Wednesday, 24 June 2026
NEWS FEED

สาวเล่าเหตุการณ์ เหลือเงินร้อยเดียวแต่ทนหิวไม่ไหว สั่งข้าวร้านประจำ พร้อมขอเพิ่มข้าวเพื่อแบ่งไว้กินอีกมื้อ สุดท้ายเจอโน้ตจากร้านทำน้ำตาไหล

เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 67 โซเชียลกระหน่ำแชร์โพสต์ของผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง เล่าเหตุการณ์ที่ทำเอาต้องกินข้าวทั้งน้ำตา เมื่อเหลือเงิน 100 บาทสุดท้าย แต่ทนความหิวไม่ไหว ตัดสินใจสั่งข้าวร้านประจำ บอกทางร้านขอเพิ่มข้าวเพราะจะเอาไว้แบ่งกิน สุดท้ายเจอโน้ตจากทางร้าน ประกาศลั่น!! จะขอเป็นลูกค้าตลอดไป

โดยสมาชิกเฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์เล่าในกลุ่ม ‘กลุ่มที่ไม่ว่าพิมพ์อะไร เราก็ให้กำลังใจในทุกเรื่องแบบงงๆ อิหยังวะ’ ถึงน้ำใจของร้านตามสั่งร้านประจำของเธอ หลังทนหิวไม่ไหว ตัดสินใจสั่งข้าวกินด้วยเงิน 100 บาทสุดท้าย ก่อนเจอเรื่องประทับใจไม่ลืม

เธอเขียนโน้ตบอกทางร้านไปว่าเหลือเงินเพียง 100 บาท รบกวนทางร้านเพิ่มข้าวให้หน่อย เพราะจะเอาไว้แบ่งกิน 2 มื้อ ขอความกรุณา เพราะอีกวันจะได้กลับไปทำงานแล้ว

เมื่อข้าวมาส่งเธอเห็นสิ่งที่ร้านให้มาถึงกับตื้นตันใจ เพราะร้านแถมคางกุ้งทอดมาให้พร้อมเขียนโน้ตบอกว่า “แถมฟรีครับ สู้ๆ” แถมยังเพิ่มข้าวให้ตามที่ขอด้วย

เธอโพสต์ว่า “วันนี้มีเงินอยู่ 100 บาทสุดท้าย หิวจนไม่ไหว ไม่อยากทรมานตัวเอง เลยสั่งข้าวร้านประจำแถวห้องมาทาน มีหมายเหตุบอกทางร้านว่าอยากขอข้าวเพิ่มสักหน่อย แต่สิ่งที่ได้มาคือ ทางร้านแถมคางกุ้งทอดมาให้พร้อมข้อความให้กำลังใจ และให้ข้าวมาแบบเยอะมากๆ เยอะจนกินรอบเดียวไม่หมด

ทำให้เรารู้เลยว่า อย่างน้อยวันที่ชีวิตดูเหมือนจะแย่ๆ แต่ก็ยังมีเรื่องๆ ดีเกิดขึ้น เปิดกล่องข้าวนั่งกินไปน้ำตาไหลไป ทั้งอร่อย ทั้งตื้นตัน จะขอเป็นลูกค้าประจำร้านนี้ตลอดไป”

ด้านชาวเน็ตได้เข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมทางร้านเป็นจำนวนมาก และบอกว่าจะไปอุดหนุนร้านดีๆ แบบนี้ด้วย

‘กรมอุทยานฯ’ สั่งลงโทษ ‘เรือนำเที่ยว’ หลังผูกโยงเรือกับปะการัง จ่อถกมาตรการกลุ่มผู้ประกอบการเรือ ป้องกันการทำลายธรรมชาติ

(18 ก.พ.67) นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า กรณีเพจ ‘ขยะมรสุม MONSOONGARBAGE THAILAND’ โพสต์ข้อความ และรูปภาพเรือนำเที่ยวผู้ประกอบการ ผูกเชือกท้ายเรือกับโขดหินติดปะการัง จนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ กรณีดังกล่าวอย่างกว้างขวาง

นายอรรถพล กล่าวอีกว่า ตนได้รับรายงานจาก นายแสงสุรีย์ ซองทอง ห้วหน้าอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ว่าจากการตรวจสอบภาพและคลิปวิดีโอ เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ จม.3 (เกาะกระดาน) ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม และทราบชื่อเรือลำดังกล่าวชื่อเรือ ‘ลิบงทราเวิล’

ขณะนี้ได้ดำเนินการรวบรวมข้อมูลและหลักฐาน พร้อมดำเนินการทางกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการเรือลำดังกล่าว ทั้งนี้ อุทยานฯ หาดเจ้าไหม จะประชุมกับกลุ่มผู้ประกอบการเรือที่เข้ามาในเขตอุทยานฯ เพื่อหามาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำที่มีลักษณะเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ”

อธิบดีกรมอุทยานฯ ได้กำชับให้ อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ดำเนินการทางกฎหมายอย่างเฉียบขาด ตามพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 การลงโทษสามารถปรับทางพินัย และสามารถออกประกาศห้ามเรือเข้าบริเวณดังกล่าว โดยมีเหตุผลที่เสี่ยงต่อการทำให้ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย

ตลอดจนการประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติในระดับพื้นที่ หรือ ‘PAC’ และการประชุมผู้ประกอบการท่องเที่ยวให้ทราบโดยทั่วกัน เกี่ยวกับมาตรการในการคุ้มครองดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และบทกำหนดโทษเมื่อมีการฝ่าฝืน เกิดการกระทำผิดขึ้นในเขตอุทยานแห่งชาติ

‘วราวุธ’ ชี้!! ไทยเผชิญวิกฤตประชากร หลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยเต็มตัว ชวนร่วมถกหาทางออก 7 มี.ค.นี้ ก่อนชง ครม.-เสนอรายงานต่อ UN

