Monday, 8 June 2026
NEWS FEED

ไทย-กัมพูชา ลงนามข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อ ตามผลประชุมจีบีซีหวังคลี่คลายปมชายแดน

GBC ไทย-กัมพูชา เห็นพ้องข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อระหว่างกัน ผู้แทน 2 ชาติ ลงนามบันทึกผลการประชุม หวังคลี่คลาย สถานการณ์ชายแดน นำมาซึ่งสันติภาพ

(7 ส.ค.68) การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย - กัมพูชา สมัยวิสามัญ ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง โดย 2 ฝ่ายเห็นพ้องแนวทางการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อระหว่างกัน ซึ่งเป็นแนวทางที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของฝ่ายไทย ร่วมจัดทำกับฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการฯ ฝ่ายกัมพูชา

จากนั้น พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.เตีย เสรย-ฮา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ร่วมลงนามบันทึกผลการประชุม ซึ่งมีรายละเอียดตามที่ทั้งสองฝ่ายหารือ และตกลงกันตลอด 3 วันที่ผ่านมา ด้วยความหวังให้สถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชาคลี่คลาย นำมาซึ่งสันติภาพ และการอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกของประชาชนทั้งสองประเทศ รวมถึงไทยสนับสนุนการใช้กลไกทวิภาคี ระหว่างกันในการพูดคุยอย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่ เฟซบุ๊ก ศูนย์เฉพาะกิจฯ ชายแดนไทย-กัมพูชา - Team Thailand โพสต์ข้อมูลรายละเอียด 13 ข้อตกลงหยุดยิง ไทย-กัมพูชา ดังนี้

1. ยุติการใช้อาวุธทุกประเภท การโจมตีต่อพลเรือน เป้าหมายพลเรือน และเป้าหมายทางทหาร ในทุกพื้นที่และทุกกรณี

2. รักษาสถานะการวางกำลังในที่ตั้งปัจจุบัน สถานะตั้งแต่ 28 ก.ค.68 โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลัง และไม่มีการลาดตระเวนไปยังที่ตั้งของอีกฝ่าย

3. ไม่เพิ่มเติมกำลังตลอดแนวชายแดนไทย - กัมพูชา

4. ไม่กระทำการอันเป็นการยั่วยุที่ส่งผลให้เกิดความตึงเครียด การมีกิจกรรมทางทหารเข้าไปยังดินแดน เขตน่านฟ้า หรือที่ตั้งของอีกฝ่าย ตามสถานะการหยุดยิง ตั้งแต่ 28 ก.ค.68 และไม่สร้างโครงสร้างพื้นฐานทางทหารล้ำออกไปนอกขอบเขตของฝ่ายตน

5. ไม่ใช้กำลังต่อพลเรือน หรือเป้าหมายทางพลเรือนในทุกกรณี

6. การปฏิบัติตามอนุสัญญาเจนีวา : การปฏิบัติต่อผู้ที่ถูกจับกุมตัว การขอส่งตัวผู้บาดเจ็บมารักษาในสถานพยาบาลของอีกฝ่าย โดยจะขึ้นอยู่กับศักยภาพในการรองรับของสถานพยาบาลแล้วแต่กรณี สำหรับทหารที่อยู่ในความควบคุมของอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รับการปล่อยตัวและส่งกลับประเทศ หลังจากยุติการใช้กำลังโดยสมบูรณ์ รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการส่งคืนร่างผู้เสียชีวิตอย่างสมเกียรติโดยเร็ว และจัดการศพภายใต้สภาพที่ถูกสุขลักษณะและด้วยความเคารพ

7. กรณีมีความขัดแย้งกันด้วยอาวุธทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทั้งสองฝ่ายจะหารือกันในระดับปฏิบัติผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ เพื่อป้องกันการขยายตัวของสถานการณ์

