Monday, 8 June 2026
NEWS FEED

ผบ.ตร. สั่งการผู้บัญชาการศึกษาดูแลการสอบคัดเลือกเป็นข้าราชการตำรวจ คุมเข้มทุกหน่วยสอบโปร่งใส ไร้ทุจริต

(10 ส.ค. 68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) สั่งการไปยัง พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ให้ดูแลตรวจสอบการสอบคัดเลือกบุคคลภายนอก เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ ประจำปี พ.ศ. 2568 ที่จัดขึ้นในวันนี้ เวลา 13.30 น. ให้คุมเข้มทุกหน่วยสอบทั่วประเทศไม่ให้มีการทุจริตเกิดขึ้นโดยเด็ดขาด เน้นย้ำต้องเป็นการสอบคัดเลือกที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ทุกขั้นตอน หากพบการทุจริตให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาดทุกราย

พล.ต.ท.นิธิธรฯ ขานรับนโยบาย ผบ.ตร. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและกำกับดูแลการเตรียมความพร้อมการสอบคัดเลือก ฯ ณ ศูนย์สอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จังหวัดปทุมธานี พร้อมประชุมมอบนโยบาย ข้อห่วงใย และกำชับการปฏิบัติแก่ทุกหน่วยสอบ มติดตามสถานการณ์การสอบผ่านระบบ Zoom Meeting จากกองอำนวยการร่วมฯ ณ ศูนย์สอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ย้ำมาตรการเข้มป้องกันการทุจริตทุกขั้นตอน เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้เข้าสอบและสังคม และได้กำชับไปยังทุกหน่วยสอบให้จัดจุดปฐมพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อดูแลอย่างทันท่วงทีกรณีฉุกเฉิน เนื่องจากแต่ละหน่วยสอบมีผู้เข้าร่วมสอบจำนวนมาก โดยการสอบครั้งนี้จัดโดยกองบัญชาการศึกษา (บช.ศ.) ครอบคลุมหน่วยสอบ บช.ศ., ตำรวจภูธรภาค 1-9 และสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (สพฐ.ตร.) รวมทั้งสิ้น 11 หน่วยสอบ เพื่อคัดเลือกบุคคลภายนอกผู้มีวุฒิปริญญาตรี หรือวุฒิประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลาย/ประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือเทียบเท่า เข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ ทั้งในชั้นสัญญาบัตรและชั้นประทวน รวมจำนวน 155 อัตรา โดยมีผู้สนใจสมัครสอบในครั้งนี้รวมทั้งสิ้น 65,203 คน

พล.ต.ท.นิธิธรฯ กล่าวว่า ผบ.ตร. ได้กำชับเข้มงวดให้ บช.ศ.กำกับดูแลการจัดการสอบคัดเลือกในทุกหน่วยสอบต้องโปร่งใส ยุติธรรม และตรวจสอบได้ เพื่อคัดเลือกบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และคุณธรรม เข้าสู่การเป็นตำรวจมืออาชีพ ซึ่ง บช.ศ.รับนโยบายมาขับเคลื่อนอย่างเคร่งครัด จะไม่ยอมให้มีการทุจริตหรือการเอื้อประโยชน์ใด ๆ เกิดขึ้นโดยเด็ดขาด โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังคงยืนยันมาตรการเข้มข้นในการคัดเลือกบุคลากร พร้อมพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการสอบแข่งขันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ข้าราชการตำรวจที่มีคุณภาพ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และอุทิศตนเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง
 

‘คุณปลื้ม’ ยก!! ‘เสธ.เม่น’ เปล่งเสียงได้มีพลัง ยิ่งกว่านักร้องโอเปร่า ภาษาอังกฤษเพราะ ภาษาไทยไพเราะ มาดนิ่ง สมเป็นชายชาติทหาร

(10 ส.ค. 68) หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล หรือ ‘คุณปลื้ม’ ได้โพสต์คลิปเกี่ยวกับ ‘เสธ.เม่น’ พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษก ศบ.ทก. เผย!! มีความรอบรู้ เก่งเรื่องความมั่นคงสามารถใช้ภาษาไทย และอังกฤษได้อย่างแตกฉาน โดยในคลิปนั้น มีใจความว่า ...

