโกง “ZHONGHE” ในประเทศจีน และใช้การเงินและการลงทุนเป็นข้ออ้างหลอกลวงนักลงทุน และใช้วิธีการอ้างว่า แพลตฟอร์มการพนัน “WANHE Football” เป็นโครงการการลงทุนการแข่งขันกีฬารูปแบบใหม่ ให้นักลงทุนในประเทศจีนเข้าร่วมการพนันและได้รับผลกำไรโดยวิธี “การเดิมพันตรงกันข้าม” โดยนายหวง มิน เป็นหนึ่งในสมาชิกหลักของแก๊งฉ้อโกงมีหน้าที่รับผิดชอบในการประชาสัมพันธ์ต่อสาธารณะและดึงดูดนักลงทุนให้เข้าร่วมการพนัน ตั้งแต่เดือน มีนาคม 2565 ถึงเมษายน 2566 นายหวง มิน ได้ร่วมกับพวกหลอกลวงผู้เสียหายหลายร้อยคนมีมูลค่าความเสียหายร่วม 500 ล้านหยวน (ประมาณ 2,500 ล้านบาท)

ต่อมาจากการรวบรวมพยานหลักฐาน เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2566 สำนักงานอัยการประชาชนเขตหนานไค นครเมียนจิน จึงได้อนุมัติหมายจับนายหวง มิน ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์สินของรัฐและประชาชน จากการสืบสวนของทางการสาธารณรัฐประชาชนจีน พบว่านายหวง มิน ได้หลบหนีคดีเดินทางออกนอกประเทศ และได้ใช้หนังสือเดินทางกัมพูชาเดินทางเข้ามาในประเทศไทย จึงได้ร้องขอให้ทางการไทยจับกุมตัวชั่วคราว นายหวง มิน เพื่อส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปดำเนินคดีที่สาธารณรัฐประชาชนจีน พนักงานอัยการ สำนักงานต่างประเทศ จึงได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลอาญาออกหมายจับนายหวง มิน และได้ส่งหมายจับมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อทำการจับกุม

คดีที่ 2 ตม.จว.ปัตตานี แกะรอยรวบหนุ่มปากีสวมตัวทำบัตรฟอกตัวเป็นไทย : ตม.จว.ปัตตานี ร่วมกับ ตม.จว.ภูเก็ต และ สภ.แม่ลาน จว.ปัตตานี จับกุม นาย JAFFAR (นามสมมติ) อายุ31 ปี สัญชาติปากีสถาน ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดปัตตานี ที่ จ.47/2567 ลงวันที่ 19 มกราคม 2567 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน "สนับสนุนให้เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและสนับสนุนเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ทำเอกสารกรอกข้อความลงในเอกสาร หรือดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมแปลงเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตน มีหน้าที่และร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ, ร่วมกันแจ้งข้อความหรือพยานหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานในการขอมีบัตร, กระทำเพื่อให้ผู้ไม่มีสัญชาติไทยมีรายการเอกสารการทะเบียนราษฎร์อื่นโดยมิชอบ” นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่ลาน จว.ปัตตานี ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุมได้ที่บริเวณหน้าบ้านพัก ถ.สุรินทร์ ต.ตลาดใหญ่ อ.เมืองภูเก็ต จว.ภูเก็ต

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่อง เมื่อเดือน พฤษภาคม 2562 ตม.จว.ปัตตานี ได้จับกุมนาย IKRAM (นามสมมติ) อายุ 24 ปี สัญชาติปากีสถาน ในข้อหา เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน และได้ดำเนินการผลักดันออกนอกราชอาณาจักร จากการออกสืบสวนในพื้นที่ยังสืบทราบข้อมูลว่ายังมีชาวปากีสถานแอบลักลอบทำงานในพื้นที่ จึงได้ออกตรวจเอ็กซเรย์พื้นที่พบ นายซามิฯ (นามสมมติ) ลักษณะคล้ายคนต่างด้าว ได้แสดงบัตรประจำตัวประชาชนสัญชาติไทย ชุดสืบสวนจึงได้ทำการจัดเก็บข้อมูลเพื่อสืบสวนเพิ่มเติม และได้ทำการตรวจสอบกับนายทะเบียนอำเภอแม่ลาน พบว่าบัตรประชาชนดังกล่าวได้มาโดยไม่ชอบ จึงดำเนินการจำหน่ายบัตรดังกล่าวที่นายซามิฯ แสดง และได้แจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สภ.แม่ลาน เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายซามิฯ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ต่อมาชุดสืบสวนได้จับกุมนายซามิฯ ในข้อหาใช้หรือแสดงบัตรฯลฯ, เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไม่ได้รับอนุญาต และทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน นำตัวส่ง พนักงานสอบสวน สภ.แม่ลาน ดำเนินคดีตามกฎหมาย

นอกจากนี้ จากการประสานข้อมูลกับนายทะเบียนอำเภอแม่ลานยังทราบว่านาย IKRAM ที่เคยโดนจับกุม และถูกผลักดันส่งกลับออกนอกราชอาณาจักร มีความสัมพันธ์เป็นพี่ชายของนายซามิฯ และมีการสวมบัตรประชาชนเช่นเดียวกับนายซามิฯ ต่อมาทางอำเภอแม่ลานได้ทำการจำหน่ายบัตรฯ อีกจำนวน 9 บัตร และได้แจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สภ.แม่ลาน เพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยศาลจังหวัดปัตตานีได้อนุมัติออกหมายจับผู้ถือบัตรดังกล่าว จำนวน 9 หมายจับ รวมของนาย IKRAM ซึ่งจากคำให้การของซามิฯ ทราบว่าผู้ต้องหารายดังกล่าวไม่ได้อยู่ในราชอาณาจักรไทย ต่อมาชุดสืบสวน ตม.จว.ปัตตานี ได้นำหมายจับทั้ง 9 หมาย มาตรวจสอบพบว่า หมายจับศาลจังหวัดปัตตานี ที่ จ.425/2564 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2564 ระบุชายไม่ทราบชื่อตามรูปภาพ บุคคลตามหมายจับนี้น่าจะกระทำความผิดด้วยการสวมบัตรประจำตัวประชาชนของนายอับดุลราชีพ