8. เห็นชอบให้เพิ่มในเรื่องของการปฏิบัติดังนี้
8.1 ดำรงการติดต่อสื่อสารอย่างต่อเนื่องระหว่างหน่วยทหารในพื้นที่
8.2 จัดการประชุม RBC ภายใน 2 สัปดาห์นับจากการประชุม GBC ใน 7 ส.ค.68
8.3 ดำรงช่องทางการติดต่อสื่อสารโดยตรงระดับรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุดของทั้งสองประเทศ

9. งดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือข่าวปลอม

ส่วนที่ 2 กลไกตรวจสอบการหยุดยิง

10. ทั้งสองฝ่ายต้องดำเนินการตามผลหารือเมื่อ 28 ก.ค.2568 ซึ่งรวมถึงการหยุดยิงและการมีคณะผู้สังเกตการณ์จากประเทศสมาชิกอาเซียน นำโดยมาเลเซีย

11. เห็นชอบให้ RBC ในแต่ละพื้นที่ ดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิง โดยมีโดยมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ซึ่งนำโดยมาเลเซียเป็นผู้ร่วมสังเกตการณ์ โดย RBC จะพบกันเป็นประจำ และส่งรายงานให้ GBC ตามสายการบังคับบัญชาของแต่ละฝ่าย

12. ในระหว่างการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนที่มีมาเลเซียเป็นผู้นำ จะใช้กลไกคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ซึ่งประกอบด้วยผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประเทศสมาชิกอาเซียน ประจำประเทศไทย และกัมพูชา ทำหน้าที่แทนเป็นการชั่วคราว

ส่วนที่ 3 การประชุม GBC

13. ให้จัดการประชุม GBC ในหนึ่งเดือนหลัง 7 ส.ค.68 (สถานที่จะตกลงกันภายหลัง) หรือมิเช่นนั้นการประชุม GBC วิสามัญ จะถูกจัดขึ้นเพื่อเจรจาการหยุดยิง

'ประชาธิปัตย์' ร่วมงานฉลอง 60 ปีวันชาติสิงคโปร์ ชื่นชมช่วยผลักดันอาเซียนสู่เศรษฐกิจดิจิตอล

ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)มอบหมายนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์และประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)เป็นตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ร่วมแสดงความยินดีในวาระครบรอบ60ปีวันชาติของสาธารณรัฐสิงคโปร์เมื่อวานนี้ตามคำเชิญของ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสิงคโปร์ประจำประเทศไทย โดยมี ฯพณฯ หว่อง เสี่ยว ผิง แคเทอริน เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ประจำประเทศไทย ให้การต้อนรับ ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ

นอกจากนี้ปี 2568 ยังเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลอง 60 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐสิงคโปร์ ภายใต้สโลแกน “60ปีแห่งการเดินทางร่วมกันของไทยและสิงคโปร์” (Celebrating 60 Years Shared Journey of Thailand and Singapore)

ทั้งนี้ประเทศไทยและสิงคโปร์ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต เมื่อปี พ.ศ. 2508 แต่เมื่อย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์จะพบว่ารากฐานความสัมพันธ์ไทยและสิงคโปร์ เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่สมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ นายตัน กิม เจ็ง ชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีน เป็นกงสุลใหญ่คนแรกของไทยประจำสิงคโปร์เมื่อปี พ.ศ. 2406 และต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2414 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินเยือนสิงคโปร์ พร้อมพระราชทานช้างสำริดให้กับสิงคโปร์ เพื่อเป็นการระลึกถึงการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสิงคโปร์เป็นครั้งแรก และทรงซื้อที่ดิน พร้อมอาคาร Hurricane House โดยที่ดินแปลงดังกล่าวได้สืบทอดมาเป็นที่ตั้งของสถานเอกอัครราชทูตฯ ในปัจจุบันและต่อมาทั้งสองประเทศได้ร่วมมือกันก่อตั้งสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ในปี พ.ศ. 2510 ภายใต้ปฏิญญากรุงเทพ (Bangkok Declaration) ที่พระราชวังสราญรมย์ กรุงเทพฯ

อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์อลงกรณ์กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ก่อตั้งในปี พ.ศ.2489 จึงมีโอกาสร่วมส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมืออันดีในทุกมิติระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐสิงคโปร์โดยเฉพาะความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้า ในปี 2567 สิงคโปร์เป็นคู่ค้าอันดับที่ 4 ของไทยในกลุ่มอาเซียนและอันดับที่ 10 ของไทยในระดับโลก โดยการค้าระหว่างไทย-สิงคโปร์ มีมูลค่า 17,758.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการส่งออก 10,363.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 7,395.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า 2,968.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐและต้องขอแสดงความชื่นชมสิงคโปร์ในฐานะมิตรประเทศที่ช่วยผลักดันการเจรจาความตกลงเศรษฐกิจดิจิตอลของอาเซียนหรือ DEFAให้มีความคืบหน้าและมีมาตรฐานสูงเพื่อการก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิตอลและสิงคโปร์ยังเชิญชวนไทยเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิดิจิทัลหรือ DEPA 

ซึ่งปัจจุบันประกอบด้วยสมาชิก 4 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ ชิลี และ เกาหลีใต้อีกด้วย

‘เสธ.หิ’ โพสต์สะเทือนใจ!! ทหารเขมรแนวหน้ายอมเสียสละชีวิต แต่ผู้นำยังป่าเถื่อนไร้ศักดิ์ศรี จี้ถาม ‘มาลี’ ไม่อายหรือ?? แถลงโกหกทับซากศพ

(7 ส.ค. 68) ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้อำนวยการ พรรครวมไทยสร้างชาติ และประธานที่ปรึกษามูลนิธิพระราหู โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ‘ตายในสนามรบ เป็นเกียรติของทหาร’

การเป็นทหาร ของทุกประเทศ สิ่งที่ปลูกฝังอยู่ในจิตใจของพวกเขา ไม่ใช่ทรัพย์สิน เงินทอง แต่เป็นเกียรติยศที่ได้รับจากการเสียสละเพื่อประเทศชาติ อันเป็นที่รักของพวกเขา เพราะทุกคนที่เป็นทหาร ทราบถึงความรู้สึกเช่นนี้ดี ทหารจึงให้เกียรติซึ่งกันและกัน ถึงแม้จะเป็นฝ่ายตรงข้าม เพราะรู้ดีว่า ถึงที่สุดแล้ว ทหารทุกคนย่อมเสียสละได้แม้แต่ชีวิตของตนเอง

การที่ทหารไทย ส่งมอบศพทหารที่เสียชีวิตของกัมพูชาให้กลับคืนสู่มาตุภูมิของพวกเขา ด้วยความเคารพ ถือเป็นสิ่งที่พึ่งกระทำ ของนักรบผู้มีเกียรติทั้งสองฝ่าย ทหารไทยซึ่งเป็นคู่ต่อสู้ของพวกท่าน ยังให้เกียรติพวกท่านถึงเพียงนี้ น่าเสียดายยิ่งนัก ที่ปัจจุบัน ผู้กล้าหลายท่านกลับถูกทางการของท่านเอง ปล่อยร่างของท่านให้เน่าเปื่อยเป็นทานแร้งกาอย่างไม่เหลียวแล เป็นการกระทำที่ป่าเถื่อนไร้ศักดิ์ศรีอย่างยิ่ง

อยากจะกราบเรียนดวงวิญญาณของท่านทั้งหลายว่า ท่านจงภูมิใจเถิด ที่ท่านได้หน้าที่ทหารของท่านได้สมบูรณ์แล้ว เป็นเกียรติยศอย่างยิ่งที่ท่านได้ตายในสนามรบ แต่น่าเศร้าใจมาก ที่ประเทศของท่านไม่มีทหารแท้เป็นใหญ่แม้แต่คนเดียว จึงได้ทอดทิ้งพวกท่านเช่นนี้ อยากจะส่งคำถามข้ามประเทศโดยเฉพาะ พล.ท.หญิงมาลี และผู้บังคับบัญชาของท่านทั้งหลาย ว่าไม่อายหรือ ที่สวมใส่เครื่องแบบทหารอันทรงเกียรติ เชิดหน้าชูตาแถลงข่าวโกหก อยู่บนซากศพของพวกเดียวกัน ผมอายแทน