(18 ก.พ. 67) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยถึงการเตรียมการจัดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ ‘พัฒนาความมั่นคงครอบครัวไทย ผ่านพ้นภัยวิกฤตประชากร’ ในวันที่ 7 มีนาคม 2567 ว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าปัจจุบันประเทศไทย เข้าสู่สภาวะสังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์แบบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งปัญหาโครงสร้างประชากรกำลังเป็นปัญหา ที่จะทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตนี้ในอนาคตอันใกล้ เมื่อปี 2566 มีปริมาณผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปี กว่า 13 ล้านคน ในขณะที่มีเด็กแรกเกิดไม่ถึง 5 แสนคน โดยช่วง 2 ปีที่ผ่านมา (2565 – 2566) ประชากรของประเทศไทยลดลงไปถึง 35,000 คน ถ้าหากว่าเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ คาดว่าประชากรของประเทศไทยที่มีอยู่ 66 ล้านคน นั้น อีกไม่เกิน 50 ปี จะลงไปเหลือประมาณ 30 ล้านคน

นายวราวุธ กล่าวว่า กระทรวง พม. จึงได้จัดโครงการประชุมในรูปแบบเวิร์คช็อปสำหรับการสัมมนาเกี่ยวกับการพัฒนาความมั่นคงของครอบครัวไทย เพื่อให้พ้นภัยวิกฤตประชากร ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม 2567 ณ ห้องเพลนารีฮอลล์ 1 (Plenary Hall 1) ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ และที่สำคัญ งานนี้ จะมีผู้แทนจากทุกๆ วงการ ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน NGOs และหน่วยงานอื่นๆ ที่ต้องเผชิญกับปัญหานี้มาร่วมแลกเปลี่ยนและหาแนวทางวิธีการที่จะเพิ่มจำนวนประชากร ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเพียงแค่ให้คน 2 คนมาอยู่ด้วยกัน แต่ต้องสร้างสังคมที่มีความสุข ต้องสร้างหนทาง สร้างความอบอุ่น สร้างความมั่นคงให้กับคนรุ่นใหม่ จนกระทั่งทำให้เขารู้สึกว่าอยากจะมีครอบครัว อยากจะมีคนสืบสกุล และมีเด็กเกิดใหม่เพิ่มมากขึ้น

นายวราวุธ กล่าวว่า จากรายงาน กระทรวง พม.ได้เริ่มต้นหารือตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2567 ได้เริ่มมีการพูดคุย และมีการเชิญสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และธนาคารโลก (World bank) มาพูดคุยหารือกันก่อนที่วันที่ 7 มีนาคมที่จะถึงนี้ เราจะร่วมกันเวิร์คช็อป จะมีการหารือกันในหลายๆ กลุ่ม และเมื่อได้ผลการพูดคุยกันแล้วจะมีนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีภายในต้นเดือนเมษายนที่จะถึงนี้

และในปลายเดือนเมษายนนี้ กระทรวง พม. จะนำข้อมูลทั้งหมดที่ได้ ไปนำเสนอต่อที่ประชุมสหประชาชาติ เพื่อให้คนทั้งโลกได้รับรู้ว่าวันนี้ ประเทศไทยของเรานั้นกำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเรื่องโครงสร้างประชากรที่ทุกๆ ประเทศในโลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้กันได้อย่างไร ดังนั้นวันที่ 7 มีนาคมนี้ ขอเชิญชวนทุกๆคน ทุกๆ หน่วยงานเกี่ยวข้องกับปัญหาโครงสร้างประชากร มาร่วมกันแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนความรู้กันได้ที่ห้องเพลนารีฮอลล์ 1 (Plenary Hall 1) ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

ผลโฉม ‘สะพานคู่ขนานสะพานพระราม 9’ สะพานข้ามแม่น้ำที่มีความกว้างมากที่สุดในไทย

เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 67 นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความสนใจอย่างมาก หลังการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ได้จัดมหกรรมแห่งความสุข บนสะพานคู่ขนานสะพานพระราม 9 ที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองจากทางพิเศษ สายพระราม 3 – ดาวคะนอง – วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ก่อนเปิดใช้งานจริง

ภายใต้ชื่อกิจกรรม ‘Luck Lock Love : รักล้นสะพาน’ เป็นกิจกรรมที่ชวนทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของไทย เป็นครั้งแรกที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถขึ้นมาบนสะพานแห่งนี้ เพื่อเก็บบันทึกความทรงจำ ความสวยงามของกรุงเทพมหานคร ทั้งเวลากลางวันและกลางคืน บนโค้งน้ำที่สวยที่สุดของแม่น้ำเจ้าพระยา

โดย กิจกรรมจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ด้วยการเปิดให้คู่รัก 111 คู่ จดทะเบียนลอยฟ้าบนสะพาน หลังจากนั้นเปิดให้ประชาชนทั่วไป ขึ้นมาเทควิว 360 องศา บนสะพานคู่ขนานสะพานพระราม 9 กับโค้งน้ำที่สวยที่สุดของแม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ของประเทศไทย

- กิจกรรมคล้องกุญแจ ล็อคใจคู่รัก เพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นกว่าเดิม (นำกุญแจมาเอง)

- กิจกรรม Street Show สนุกสนานไปกับเหล่าแก๊งค์ตัวตลกโบโซ่ ที่จะมาสร้างเสียงหัวเราะ เติมเต็มรอยยิ้มให้กับทุกคนในครอบครัว

- กิจกรรม รวมเมนูเด็ด จากร้านอาหารชื่อดังที่จะมาเสิร์ฟให้ทุกคนได้อิ่มท้อง กับเมนูอาหารหลักร้อยวิวหลักล้าน

- กิจกรรม ฟังดนตรีสดจากศิลปิน และวงดนตรี ที่พร้อมบรรเลง สร้างความสุข ให้กับทุกคน ถึง 18 กุมภาพันธ์และวันที่ 23 – 25 กุมภาพันธ์ 2567