โดยแนวทางการสืบสวนพบว่าบุคคลดังกล่าวน่าจะเป็นบุคคลคนเดียวกัน จากการนำข้อมูลการเปิดบัญชีธนาคาร ข้อมูลทางโซเชียล (FACEBOOK) โพสต์รูปงานพิธีแต่งงานกับภรรยาซึ่งเป็นคนไทย ในการ์ดงานแต่งระบุชื่อ นาย JAFFAR พร้อมทั้งมีการนำภาพถ่ายจากหมายจับและภาพถ่าย นาย JAFFAR มาเปรียบเทียบผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (BIOMETRIC) จึงรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานทั้งหมดพร้อมทำรายงานการสืบสวนนำส่ง พนักงานสอบสวน สภ.แม่ลาน จว.ปัตตานี เพื่อขอให้ศาลพิจารณาเปลี่ยนหมายจับจากหมายจับตามรูปภาพ ขอระบุชื่อ ชื่อสกุลสัญชาติ และหมายเลขหนังสือเดินทางของผู้กระทำความผิดตามหมายจับดังกล่าว กระทั่งศาลจังหวัดปัตตานีได้อนุมัติหมายจับ ที่ จ.47/2567 ลงวันที่ 19 มกราคม 2567 ในฐานความผิด " ร่วมกันแจ้งข้อความหรือพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ   ต่อเจ้าพนักงานในการขอมีบัตรฯลฯ” จากการสืบสวนของ ตม.จว.ปัตตานี ทราบว่า นาย JAFFAR พักอยู่ที่บ้านพักใน ย่าน ถ.สุรินทร์ ต.ตลาดใหญ่ อ.เมืองภูเก็ต จว.ภูเก็ต จึงได้ไปตรวจสอบ เมื่อพบนาย JAFFAR จึงได้แสดงหมายจับและจับกุมนำตัวส่งพนักงานสวบสวน สภ.แม่ลาน จว.ปัตตานี ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิด ในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิม พระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือติดต่อตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดในพื้นที่ หรือที่ www.immigration.go.th  

'เดอะแบกแห่งวงการ' โพสต์สะเทือนโซเชียล "บอกเลยครับ ม่วงทั้งใจ และจะม่วงตลอดไป"

(16 ก.พ. 67) 'พี่ป๋อง' กพล ทองพลับ 'เดอะแบกแห่งวงการ' ผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ รายการวิทยุ นักแสดง เป็นที่รู้จักในการดำเนินรายการประเภทผี เรื่องลึกลับ เช่นรายการวิทยุชื่อรายการ The Shock ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านไอจี ว่า...

"บอกเลยครับ ม่วงทั้งใจและจะม่วงตลอดไป

ทั้งนี้ โพสต์ดังกล่าว ได้มีคอมเมนต์ที่เข้ามาโพสต เป็นรูปหัวใจสีม่วงสมทบกันเป็นจำนวนมากอีกด้วย

‘ไก่ มีสุข’ เคลื่อนไหว!! ถวายกำลังใจ ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ ขอ ‘เคารพ รัก ศรัทธาเหนือเกล้า’ ไม่เปลี่ยนแปลง

ทำเอาเหล่าดาราศิลปิน คนดังวงการบันเทิงเริ่มออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง หลังทนเห็นพฤติกรรมของ ‘นางสาวทานตะวัน ตัวตุลานนท์’ หรือ ‘ตะวัน’ นักกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมืองกลุ่มทะลุวัง ป่วนขบวนเสด็จ ‘สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี’ ไม่ไหว จนต้องพร้อมใจกันติดแฮชแท็ก #น้อมถวายกำลังใจ

ล่าสุดอดีตผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ‘ไก่ มีสุข คุณดิลกชัยพัฒน์’ ได้ออกมาโพสต์ภาพวาดลายเส้น กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ของอาจารย์คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อราชวงศ์ของไทย พร้อมข้อความว่า

"ไม่เคยเปลี่ยนใจ ไม่เคยหวั่นไหว ไม่เคยลังเล ที่จะรัก ศรัทธา และเคารพเหนือเกล้า ไม่ได้เบาปัญญา ไม่ใช่หลงงมงาย ใช้การศึกษาหาข้อมูล ทำงานข่าวมาจะชั่วชีวิต เป็นนักข่าวผู้ประกาศสายราชสำนักมา 2 ปี รู้ดีมากกว่าที่เป็นข่าว >> ว่าชวงศ์ไทยทำอะไรบ้าง #เคารพธงชาติไทย #ชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ #ฉันเกิดในรัชกาลที่เก้า เข้าโรงหนังก็ยังยืนเคารพจนจบเพลง ค่ะ"

นอกจากนี้ ‘ไก่ มีสุข’ ยังออกมาโพสต์ภาพวาดกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พร้อมข้อความว่า "Save #เรารักสถาบันพระมหากษัตริย์" ท่ามกลางประชาชนเข้ามาถูกใจและกดอิโมจิรูปหัวใจสีม่วงให้รัว ๆ

“พิพัฒน์” รมว.แรงงาน นำข้าราชการ เจ้าหน้าที่ เครือข่ายแรงงานทั่วประเทศกว่า 100,000 คน ใส่เสื้อม่วงแสดงพลังจงรักภักดีถวายแด่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เทิดทูนสถาบันอันเป็นที่รักและเคารพของชาวไทย

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 09.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในกิจกรรมขอพระราชทานน้อมแสดงความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมี นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน อธิบดีทุกกรม ผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน และเครือข่ายสหภาพแรงงาน องค์กรนายจ้าง ลูกจ้างทั่วประเทศ พร้อมใจกันสวมเสื้อสีม่วงร่วมแสดงพลังจงรักภักดีสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย ณ ลานพระพุทธสุทธิธรรมบพิตร ด้านหน้าอาคารกระทรวงแรงงาน

โดย นายพิพัฒน์ อ่านแถลงการณ์กระทรวงแรงงาน ประกาศเจตจำนงปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ความว่า ข้าพระพุทธเจ้า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยข้าราชการ เจ้าหน้าที่ เครือข่ายอาสาสมัครแรงงาน และเครือข่ายภาคประชาชน ในสังกัดกระทรวงแรงงาน ต่างมีความปลื้มปิติที่ได้มาร่วมแสดงความจงรักภักดีในวันนี้ สถาบันพระมหากษัตริย์ถือเป็นสถาบันหลักของชาติ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนชาวไทยมาเป็นระยะเวลายาวนาน การรักษาความมั่นคงสถาบันหลักของชาติ ถือเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ ให้ดำรงอยู่คู่ประเทศชาติอย่างมั่นคงตลอดไป

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีได้ทรงสละความสุขส่วนพระองค์ และทรงมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในด้านต่าง ๆ และได้สืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยทรงพระกรุณาสงเคราะห์ให้ความช่วยเหลือแรงงาน และแรงงานผู้พิการ เพื่อให้ความรู้ พัฒนาศักยภาพ ทักษะฝีมือแก่ช่างกายอุปกรณ์ และช่างเครื่องช่วยคนพิการได้เพียงพอกับความต้องการ และทรงพระกรุณารับเป็นองค์อุปถัมภ์ในการสงเคราะห์ ช่วยเหลือลูกจ้าง คนงานที่พิการให้ได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน รวมถึงพัฒนาทักษะอาชีพให้กับผู้ว่างงาน คนงานที่ต้องการพัฒนาทักษะ จนเป็นที่ประจักษ์ 