กลับมาแล้ว!  เขี้ยวเล็บกองทัพเรือ เรือดำน้ำจำลองหน้า กองเรือยุทธการสัตหีบ หลัง ครม.ไฟเขียวเดินหน้าโครงการ S26T ต่อ

(7 ส.ค. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณหน้าประตูทางเข้ากองบัญชาการกองเรือยุทธการ ริมถนนสุขุมวิท อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตั้ง “เรือดำน้ำจำลอง” ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของยุทโธปกรณ์ทางเรือ กลับมาจัดแสดงอีกครั้ง หลังถูกรื้อถอนไปเมื่อประมาณ 1 ปีที่แล้ว เพื่อปรับปรุงพื้นที่ นำเรือตรวจการณ์ ต.99 มาตั้งแสดง

การนำกลับมาติดตั้งในครั้งนี้ มีขึ้นภายหลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 มีมติเห็นชอบให้แก้ไขสัญญาโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ Yuan Class รุ่น S26T ซึ่งเป็นความร่วมมือในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) ระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยอนุมัติให้เปลี่ยนเครื่องยนต์จากรุ่น MTU396 ของเยอรมนี เป็นเครื่องยนต์ CHD620 ของจีน พร้อมขยายระยะเวลาการต่อเรือออกไปอีก 1,217 วัน

โครงการดังกล่าวเริ่มขึ้นเมื่อปี 2560 โดยกองทัพเรือไทยได้ลงนามในสัญญากับบริษัท CSOC ของจีน วงเงินรวม 7,700 ล้านบาท ปัจจุบันดำเนินการไปแล้ว 64% จ่ายเงินไปแล้ว 10 งวด จากทั้งหมด 18 งวด ยังคงเหลืออีก 8 งวด คิดเป็นวงเงินคงค้างประมาณ 5,500 ล้านบาท โครงการต้องหยุดชะงักตั้งแต่ปี 2564 เนื่องจากจีนไม่สามารถจัดหาเครื่องยนต์ตามที่ระบุไว้ในสัญญาเดิมได้

นอกจากเรือดำน้ำจำลองแล้ว บริเวณโดยรอบหน้าหน่วยยังมีการจัดแสดงยุทโธปกรณ์ที่สำคัญของกองทัพเรือ เช่น เครื่องบินขึ้นลงทางดิ่ง แฮริเออร์ AV-8S ที่เคยประจำการบนเรือหลวงจักรีนฤเบศร และปลดประจำการไปเมื่อกว่าสิบปีก่อน รวมถึงเรือตรวจการณ์ ต.99 ซึ่งได้รับพระราชทานพระราชดำริและพระบรมราชวินิจฉัยจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อใช้ในภารกิจลาดตระเวนปกป้องอธิปไตยทางทะเล โดยประจำการมายาวนานถึง 34 ปี ก่อนปลดระวางเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2565

การนำเรือดำน้ำจำลองกลับมาตั้งโชว์ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการปรับภูมิทัศน์ของกองเรือยุทธการเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความคืบหน้าและความหวังของกองทัพเรือไทย ที่จะมีเรือดำน้ำลำแรกประจำการในอนาคตอันใกล้ เพื่อเสริมขีดความสามารถในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ทบ. รับมอบอุปกรณ์ตรวจจับโดรน 30 ชุด และของใช้จำเป็น จากมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน สนับสนุนทหารชายแดนไทย