สำหรับสะพานคู่ขนานสะพานพระราม 9 เป็นสะพานขึงข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งใหม่ของกรุงเทพมหานคร ในเส้นทางของทางพิเศษสายพระราม 3 – ดาวคะนอง – วงแหวนรอบนอกตะวันตก เป็นสะพานข้ามแม่น้ำที่มีความกว้างมากที่สุดในประเทศไทย ตั้งตระหง่านเคียงคู่สะพานพระราม 9

สามารถรองรับการสัญจร ถึง 8 ช่องจราจร มีความยาวช่วงกลางสะพาน 450 เมตร ความยาวของสะพาน 780 เมตร ท้องสะพานมีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 41 เมตร (สูงเท่าสะพานพระราม 9)

มีจุดเริ่มต้นบริเวณเชิงลาดสะพานพระราม 9 ฝั่งธนบุรี ในพื้นที่แขวงราษฎร์บูรณะ เขตราษฎร์บูรณะ ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปเชื่อมต่อกับทางยกระดับขนาด 6 ช่องจราจร และบรรจบกับทางแยกต่างระดับบางโคล่ ในพื้นที่แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา เชื่อมต่อกับทางพิเศษศรีรัชและทางพิเศษเฉลิมมหานครโดยตรง รวมระยะทางทั้งโครงการประมาณ 2 กิโลเมตร โดยคาดการณ์สามารถรองรับปริมาณรถยนต์ได้มากถึง 150,000 คัน/ วัน

ด้านนวัตกรรมการก่อสร้างของสะพานคู่ขนานสะพานพระราม 9 สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรมการก่อสร้างทางวิศวกรรมขั้นสูง ทำให้สะพานมั่นคงแข็งแรงสามารถรองรับแรงลมได้มากถึง 270 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือเทียบเท่าความแรงของพายุทอร์นาโด สะพานแห่งนี้จึงมีความมั่นคงและแข็งแรงอย่างมาก ในการรองรับเหตุแผ่นดินไหวหรือพายุ แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงความสวยงามด้วยสถาปัตยกรรม ที่ผสมผสานความเป็นไทยอันทรงคุณค่า

โดยสถาปัตยกรรมถูกออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมผสมผสานความเป็นไทย พร้อมด้วยงานประติมากรรมลวดลายอันละเอียดประณีต อลังการ สื่อถึงคติความเชื่อที่แสดงเอกลักษณ์ไทยอย่างเด่นชัด ประกอบไปด้วย

ยอดเสาสะพานคู่ขนานสะพานพระราม 9 ฝาพระหัตถ์แห่งความเมตตา ส่วนยอดเสาสะพานเปรียบดั่งพระหัตถ์ในหลวงรัชกาลที่ 10 แสดงถึงการโอบอุ้ม ปกป้อง ความรักความห่วงใย และความเมตตาต่อพสกนิกร

รูปปั้นพญานาคตัวแทน ความยิ่งใหญ่คู่ควรสถาบันอันสูงส่ง โดยพญานาคสีเหลืองทอง แทนปีมะโรงหรือปีงูใหญ่ (พญานาค) อันเป็นปีพระราชสมภพ ตั้งตระหง่านบริเวณโคนเสาสะพาน 4 ต้นตามความเชื่อที่ว่าพญานาค จะทำหน้าที่อารักขาสถาบันอันสูงส่งของไทย

รวงผึ้งทองอร่ามสัญลักษณ์แทนต้นไม้ประจำพระองค์ ซึ่งรั้วสะพานกันกระโดดเป็นลวดลายดอกรวงผึ้งสีทอง ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำพระองค์ถูกออกแบบอย่างอ่อนช้อย มอบความรู้สึกสบายตาทั้งยังป้องกัน ไม่ให้ยานพาหนะตกสู่ด้านล่าง

สะพานขึงสีทองอร่าม เฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์ไทย มีการออกแบบภาพรวมสะพานด้วยโทนสีเหลืองทอง อันเป็นสีตัวแทนพระองค์ เพื่อเทิดทูนสถาบันกษัตริย์อยู่เหนือเกล้า พสกนิกรไทย

สายเคเบิลสีเหลือง สื่อถึงความมงคลพระราชสมภพ ซึ่งสายเคเบิลสีเหลือง ตัวแทนสีวันจันทร์ อันเป็นวันพระราชสมภพ โทนสีที่เปรียบไปด้วยพลังแห่งความหวัง ความสุข ความสงบความรุ่งเรือง มั่งคั่ง อีกทั้งยังเป็นสีที่มองแล้วผ่อนคลาย

เสาสะพานโค้งมน งดงามอ่อนช้อย ด้วยการออกแบบเสาสะพานให้โค้งมน เพื่อลดความแข็งกระด้างของโครงสร้างคอนกรีตภาพรวมของโครงสร้างจึงดูอ่อนช้อย ไม่ว่าจะมองจากระดับพื้นดินหรือระดับทางพิเศษ

ราวกันตกออกแบบให้โปร่ง รับวิวแม่น้ำเจ้าพระยา โดยราวกันตกบริเวณด้านนอกสุดของสะพาน ออกแบบให้โปร่ง นอกจากเพื่อไม่ให้ต้านลมที่ปะทะ ตัวสะพานแล้วยังช่วยไม่ให้บดบังทัศนียภาพอันงดงามของแม่น้ำเจ้าพระยา

นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สะพานคู่ขนานสะพานพระราม 9 เป็นสะพานขึง (Cable Stayed Bridge) แบบเสาคู่ที่สร้างคู่ขนานกับสะพานพระราม 9 ซึ่งถือว่าเป็นสะพานคู่ขนานแห่งแรกของประเทศไทยที่ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา

กทพ. อยากให้ทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในความภาคภูมิใจ เพราะออกแบบสถาปัตยกรรมผสมผสานความเป็นไทย ผนวกกับการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมการก่อสร้างทางวิศวกรรมขั้นสูง ทำให้สะพานมั่นคงแข็งแรงสามารถรองรับแรงลมได้มากถึง 270 กิโลเมตรต่อชั่วโมงหรือเทียบเท่าความแรงของพายุทอร์นาโด แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงความสวยงาม และเชื่อมั่นว่าจะกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของประเทศไทย

“สะพานจะช่วยลดความแออัดทางจราจรบริเวณทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ทางด่วนขั้นที่ 1) ช่วงบริเวณทางแยกต่างระดับบางโคล่ บนสะพานพระราม 9 ถึงด่านสุขสวัสดิ์ บริเวณถนนพระราม 2 จาก 100,470 คัน/ วัน ลดลงเหลือ 75,352 คัน/ วัน หรือลดลง 25% และยังสามารถเชื่อมต่อกับโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางขุนเทียน – บ้านแพ้วอีกด้วย” นายสุรเชษฐ์กล่าว

ดีอี ขยายความสำเร็จ ขับเคลื่อนโครงการ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ เต็มสูบ หวังฟื้นภาคการเกษตรไทย รุกต่อยอดใช้โดรนในอุตสาหกรรมหนัก สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้สาขาอาชีพอื่นๆ

จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ภาคการเกษตรถือเป็นสาขาอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญมากสำหรับประเทศไทย โดยเป็นแหล่งรองรับแรงงานขนาดใหญ่ มากกว่า 40 % แต่มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมเพียง 6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ เกษตรกรจึงประสบปัญหาหลักมาจากต้นทุนการเพาะปลูกต่อไร่สูง ขาดแคลนแรงงาน รวมไปถึงขาดทักษะและโอกาสการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล รวมไปถึงที่ผ่านมาการส่งเสริมจากภาครัฐเป็นลักษณะการคิดแทน ทำแทน เมื่อโดรนเพื่อการเกษตรเข้ามาช่วยพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตร จากข้อมูลโดรนมีส่วนช่วยในการลดต้นทุนแรงงานลงกว่า 50% และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะปลูกเพิ่มขึ้น 10% โดยปัจจุบันมีโดรนเพื่อการเกษตร ที่จดทะเบียนอย่างถูกต้อง จำนวน  9,063 ลำ และเติบโตเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 11% ปี คาดการณ์ว่าอีก 5 ปี จะมีโดรนเพื่อการเกษตร ไม่น้อยกว่า 80,000 ลำ คิดมูลค่ากว่า 24,000 ล้านบาท

ด้วยการขับเคลื่อนแนวนโยบาย “The Growth Engine of Thailand” ของกระทรวงดีอี มุ่งเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศ ซึ่งต้องให้ความสำคัญการเพิ่มขีดความสามารถด้านดิจิทัลในการสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันของประเทศ (Thailand Competitiveness) ได้ถูกทำให้เป็นรูปธรรมผ่านโครงการ "1 ตำบล 1 ดิจิทัล (ชุมชนโดรนใจ)" ด้วยการส่งเสริมให้เทคโนโลยีและนวัตกรรมจากฝีมือคนไทยให้มีโอกาสแสดงความสามารถในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่าสำนักงาน ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ได้ร่วมลงทุนกับภาคเอกชน โดยบริษัท พาวเวอร์ อโกรเทค (ประเทศไทย) จำกัด ดำเนินการพัฒนาศูนย์พัฒนาทักษะการบินและควบคุมโดรนเพื่อการเกษตร สำหรับเป็นสถานที่ในการพัฒนาศักยภาพการบังคับโดรนเพื่อการเกษตร ระยะแรก มีการดำเนินงาน 5 จังหวัด คือ พิษณุโลก ขอนแก่น อุบลราชธานี ชลบุรี และสงขลา พร้อมเปิดบริการเต็มรูปแบบ ครบทุกสาขาภายในปี 2567 รวมถึง เปิดศูนย์ซ่อมโดรนเพื่อการเกษตร บริการซ่อมบำรุงโดรนเพื่อการเกษตรให้ชุมชน เพื่อเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ และยกระดับชุมชนให้แข็งแรง อีกทั้งยังช่วยพัฒนาช่างในวิชาชีพแขนงต่างๆ เช่น ช่างยนต์ ช่างไฟฟ้าวิทยุ ช่างอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น โดยมีจำนวน 50 ศูนย์ซ่อม 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ ดำเนินการรูปแบบ Change Agent 1 ศูนย์ซ่อม ดูแลรับผิดชอบ 10 ชุมชน โดยมีเป้าหมาย 50 ศูนย์ซ่อม 500 ชุมชน