“กระทรวงแรงงานได้น้อมนำพระจริยวัตรของพระองค์ คือ พระเมตตาและความเอาพระทัยใส่ในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และพระราชปณิธานที่มุ่งมั่นในการช่วยเหลือประชาชนและผู้ที่เดือดร้อนทุกคน นำมาขับเคลื่อนการทำงานของกระทรวงในโอกาสนี้ จึงขอพระราชทานน้อมแสดงความจงรักภักดีแด่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยปวงข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน จักขอเทิดทูนปกป้อง และรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ตลอดไป” นายพิพัฒน์ กล่าวแถลงการณ์

ทั้งนี้ ภายหลังอ่านแถลงการณ์แล้ว นายพิพัฒน์ฯ ยังได้นำผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน กรมการจัดหางาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สำนักงานประกันสังคม และสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน) และเครือข่ายแรงงานทั่วประเทศ โดยร่วมกันกล่าวแสดงความจงรักภักดี “ทรงพระเจริญ” จำนวน 3 ครั้ง เสียงดังกึกก้องไปทั่วกระทรวงแรงงาน พร้อมทั้งโบกธงชาติไทยและธงสีม่วงพระนามาภิไธยย่อ “ส.ธ.” เพื่อร่วมกันแสดงพลังถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันที่มีคุณูปการนำพาคนไทยสร้างชาติ รักษาเอกราช วัฒนธรรม ความเป็นไทยให้คงอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้  และได้เชิญชวนนายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกันตน สหภาพแรงงาน และเครือข่ายแรงงานทั่วประเทศ ได้รวมพลังแสดงความจงรักภักดี ถวายแด่กรมสมเด็จพระเทพฯ ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยตลอดไป

“วันนี้เราได้มีการรวมตัวกันของผู้ใช้แรงงานโดยใน 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานครที่เราได้จัดกิจกรรมการถวายความจงรักภักดีนี้ขึ้นที่กระทรวงแรงงาน ผมมั่นใจว่ากิจกรรมการถวายความจงรักภักดีกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันหลักของประเทศไทยมีผู้ออกมาแสดงความจงรักภักดีในนามของกระทรวงแรงงาน ในนามของผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศไทยกว่า 100,000 คน” นายพิพัฒน์ กล่าว

'บิ๊กต่าย' แถลงตำรวจ ปส. ปูพรมเปิดปฏิบัติการ '999 Episode 2' ยึดอายัดทรัพย์สินเครือข่าย 'โน้ต ศดายุฯ' พร้อมกัน 23 จุด ทั่วประเทศ พร้อมจับทีมนักบินยึดยาบ้า 16 ล้านเม็ด

ตามนโยบายการปราบปรามยาเสพติดของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เน้นใช้มาตรการทางกฎหมาย เพื่อทำลายเครือข่ายยาเสพติดอย่างจริงจังทั้งระบบ ประกอบกับนโยบายของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. และ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา, พล.ต.ท.นิรันดร เหลื่อมศรี, พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะ รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. มุ่งเน้นให้เดินหน้าเชิงรุกปราบปรามจับกุมผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ และขยายผลการทุกเครือข่ายที่จับกุมได้ทุกระดับ รวมทั้งสืบสวนขยายผลเพื่อยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติด ทั้งของผู้ค้ายาเสพติด รวมทั้งผู้ช่วยเหลือและสนับสนุนเครือข่ายทั้งหมดมาตรวจสอบ                          

วันนี้ 16 ก.พ.67 เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.สำราญนวลมา, พล.ต.ท.นิรันดร์  เหลื่อมศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส. ,พล.ต.ท.คีรีศักดิ์ ตันตินวะชัย ผบช.ปส., พล.ต.ต.สมเกียรติ วัฒนพรมงคล, พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว, พล.ต.ต.ออมสิน  ตรารุ่งเรือง, พล.ต.ต.พลัฎฐ์ วิเศษสิงห์ รอง ผบช.ปส., พล.ต.ต.นพสิทธิ์ มิตรภักดี ผบก.ปส.1,พล.ต.ต.ธนรัชน์ สอนกล้า ผบก.ปส.2, พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผบก.ปส.3, พล.ต.ต.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ ผบก.ปส.4, พล.ต.ต.อิทธิพล จันทร์ศรีบุตร ผบก.ขส.และพล.ต.ต.วิทัศน์ บริรักษ์ ผบก.สกส. และ นายธัญญาวิทย์ พราวพิจักขณากูล นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการพิเศษ สำนักปราบปรามยาเสพติด ร่วมแถลงผลการปิดล้อมตรวจค้นและจับกุมเครือข่ายยาเสพติดรายสำคัญ ของ บช.ปส. หลายคดี  

เริ่มที่ช่วงเช้าวันนี้ 16 ก.พ.67 กองบังคับการข่าวกรองยาเสพติด (บก.ขส.) ร่วมกับ กองบังคับการปราบปราม ยาเสพติด 1,3,4 และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ลงพื้นที่เปิดปฏิบัติการ “999 Episode 2” ขยายผลปิดล้อมตรวจค้นเพื่อยึดอายัดทรัพย์สินเครือข่าย “นายศดายุ หรือโน้ต” ใน 7 จังหวัดทั่วประเทศ คือ กรุงเทพมหานคร, ปทุมธานี, นนทบุรี, อยุธยา, สุพรรณบุรี, นครปฐม และ เชียงราย รวม 23 เป้าหมาย สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 9 ก.ย. 59 บก.ขส. ได้สืบสวนเครือข่ายค้ายาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่ภาคกลางและปริมณฑล จนนำไปสู่การเปิดปฏิบัติการ “999” ปิดล้อมตรวจค้นใน 27 จุดทั่วประเทศ สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 33 คน ตรวจยึดยาบ้า 172,000 เม็ด,ไอซ์ 6 กก., ยาอี 1,450 เม็ด, คีตามีน ชนิดน้ำ 520 ขวด, คีตามีน ชนิดผง 6.4 กก., กัญชา 1 กก., ยาปลุกเซ็กซ์ 50,000 กล่อง ตรวจยึดรถยนต์ 10 คัน, มอเตอร์ไซค์ 2 คัน, บัญชีเงินฝาก 22 เล่ม, ปืน 7 กระบอก, กระสุนปืน 2,000 นัด, โฉนดที่ดิน, พระเครื่อง, ทองรูปพรรณ, พันธบัตรไทย มูลค่า 124 ล้านบาท, พันธบัตรลาว มูลค่า 56 ล้านบาท รวมมูลค่าทั้งหมด 400 ล้านบาท จากการขยายผลพบว่า นายศดายุ หรือโน้ต เป็นหัวหน้าเครือข่ายค้ายาเสพติดระดับสั่งการ โดยติดต่อสั่งยาเสพติดจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ลักลอบลำเลียง เข้ามาเก็บซุกซ่อนในพื้นที่ต่าง ๆ อาทิ นนทบุรี, โคราช, สมุทรปราการ, นครปฐม, ชลบุรี, หนองคาย, ชุมพร และกรุงเทพมหานคร จะมีเครือข่ายแบ่งการทำงานชัดเจน จนนำมาสู่การออกหมายจับ นายศดายุ พร้อมพวก รวม 9 ราย