(7 ส.ค. 68) เมื่อเวลา 09.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ท. บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นตัวแทนกองทัพบก รับมอบอุปกรณ์ตรวจจับอากาศยานไร้คนขับแบบพกพา จำนวน 30 ชุด พร้อมสิ่งของจำเป็นสำหรับทหารชายแดน จากมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน รวมมูลค่ากว่า 9.4 ล้านบาท

สำหรับสิ่งของที่มอบให้ เช่น เสื้อยืด 10,000 ตัว, กางเกงใน 15,000 ตัว, ถุงเท้าดำ 20,000 คู่ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของทหารตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์, ทนายนิติธร ล้ำเหลือ, นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายสมชาย แสวงการ เป็นผู้แทนในการส่งมอบ

นอกจากนี้ ยังมีภาคเอกชนร่วมบริจาคผ่านมูลนิธิ อาทิ วิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก ม.รังสิต มอบชุดยาจำเป็น, บ.วีนายเคเบิ้ล บริจาคสายไฟฟ้า และ บ.เอช.ดี.แอพพาเรล บริจาคของใช้จำเป็น เช่น ยากันยุง ยาทาแก้ปวด และพลาสเตอร์ เป็นต้น

แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนว่า อุปกรณ์เหล่านี้มีความสำคัญต่อภารกิจลาดตระเวนและการป้องกันชายแดนในสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมย้ำว่าทหารจะปกป้องแผ่นดินไทยอย่างเต็มกำลัง

แม่ทัพภาคที่ 2 เมินคำขอ ‘ฮุน เซน’ อย่าใช้ ‘กริพเพน’ และ ‘F-16’ โจมตีกัมพูชา

(7 ส.ค. 68) พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ปฏิเสธข่าวลือเรื่องไทยมีแผนลอบสังหารผู้นำกัมพูชา พร้อมตอบกลับกรณีที่สมเด็จฮุน เซน เรียกร้องไม่ให้ไทยใช้เครื่องบินรบ กริพเพน (Gripen) และ F-16 ว่า เป็นสิทธิของไทย ไม่เกี่ยวกับกัมพูชา ยืนยันชัดเจนว่า “ไทยไม่ลอบสังหารอยู่แล้ว”

ส่วนกรณีการจับกุมสายลับกองกำลัง BHQ ที่ลักลอบเข้ามาสอดแนมในจังหวัดบุรีรัมย์ พลโท บุญสินระบุว่า อยู่ระหว่างการสอบสวนของตำรวจ และได้แจ้งเตือนผู้ว่าราชการจังหวัดให้เฝ้าระวังร่วมกับ กอ.รมน.จังหวัดแล้ว เพื่อป้องกันสถานการณ์ลุกลาม

สำหรับเหตุการณ์ที่ทหารกัมพูชาเข้ามาตัดลวดหนามที่ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า ฝ่ายกัมพูชาทำคอนเทนต์ในพื้นที่ แต่เมื่อถูกแจ้งให้ออกก็ยอมปฏิบัติตาม จากนั้นฝ่ายไทยจึงวางรั้วใหม่ทันที พร้อมกำชับว่า ห้ามขึ้นมาทำกิจกรรมลักษณะนี้อีกโดยเด็ดขาด แม้ครั้งนี้จะไม่มีอาวุธติดตัวมา

ด้านปัญหาทุ่นระเบิดในพื้นที่ เช่น บริเวณปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ ขณะนี้ไทยอยู่ระหว่างประสานกับกัมพูชาเพื่อเก็บกู้ ส่วนศพทหารกัมพูชาได้รับแจ้งแล้วว่าจะมีการจัดเก็บโดยฝ่ายเขมรเอง และยืนยันว่า ทหารไทยยังไม่มีผู้ป่วยหรือโรคระบาดจากแนวหน้า เนื่องจากมีทีมแพทย์สนามดูแลใกล้ชิด