ผมเป็นคนที่ไม่ได้สนใจประทับใจ คนที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ เพราะว่าคนที่เรียนจบต่างประเทศ การใช้ภาษาอังกฤษนั้น มันก็เหมือนกับคนไทยที่ใช้ภาษาไทยได้ แต่ว่า เสธ.เม่น เขามีบางอย่างที่พิเศษมาก เขาเป็นคนที่มีพลังในเสียง

สมัยที่ผมฝึกทหาร ทหารเขาสอนให้ผมเปล่งเสียงให้มีพลัง เพื่อให้คนมาเข้าแถวกัน มันทำให้ผมมีพลังเสียง ซึ่งก็ยังมีมาถึงทุกวันนี้

ผมได้ฟัง เสธ.เม่น พูด เขาเป็นคนที่พูดทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้ดีทั้งคู่ ซึ่งหาได้ยากมาก คนที่พูดได้ในระดับนี้ ก็อย่างเช่น อดีตนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปัญญารชุน ซึ่งนับได้แค่ไม่กี่คนเท่านั้น ซึ่งท่านเหล่านี้ใช้ภาษาอังกฤษได้เก่งมาก แล้วก็ใช้ภาษาไทยได้เก่งด้วย

เสธ.เม่น นั้น เปล่งเสียงออกมาได้ดียิ่งกว่า พี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ เสียอีก เขาไม่ได้เป็นเพียงล่ามที่เก่ง เพราะล่ามที่เก่งนั้นก็มีเยอะ แต่เขาเป็นล่ามที่เก่ง เป็นล่าม เป็นทหารและก็เป็นนายพลด้วย ซึ่งหาได้ยากมาก เขาเปล่งเสียงได้มีพลังยิ่งกว่านักร้อง เปล่งเสียงได้เหมือนโอเปร่า เขาสุดยอดมาก

ภาษาอังกฤษเพราะ ภาษาไทยไพเราะ บุคลิกมาดนิ่ง สมเป็นชายชาติทหาร!!

21 อาจารย์ นิติฯ จุฬาฯ ร่วมลงชื่อ อนุญาตนิสิต ไม่ต้องแต่งเครื่องแบบมาเรียน ชี้ไม่กระทบการเรียน

(10 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก คณะจุฬาฯ ได้เผยแพร่บันทึกข้อความของคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ที่อนุญาตให้นิสิตระดับปริญญาตรีเลือกแต่งกายด้วยชุดเครื่องแบบปกติ หรือชุดสุภาพเข้าเรียนในทุกรายวิชา และทุกชั่วโมงที่คณาจารย์ผู้ลงนามในบันทึกข้อความเป็นอาจารย์ผู้สอน

โดยระบุว่า คณาจารย์ผู้ร่วมลงนามในบันทึกข้อความ เห็นร่วมกันว่า นิสิตควรมีเสรีภาพในการแต่งกาย อันเป็นเสรีภาพที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ประกอบกับการไม่แต่งกายชุดเครื่องแบบปกติไม่ได้เป็นอุปสรรคกีดขวาง หรือ กระทบต่อประสิทธิภาพในการเรียนการสอนแต่อย่างใด

จึงสมควรอนุญาตให้นิสิต สามารถเลือกแต่งกายด้วยชุดเครื่องแบบปกติ หรือแต่งกายด้วยชุดสุภาพ ในการเข้าห้องเรียนในทุกรายวิชาและทุกชั่วโมง ที่คณาจารย์ผู้ลงนามในบันทึกเป็นผู้สอน

อย่างไรก็ตาม บันทึกข้อความดังกล่าว ได้มีคณาจารย์ร่วมเข้าชื่อหลายปีต่อเนื่องกัน โดยจะมีรายนามอาจารย์เพิ่มขึ้น เรื่อยมา สำหรับปีนี้ มีเหล่าคณาจารย์ลงนามทั้งหมด 21 คน

‘กัมพูชา’ เจ็บจากทุ่นระเบิด แต่ละเมิดออตตาวา รับเงินมาทำลาย!! แต่แอบใช้กับ ‘ประเทศไทย’