แนวความคิดกระทรวง ดีอี มุ่งพัฒนาทักษะดิจิทัลแก่กลุ่มเกษตรกร กลุ่มชุมชน ให้เป็นผู้มีทักษะในการบังคับการบินและควบคุมโดรนเพื่อการเกษตรที่ได้รับการใบอนุญาติ/ใบประกาศนียบัตร จำนวนไม่น้อยกว่า 1,000 คน และพัฒนาทักษะการซ่อมบำรุงดูแลรักษาโดรนเพื่อการเกษตร จำนวนไม่น้อยกว่า 100 คน รวมไปถึงการส่งเสริมมาตรฐานโดรนเพื่อการเกษตรดีชัวร์ (dSURE) สำหรับผู้ประกอบการโดรน เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าเทคโนโลยีดิจิทัลประเภทโดรนเพื่อการเกษตร ผ่านมาตรฐานดีชัวร์ (dSure) ที่ได้รับการรับรองจากดีป้า โดยมีผู้ประกอบการโดรนเพื่อการเกษตรที่ผ่านมาตรฐานดีชัวร์แล้ว จำนวน 6 บริษัท 7 รุ่น ซึ่งผลดีจากการดำเนินงานนั้น โดรนเกษตรช่วยการประหยัดค่าแรงงานคนในการฉีดพ่นสารเคมีในพื้นที่ 1 ไร่ ลงประมาณ 50% ของการใช้แรงงานคน คิดเป็นมูลค่า 2,500 บาท/ไร่/ฤดูกาล และมีความแม่นยำในการฉีดพ่น ช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวได้ 10% ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10% ตามปริมาณผลผลิต ผลผลิตเฉลี่ยของข้าวต่อไร่อยู่ที่ 500 กิโลกรัม ราคาข้าวต่อกิโลกรัมอยู่ที่ 10 บาท การเพิ่มผลผลิต 10% จะส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 5,000 บาท/ไร่/ฤดูกาล สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างโอกาสในการเข้าถึงและพัฒนาทักษะดิจิทัล จำนวนทั้งสิ้น 1,100 คน รวมไปถึงส่งเสริมการใช้งานโดรนเพื่อการเกษตรกว่า 500 ชุมชน (10,000 ครัวเรือน) ครอบคลุมพื้นที่ 4 ล้านไร่ จะทำให้กลุ่มเกษตรกร ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 20,000 ลบ.

ดร.ปรีสาร รักวาทิน ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เผยว่า ขณะนี้ มี ดีป้า ได้เปิดรับสมัคร เกษตรกร บินได้ ซ่อมเป็น รอบที่ 1: วันที่ 14 พ.ย. 66 - 15 ม.ค. 67 มีผู้สมัครมาทั้งสิ้น 518 ชุมชน, 78 ศูนย์ซ่อม และ รอบที่ 2: วันที่ 16 ม.ค. - 15 มี.ค. 67 อยู่ระหว่างการรับสมัคร จึงอยากเชิญชวน พี่น้องเกษตรกรที่สนใจให้มาสมัครในโครงการนี้ เพื่อประโยชน์ของเกษตรกรเอง โดยในระยะเวลา 1 ปีของการดำเนินโครงการจะเกิดศูนย์บริการฯ ทั่วประเทศจำนวน 50 ศูนย์ ผลักดันให้ชุมชนเกิดการประยุกต์ใช้โดรนเพื่อการเกษตรจำนวน 500 ชุมชน คิดเป็นพื้นที่ทางการเกษตรรวมไม่น้อยกว่า 4 ล้านไร่ พร้อมคาดหวังว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมโดรนโดยกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยมีมาตรฐาน Safety, Functionality, Security รวมทั้งการต่อยอดในการใช้โดรนไปยังสาขาวิชาชีพอื่น ๆ เช่น ก่อสร้าง การขนส่ง การสำรวจ หรือแม้แต่การขนย้ายคนในกรณีฉุกเฉิน เช่น เพลิงไหม้ ขนย้ายผู้บาดเจ็บภายในอาคาร รวมถึงการขยาย พัฒนาซอฟแวร์โดรนและสร้างพื้นฐานต่างๆ ด้านการคมนาคมทางอากาศอีกด้วย 

ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ดีป้า ย้ำอีกว่า ความร่วมมือภายใต้โครงการประกอบด้วย ความร่วมมือด้านการพัฒนาหลักสูตรผู้บังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน ประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากระยะไกล ความร่วมมือด้านการส่งเสริม และสนับสนุนให้เกิดการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลกับกลุ่มชุมชนในห่วงโซ่การผลิต ความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ความร่วมมือด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมอากาศยานไร้คนขับ ความร่วมมือด้านการส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนประยุกต์ใช้เทคโนโลยีโดรน และความร่วมมือด้านการพัฒนาหลักสูตรการดูแลรักษาและการซ่อมบำรุงโดรนระหว่างดีป้าและเครือข่ายพันธมิตร ได้แก่ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย สถาบันการบินพลเรือน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กรมวิชาการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ(องค์การมหาชน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุรนารี และผู้ประกอบการโดรนในประเทศเกษตรกรและชุมชนที่สนใจ รวมถึงประชาชนทั่วไปสามารถติดตามข่าวสาร และศึกษารายละเอียดโครงการ 1 ตำบล 1 ดิจิทัล (ชุมชนโดรนใจ) ได้ที่ Facebook Page : depaThailand หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ 08-5125-1340 และ 08-2516-6224.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์ เนื่องในเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2567 เพื่อตั้งจิตอธิษฐานระลึกถึงเทพยดาฟ้าดิน และหลวงปู่ไต้ฮง ให้ตนเอง และครอบครัว  รวมถึงประเทศชาติ อยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากโรคภัย เฮงๆ ตลอดปีมังกรทอง (มะโรง)

วานนี้ (วันเสาร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 23.00 น.) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย  นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก พร้อมด้วย คณะกรรมการ  คณะผู้ช่วยกรรมการ คณะผู้บริหาร อาสาสมัคร รวมทั้งศิษยานุศิษย์ และสาธุชนจำนวนมาก ร่วมในพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์ เพื่อตั้งจิตอธิษฐานเทพยดาฟ้าดิน (เจ้าแห่งสวรรค์) และหลวงปู่ไต้ฮง ช่วยดลบันดาลให้ประสบโชคดีตลอดปีใหม่ พร้อมกับสรรเสริญและขอพรจากเทพเจ้า ให้ตนเอง และครอบครัว รวมถึงประเทศชาติ อยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากโรคภัย เฮงๆ ตลอดปีมังกรทอง (มะโรง) ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย

“พิธีเวียนธูป” เนื่องในเทศกาลตรุษจีนนั้น เป็นพิธีที่สำคัญพิธีหนึ่ง จัดขึ้นในวันประสูติของเทพยดาฟ้าดิน (ทีกงแซ) เจ้าแห่งสวรรค์อันเป็นที่เคารพกันทั่วบ้านทั่วเมือง สำหรับชาวจีนแล้ว   ท่านเป็นเทพเจ้าที่ต้องให้ความเคารพอย่างสูงเหมือนกันหมด และเพื่อเป็นสัญญาณว่าได้สิ้นสุดงานเทศกาลตรุษจีนแล้ว โดยทำพิธีเวียนธูปรอบศาลเจ้า 3 รอบ ตั้งจิตอธิษฐาน ระลึกพระคุณเทพยดาฟ้าดิน ขออำนาจฟ้าดินเป็นที่พึ่ง ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือ เช่น หลวงปู่ไต้ฮง ช่วยดลบันดาลให้ประสบโชคดีตลอดปีใหม่ พร้อมกับสรรเสริญและขอพรจากเทพเจ้า เพื่อทำให้จิตใจเบิกบาน ผ่องแผ้ว  และเริ่มต้นวันปีใหม่ของคนไทยเชื้อสายจีนอย่างมีความสุข และเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

เทศกาลตรุษจีน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยจัดให้มีทั้งการสักการะหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ร่วมลงชื่อทำบุญ “พะเก่ง”  คือการลงชื่อสวดชัยมงคลคาถา โดยพระสงฆ์อนัมนิกาย  เพื่อ สะเดาะเคราะห์  เสริมโชคลาภ เสริมดวงชะตา  รับประทาน “สาคูสิริมงคล” รวมทั้งรับ “ฮู้แดง” ประทับยันต์หลวงปู่ ให้แคล้วคลาดปลอดภัย เพื่อความเป็นสิริมงคล เฮง ๆ ตลอดปีใหม่จีน

ซินเจียยู่อี่   ซินนี้ฮวดไช้ ...  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอขอบคุณ ผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน ที่ร่วมทำบุญในเทศกาลตรุษจีน ขอให้ท่านและครอบครัวประสบแต่ความสุข ความเจริญ สุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ตลอดปี ตลอดไป

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก 
แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

## มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ ชี้!! คนสันหลังหวะออกมาดิ้นพล่าน หลังปวงชนชาวไทย พร้อมใจใส่เสื้อสีม่วงทั้งแผ่นดิน

เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 67 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Nantiwat Samart’ ระบุว่า…

“สะดุ้งเป็นแถวๆ

ปวงชนชาวไทยที่รักพระเทพฯ สวมเสื้อสีม่วงทั้งแผ่นดิน ทำเอาคนสันหลังหวะดิ้น ออกมากระแนะกระแหน

ยืนยันว่า การกดแตรไล่รถขบวนเสด็จฯ เป็นการคุกคามหาเรื่อง ไม่ใช่เสรีภาพหรือสิทธิเท่าเทียม
ขบวนเสด็จฯ ถือเป็น VVIP ไม่ใช่แค่รถนำขบวนทั่วไป ตำรวจต้องถวายอารักขาให้ปลอดภัย จากการก่อการร้าย การประทุษร้าย

พวกเดียวกันหาทางช่วย ร้องเรียกหาหลักฐานความผิด เรื่องเล็กอย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่ นี่คือเกมเดินสามขา เกมในสภาฯ ประสานนอกสภาฯ ด้วยความช่วยเหลือจากเอ็นจีโอ และทูตต่างชาติ ประเทศไหนไม่บอก

ยอมให้ฝรั่งปั่นหัว เพื่อประโยชน์ฝรั่ง ตกเป็นขี้ข้าต่างชาติ รับเงินต่างชาติ ความขัดแย้งในชาติที่มีฝรั่งชักใย สุดท้าย ไทยจะเป็นยูเครน ใครจะได้ประโยชน์?

คนไทยเป็นคนใจอ่อน ไม่ชอบความรุนแรง ไม่อยากให้คนในชาติเผชิญหน้ากัน ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายเต้นก๋าๆ ท้าต่อย ท้าตี คนไทยทำในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ต้องกลัวการเผชิญหน้า”

‘วราวุธ’ ส่งทีม ‘ศรส.-พมจ.นนทบุรี’ เร่งช่วยชายสูงวัยตาบอด เตรียมพาตรวจสุขภาพ หลังอาศัยในบ้านกองขยะ-ไร้น้ำไร้ไฟ

(17 ก.พ. 67) ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยถึงกรณีกระทรวง พม.ให้การช่วยเหลือชายสูงวัย อายุ 65 ปี พิการตาบอดข้างหนึ่ง ส่วนตาอีกข้างมองเห็นลางๆ อาศัยเพียงลำพังในบ้านเก่าสภาพผุพังทรุดโทรม ภายในบ้าน และรอบบ้านเต็มไปด้วยขยะ และไม่มีน้ำประปา-ไฟฟ้า ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ว่า ขณะนี้ หน่วยงานของกระทรวงพม. ทั้งทีมพม.หนึ่งเดียว และ พม.จังหวัดนนทบุรี ได้ลงพื้นที่เข้าไปช่วยเหลือดูแลคุณตาคนดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการซ่อมแซม ปรับปรุงสภาพของบ้านที่พักอาศัย สำหรับผู้สูงอายุและคนพิการ การติดตั้งน้ำประปา-ไฟฟ้า การติดต่อญาติพี่น้องว่ามีบุตรหลาน หรือว่าคนรู้จักเป็นญาติอยู่ที่ไหน ในการที่จะช่วยดูแล และเรื่องกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินที่คุณตาอาศัยอยู่ และการมอบเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้สูงอายุ ซึ่งขณะนี้ คุณตาได้รับเบี้ยความพิการ และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ อีกทั้งจะหาเจ้าหน้าที่เข้าดูแลรายเคส เข้าไปดูแลอย่างสม่ำเสมอ ในเบื้องต้นนี้ก่อน ส่วนเรื่องการที่จะย้ายคุณตาไปอยู่ที่ไหน คงจะต้องดูในระยะต่อไป