ตัดวงจรอาชญากร 'ส่งด่วน' ตำรวจภูธรภาค 2 จับยกแก๊ง ซิวหัวโจกคนจีน ส่งพัสดุสินค้าออนไลน์ หลอกให้จ่ายเก็บเงินปลายทาง กว่า 120,000 ครั้ง ชาวบ้านเป็นเหยื่อเพียบ เตือนประชาชนไม่สั่ง อย่ารับ อย่าจ่าย

(7 ส.ค. 68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 พร้อมด้วย พล.ต.ท.อิทธิพร โพธิ์ทอง ผทค.พิเศษ ตร.รรท.รอง ผบช.ภ.2, พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 2 พล.ต.ต.ภูมินทร์ สิงหสุต ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดระยอง แถลง ตำรวจสืบภาค 2 ร่วมกับ ตำรวจ สภ.เมืองระยอง ร่วมทลายเครือข่ายคนจีนทำผิดกฎหมาย ตั้งแก๊งอาชญากร 'ส่งด่วน' ยัดเยียดให้ซื้อสินค้า โดยส่งพัสดุสินค้าออนไลน์ถึงบ้านทั้งที่ไม่มีการสั่งซื้อจริง แล้วหลอกเก็บเงินปลายทาง โดยสินค้าส่วนใหญ่ไร้คุณภาพ เหยื่อบางรายได้รับของที่ใช้แล้ว ตรวจสอบพบว่า ในช่วงเวลา 4 เดือน มกราคม – เมษายน 2568 แก๊งนี้ส่งสินค้าออนไลน์หลอกเก็บเงินปลายทางไปทั่วประเทศแล้วกว่า 120,000 ครั้ง หากส่งสำเร็จทั้งหมดจะมีมูลค่าความเสียหายรวม กว่า 43 ล้านบาท ทั้งนี้ขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการ 7 คน จับกุมได้แล้ว 6 คน เป็นชาวจีน 2 คน เป็นเจ้าของ ผู้สั่งการ รับผลประโยชน์ และคนไทยร่วมทำผิดอีก 4 คน 

ผบช.ภ.2 กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นการสืบสวนสอบสวนขยายผลจากการตรวจค้นโกดังแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จว.ระยอง เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2568  ตำรวจสืบภาค 2 ร่วมกับ สภ.เมืองระยอง และฝ่ายปกครองจังหวัดระยอง ได้เข้าตรวจค้นโกดังพบของกลางสำคัญจำนวนมาก อาทิ รถบรรทุก เครื่องแพ็กสินค้า กระสอบพัสดุตีกลับ กระสอบพัสดุรอจัดส่ง สติ๊กเกอร์ LABEL ของบริษัทขนส่งรายใหญ่ ระบุชื่อผู้ส่ง – ผู้รับ พร้อมได้จับกุมแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายซึ่งได้ลักลอบทำงานอยู่ในสถานที่ดังกล่าวจำนวน 3 ราย จากนั้นตำรวจภูธรภาค 2 ขยายผลต่อพบว่า โกดังแห่งนี้เป็นศูนย์กลางกระจายสินค้า ของแก๊งอาชญากรส่งพัสดุสินค้า เช่น รองเท้า, ยาสีฟัน, เสื้อผ้า ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าไม่ได้คุณภาพ ส่งไปยังประชาชนทั่วประเทศ ทั้งที่ไม่มีการสั่งซื้อจริง โดยแอบอ้างชื่อผู้รับจากฐานข้อมูลลูกค้าเดิม และใช้บริการจัดส่งแบบเก็บเงินปลายทาง หรือ Cash On Deliverly (COD) สร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน ใช้เล่ห์กลโดยส่งสินค้าราคาไม่สูงอยู่ในหลักร้อยทำให้เหยื่อหลงเชื่อและชำระเงินค่าพัสดุโดยง่าย รวมความเสียหายตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 19 เมษายน 2568 ส่งของสำเร็จมีเหยื่อยอมจ่ายเงิน รวม 12,740 ครั้ง มูลค่าความเสียหายหลายล้านบาท จากความพยายามในการส่งของไปยังประชาชนทั่วประเทศกว่า 120,000 ครั้ง 