(9 ส.ค. 68) เฟซบุ๊กเพจ 'กองทัพบก ทันกระแส' โพสต์ข้อความระบุว่า …

กัมพูชาโกงเงินนานาชาติ! เคยเจ็บจากทุ่นระเบิด แต่ละเมิดออตตาวา รับเงินมาทำลาย แต่แอบใช้กับไทย

กัมพูชาถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดรุนแรงที่สุดในโลก ผลพวงจากยุคเขมรแดง และสงครามกลางเมืองตลอดทศวรรษ 1970–1990 ทำให้ทั่วประเทศเต็มไปด้วยทุ่นระเบิด โดยเฉพาะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งเคยเป็นสมรภูมิสำคัญ

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ กัมพูชาได้เข้าร่วม อนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention) เมื่อปี พ.ศ. 2542 ซึ่งมีข้อห้ามในการผลิต ใช้ เก็บรักษา และส่งออกทุ่นระเบิดสังหารบุคคล พร้อมพันธกรณีที่จะต้องกำจัดทุ่นระเบิดในดินแดนของตน และช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กัมพูชาได้รับเงินสนับสนุนจากนานาชาติอย่างต่อเนื่อง เช่น สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และองค์การสหประชาชาติ ผ่านโครงการกำจัดทุ่นระเบิดและช่วยเหลือเหยื่อ อาทิ การสนับสนุนให้ CMAC (Cambodian Mine Action Centre) โดยมี นายเฮง รัตนา เป็นผู้อำนวยการ และโครงการ 'Clearing for Results' ของ UNDP เงินทุนเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยง เพิ่มความปลอดภัย และฟื้นฟูพื้นที่ทำกินของประชาชน

จากข้อความดังกล่าวกัมพูชาดูเป็นประเทศที่น่าสงสารใช่ไหมครับแต่ไม่เลย

จากสถานการณ์ชายแดน ไทย-กัมพูชา ล่าสุดกัมพูชายังคงมีการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 เป็นผลทำให้กำลังพลไทยบาดเจ็บสาหัส สูญเสียอวัยวะถึง 3 นาย (ก่อนการปะทะ 2 นาย หลังการปะทะ 1 นาย)

แม้นายเฮง รัตนา ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดกัมพูชา (CMAC) จะออกมาปฏิเสธเสมอว่ากัมพูชาไม่ได้มีการใช้ทุ่นระเบิด ที่พบเจอนั่นคือของไทยเพราะอยู่ในเขตประเทศไทย แต่คำปฏิเสธนี้ดันขัดกับ พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ที่ออกมาบอกว่า ทุ่นระเบิดนั้นเป็นของเก่าและฝังอยู่ในเขตกัมพูชา แต่ภาพล่าสุดเมื่อ 31 ก.ค. 68 ที่สื่อกัมพูชาได้ถ่ายลง ณ ปราสาทตาควายนั้นเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้อย่างดีเลยว่า กัมพูชายังคงใช้ทุ่นระเบิดอยู่

แม้การประชุม GBC เพื่อคลี่คลายสถานการณ์การปะทะจะสิ้นสุดไปแล้ว แต่หนึ่งในข้อที่ไทยเรียกร้อง นั่นคือขอให้กัมพูชาจัดการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งกัมพูชาเองไม่ตอบรับ อาจจะเป็นเพราะกัมพูชาพยายามโกหกในนานาชาติว่าตนเองไม่ได้ใช้ทุ่นระเบิด

สุดท้ายนี้กัมพูชายังคงโกหกต่อนานาชาติเรื่อยๆว่าตนเองไม่ได้ใช้ทุ่นระเบิด และยังคงรับเงินจากนานาชาติเพื่อเก็บกู้ เป็นสิ่งที่บอกนานาชาติได้อย่างดีเลยว่า กัมพูชายังคงโกงเงินทุกประเทศ ทุกๆช่องทางที่มีโอกาส สมกับเป็นประเทศ Scambodia

ทุ่นระเบิดแม้อาจจะได้เปรียบในสนามรบระยะสั้น แต่ส่งผลต่อประชาชนในระยะยาว

‘โฆษกกองทัพบก’ ซัด!! เขมร วางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ในการรบ ชี้!! เป็นอุปสรรค มาตรการหยุดยิง การแก้ไขปัญหาแบบสันติวิธี