ทั้งนี้ วันที่ 19 ก.พ. 67 ทางเทศบาลนครนนทบุรี จะเข้าไปช่วยทำความสะอาดภายในบ้านและบริเวณโดยรอบ และวันที่ 20 ก.พ. 67 ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน หรือ ‘ศรส.จ.นนทบุรี’ ของกระทรวงพม. จะพาคุณตาไปตรวจสุขภาพ นอกจากนี้ ศรส.จ.นนทบุรี และเทศบาลนครนนทบุรี จะช่วยกันติดตามช่วยเหลือดูแลคุณตาเป็นระยะๆ อีกด้วย

นายวราวุธ กล่าวต่อไปว่า ต้องขอขอบคุณสื่อมวลชนที่ได้แจ้งข่าว จนทำให้ทางกระทรวง พม. หรือแม้แต่ทีมงานเจ้าหน้าที่ของกระทรวง พม. สามารถเข้าไปช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องกลุ่มเปราะบางได้ ซึ่งต้องเรียนว่าในประเทศไทยยังมีพี่น้องกลุ่มเปราะบางอีกจำนวนมากในทุกๆ จังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดที่มีความเป็นอยู่ที่หนาแน่น มีปริมาณประชากรที่เยอะ ทำให้บางครั้งจะทำให้การเข้าไปถึงในแต่ละครอบครัวนั้น อาจจะไม่ละเอียดเท่าที่ควร

ดังนั้น การบูรณาการการทำงาน การพูดคุยกัน ข้ามหน่วยงานของทุกๆฝ่ายนั้น เป็นหัวใจสำคัญ คงจะไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรืออาสาสมัครของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่เป็นการทำงานร่วมกัน การแชร์ข้อมูลกัน การบอกต่อซึ่งกันและกัน เพราะว่าบางครั้ง เมื่อเราไปทำงาน จะไปพบปะกับเหตุการณ์ต่างๆ แล้วนำมาบอกเล่ากันว่า เกิดปัญหาตรงนั้นตรงนี้ ซึ่งการแชร์ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นหนทางในการที่ทำให้ทุกหน่วยงานเรียกว่ารัฐบาล สามารถเข้า ไปแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างทันท่วงที

ซึ่งแน่นอน อาจจะมีตกหล่นบ้าง ต้องกราบขออภัยจริงๆ แต่ในบริบทของกระทรวง พม. นั้น เรามีแนวทางในการที่จะเข้าไปเยียวยา สนับสนุน ดูแล แก้ไขปัญหาในทุกๆ บริบท เพียงแต่ว่าบางครั้ง ถ้าหากมีคนแจ้งเหตุเข้ามาแล้ว กระทรวง พม. จะรีบส่งทีมปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วของศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน หรือ ศรส. เข้าไปแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น และหลังจากนั้น เราจะดูว่าการช่วยเหลือในระยะกลางและระยะยาว จะสามารถแก้ไขให้คุณภาพชีวิตของบุคคลนั้นดีขึ้นได้อย่างไร

นอกจากนี้ นายวราวุธ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากพบเห็นผู้ประสบปัญหาความเดือดร้อน สามารถโทรแจ้งมาที่ ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน หรือ ศรส. ผ่านฮอตไลน์ 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งกระทรวง พม. มีทีมปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว พร้อมลงพื้นที่ช่วยเหลือทันที

‘ลุงซาเล้ง’ เล่าความประทับใจ ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ ทรงรถซาเล้งพ่วงข้าง เผย สุดแสนปิติ ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตเคยได้ถวายงานเป็นพลขับให้พระองค์ท่าน

(17 ก.พ. 67) เพจเฟซบุ๊ก ‘มูลนิธิชัยพัฒนา’ ได้โพสต์ภาพเก่าเล่าเรื่อง เป็นภาพที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรถซาเล้งพ่วงข้าง คงเป็นภาพที่อยู่ในความประทับใจของใครต่อใครหลายคน

… แต่ใครจะรู้ว่าภาพดังกล่าวเกิดขึ้นจากเมื่อครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรและทรงติดตามการช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิของมูลนิธิชัยพัฒนา ณ โรงเรียนบ้านเกาะสาหร่ายชัยพัฒนา ตำบลเกาะสาหร่าย อำเภอเมือง จังหวัดสตูล เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2552

ด้วยภูมิศาสตร์ของโรงเรียนตั้งอยู่บนเกาะ การเดินทางซึ่งเป็นวิถีชีวิตของคนบนเกาะสาหร่ายจึงใช้รถมอเตอร์ไซค์และรถซาเล้งพ่วงข้างในการเดินทาง เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎร ได้ประทับรถซาเล้งพ่วงข้างเฉกเช่นสามัญชนทั่วไป โดยมีคนท้องถิ่นนำรถของตนน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นรถพระที่นั่งขณะทรงงานบนเกาะ พร้อมทั้งถวายงานเป็นพลขับเพราะคุ้นชินและชำนาญพื้นที่

นายนาซาด หมัดตุกัง หรือ ‘คุณลุงขับซาเล้ง’ ที่เห็นในภาพ เคยถ่ายทอดความประทับใจที่ได้ถวายงานในวันนั้น ว่า…

“ขณะร่วมทาง พระองค์ได้ทรงสอบถามทุกข์สุขของชาวบ้าน พูดคุยอย่างเป็นกันเอง… ส่วนรถซาเล้ง ชาวบ้านละแวกนั้นจะเรียก ‘รถพระเทพฯ’ ...และหากถามถึงความรู้สึก ก็ตื่นเต้นมาก บอกไม่ถูก ผมเป็นมุสลิม เคยไปอยู่มาเลย์ แต่ก็กลับมาอยู่เมืองไทย เมืองไทยมีพระเจ้าแผ่นดิน ไม่มีปัญหา คนเกาะอยู่กันสุขสบาย… ที่นี่เจริญขึ้นมาก เจ้าเหยียบเมืองตรงไหนก็เจริญ”