กระทั่งวันที่ 13 ก.ย. 59 ตำรวจ บก.ขส. สืบทราบว่า นายศดายุ ได้จัดกิจกรรมเลี้ยงขอบคุณเอเย่นต์ ที่รีสอร์ตแห่งหนึ่ง ในอำเภอเขาใหญ่ จึงร่วมปิดล้อมตรวจค้นจับกุมได้ 4 ราย ส่วนนายศดายุ และพวกรวม 5 คน ขับรถหลบหนี เจ้าหน้าที่ได้ขับรถไล่ติดตามพร้อมสกัดจับแต่เกิดการยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจจนถูกวิสามัญเสียชีวิตภายในรถ 1 ราย ส่วนนายศดายุ  กับพวกที่เหลือหลบหนีไปได้
ต่อมาเมื่อวันที่ 29 ธ.ค.66 ตำรวจ ภ.1, ภ.6 และ บช.น. ร่วมกันจับกุมตัว นายศดายุ เหลืองประดับใจ ได้บริเวณลานจอดรถ รีสอร์ท ณ บ้านทุ่ง อัมพวา ต.สวนหลวง อ.อัมพวา จว.สมุทรสงคราม ตามหมายจับของศาลาอาญา ที่ 262/2559 ในข้อหา“สมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และได้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้สมคบกันแล้ว” ตำรวจ บก.ขส. จึงขยายผลพบว่าระหว่างหลบหนีอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน กระทั่งกลับเข้ามาในประเทศไทย นายศดายุ ยังคงค้ายาเสพติดอย่างต่อเนื่องจนถูกจับกุมได้ จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินที่ได้มาพบ นายศดายุ จะนำมาซื้ออสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สิน เช่น ที่ดินเปล่า เพื่อนำมาสร้างโกดังเก็บยาเสพติด, ซุกซ่อนทรัพย์สิน และ เก็บสะสมรถแต่ง สำหรับการเปิดปฏิบัติการ “999 Episode 2” 23 เป้าหมาย สามารถตรวจพบเป้าหมาย 9 ราย ไม่พบ 10 ราย, อายัดเงินในบัญชีธนาคารจำนวน 2,800,000 บาท อายัดทรัพย์สินเพื่อตรวจสอบ 51 รายการ อาทิ บ้านพร้อมที่ดิน, โกดัง, รถยนต์ รวมมูลค่าทรัพย์สินที่อายัดทั้งหมด 150,000,000 ล้านบาท  

นอกจากนี้ ยังมีการจับกุมเครือข่ายรายสำคัญได้อีก 5 คดี จับกุมผู้ต้องหาได้รวม 9 ราย ยึดยาบ้า 16 ล้านเม็ด ไอซ์ 4 กก. อายัดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 8 ล้านบาท

คดีที่ 1 สืบเนื่องจาก ตำรวจ กก.1 บก.ปส.1 ทราบว่ามีกลุ่มเครือข่ายยาเสพติด “เครือข่าย ดำเมืองกาญ” ในพื้นที่ จว.กาญจนบุรี จะขึ้นไปรับยาเสพติดทางภาคเหนือมาจำหน่ายในเขต กรุงเทพฯและปริมณฑล กระทั่งวันที่ 30 ม.ค.67 พบความเคลื่อนไหวของรถเป้าหมาย หมายเลขทะเบียน กต 88xx นนทบุรี ขับขี่เข้าไปในพื้นที่ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จว.เชียงราย และขับลงมาช่วงเที่ยงของวันที่ 31 ม.ค.67 บริเวณถนนพหลโยธิน ตำบลวังมัน อำเภอสามเงา จว.ตาก ก่อนจะสกัดจับไว้ได้ บริเวณสะพานบ้านยางโองน้ำร่วมใจพัฒนา อำเภอบ้านตาก จว.ตาก ตรวจสอบพบ นายนที หรือเจต ยุวะเวส เป็นคนขับ ตรวจสอบรถพบยาบ้ากว่า 8 แสนเม็ด ซุกซ่อนบริเวณท้ายรถ 

คดีที่ 2 กลางดึกของวันที่ 28 ม.ค.67 ตำรวจ กก.2 บก.ปส.3 ได้ตรวจยึดยาบ้า 1,140,000 เม็ด ได้บริเวณถนนทางดินริมทุ่งนา บ้านโล๊ะ ม.1 ต.สันต้นหมื้อ อ.แม่อาย จว.เชียงใหม่ หลังทำการสืบสวนเครือข่ายยาเสพติดชาวเขาเผ่าลาหู่ เครือข่ายของ นายจะนะ แอโหลซึ่งมีพฤติการณ์ใช้รถยนต์กระบะลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดน ด้าน อ.แม่อาย จว.เชียงใหม่ นำไปส่งต่อให้กับกลุ่มเครือข่ายเพื่อลำเลียงเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ ระหว่างเฝ้าติดตามพบรถต้องสงสัย ขับออกมาจากพื้นที่แนวชายแดน บ้านห้วยน้ำเย็น ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จว.เชียงใหม่ ใช้เส้นทางถนนชนบทสลับกับถนนทางดินริมทุ่งนา มุ่งหน้าไปทาง ต.แม่อาย - ต.มะลิกา - ต.แม่นาวาง - ต.สันต้นหมื้อ ลักษณะขับเร็วสลับช้าและจอดเป็นระยะๆ กระทั่ง เจ้าหน้าที่ได้เข้าแสดงตัวนำรถเข้าสกัดจับกุม รถกระบะ หมายเลขทะเบียน ผล 16xx เชียงใหม่ ระหว่างนั้นผู้ต้องหาคือ นายจะนะ ได้อาศัยความมืดทิ้งรถก่อนเปิดประตูวิ่งลงจากรถหลบหนีไปได้ ตรวจค้นรถกระบะพบยาบ้า 1,140,000 เม็ด