(9 ส.ค. 68) พลตรีวินธัย  สุวารี  โฆษกกองทัพบก ระบุว่า กรณีกำลังพลของ กองร้อยทหารราบที่ 111 เหยียบกับระเบิด ขณะทำการลาดตระเวนเส้นทาง เพื่อเสริมความมั่นคงในพื้นที่รอยต่อบ้านโดนเอาว์–บ้านกฤษณา จังหวัดศรีสะเกษ ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บ 3 นาย  

โดย ผู้บาดเจ็บทั้งหมดได้รับการปฐมพยาบาลในพื้นที่ และนำส่งโรงพยาบาลทหารภาคสนามทันที 

โดยได้ส่งต่อ จ่าสิบเอก ธานี พาหา ที่เหยียบกับระเบิดข้อเท้าขาด  ไปยังโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน

“จากเหตุการณ์นี้ อาจ ทำให้สังคม ภายในประเทศและในสังคมโลก ทั่วไปเข้าใจได้ว่า การใช้อาวุธต่อกันยังคงมีอยู่  เป็นลักษณะของการพยายามที่จะใช้อาวุธต่อกันในแบบซ่อนรูป

สิ่งนี้อาจนับเป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการดำเนินการในมาตรการหยุดยิงและการแก้ไขปัญหาในแบบสันติวิธี 

รวมถึงแสดงถึงว่าที่ผ่านมา กัมพูชาเป็นฝ่ายริเริ่มในการใช้อาวุธก่อนมาตลอด ด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์

เทศบาลตำบลหนองบัว อุดรธานี รวมพลังแนวหลัง ให้กำลังใจ!! รักทหาร รักเธอประเทศไทย

(9 ส.ค. 68) เทศบาลตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โดยการนำของนายชัยวิทย์ กาญจน์วิเศษศรี นายกเทศมนตรีตำบลหนองบัว พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ผู้นำท้องที่ พนักงาน ลูกจ้าง และประชาชนชาวเทศบาลตำบลหนองบัว ได้จัดกิจกรรม ‘รักประเทศไทย’ ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งกำลังใจให้กับพี่น้องทหารแนวหน้า และเพื่อปลุกจิตสำนึกให้ประชาชนรักและหวงแหนประเทศชาติ

กิจกรรมเริ่มต้นด้วยการสวมเสื้อ ‘รักประเทศไทย’ ซึ่งเป็นเสื้อที่มีสัญลักษณ์ของประเทศและข้อความที่แสดงถึงความรักชาติ จากนั้นผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รวมแถวเพื่อเคารพธงชาติ และเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสา ร้องเพลงชาติไทยเสียงดังกระหึ่ม เทศบาลสะเทือน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคีและความเคารพของคนไทยต่อประเทศชาติ

หลังจากนั้น ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เดินรณรงค์ไปตามถนนในชุมชน โดยมีการเดินแถวและเขียนอักษรเป็นรูปหัวใจภายใต้ป้ายรูปธงไตรรงค์ โดยใช้ข้อความ “ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด” เพื่อแสดงความรักชาติและความสามัคคีของคนในชุมชน

นายชัยวิทย์ กาญจน์วิเศษศรี กล่าวว่า กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อแสดงความรักชาติและความสามัคคีของคนในชุมชน คนไทยที่อยู่แนวหลังส่งกำลังใจให้กับพี่น้องทหารแนวหน้า ที่ได้เสียสละเพื่อปกป้องประเทศชาติ รักทหาร รักเธอประเทศไทย

‘อาจารย์อุ๋ย’ ฟันธง!! GBC จบสิ้น หลัง ‘ทหารไทย’ เหยียบ ‘กับระเบิด’ ไทยรุกคืบได้ทันที ชี้!! เราไม่ควรสูญเสีย เพราะเขาทำละเมิดกฎหมาย

(9 ส.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า “จากกรณีล่าสุดที่ทหารไทยเหยียบกับระเบิดของเขมรจนบาดเจ็บและขาขาด แม้จะมีการลงนามทั้งสองฝ่ายในข้อตกลง GBC แล้ว