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากเฟซบุ๊ก : มูลนิธิชัยพัฒนา
https://www.facebook.com/chaipattanafoundation/posts/801975968639531?ref=embed_post

‘ดร.หิมาลัย’ รับลูก!! ‘พีระพันธุ์’ ขึ้น ‘ลำปาง’ รับหนังสือร้องขอความเป็นธรรม หลัง รพ.แห่งหนึ่ง วินิจฉัยโรคผิด สุดท้ายผู้ป่วยอาการทรุดจนเสียชีวิต

เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 67 ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ คณะที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค) และคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงร้องเรียนร้องทุกข์ ได้เดินทางมาให้กำลังและรับหนังสือร้องขอความเป็นธรรมจาก นายวัชระ บุรณะเครือ ประชาชนชาวตำบลสบตุ๋ย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง บุตรชาย ของนายณรงค์ บูรณะเครือ เป็นผู้ป่วยเข้ารักษาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดลำปาง ซึ่งวินิจฉัยโรคผิดจนทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต

ทางด้าน ดร.หิมาลัย เปิดเผยว่า “ท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ทราบเรื่องดังกล่าวจากการเผยแพร่ในโซเชียลต่างๆ จึงได้มอบให้ตนเอง ในฐานะคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงร้องเรียนร้องทุกข์ เดินทางมาให้กำลังใจพร้อมสอบถามข้อเท็จจริงในเบื้องต้น และรับหนังสือร้องขอความเป็นธรรมที่บ้านพักของนายบอล ลูกชายของผู้เสียชีวิต พร้อมเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว หลังจากนี้ ทาง ผอ.รพ.ลำปางก็ต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงทุกอย่าง ที่เกี่ยวข้องของการรักษาผู้ป่วยจนเสียชีวิต ว่าเกิดปัญหามาจากอะไร และจะมีการแสดงความรับผิดชอบกรณีนี้อย่างไร” ดร.หิมาลัย กล่าว

ด้านนายวัชระ ได้เปิดเผยว่า ตนเองได้ประสานขอความเป็นธรรมผ่าน ดร.นงค์เยาว์ อาทิตยานนท์ สถานียุติธรรมพรรครวมไทยสร้างชาติ จังหวัดลำปาง ให้ติดต่อขอยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อ ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ คณะที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี/คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงร้องเรียนร้องทุกข์ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดลำปาง ว่าวินิจฉัยโรคผิด ทำให้บิดาของตนเองคือ นายณรงค์ ผู้ป่วยและเสียชีวิต 

โดยนายวัชระ ได้ให้รายละเอียดว่า เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น.ของวันที่ 8 ก.พ. 67 นายณรงค์  บิดาของตนซึ่งมีอายุ 60 ปี เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงทุรนทุราย หายใจติดขัด ตนจึงได้เรียกรถพยาบาลฉุกเฉินของหน่วยกู้ภัยมารับตัว และได้ส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลดังกล่าว เมื่อไปถึงโรงพยาบาลฯ ได้มีเจ้าหน้าที่เวรเปลมารับตัวผู้ป่วย และได้ส่งตัวไปรอคิวตรวจที่ห้องกระดูกและข้อ จนกระทั่งเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ตนเองได้ไปสอบถามมารดาที่รอเฝ้าอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน และถามว่าคนไข้ยังอยู่ที่จุดใด และได้ทราบว่าทางโรงพยาบาลส่งคนไข้ไปยังห้องตรวจตึกผู้ป่วยนอก ซึ่งเป็นห้องตรวจกระดูกและข้อ 

ตนเห็นว่ามันไม่ตรงกับอาการของผู้ป่วย และตนได้สังเกตเห็นว่าผู้ป่วยในขณะนั้นหายใจติดขัด ดิ้นทุรนทุรายหนักขึ้น ตนจึงได้รีบแจ้งกับเจ้าหน้าที่พยาบาลฯ ให้รีบนำบิดาของตนส่งไปยังห้องฉุกเฉินเป็นการด่วน พยาบาลให้ความเห็นว่าถ้ารอเจ้าหน้าที่เกรงว่าจะล่าช้า จึงให้ตนนำบิดาซึ่งเป็นผู้ป่วยไปส่งด้วยตนเอง ตนจึงได้นำบิดาไปส่งยังห้องฉุกเฉิน ในขณะนั้น คนไข้มีอาการชีพจรหยุดเต้นทีมแพทย์จึงรีบให้การรักษา และเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยแพทย์ให้ความเห็นว่า ผู้ป่วยมีอาการเส้นเลือดโป่งพองในช่องท้องและแตก เป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิต

ตนและครอบครัวจึงได้รับศพนายณรงค์ฯ บิดาของตน ไปบำเพ็ญกุศล และได้ฌาปนกิจที่สุสานร่องสามดวงในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 ตนและครอบครัวได้ตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุของการเสียชีวิตของบิดาของตน น่าจะเกิดจากความล่าช้าในรักษามีการวินิจฉัยโรคผิดตั้งแต่ต้น ทำให้เสียเวลารักษาเกือบ 2 ชั่วโมง เนื่องจากการรักษาครั้งนี้ ตนและครอบครัวได้เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเป็นเงินร่วม 600,000 บาท 

ดังนั้น ตนและญาติจึงได้มาร้องขอความเป็นธรรม เพื่อให้โรงพยาบาลดังกล่าวออกมาแสดงความรับผิดชอบ และเป็นอุทาหรณ์เป็นกรณีตัวอย่าง ในการดูแลรักษาผู้ป่วย จะได้ไม่เกิดการสูญเสียเหมือนบิดาของตนเอง

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เกิดเหตุทางโรงพยาบาลดังกล่าว ยังไม่ได้ติดต่อเพื่อชี้แจงแต่อย่างใด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top