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวว่า จากการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องรวม 7 ราย ได้แก่
1.นายหยัง สัญชาติจีน ทำหน้าที่  ผู้สั่งการ, ผู้รับผลประโยชน์ 
2.นายหวัง สัญชาติจีน เป็นผู้รับผลประโยชน์
3.นางหยาง สัญชาติจีน เป็นผู้รับผลประโยชน์ 
4.นางสาวกรรณิกาฯ สัญชาติไทย ทำหน้าที่เปิดสัญญาขนส่งสินค้า VIP 
5.นางสาวอภิรญาฯ สัญชาติไทย ทำหน้าที่เปิดสัญญาขนส่งสินค้า VIP
6.นางสาววณิกรณ์ฯ สัญชาติไทย ทำหน้าที่ควบคุมการแพ็กสินค้า 
7.นางเนตรนภาฯ สัญชาติไทย ทำหน้าที่ ล่ามแปลภาษาถ่ายทอดคำสั่งของนายหยัง

ตำรวจภูธรภาค 2 ติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 6 ราย ทั้งผู้สั่งการ ผู้รับผลประโยชน์ และผู้ร่วมขบวนการ ดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ส่วน นางหยาง ขณะนี้อยู่ระหว่างการออก หมายแดง หรือ Red Notice โดยจะประสานกับหน่วยงานระหว่างประเทศเพื่อติดตามตัวมาดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

ผบช.ภ.2 กล่าวย้ำว่า ปัจจุบันมิจฉาชีพเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้ช่องโหว่ของระบบ 'เก็บเงินปลายทาง' ทำให้ประชาชนจำนวนมากหลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อ ดังนั้นขอย้ำเตือนให้ประชาชนตรวจสอบทุกครั้งก่อนรับพัสดุ โดยเฉพาะหากไม่ได้สั่งซื้อของจากที่ใด อย่ารับ อย่าจ่ายเด็ดขาด และอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนร้ายไม่เกรงกลัว เพราะมูลค่าความเสียหายของเหยื่อแต่ละรายเพียงหลักร้อย ทำให้เหยื่อไม่อยากแจ้งความ อาชญากรเหล่านี้ได้ใจ ก่อเหตุซ้ำ ๆ ดังนั้นขอประชาสัมพันธ์พี่น้องประชาชนหากเกิดเหตุเช่นนี้ พบสิ่งผิดปกติสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจทุกแห่ง หรือโทร 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘ปฐม อินทโรดม’ โพสต์สื่อโลกเริ่มเห็นชัด ‘กัมพูชา’ เล่นละครสวมบทเหยื่อ ชี้มี ‘IO-แก๊งคอลเซ็นเตอร์’ เป็นแสน!! ก็ไม่ช่วยความจริงโจมตีไทยก่อน

(7 ส.ค. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์เฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ระบุว่า ย้ำอีกครั้ง แม้กัมพูชาจะ “ออกตัวแรง” ในสงครามข้อมูลด้วยข่าวปลอมและโฆษณาชวนเชื่อสารพัด แต่ในที่สุดวันนี้โลกก็เริ่มมองเห็นความจริงชัดเจนขึ้น

ทั้ง Reuters, CNN, CNA, The Diplomat และสื่อระดับโลกอีกหลายแห่ง ล้วนรายงานตรงกันว่าไทยคือฝ่ายที่ถูกโจมตีก่อน และกัมพูชากำลังแพ้ในสงครามข้อมูล (Information War)

บทความจาก The Diplomat ชี้ชัดว่า…
- กัมพูชาขาดสื่ออิสระ ทำให้ไม่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือบนเวทีโลกได้
- ขณะที่ไทยสื่อสารได้มีระบบกว่า และควบคุม narrative ในระดับนานาชาติได้ดีกว่า
- กัมพูชาพยายามสร้างภาพว่า “ถูกกระทำ” แต่ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานกลับชี้ไปในทางตรงกันข้าม