ซึ่งข้อ 1 ระบุอย่างชัดเจนว่า ทั้งสองฝ่ายต้องยุติการใช้อาวุธทุกประเภท การโจมตีต่อพลเรือน เป้าหมายพลเรือน และเป้าหมายทางทหาร ในทุกพื้นที่และทุกกรณี ซึ่งการใช้กับระเบิดไม่ว่าจะวางไว้ก่อนหรือหลังการลงนาม ก็ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงแล้ว 

ดังนั้น ไทยจึงมีสิทธิ ยกเลิกข้อตกลงทั้งหมดได้โดยฝ่ายเดียว ตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา 1969 (VCLT) มาตรา 60 เพราะถือเป็นการละเมิดอย่างมีสาระสำคัญของข้อตกลง 

นอกจากนี้ ไทยยังสามารถรุกคืบเข้าไปในดินแดนเขมร เพื่อป้องกันและหยุดยั้งการวางกับระเบิดของเขมรเพิ่มเติมได้อีก บริเวณพื้นที่พิพาท ซึ่งถือเป็นการป้องกันตัวและตอบโต้อย่างได้สัดส่วนตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ เพราะนี่ถือเป็นการโจมตีด้วยกับระเบิดของกัมพูชาเป็นครั้งที่ 4 แล้ว ทหารไทยไม่ควรจะสูญเสียจากการกระทำที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศของกัมพูชาอีก 

ด้วยความปรารถนาดี

‘เอกนัฏ’ ดัน!! ‘แผงโซลาร์เซลล์ – ที่ชาร์จรถ EV’ เป็นสินค้าควบคุมมาตรฐาน เพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ใช้

(9 ส.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากกรณีไฟไหม้แผงโซลาร์เซลล์อยู่บ่อยครั้ง และนำมาซึ่งไฟไหม้บ้านเรือนของประชาชน สร้างความเสียหายทั้งร่างกายและจิตใจ ตลอดจนทรัพย์สิน ของประชาชนเป็นจำนวนมาก กระทรวงอุตสาหกรรม จึงมอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ควบคุมแผงโซลาร์เซลล์ทั้งที่ผลิตในประเทศ และนำเข้ามาจำหน่ายต้องได้มาตรฐาน เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งการประชุมบอร์ด สมอ. เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบให้ “แผงโซลาร์เซลล์ หรือ แผงเซลล์แสงอาทิตย์” เป็นสินค้าควบคุมต้องได้มาตรฐาน จากเดิมที่ประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไป ซึ่งมีผู้ผลิตภายในประเทศได้รับใบอนุญาตจาก สมอ. แล้ว จำนวน 8 ราย

“ปัจจุบันแผงโซลาร์เซลล์เป็นสินค้าที่ประชาชนนิยมใช้ในการกักเก็บพลังงานทดแทน สามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านจำหน่ายในท้องตลาด และผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งไม่มีการตรวจสอบระบบการควบคุมคุณภาพ และตรวจสอบผลิตภัณฑ์   ว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดหรือไม่ ดังนั้น การที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดให้เป็นสินค้าควบคุม ก็จะสามารถกำกับดูแลสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันสินค้าที่ สมอ. ควบคุมมีจำนวน 147 รายการ ครอบคลุมสินค้ากว่า 300 ผลิตภัณฑ์ ที่ผู้ผลิตและผู้นำเข้าจะต้องขออนุญาตจาก สมอ. ก่อน หากฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีเป็นผู้รับใบอนุญาตนำเข้า แต่นำสินค้าไม่ได้มาตรฐานเข้ามา ในราชอาณาจักร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ” นายเอกนัฏ กล่าว

ด้าน นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรฐานแผงโซลาร์เซลล์ ที่บอร์ด สมอ. เห็นชอบในครั้งนี้ มีด้วยกัน 2 มาตรฐาน ได้แก่ มาตรฐานแผงเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดผลึกซิลิคอน และมาตรฐานคุณสมบัติด้านความปลอดภัยของแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ซึ่งมีข้อกำหนดสำหรับการทดสอบด้านความปลอดภัยที่สำคัญ เช่น การทนความร้อน การตัดไฟ การป้องกันไฟรั่ว การลามไฟ ระบบป้องกันไม่ให้เกิดความร้อนจนเกิดการลุกไหม้ เป็นต้น รวมทั้งเห็นชอบชุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเป็นสินค้าควบคุมอีก 3 มาตรฐาน ได้แก่ 