คดีที่ 3 เมื่อวันที่ 29 ม.ค.67 บก.ปส.4 จับกุม นายสูดี รือมัน ขณะขับรถเข้าด่านตรวจยาเสพติด อ.จะนะ จว.สงขลา เจ้หน้าที่พบวัตถุที่มีลักษณะน่าสงสัย จึงเชิญคนขับนำรถเข้าเครื่อง X-ray เพื่อทำการตรวจค้นอย่างละเอียด พบยาบ้า 1,620,000 เม็ด บรรทุกอยู่หลังรถในลักษณะตีคอก สอบถามผู้ต้องหา ระบุ รับยาบ้ามาจาก ต้นทาง จว.พระนครศรีอยุธยา เพื่อนำมาส่งในพื้นที่ปลายทาง จว.นราธิวาส  

คดีที่ 4 เมื่อวันที่ 27 ม.ค.67 ตำรวจ บก.สกส. ร่วมกับ บก.ปส.1 และ บก.ขส. ได้รับแจ้งจากสายลับว่า มีเครือข่ายยาเสพติดจะลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ อ.แม่ริม จว.เชียงใหม่ ไปส่งลูกค้าในพื้นที่ จว.สระบุรี กระทั่งวันที่ 27 ม.ค.67 สามารถจับกุม นายจายตาล, นายวิน และ นายแลง ลุงเมือง ได้ที่ริมถนนพหลโยธิน หมายเลข 1 ต.ดาวเรือง อ.เมือง จว.สระบุรี พร้อมรถยนต์ TOYOTA รุ่น: HIACE สีขาว 1 คัน ตรวจค้นยาบ้า 12,200,000 เม็ด และ ไอซ์ 5 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ภายในรถ หลังจากนั้นสามารถขยายผลจับกุม นายไซ ทูน ที่หลบหนีได้บริเวณ หอพักทิพย์แมนชั่น ห้องหมายเลข 412 ซ.หมู่บ้านเอื้ออาทร ต.กำแพงแสน อ.กำแพงแสน จว.นครปฐม ซึ่งทั้ง 4 ผู้ต้องหาเป็นสัญชาติเมียนมา นอกจากนี้ยังตรวจยึดทรัพย์สินอาทิ รถยนต์ และเงินสด 

คดีที่ 5 เมื่อวันที่ ตำรวจ บก.สกส. และ บก.ขส. รับแจ้งจากสายลับว่า เครือข่ายรายสำคัญจะลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ทางภาคกลาง นำไปส่งมอบให้กับลูกค้าทางพื้นที่ภาคใต้ กระทั่งวันที่ 29 ม.ค.67 สามารถจับกุม 3 ผู้ต้องหา คือ นายทรงวุฒิ, นายสุริยา และ นายกิตติพร ได้บริเวณปั้มน้ำมัน ปตท. อ.เขาย้อย จว.เพชรบุรี ตรวจค้นพบยาบ้าซุกซ่อนอยู่ภายในรถ  264,000 เม็ด รวมคดีที่ 4 และ 5 สามารถอายัดทรัพย์สินได้มูลค่า 7,520,000 บาท

สำหรับเดือน 1 ตุลาคม 2566 – 14 กุมภาพันธ์ 2567 ตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ได้จับกุมขบวนการค้ายาเสพติด รายสำคัญ 99 คดี ผู้ต้องหา 170 คน ของกลาง ยาบ้า 132,494,672 เม็ด, ไอซ์ 2,892.26 กก. เฮโรอีน 79.47 กก. ,โคเคน 18.97 กก. และคีตามีน 1,201.22 กก. และตรวจยึดทรัพย์ ไว้ตรวจสอบมูลค่าประมาณ 606 ล้านบาท

‘บิ๊กโจ๊ก’ นำ ‘สมาคมชาวปักษ์ใต้’ แสดงพลัง ถวายกำลังใจ ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’

เมื่อวานนี้ (15 ก.พ. 67) สมาคมชาวปักษ์ใต้ ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล นายกสมาคม พร้อมด้วยอุปนายก และกรรมการบริหารสมาคม ที่ปรึกษา อนุกรรมการ สมาชิกสมาคมชาวปักษ์ใต้ฯ สมาคมและชมรมเครือข่ายชาวใต้ทั้ง 14 จังหวัดทั่วทุกพื้นที่ พี่น้องชาวไทยทุกหมู่เหล่า ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน และสื่อมวลชนทุกสำนัก ได้มาร่วมกิจกรรมถวายพระพร และถวายกำลังใจแด่ ‘สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี’ ณ สมาคมชาวปักษ์ใต้ฯ เพื่อปกป้อง และแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อ ‘สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี’ หลังกลุ่มทะลุวังแสดงพฤติกรรมก้าวล่วงขบวนเสด็จ ขับรถเข้าประชิด และเป่านกหวีดไล่ตามขบวนเสด็จ

สมาคมมีความซาบซึ้งในน้ำใจของทุกท่านที่มาร่วมกิจกรรมในวันนี้อย่างพร้อมเพรียง ซึ่งเป็นการรวมพลังที่มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ในการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ 

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชจริยาวัตรที่ได้ประจักษ์ คือ พระเมตตาและความเอาพระทัยใส่ในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน พระองค์ทรงมีพระปณิธานที่จะช่วยเหลือผู้ที่ทุกข์ยาก เดือดร้อน โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ พสกนิกรต่างยกย่องและชื่นชมในพระบารมี ดังนั้น เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระองค์ ที่ทรงมีคุณูปการต่อชาติบ้านเมืองในด้านต่าง ๆ มากมายมาโดยตลอด 

วันนี้จึงได้มีการรวมใจรวมพลังจากพี่น้องทั้งหลายทุกหมู่เหล่า ที่ได้มาร่วมกันถวายพระพรและถวายกำลังใจแด่พระองค์ท่าน โดยมีสมาคมชาวปักษ์ใต้ฯเป็นแกนนำในการจัดกิจกรรมขึ้นในครั้งนี้ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

สมาคมชาวปักษ์ใต้ฯ โดยพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล นายกสมาคม อุปนายก และกรรมการบริหารสมาคม ก็ขอขอบคุณทุกท่านมา ณ โอกาสนี้ด้วย ที่ได้มาร่วมกิจกรรมกันในครั้งนี้

สืบนครบาล ทลายแหล่งปล่อยเงินกู้รับจำรถดอกเบี้ยโหดย่านตรวจยึดรถยนต์และจักรยานยนต์จำนวนมาก

สืบเนื่องจากสืบนครบาลได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมาก ถึงผู้มีอิทธิพลทำการทวงหนี้นอกระบบ โดยมีสมาชิกในกลุ่มหลายคน มักใช้ความรุนแรง ข่มขู่ ยึดรถและทรัพย์ของลูกหนี้มาเก็บไว้ที่บ้าน จึงได้รายงานให้ พล.ต.ต.ธีรเดช ทราบ และวางแผนตรวจค้นที่บ้านหลังดังกล่าวตามนโยบายของรัฐ และ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์   รอง ผบ.ตร.(สส) และ พล.ต.ท.สำราญ  นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. 

เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2567 พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. ,พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ชูสวัสดิ์ จันทร์โรจนกิจ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. ,พ.ต.อ.วิชิต  ถิรขจรวงศ์ ผกก.สส.1, พ.ต.ท.พีรบูรณ์ แก้วดู รอง ผกก.สส.1ฯ ,พ.ต.ท.เอกศิษฐ์ วรกิตติ์ฐากรณ์  รอง ผกก.สส.1 ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.พัฒน์พงษ์ กื้อมะโน สว.กก.วิเคราะห์ข่าวฯ ปฏิบัติราชการ  สว.กก.สส.1 , พ.ต.ต.คณิตนนท์ ถนอมศรี สว.กก.สส.1 , ร.ต.อ. พลวัต  นาคถมยา  รอง สว.ฯ ,  ร.ต.ท.อัศวิน  มะลัยสิทธิ์ รอง สว.ฯเจ้าหน้าที่สืบนครบาล ได้หมายค้นศาลอาญาตลิ่งชันที่ 22/2567 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 ให้ทำการตรวจค้นบ้านบุคคลดังกล่าว ซ.ฉิมพลี 20 แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ พบนายชนะโชติ อายุ 40 ปี แสดงตัวเป็นเจ้าบ้านนำตรวจค้น และจับกุม

นายชนะโชติ โรจน์เกตุ อายุ 40 ปี  บ้านเลขที่ 34 ซ.ฉิมพลี 20 แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ ตรวจยึดของกลางดังนี้

1.รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อtoyota รุ่นcorolla สีเทา 
2.รถยนต์กระบะ ยี่ห้อisuzu รุ่น d-max สีเทา
3.รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ honda รุ่น wave s 100 สีเทาดำ 
4.รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ yamaha สีน้ำเงิน 
5.รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ honda รุ่น wave i  สีดำแดง
6.รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ honda รุ่น wave s 100 สีเทาแดง
7.รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ honda รุ่น wave i  สีน้ำเงิน 
8.ปืนสั้นลูกโม่ยี่ห้อ smith and wesson จำนวน 1 กระบอก
9.ปืนยาวลูกซองยี่ห้อ remington จำนวน 1 กระบอก
10.โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ samsung สีเทาจำนวน 1 เครื่อง
11.เอกสารประกอบการกู้ยืมเงินจำนวน 1 ชุด

ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “เป็นบุคคลให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินหรือกระทำการใดๆ อันมีลักษณะเป็นการอำพรางการให้กู้ยืมเงิน ตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา มาตรา 4 อนุมาตรา 1”

จากนั้นได้นำผู้ต้องหาไปยังที่ทำการพนักงานสอบสวน สน.ตลิ่งชัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พฤติการณ์คือ จากสืบสวนทราบว่า เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2559 เจ้าหน้าที่ตำรวจเคยเข้าตรวจค้นบ้านนายสายัณห์ เจ้าของบ้าน ส่วนกำลังอีกชุดเข้าค้นอีกบ้านพร้อมจับกุม นายชนะโชติ หรือ ตั๊ก อายุ 34 ปี เจ้าของบ้าน ซึ่งเป็นลูกชายของนายสายัณห์ ทั้งคู่ซึ่งมีพฤติการณ์เป็นผู้มีอิทธิพลทำการทวงหนี้นอกระบบ โดยมีสมาชิกในกลุ่มหลายคน มักใช้ความรุนแรง ข่มขู่ ยึดรถและทรัพย์ของลูกหนี้มาเก็บไว้ โดยจากการตรวจค้นบ้านทั้ง 3 หลังยึดของกลางเป็น อาวุธปืนลูกซองยาว 1 กระบอก อาวุธปืนขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้ยังตรวจยึดรถกระบะยี่ห้อมาสด้า รุ่นบีที 50 สีบรอนซ์เงิน ที่มีผู้เสียหายแจ้งความกับ สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ว่าถูกยึดมาเพราะติดหนี้

พล.ต.ต.ธีรเดช ขอฝากประชาสัมพันธ์ถึงวิธีหลีกเลี่ยงการถูกทวงหนี้นอกระบบด้วยรูปแบบต่างๆ และแนวทางการป้องกัน ดังนี้ 1.หากถูกแก๊งทวงหนี้ แอบอ้าง ข่มขู่ ควรตั้งสติให้ดี อย่าตื่นตระหนก รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาตรวจสอบ หรือให้ความช่วยเหลือ 2.ทำการบันทึกข้อมูลการสนทนา ภาพถ่าย คลิปวิดีโอ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องไว้ เพื่อใช้ในการดำเนินคดีภายหลัง และ 3.หากมีความจำเป็นต้องกู้เงิน ควรกู้จากสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ นอกจากนี้หากพบเห็นเบาะแสการกระทำผิด สามารถแจ้งไปยังเพจ "สืยนครบาล IDMB" ได้ตลอดเวลา  

‘สรยุทธ’ งง!! โพสต์ข้อความสวัสดีวันพฤหัสฯ ไม่ได้ใช้พื้นหลัง ‘สีม่วง’ แต่เจอเพจอื่นอ้างโดน ‘ทัวร์ลง’ ลั่น!! ปกติใช้พื้นตามสีประจำวันอยู่แล้ว

(16 ก.พ. 67) เพจเฟซบุ๊ก สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว ของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความระบุว่า "ทัวร์ลงที่ไหนเหรอครับ ปกติก็โพสต์ใช้พื้นตามสีประจำวันอยู่แล้ว"

โดยเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ กลับมีประเด็นเกิดขึ้น เมื่อมีเพจเฟซบุ๊ก ข่าวเด่นประเด็นร้อน ที่นิยามตนเองว่าเป็นเพจข่าวเด่น ข่าวดัง กับประเด็นที่ร้อนแรง มีผู้ติดตามกว่า 2.4 แสนคน ระบุว่า “เพจ #สรยุทธ โดนทัวร์ลง หลังโพสต์สวัสดีวันพฤหัสฯ เป็นพื้นสีส้ม ไม่ใช่สีม่วงตามที่เป็นกระแสในตอนนี้”