สรุปง่าย ๆ: ถึงจะมี IO เป็นแสน ๆ จากแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ก็ไม่ช่วย ถ้าความจริงไม่อยู่ฝั่งคุณ

สงครามนี้ “AI” อาจสร้างภาพได้ แต่ “ความจริง” คือสิ่งที่โลกเฝ้ามองอยู่เสมอ

ศปป.3 เดินหน้าเสริมเกราะความมั่นคง! ผุดเครือข่ายแจ้งเตือนภัยก่อการร้ายชายแดนไทย-กัมพูชา”

เมื่อวันที่ (6 ส.ค. 68) พล.ท.ชนินทร์ สิงหนาทนิติรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 3 (ศปป.3) กอ.รมน. เป็นประธานเปิดโครงการพัฒนาเครือข่ายเฝ้าระวังและแจ้งเตือนการก่อการร้าย ณ โรงแรมไอยราแกรนด์ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5–7 สิงหาคม 2568

การอบรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 80 คน ประกอบด้วยสมาชิกอาสาพัฒนาชุมชน อสม. ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการเฝ้าระวัง วิเคราะห์ และแจ้งเตือนภัยการก่อการร้ายได้อย่างทันท่วงที

เนื้อหาฝึกอบรมเน้นด้านความมั่นคง การจดจำใบหน้าบุคคลต้องสงสัย และการสื่อสารข้อมูลกับเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อสร้างระบบแจ้งเตือนภัยที่รวดเร็ว แม่นยำ และมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่าง ๆ บริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การสร้างเครือข่ายภาคประชาชนที่เข้มแข็งจึงเป็นมาตรการเชิงรุกในการป้องกันเหตุรุนแรงและอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างจังหวัดชลบุรี

“การมีเครือข่ายภาคประชาชนที่เข้มแข็ง คือด่านหน้าในการเฝ้าระวังประเทศ” พล.ท.ชนินทร์ กล่าวทิ้งท้าย

‘สถานทูตเกาหลีใต้’ โต้สื่อ ‘กัมพูชา’ ปัดขายอาวุธให้ไทย ลอบสังหาร ‘ฮุน เซน-ฮุน มาเนต’ ด้วยเครื่องบิน AT-6 TH ไม่เป็นความจริง

(7 ส.ค. 68) สถานเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ในกัมพูชาออกแถลงการณ์ปฏิเสธรายงานข่าวจากสื่อกัมพูชาที่กล่าวหาว่า ไทยเตรียมใช้เครื่องบินโจมตีเบา AT-6 TH และขีปนาวุธนำวิถีด้วย GPS ซึ่งเกาหลีใต้ขายให้ เพื่อโจมตีบ้านพักของฮุน เซน และฮุน มาเนต โดยระบุชัดว่า "ไม่เป็นความจริง"

ก่อนหน้านี้ (5 ส.ค.) สื่อเขมรหลายสำนักรายงานว่า ไทยมีแผนลอบสังหารผู้นำกัมพูชาโดยใช้อาวุธจากเกาหลีใต้ บินขึ้นจากจังหวัดตราดไปยังเป้าหมายในพนมเปญ สร้างความตื่นตระหนกในโลกออนไลน์ จนสถานทูตเกาหลีใต้ต้องออกมายืนยันจุดยืน

ทางการเกาหลียังเน้นย้ำว่า รัฐบาลโซลยินดีต่อข้อตกลงหยุดยิงไทย-กัมพูชา และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพข้อตกลงอย่างจริงใจ พร้อมย้ำว่าเกาหลีใต้สนับสนุนสันติวิธีในการแก้ปัญหา ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการขายอาวุธเพื่อนำไปใช้ในความขัดแย้งระหว่างประเทศใดทั้งสิ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top