1) มาตรฐานของชุดชาร์จแบบพกพาที่ใช้ได้กับไฟบ้านทั่วไป 
2) มาตรฐานชุดชาร์จที่ใช้ได้กับไฟบ้าน ติดตั้งถาวรในบ้านและสถานที่สาธารณะทั่วไป 3) มาตรฐานชุดชาร์จแบบฟาสต์ชาร์จที่จ่ายไฟฟ้ากระแสตรง ซึ่งชุดชาร์จประเภทนี้ส่วนใหญ่จะติดตั้งอยู่ในปั๊มน้ำมัน ทั้งนี้ สมอ. จะเร่งรัดดำเนินการเพื่อให้ทั้ง 5 มาตรฐานดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายภายในปี 2569 

นอกจากนี้ บอร์ดยังเห็นชอบมาตรฐานสินค้าและมาตรฐานวิธีทดสอบต่าง ๆ รวมจำนวน 60 มาตรฐาน เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ – คลาวด์คอมพิวติง (cloud computing) อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things  (IoT)) กายอุปกรณ์เทียมและกายอุปกรณ์เสริม เลนส์ตาเทียม น้ำมันหอมระเหย หน่อไม้ในภาชนะบรรจุปิดสนิท น้ำยางข้นธรรมชาติโปรตีนต่ำ เครื่องซักผ้าเชิงพาณิชย์ เป็นต้น พร้อมทั้งเห็นชอบรายชื่อมาตรฐานที่ สมอ. จะจัดทำเพิ่มเติมในปี 2568 อีก 14 มาตรฐาน รวมเป็น 785 มาตรฐาน เช่น เหล็กเส้นสำหรับคอนกรีตอัดแรง รางสายไฟแบบตะแกรง เม็ดยาง กระเบื้องเซรามิกมุงหลังคา แผ่นผนังเซรามิกมวลเบา เป็นต้น เลขาธิการ สมอ. กล่าวทิ้งท้าย 

‘เจือ ราชสีห์’ ประสาน!! ‘อธิบดีกรมทางหลวงฯ’ ยืนยันต่อที่ประชุม พร้อมผลักดัน!! งบสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา ในปีถัดไปทันที

เมื่อวันที่ (17 ก.ค.68) นายมนตรี เดชาสกุลสม อธิบดีกรมทางหลวงชนบท พร้อมคณะได้มาชี้แจงงบประมาณของกรมทางหลวงทางชนบท จำนวน 9 ล้านบาท สำหรับค่าจ้างที่ปรึกษาศึกษาความเหมาะสมของโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เชื่อมระหว่างอำเภอสิงหนครกับ เทศบาลนครสงขลา อำเภอเมืองสงขลา ซึ่งเป็นโครงการที่ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้เฝ้ารอมาอย่างยาวนาน

‘นายเจือ ราชสีห์’ ในฐานะอนุกรรมาธิการงบประมาณฯ ได้ชี้แจงในที่ประชุม กับ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท ได้ทราบถึงความเดือดร้อนของชาวสงขลาในการใช้เวลานานข้ามระหว่างอำเภอสิงหนครกับ เทศบาลนครสงขลา อำเภอเมืองสงขลา 

นายเจือ ระบุว่า ชาวบ้านในพื้นที่คาดหวังกับโครงการนี้มาโดยตลอด การจัดสรรงบประมาณในปีนี้จึงถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ พร้อมกล่าวขอบคุณอธิบดีกรมทางหลวงชนบทที่เล็งเห็นความสำคัญและเข้าชี้แจงรายละเอียดต่อที่ประชุมด้วยตนเอง

ในที่ประชุม อธิบดีกรมทางหลวงชนบทได้ชี้แจงว่า งบประมาณจำนวน 9 ล้านบาทในปีนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดจ้างที่ปรึกษาดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของโครงการอย่างรอบด้าน ทั้งในด้านวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจสังคม โดยยืนยันว่าหากผลการศึกษาชี้ว่ามีความเหมาะสม กรมฯ พร้อมจะตั้งงบประมาณเพื่อเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปีถัดไปทันที่ หากโครงการผ่านการพิจารณา ก็จะกลายเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญระดับภูมิภาคในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top