‘ดีอี’ ทลายอาชญากรไซเบอร์เพิ่มอีก ‘3 คดี’ รวด บุกจับแก๊งคอลเซนเตอร์ - ขบวนการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล-เครือข่ายพนันออนไลน์ ‘ประเสริฐ’ เผยเตรียมปรับกฎหมายเพิ่มโทษ หวังปราบอาชญากรรมไซเบอร์เด็ดขาด

วันที่15 กุมภาพันธ์ 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แถลงข่าวการขยายผลการจับกุมผู้กระทำผิดในการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลโดยมิชอบ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงดีอี , สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ,กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) และ สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ซึ่งในครั้งนี้นับเป็น EP.7 โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามฐานความผิดที่เกี่ยวข้องได้ทั้งหมด 9 คน อยู่ระหว่างติดตามจับกุมอีก 2 คน 

นายประเสริฐ กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล PDPC Eagle Eye และตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อตรวจสอบและรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและขยายผลดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลโดยมิชอบ ซึ่งปัจจุบันได้มีการตรวจสอบและขยายผลไปสู่การดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตั้งแต่ EP.1 จนถึง ครั้งนี้เป็น EP.7

นายประเสริฐ กล่าวว่า รัฐบาลมีความห่วงใยในข้อมูลส่วนบุคคลของพี่น้องประชาชนที่อาจมีการรั่วไหลไปยังกลุ่มมิจฉาชีพเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการหลอกลวง อันเป็นภัยร้ายที่ทางรัฐบาลเร่งปราบปรามอย่างจริงจังตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ โดยเฉพาะกรณีข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลและมีการซื้อ – ขายในรูปแบบต่างๆที่สร้างความเสียหายให้กับพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก ซึ่งกระทรวงดีอีเร่งให้มีการปรับกฎหมายเพื่อบังคับใช้ต่อกลุ่มบุคคลใดที่มีพฤติกรรมในการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนให้มีโทษที่เด็ดขาดและรุนแรงยิ่งขึ้น ดังนั้นหากประชาชนผู้เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลท่านใดที่ได้รับความเสียหายจากการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลสามารถร้องเรียนกับ PDPC ได้เพื่อนำเรื่องให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาทางปกครอง และยังสามารถฟ้องศาลเพื่อดำเนินคดีทางแพ่งได้อีกทางหนึ่งด้วย 

นายประเสริฐ กล่าวว่า กระทรวงดีอีได้ผลักดันให้การแก้ปัญหาภัยออนไลน์ ถือเป็น 1 ใน 7 Flagships ที่เป็นนโยบายหลักของกระทรวง และหนึ่งในมาตรการดังกล่าวคือการประสานงานความร่วมมือและบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนนำมาสู่การจับกุมในครั้งนี้ ประกอบไปด้วย ‘คดีแรก’ ขยายผลสืบสวนจับกุม ผู้ต้องหารายที่ 9 เครือข่ายขบวนการขายข้อมูลส่วนบุคคลให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งทำมานาน 1-2 ปี มีรายชื่อประชาชนกลุ่มลูกค้าเครดิตดี ถูกส่งต่อเป็นจำนวนมาก ส่วน ‘คดีที่สอง’ สืบสวนจับกุมเครือข่ายหลอกลวงคนไทยบังคับทำงานให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดน และ ‘คดีที่สาม’ ทลายเครือข่ายการพนันออนไลน์ จำนวน 2 เครือข่าย ได้แก่ ramruay.net และ pok9.com ตรวจยึดของกลางและ ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง มูลค่ากว่า 40 ล้านบาท พบยอดเงินหมุนเวียนเดือนละกว่า 300 ล้านบาท จับผู้ต้องหาได้เบื้องต้น 5 ราย ส่วนที่เหลือกำลังอยู่ระหว่างติดตามจับกุมเพิ่มเติม 

ขณะที่ พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบและกำกับดูแลศูนย์ PDPC Eagle Eye และพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย PDPA ได้ประสานข้อมูลการสืบสวนร่วมกับ บช.สอท. โดย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท., พล.ต.ต.จิระวัฒน์ พยุงธรรม รอง ผบช.สอท. และ พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รอง ผบช.สอท. ในการตรวจสอบขยายผลเพื่อดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ทั้งในแหล่งข้อมูลที่มีการรั่วไหลและผู้ที่ทำให้เกิดการรั่วไหลของข้อมูลจนสืบทราบว่ามีเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อสถาบันการเงินภาคเอกชนแห่งหนึ่ง คือ นายสุวรรณฯ (นามสมมุติ) อายุ 42 ปี มีพฤติกรรมลักลอบนำข้อมูลลูกค้าของสถาบันการเงินของตนเองมาดัดแปลง แก้ไข และนำไปจำหน่ายต่อให้กลุ่มที่สนใจ อาทิ ตัวแทนสินเชื่อ ตัวแทนประกัน ซึ่งบางกรณีตกไปอยู่ในมือของกลุ่มมิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์

พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 5 ได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับ นายสุวรรณฯ ในความผิดฐาน ‘ล่วงรู้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้นำไปเปิดเผยแก่ผู้อื่น, ทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วนซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ’  ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่2) พ.ศ. 2560  ตามหมายจับศาลอาญาที่ 506/2567 ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2567 และได้ดำเนินการจับกุมในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567

“สถิตินับตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2566 จนถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์ PDPC Eagle Eye ได้ตรวจพบการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลประชาชนบนเว็บไซต์ของหน่วยงานต่างๆ อย่างเกินความจำเป็นหรือไม่มีการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมจำนวน 5,869 หน่วย ซึ่งได้มีการเตือนและแก้ไขแล้ว มีการตรวจพบการประกาศซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์เฟสบุ๊ค (Facebook) และได้มีการปิดกั้นแล้ว จำนวน 54 เรื่อง และได้มีการร่วมมือกับ บช.สอท. ในการตรวจสอบขยายผลจากการจับกุมผู้ลักลอบซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลรายก่อนหน้า จนส่งผลให้เกิดการตรวจสอบและขยายผลนำไปสู่การจับกุมได้ในวันนี้อีก 1 รายและอยู่ระหว่างการจับกุมอีก 2 ราย” ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบและกำกับดูแล PDPC กล่าว

ด้าน ดร.ศิวรักษ์ ศิวโมกษธรรม เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าว PDPC ให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลตามนโยบายของท่านรัฐมนตรีในการแก้ปัญหาภัยออนไลน์เป็นอย่างยิ่ง โดยจะเร่งรัดและเคร่งครัดในการตรวจ ปราบปราม ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล และ การลักลอบซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งได้มีการทำงานร่วมกันระหว่าง PDPC Eagle Eye และ บช.สอท. กับ สกมช. อย่างเข้มข้นในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา โดยในช่วงดังกล่าว มีกรณีที่ศาลได้ตัดสินลงโทษจำคุกผู้กระทำความผิด 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา นอกจากนี้สำนักงานยังคงเดินหน้าเพื่อสนองรับนโยบายในการมีมาตรการในการจัดการกับหน่วยงานที่ไม่มีการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เดินสายให้ความรู้แก่ประชาชน ตลอดจนถึงการเร่งปรับแก้การบังคับใช้กฎหมายให้มีบทลงโทษที่หนักยิ่งขึ้นสำหรับการลักลอบซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล 

'เครือข่ายโรงพยาบาล-รร.แพทย์' ร้อง 'ชลน่าน' ช่วยสางปม 'สปสช.' ค้างจ่าย ทำขาดสภาพคล่อง

สภาพคล่องในเครือข่ายโรงพยาบาล-โรงเรียนแพทย์ เริ่มก่อตัวชัด และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ก็ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ รมว.สธฯ เมื่อ 14 ก.พ. เพื่อช่วยสางปัญหา สปสช.ค้างจ่าย 'รพ.- คลินิกในกทม.' หลังเกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง ซึ่งขณะนี้ทางด้านคลินิกใน กทม.ก็มีการใส่ชุดดำ-ขึ้นป้ายประท้วงเงียบกันแล้วด้วย

เกี่ยวกับเรื่องนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 7 ก.พ.67 นพ.พินัย ล้วนเลิศ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์ และสาธารณสุข กองทุนหลักประกันสุขภาพ กทม. กล่าวว่า ขณะนี้ปัญหาการขาดสภาพคล่องจากการบริการของ สปสช. ในพื้นที่ กทม.เริ่มชัดเจน หลังมีการเปลี่ยนแปลงจากการจ่ายเงินแบบรายหัว เป็นรายการการให้บริการ ในปี 2564 ซึ่งในปีงบประมาณ 2566 มีการตั้งวงเงิน 2,685 ล้านบาท จากเงินประชากรบัตรทอง 2.52 ล้านคน จ่ายให้หน่วยปฐมภูมิ 365 แห่ง

แต่กลับพบว่ามียอดเรียกเก็บจากการบริการรับต่อ OP refer ถึง 1,900 ล้านบาท และยังต้องจ่ายให้หน่วยปฐมภูมิ 1,345 ล้านบาท ทำให้ขาดเงินและงบประมาณไม่เพียงพอถึง 560 ล้านบาท ที่ผ่านมา ทาง สปสช.มีจ่ายเงินให้กับคลินิก ในการให้บริการผู้ป่วยนอก 70% เท่านั้น

ด้าน นางศรินทร สนธิศิริกฤตย์ เจ้าของคลินิกเวชกรรมอารีรักษ์ คลองเตย กล่าวว่า เคยเข้าร่วมทำ รพ.สนามคลองเตยเมื่อช่วงสถานการณ์โควิด-19 ต่อมาจึงมีแนวคิดเปิดคลินิก เมื่อ 1 ก.พ.2566 เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นแออัดในพื้นที่คลองเตย เพื่อให้บริการผู้ที่ขาดโอกาสทางสุขภาพอย่างเท่าเทียม โดยผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นคนในสิทธิหลักประกันสุขภาพ และสิทธิ์บริการอื่นเพียง 5%

โดยเม็ดเงินที่หมุนเวียนในคลินิกมาจาก สปสช.เป็นหลัก แต่เมื่อเริ่มเปิดคลินิกพบว่า มีปัญหาคือ ไม่สามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจาก สปสช. ได้เต็มจำนวน มีการจ่ายเพียง 70% ของยอดเรียกเก็บ และ สปสช.แจ้งว่าจะพิจารณาจัดสรรเงินให้กับคลินิกแบบเต็มจำนวน หลังเดือน ก.ย.2566

นางศรินทร กล่าวว่า ที่ผ่านมา คลินิกต้องแบกภาระขาดทุนเดือนละ 200,000 บาท โดยค่าใช้จ่ายจริงที่คลินิกอยู่ที่เดือนละ 500,000-700,000 บาท เป็นค่าตอบแทนแพทย์ - พยาบาล - นักวิชาการสาธารณสุข 450,000 บาท ที่เหลือเป็นค่ายา และเวชภัณฑ์ รวมทั้งปัญหาการส่งต่อคนไข้ไปโรงพยาบาลขนาดใหญ่ด้วย 

นอกจากนี้ยังมีปัญหาการให้ผู้ป่วยนอกไปรับยาที่จุดบริหารไหนก็ได้ หรือ OPD ANYWHERE ทำให้ตั้งแต่เปิดคลินิกมาขาดทุนไปแล้ว 10 ล้านบาท จึงอยากให้ สปสช.มาพูดคุยและแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

"คลินิกใน กทม.หารือร่วมกันว่า จะตัดสินใจขึ้นป้ายดำ ใส่ชุดดำเพื่อแสดงการร้องทุกข์และสะท้อนให้เห็นปัญหาของคลินิก ที่ผ่านมา สปสช. นิ่งเฉยกับปัญหาที่เกิดขึ้น ทำได้เพียงแค่โปรยยาหอมให้ใจเย็น และให้เป็นกรรมการแก้ไขปัญหา และเสนอไปยังบอร์ด แต่ทุกอย่างก็ถูกตัดทิ้ง ไม่ได้รับตอบสนอง"

รศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต ผอ.โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ กล่าวว่า ขณะนี้ รพ.ยังคงให้บริการประชาชนตามปกติ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า เมื่อกลางเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา โรงพยาบาลกำลังเผชิญปัญหาขาดสภาพคล่อง ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาการเบิกจ่ายของ สปสช. 90 ล้านบาท คาดว่า ยอดสะสมปัจจุบันน่าจะถึง 100 ล้านบาท และหากไม่รีบแก้ไขเกรงว่า โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จะไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างสะดวก

ที่ผ่านมาทางตัวแทน เครือข่ายโรงพยาบาล กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์ ประเทศไทย (UHOSNET) ได้ทำหนังสือถึง รมว. สธ. ในฐานะประธานบอร์ด สปสช. และในวันที่ 14 ก.พ.นี้ ทางตัวแทนจะไปยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรี และแถลงข่าวที่กระทรวงสาธารณสุข

"หากไม่เร่งแก้ไข มีผลในระยะยาวแน่นอน และโรงพยาบาลคงไม่สามารถยืนต่อไปได้ ต้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล คนเป็นหมอ พูดเรื่องเงินทองก็ลำบากใจ ให้พูดกับคนไข้ก็ลำบาก ต้องให้รัฐมนตรีสาธารณสุข ช่วยแก้ไข"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top